จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีตาม เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ได้กำหนดให้มีหมวดวิชาศึกษาทั่วไปไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจำแนกเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการ หรือผสมผสานเนื้อหาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ภาษา และกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุจุด ประสงค์ของวิชาศึกษาทั่วไป

จุดประสงค์ของวิชาศึกษาทั่วไป เป็นการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้อย่างกว้างขวาง มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มีความเข้าใจธรรมชาติ ตนเอง ผู้อื่น และสังคม เป็นผู้ใฝ่รู้ สามารถคิดอย่างมีเหตุผล สามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารความหมายได้ดี มีคุณธรรม ตระหนักในคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของประชาคมนานาชาติ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตและดำรงตนอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดี

การ ศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้จะประกอบวิชาชีพชั้นสูง และเป็นพื้นฐานของการศึกษาระดับสูงขึ้นต่อไป ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาจะเป็นผู้ที่ทำงานรับผิดชอบบ้านเมืองในตำแหน่ง สำคัญ ๆ เป็นผู้กำหนดนโยบาย ทิศทางการการพัฒนา การแก้ปัญหาของชาติ เป็นผู้มีอิทธิพลในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นพื้นฐานการศึกษาและคุณภาพของการจัดการศึกษา หลักสูตร และการสอนที่สร้างเสริมประสบการณ์ของบุคคลเหล่านั้นจึงมีอิทธิพลต่อความคิด การกระทำ และการแก้ปัญหาของบุคคลที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย บริหารและปฏิบัติการเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ด้วย
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยประสบกับปัญหาอุทกภัยหนักมาก ถือเป็นวิกฤติการณ์ที่ไม่ปกติ การดำเนินการจัดการกับวิกฤติการณ์นี้นอกจากจะเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคมอันเกิดจาก ระบบการสื่อสารที่ทันสมัย รวดเร็ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในระบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของพลเมือง และผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ รวมทั้งผู้ปฏิบัติ องค์กรที่มีระเบียบวินัยและมีระดับการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ได้แก่ทหาร และตำรวจ และองค์กรภาคเอกชนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจกับประชาชนมากกว่าบางหน่วยงานของข้าราชการ

พลเมือง ไทยทั้งฝ่ายประชาชน และฝ่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐบาล ล้วนเป็นผู้ผ่านระบบการศึกษาของประเทศไทยเป็นส่วนมาก เมื่อประเทศเกิดวิกฤติการณ์พลเมืองของประเทศยังไม่สามารถประสานพลังความคิด พลังของความสามารถในการปฏิบัติการ และความมุ่งมั่นในการพัฒนารัฐชาติไทยได้มากอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบกับประเทศชาติโดยตรง ดังนั้นกระบวนวิชาที่ควรนำมาจัดการศึกษาเพื่อการปรับเปลี่ยนความรู้ ทักษะและเจตคติในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อแก้ไขคุณลักษณะของพลเมืองในระยะ ยาวจึงควรได้รับการทบทวนและพิจารณาใหม่ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการเตรี ยมพลเมืองในอนาคตถ้าเกิดต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต

ราย วิชาที่อาจต้องมีการปรับปรุงได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรมีสัดส่วนที่มากขึ้น เช่นเดียวกับรายวิชาทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับศาสนาและปรัชญาในสัดส่วนที่มากขึ้นเช่นกัน การปรับเปลี่ยนสัดส่วนต่าง ๆ ให้สามารถเสริมสร้างความรู้ ความคิดและทักษะ ที่สามารถเพิ่มสมรรถนะในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขและสามารถร่วมกันแก้ ปัญหาเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทุกเวลา การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้กระบวนการระดมความคิดและการศึกษาวิจัย บนพื้นฐานของความตั้งใจและยอมรับว่าปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยส่วนหนึ่งมาจากช่องว่างทางความรู้ ความคิด และทักษะต่าง ๆ ที่แต่ละคนมีอยู่

ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยปัจจุบันสร้างผู้ ที่มีความรู้เฉพาะด้าน หรือ Specialist เพื่อให้เป็นวิชาชีพเฉพาะชั้นสูง (Professional) มากกว่าผู้ที่มีความรู้หลายด้านหรือ Generalist และยิ่งเรียนระดับสูงขึ้นยิ่งมีความเป็นเฉพาะมากขึ้นความรู้ทั่วไปที่เป็น พื้นฐานถูกละเลยมากขึ้นตามลำดับ ตัวอย่างเช่น การเข้าเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาของประเทศไทยจะเน้นสอบความรู้วิชาเอกและ ภาษาอังกฤษ แต่ในสหรัฐอเมริกาการเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาต้องผ่านการทดสอบความรู้พื้น ฐานทั่วไปเรียกว่าข้อสอบ GRE หรือ Graduate Record Examination ซึ่งมีการทดสอบสมรรถนะสามด้านหลัก ๆ ได้แก่ Verbal Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านภาษา Quantitative Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านการคำนวณและตัวเลข และ Analytical Writing Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านการเขียน การอ่านบทความ และวิเคราะห์ในประเด็นความสอดคล้องและความขัดแย้งเป็นต้น
นอกจากนั้น ระบบการศึกษาของไทยยังสร้างคุณลักษณะของความเชื่อมั่นในวิชาความรู้หรือ ศาสตร์ของตนเองอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่การแก้ปัญหาในระดับมหภาคนั้น หรือในภาวะวิกฤติระดับชาตินั้นต้องการผู้ที่มีทั้งคุณลักษณะ Generalist และ Specialist หรือต้องการผู้ที่มีความเข้าใจในบริบททั่ว ๆไป และชำนาญเฉพาะเรื่อง

การดำเนินการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยใน ภาวะวิกฤติอุทุกภัยถือเป็นสิ่งที่รอการสรุปบทเรียน (Lesson Learned) ถอดบทเรียน (Lesson Distilled) เพื่อนำมาใช้เป็นองค์ความรู้และเข้ารหัส (Coding) และสามารถถอดรหัสการพัฒนา (Development Decoded) เมื่อต้องการนำความรู้มาใช้แก้ปัญหาวิกฤติต่าง ๆ การปรับปรุงในหลาย ๆ เรื่อง และรวมทั้งหลักสูตรและการสอนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นหนึ่งในภารกิจของการ ปรับปรุงด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร. กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

Tags : , , , | 2 comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2554
ธาตุในชีวิตมนุษย์ประกอบไปด้วย ดินน้ำ ลม ไฟ ซึ่งธาตุทั้ง 4 นี้แม้จะมีคุณค่าอย่างมหาศาล แต่ก็มีโทษได้อย่างมหันต์ เช่นกันหากมีเกินความพอดี เช่นกรณีการเกิดอุทกภัยครั้งนี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทยหลายล้านคนที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน บ้านเรือน อาชีพ ต้องทิ้งบ้านเรือนไปอาศัยอยู่ตามถนนหนทางหรือศูนย์อพยพต่าง ๆ ส่วนนี้คงไม่ต้องพูดถึงจิตใจของผู้ประสบภัยว่าจะทุกข์หนักหนาสาหัสแค่ไหนและความทุกข์ที่ว่านี้ก็ได้ขยายไปสู่ทุกภาคส่วนเพราะต่างก็ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมไปด้วยกัน
แต่อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้หากมองแต่ด้านลบอย่างเดียวก็จะยิ่งเพิ่มความทุกข์ให้เกิดมากขึ้นเพราะอย่างไรเสียเหตุก็ได้เกิดขึ้นไปแล้วก็คงต้องหามุมบวกมาคิดเพื่อทำให้ชีวิตมีพลังใจ มีสติในการแก้ปัญหามากขึ้น ด้วยมหาอุทกภัยครั้งนี้แม้จะมีความรุนแรงแต่ก็พอมีช่องให้พอมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้อยู่บ้าง ซึ่งแสงสว่างที่ว่านี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทยโดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะได้เรียนรู้วิชาชีวิตจริงจากประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะได้มีบทเรียนกับการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดจนส่งผลให้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นเพื่อนำไปแก้ไขข้อบกพร่องต่อไป ซึ่งบทเรียนจากชีวิตจริงที่ว่านี้จึงน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ากับการดำเนินชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตในหลายแง่หลายมุม คือทำให้คนไทยยอมรับถึงความเป็นจริงของวิถีชีวิตว่าจะต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติทั้งช่วงที่ให้คุณและให้โทษอย่างมีสติให้ได้และที่สำคัญจะได้เกิดความตระหนักและมีจิตสำนึกที่ดีว่า หากมนุษย์คิดแต่จะตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติฝ่ายเดียว สักวันหนึ่งธรรมชาติก็จะต้องเอาคืนบ้างจนได้ไม่ช้าก็เร็ว
ทำให้คนไทยมีเกราะทางจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้นเพราะหากสามารถปรับจิตใจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ไปได้ก็เหมือนกับชีวิตได้รับวัคซีนป้องกันภัยให้จิตใจชั้นดีทำให้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลังจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ซึ่งตัวอย่างที่ว่านี้จะเห็นได้ชัดเจนกับคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายุในปัจจุบันที่เจอปัญหานี้แล้วยังมีพลังใจดีอยู่เมื่อถูกสื่อสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จึงได้คำตอบว่า “เป็นเรื่องของธรรมชาติ น้ำมาเดี๋ยวก็ไหลไป อยู่ใต้ฟ้าไปกลัวอะไรกับฝน” อะไรทำนองนั้น ทั้งนี้ก็ด้วยผ่านอุปสรรคปัญหามามากแล้วนั่นเอง แต่ในทางกลับกันหากเป็นคนรุ่นใหม่สิ่งแรกที่เห็นก่อนเลยก็คือร้องไห้ แสดงความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส บางรายถึงกับต่อว่าต่อขานคนอื่นว่าไม่เข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ดูเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นเฉพาะตนหรือคนจำนวนมากทั้งนี้ก็ด้วยยังมีเกราะคุ้มกันด้านจิตใจน้อยอยู่นั่นเอง

ทำให้เยาวชน คนไทย ได้เรียนรู้ความเป็นจริงด้านภูมิศาสตร์และธรรมชาติของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปว่าหากมนุษย์ยังไม่หยุดการทำลายความสมดุลของธรรมชาติแล้วความหายนะก็คงจะคืบคลานเข้ามาในไม่ช้า ซึ่งมหาอุทกภัยครั้งนี้ก็ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่เตือนว่าธรรมชาติเอาจริงแน่ ซึ่งความสมดุลของธรรมชาติของน้ำที่ว่านี้เมื่อหล่นจากฟ้าก็ต้องถูกซึมซับลงไปในดินจนอิ่มตัวก็จะไหลไปยังที่ต่ำตามห้วย หนอง บึง และไหลลงสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ลำคลอง และสู่ทะเลในที่สุด แต่ปัจจุบันนี้มนุษย์ได้ทำให้วัฏจักรที่ว่านี้เสียไป ด้วยการไปทำลายที่อยู่ที่ไหลของน้ำด้วยสิ่งปลูกสร้างสารพัดประเภทและเมื่อมีน้ำมากขึ้นต่างก็พยายามสกัดกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ที่คิดว่าฝ่ายตนเองรับผิดชอบทำให้เส้นทางเดินของน้ำผิดธรรมชาติไป จนเกิดการสะสมน้ำจำนวนมากในที่สุดสิ่งกีดขวางทั้งหลายจึงเอาไม่อยู่เกิดเป็นอภิมหาอุทกภัยครั้งนี้ในที่สุด

ได้ทำให้คนไทยได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำอย่างมีความสุข โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตอยู่กับวัตถุ สิ่งก่อสร้างทำให้ห่างไกลจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติซึ่งจะต่างกับผู้คนในอดีตที่วิถีชีวิตจะอยู่กับน้ำมาโดยตลอดทั้งการตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แหล่งน้ำด้วยต้องอาศัยน้ำในการดำเนินชีวิตทั้งอุปโภค บริโภค และอาชีพ จึงเห็นคุณค่าของน้ำและรับรู้ธรรมชาติของน้ำที่จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลจึงสามารถปรับตัวอยู่กับน้ำได้อย่างเป็นธรรมชาติผิดกับคนรุ่นใหม่พอเห็นน้ำมากหน่อยก็เกิดความกังวล หวาดกลัวทิ้งบ้านเรือนทั้งที่น้ำยังท่วมไปไม่ถึงได้ทำให้ทุกฝ่ายทราบข้อเท็จจริงว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้สะสมขยะและสารพิษไว้จำนวนมาก เพราะน้ำท่วมในครั้งนี้นอกจากจะมีปริมาณน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่าง ๆ อย่างหนักแล้วยังได้เห็นขยะ สารพิษต่าง ๆ ไหลมากับน้ำจำนวนมากอีกด้วย น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้จึงถือเป็นโอกาสชะล้างสารพิษสิ่งหมักหมมมานานให้หมดไป ก่อนที่ทำให้คนไทยต้องตายผ่อนส่งตามมานั่นเอง

ได้ทำให้ทุกฝ่ายเห็นถึงศักยภาพในการแก้ปัญหาของผู้ที่เกี่ยวข้องว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เพราะเท่าที่ดูจากการแก้ปัญหาวิกฤติครั้งนี้แล้วก็เชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะมองเห็นข้อบกพร่องอยู่มากมายโดยเฉพาะแนวทางและวิธีคิดที่ไปคนละทิศละทางจนขาดเอกภาพ เช่น ภาคราชการก็ยังต้วมเตี้ยมอยู่กับขั้นตอนของการบังคับบัญชาและตัวหนังสือที่ใช้สั่งการทั้งที่เป็นปัญหาภัยพิบัติฉุกเฉินแท้ๆ ด้านนักวิชาการก็เน้นแต่ทฤษฎีเป็นหลักจนทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองด้วยมาจากคนละสำนักทำให้ข้อมูลและวิธีการแก้ปัญหาจึงเป็นไปในลักษณะ “หนูทดลองยา” หรือ “การฝึกทหารในสนามรบ ก็จบชีวิตทั้งผู้ฝึกและคนถูกฝึก” นี่ยังไม่รวมถึงการนำการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาด้วยการแยกเขา แยกเรา ชิงดี ชิงเด่น ทำให้การแก้ปัญหาไม่ทันการ ส่วนนี้นอกจากประชาชนจะทนทุกข์กับน้ำที่ท่วมหนักแล้วยังต้องมาพลอยเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมดังกล่าวอีกด้วย
ได้ทำให้เยาวชนและนานาชาติได้เห็นถึงจุดเด่นของความเป็นคนไทยที่ยังมีความงดงามด้านจิตใจมีจิตอาสายามเห็นผู้อื่นตกทุกข์ได้ยากหรือมีความลำบากมากกว่าอยู่ จึงเกิดภาพการช่วยเหลือจากบุคคลทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่น้ำใจจากชาวเขาบนดอย แม้ส่วนนี้จะมีผู้เห็นแก่ได้ที่ยังฉกฉวยโอกาสหาประโยชน์บนความทุกข์ของผู้อื่นอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของผู้คนส่วนใหญ่เท่านั้นซึ่งจิตใจที่ดีงามนี้จึงอยากให้สืบทอดกันต่อไปเพราะนี่คือสิ่งที่ต่างชาติเขาเห็นคุณค่าและชื่นชมความเป็นคนไทยมากที่สุด
ทำให้ได้เรียนรู้ในศักยภาพของสื่อมวลชนไทย เพราะจากเหตุการณ์ครั้งนี้

สื่อทุกแขนงต่างแข่งขันนำเสนอทั้งเหตุการณ์และข้อมูลกันอย่างหลากหลายจนเกินความพอดีไป โดยเฉพาะวิธีการนำเสนอที่ส่วนใหญ่จะออกไปทางแนว “ดราม่า” ที่ทั้งภาพและภาษาเน้นหนักที่ต้องการสร้างความตื่นตระหนก หวาดกลัวให้กับผู้รับข่าวสารทั้งสิ้น เช่นรายงานว่า “คงไม่รอดแน่ วิกฤติหนัก หนีตายอลหม่าน” นี่ยังไม่รวมบางรายการที่ได้ใช้เหตุการณ์นี้จัดเป็นรายการวาไรตี้ทั้งที่ชาวบ้านเขาทุกข์โศกอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหวังดึงให้มีการติดตามชมรายการของตนเองให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้ชมมีหลายระดับหากไม่สามารถสังเคราะห์ข่าวสารเป็นแล้วก็จะ “อิน” กับสิ่งที่นำเสนอจนเกิด “วิตกจริต” ไปในที่สุด

บทเรียนท้ายสุดที่จะขอนำเสนอในที่นี้ก็คงเป็นพระราชวินิจฉัยการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพมองการณ์ไกลว่าสถานการณ์น้ำบ้านเราจะเป็นอย่างไรพร้อมวินิจฉัยแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่พร้อมรับเหตุที่จะเกิดขึ้นไว้ให้ครบทุกขั้นตอนมากว่า 40 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนนำไปดำเนินการจนเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2538 พระองค์ก็ยังได้มีพระราชดำริย้ำให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดอีกแต่จนแล้วจนรอดก็ยังขาดการปฏิบัติอยู่เช่นเดิม จนเกิดมหาอุทกภัยครั้งนี้ตามมา เรื่องนี้เมื่อมีการนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเผยแพร่จึงน่าจะทำให้ประชาชนได้หูตาสว่างขึ้นว่ารัฐบาลที่อ้างว่าจะทำประโยชน์เพื่อประชาชนนั้นทำจริงได้แค่ไหน เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว ก็ควรที่ร่วมกันส่งสัญญาณไปถึงนักการเมือง พรรคการเมืองให้ได้ว่า ต่อไปนี้หากไม่มีนโยบายหรือแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างจริงจังแล้วก็จะไม่เลือกเข้ามาให้เกะกะลูกตาอีกต่อไปและที่สำคัญอย่าไปเห็นแค่เศษเล็กเศษน้อยที่นักการเมืองหยิบยื่นให้เพราะเมื่อแลกกับความเดือดร้อน ความสูญเสีย ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นแล้วไม่คุ้มกันเลย เพราะเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เชื่อว่าครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหากไม่มีระบบการป้องกันและบริหารจัดการน้ำที่ดีแล้ว ความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้เห็นได้อีกเป็นแน่.

กลิ่น สระทองเนียม

Tags : , , , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันพฤหัสบดี ที่ 03 พฤศจิกายน 2554
ช่วยคืนรูปใกล้เคียงสภาพเดิม พร้อม “เทคนิคเก็บหนังสือหนีน้ำ” แม้ปล่อยจมก็ยังอยู่รอดปลอดภัย ไม่เปียก!

นอกจากทรัพย์สิน เอกสาร และสิ่งของสำคัญ ที่ต้องขนย้ายให้ปลอดภัยจากมวลน้ำไหลหลากแล้ว “หนังสือ” ก็ถือเป็นของมีค่าสำหรับหลาย ๆ คนเช่นกัน วันนี้ “เดลินิวส์แคมปัส” มีวิธีเก็บหนังสือหนีน้ำมาฝาก แต่หากเผลอทำเปียกก็มีเทคนิคแก้ไขง่าย ๆ ช่วยคืนรูปใกล้เคียงสภาพเดิม

เริ่มจากแบ่งหนังสือเป็นกอง ๆ แล้วหุ้มด้วยถุงพลาสติกชนิดหนาอย่างน้อย 2 ชั้นต่อ 1 กอง ใช้สก็อตเทปพันปิดปากถุงให้สนิท จากนั้น ใส่ลังพลาสติกที่มีฝาล็อค แล้วยิงกาวซิลิโคนรอบฝา ก่อนยกลังใส่ถุงพลาสติกใหญ่อีกชั้น มัดให้แน่น ทั้งนี้ สามารถใช้สก็อตเทปแบบเหนียวแทนกาวได้ เพียงพันรอบฝาลังหลาย ๆ รอบ แล้วยกขึ้นที่สูง แม้น้ำท่วมถึงก็ช่วยป้องกันได้

แต่หากเผลอทำหนังสือ “เปียกไม่มาก” ให้ใช้ผ้านุ่ม ๆ ซับน้ำส่วนเกินออก ห้ามเช็ดแรง เพราะจะเพิ่มความเสียหายแก่หนังสือ จากนั้น ค่อย ๆ สอดกระดาษ (ปราศจากหมึกและไม่มีสารที่ละลายน้ำได้) ไว้ระหว่างหน้าที่เปียก แล้วนำของหนักวางทับบนปก จะช่วยดูด และรีดน้ำออกได้เร็ว สำหรับหนังสือ “เปียกมาก” ควรเปลี่ยนกระดาษที่สอดทุก ๆ 30 นาที จนกว่าจะชื้น ทั้งนี้ เวลาปล่อยผึ่ง อย่างวางปกซ้อนกัน เพราะเมื่อแห้งแล้วจะติด เกิดความเสียหายได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , | add comments

ด้วยภาวะน้ำท่วมในปีนี้ ส่งผลให้โรงเรียนหลายแห่งต้องจมน้ำ และไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ ส่วนอีกหลายแห่งที่ยังไม่จมน้ำ ก็มีอันต้องเลื่อนเปิดภาคการศึกษาออกไปอีก แต่อย่างไรก็ดีโรงเรียนต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ของผลกระทบดังกล่าว ก็มีอันต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนอีกครั้ง เนื่องจากมีคำสั่งจากกระทรวงที่มีมติให้โรงเรียนเลื่อนเปิดภาคการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ออกไปอีกจนถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2554 หากเป็นเวลาปกติแล้ว ในภาคเรียนที่ 2 ของภาคการศึกษาปกติ ทางโรงเรียนจะมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้ง กีฬาสี งานปีใหม่ การแข่งขัน หรือแม้กระทั่งการการสอบคัดเลือก แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เวลาในการเรียนของนักเรียนสั้นลงขณะที่เด็กๆยังต้องมีเนื้อหาที่ต้องเรียนเท่าเดิม เห็นได้ดังนี้แล้วผู้ปกครองทุกๆท่าน ควรจะต้องมีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวในภาคการศึกษาที่2 ที่จะมาถึงอย่างดีที่สุด

Tags : | add comments

เด็กยุคใหม่หัวใจอินเตอร์ ร้อยละ 70 – 80 ของครอบครัวยุคนี้ เปิดโอกาสให้ลูกหลานของตัวเองได้ใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีสูงกันอย่างกว้างขวางไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กอนุบาล ทำให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของสิ่งของนอกกายมากกว่าคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้รู้เท่าทันและรู้จักเลือกใช้ไปในทางสร้างสรรค์ เช่นเพื่อการหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ก็จะทำให้เด็ก ๆ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเครื่องมือดังกล่าว แต่เท่าที่เห็นในสังคมไทยเรานั้น การมีเทคโนโลยีดังกล่าว ก็เพียงเพื่อให้ตนเองได้ใช้มันเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาตนเองว่า “เราก็มีเหมือนกับคนอื่น ๆ” ซึ่งแท้จริงแล้วถามว่าได้นำเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์นั้น ๆ ไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่ากับราคาแล้วหรือยัง? หรือเพียงแต่ถือพกให้ดูโก้เก๋เท่านั้น ซึ่งค่านิยมดังกล่าวนี้เป็นเพียงเปลือกให้กับคนที่ไม่มีหลักยึดใดๆ จำเป็นต้องอาศัยทรัพย์สมบัติหรือสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ตนเองมีความรู้สึกว่าตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคม เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปก็จะต้องพยายามที่เกาะติดสถานการณ์ไม่ให้หลุดกระแสนิยม ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าเทคโนโลยีต่าง ๆ มาจากต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา และไทยก็เสียดุลการค้าตลอดเวลาเช่นกัน
ค่านิยมของเด็กรุ่นใหม่ก็เช่นกัน เด็กรุ่นใหม่เกิดอยู่บนสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ หนำซ้ำบางบ้านยังมีพี่เลี้ยงคอยประเคนทำทุกอย่างให้ เวลาที่เด็กอยากได้อะไรก็ได้มาโดยง่าย ทำให้เด็กในปัจจุบันส่วนใหญ่ขาดความพยายาม และความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ขาดความอยากรู้อยากเห็น เพราะมุ่งความสนใจของตนเองไปอยู่กับเฟอร์นิเจอร์ที่มาประดับตกแต่งตนเองให้ดูดี สิ่งเหล่านี้เกิดเพียงเพราะผู้ใหญ่ปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ ให้กับเค้าตั้งแต่ในวัยเด็กโดยไม่รู้ตัว หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ครั้นเมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการเรียนที่ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ผู้ปกครองไม่ได้สอนให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบอย่างเป็นเหตุเป็นผล เด็กก็ไม่ยอมคิดและมองไม่เห็นประโยชน์ในการเรียน เด็กเห็นแต่สิ่งของมีค่านอกกายให้ความสำคัญกับวัตถุนิยมภายนอก เด็กจึงเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ในการเรียน ปัญหาที่ตามคือปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม และทวีความรุนแรงเป็นปัญหาสังคมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่ใครจะมาแก้ไขทันเพราะมันกลายเป็นปมขนาดใหญ่ที่ถูกมัดติดกันหลายๆ ครั้งจนยากที่จะแก้ไข
ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เราสามารถร่วมมือกันแก้ไขได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ โดยผู้ใหญ่จะต้องตระหนักว่าลูกหลานของเราจะต้องเติบโตขึ้นเพื่อเป็นผู้ใหญ่ต่อไปในอนาคต และหากพวกเขาเหล่านั้นติดอยู่กับเทคโนโลยีที่เราจะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศตลอดเวลาเช่นนั้น แล้วประเทศจะเหลืออะไร อนาคตลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่พอจะทำได้ในฐานะของผู้ใหญ่ คือ เปลี่ยนวิถีชีวิตให้กลับมาเป็นแบบพึ่งตนเองและพอเพียง
……………….อนาคตของประเทศชาติและลูกหลานของเราอยู่ในมือของเราทุกคน…………………….

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

คอร์สปิดเทอม ตุลา’54

Posted by malinee on Friday Sep 23, 2011 Under Uncategorized

ในช่วงปิดภาคเรียนนี้ ทางสถาบันได้จัดคอร์สปิดเทอม ให้แก่บุตรหลานของท่าน ตั้งแต่ วันที่ 3 ต.ค. – 28 ต.ค. 54 หากท่านใดสนใจติดต่อสอบถามได้กับทางสถาบัน

Tags : , , , , , , , | add comments

สองมือแม่นี้ที่หายไป

Posted by malinee on Tuesday Sep 20, 2011 Under Uncategorized

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศตึงเครียด จะมีเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้นที่ไม่ต้องกังวล แต่สังคมโดยรวม หรือประชากรส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ กับความฝืดเคือง ภาวะเงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดภาวะที่จะต้องดิ้นรนเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งอาจทำได้โดยการทุ่มเทกับงานให้มากขึ้น เพื่อโอกาสก้าวหน้าทางด้านการงาน ทำงานพิเศษ นอกเวลา ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวส่งผล 2 ด้าน นั่นคือ การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และ ผลทางด้านครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดี่ยว เนื่องจาก เมื่อพ่อแม่ให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานมาก ก็จะทำให้เห็นความสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูลูกน้อยลง เป็นสาเหตุของปัญหาสังคม จริยธรรม ที่เราได้ยินได้ฟังจนกลายเป็นความเคยชิน จนไม่มีใครมีสำนึกที่จะช่วยแก้ปัญหา
ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมเมื่อสืบสาวกันลึก ๆ มักเกิดจากปัญหาพื้นฐานทางครอบครัวเป็นหลัก ความรุนแรงของปัญหานั้น ๆ ขึ้นอยู่กับว่า คนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองนั้นตระหนักหรือรับทราบถึงปัญหาหรือไม่ มีสำนึกถึงหน้าที่ของความเป็นบุพการีมากน้อยเพียงใด ภาพรวมของผู้เป็นพ่อแม่ปัจจุบัน นิยมผลักเด็กออกจากตัวเองโดยไม่รู้ตัว แล้วมีคำพูดที่เป็นข้อแก้ต่างตลอดเวลาว่า ไม่มีเวลา ต้องทำงาน ไม่แม้กระทั่งหาข้อมูล (ที่แสนจะง่ายดาย และสะดวกสบาย) เกี่ยวกับพฤติกรรมในแต่ละวัย บางครอบครัวไม่มีเวลาถึงขนาดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกหลานของตนมีพฤติกรรมอย่างไร มีการเรียนย่ำแย่ หรือดีแค่ไหน ปล่อยให้หน้าที่ดังกล่าวเป็นของทางโรงเรียน และโรงเรียนกวดวิชา ส่วนตนเองมีหน้าที่หาปัจจัยต่าง ๆ มาบำรุง บำเรอ ความสุข ความสะดวกสบาย หรือหน้าตาทางสังคม โดยไม่เหลียวแลหน้าที่ในการอบรมบ่มนิสัย การขัดเกลาจิตใจ จึงทำให้เด็กมีความเชื่อ และค่านิยมผิด ๆ โดยขาดการชื้ทางที่ถูกที่ดี
ครอบครัวที่มีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น เมื่อดูภายนอกแล้ว เป็นครอบครัวที่มีความสุข สมบูรณ์ ก็เหมือนกับผลไม้ที่เน่าข้างใน โดยที่ผิวด้านนอกยังดูดีอยู่ เราจะไม่รู้เลยจนกว่าเราจะไปสัมผัส จับต้องมัน แล้วเจ้าหนอนตัวเล็ก ๆ ก็จะชอนไชออกมาพร้อมกลิ่นเหม็น เช่นเดียวกับปัญหาเล็ก ๆ ภายในครอบครัว หากเกิดในช่วงสั้น ๆ หากรู้แล้วสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ก็สามารถกำจัดหนอนน้อยเพียงไม่กี่ตัวไปได้จากเนื้อทั้งชิ้น แต่ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่รับรู้ และไม่พยายามที่จะหาสาเหตุของปัญหา ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ผูกจากปมหนึ่งไปอีกปมโดยไม่สิ้นสุด จนสุดท้ายปัญหาต่าง ๆ ไม่สามารถคลี่คลายได้ ก็ปล่อยไปตามยถากรรม เมื่อครอบครัวซึ่งถือเป็นฐานของบ้านเมือง หากฐานเองยังไม่มีความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ไหนเลยจะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับตึกทั้งหลังได้เล่า ซึ่งปัญหาดังกล่าวต่าง ๆ เหล่านี้จะเบาบางลงถ้า พ่อแม่ให้ความสำคํญกับหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่อย่างแท้จริง มิฉะนั้นก็รอวันที่ประเทศชาติจะล้มลงด้วยมือของทุกคนที่ไม่สำนึกในหน้าที่ของตนเอง

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

IQ หรือ I kill

Posted by malinee on Monday Sep 5, 2011 Under Uncategorized, ทฤษฎีลูกคิด

อย่างที่เรารู้ ๆ กันอยู่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ในบ้านเรามีแนวการศึกษาให้เลือกในแบบต่าง ๆ มากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังไม่เห็นความโดดเด่นในเรื่องของวิชาการในเด็กรุ่นนี้มากนัก หากแต่สิ่งที่เราเห็นนั้นมันกับตรงกันข้าม บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินได้ฟังจากพ่อแม่ผู้ปกครองว่า ลูกเรียนแล้วไม่ได้อะไร ไม่มีความรับผิดชอบ ต้องคอยดูแลจนกระทั่งโต หรือได้ยินได้ฟังจากครูว่าเด็กรุ่นนี้ ไม่เอาใจใส่ต่อการเรียน ไม่มีความพยายาม หรือแม้กระทั่งบทความต่าง ๆ ที่เรามักจะได้อ่านพบว่าเด็กไทย ไอคิวต่ำลง ทั้งนี้ทั้งนั้นมันคงไม่ได้เป็นที่กลุ่มของเด็ก หรือวัยของเด็ก หากเกิดมาจากหลายปัจจัย ซึ่งพอจะประมวลได้ดังนี้
– กฏกระทรวงที่สร้างสรรค์ ให้โรงเรียนรับนโยบายที่ว่าไม่มีการตกซ้ำชั้น ซึ่งไม่ว่าเด็กคนนั้นจะไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ก็สามารถสอบขึ้นชั้นได้ โดยที่มีคะแนนเก็บ ซึ่งเป็นรายงาน คะแนนความประพฤติ แล้วนำมารวมกับคะแนนสอบ กลางภาค (ประมาณ 10%) กับคะแนนสอบปลายภาค (อีก 20%) ซึ่งรวมคะแนนสอบแล้วไม่สามารถบอกความสามารถ หรือความรู้พื้นฐานของเด็กได้ ซึ่งเมื่อเด็กเรียนในชั้นที่สูงขึ้นไป ความสามารถในการรับรู้ หรือในเรื่องของการอ่านยังไม่ได้ถูกฝึกให้พัฒนาขึ้น ทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถที่จะต่อยอดความรู้หรือเนื้อหาใหม่ให้เด็กได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ได้ ปล่อยให้ครูผู้สอนระดับต่อไปรับเด็กต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเมื่อเด็กไปโรงเรียนก็ขาดความกระตือรือร้นในการเรียน ไม่ขวนขวายหาความรู้ เพราะติดขัด ไม่มีความสุข ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง เด็กกลุ่มนี้ก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และรวมกลุ่มกันหาสิ่งที่ทำโดยที่ตัวเองมีความสุข ซึ่งถ้าสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขเป็นประโยชน์กับตัวเองก็ไม่น่าเป็นห่วงซักเท่าใด แต่ความสุขที่เด็กกลุ่มนี้พบมักเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา กว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะรู้เท่าทันทุกอย่างก็สายเสียแล้ว
– สิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว นอกจากจะเป็นในส่วนของการบริหารระบบแล้ว ยังเกิดจากสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการคือ ความใกล้ชิด ดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งมักมีข้ออ้างหลักที่คนกลุ่มนี้ใช้คือ ไม่มีเวลา ต้องทำงาน แล้วให้จัดหาคน หรือ สิ่งของที่ดูแลลูกอย่างขาดวิจารณญาน ไม่ได้ไตร่ตรองถึงข้อเสียว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่เรายอมเสียให้กับลูกหรือไม่ ผู้ใหญ่มักคิดว่าตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบต่าง ๆ มากมาย เห็นว่าเด็กยังไงก็ไม่ยอมรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ซึ่งมีเพียงการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ขาดความรู้เท่าทันไปว่า สิ่งที่ตนเองให้กับลูก (เกมส์ , iPad , iPhone หรือแม้กระทั่งทีวี) นั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กขาดวินัย และความรับผิดชอบ เห็นเพียงแต่ว่าเมื่อเด็กอยู่กับอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ทำให้เขาไม่เข้ามากวนใจ หรือต้องคอยหาอะไรให้ทำ เพราะเด็กจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้นานเป็นหลายชั่วโมง
สิ่งที่น่าเศร้าคือ เคยได้ยินว่าจะมีนโยบายจากกระทรวงให้เด็กชั้นประถม 1 (ซึ่งยังจับดินสอไม่ถนัด เขียนหนังสือยังไม่ได้ ต้องหัดลากตามรอยเส้นประ) ใช้ tablet เพื่อให้เด็กได้เข้าถึงเทคโนโลยี คาดว่านโยบายนี้จะเป็นนโยบายเพิ่ม I kill เด็กไทย ไม่ใช่ IQ ซะแล้ว

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ในวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2554 ทางโรงเรียนจัดให้มีการซ้อมใหญ่เพื่อแข่งขันจินตคณิตคิดเร็ซขึ้น ในเวลา 15 : 30 – 16:15 น. หากท่านใดสนใจดูคลิป เข้าชมได้ที่ facebook “จินตคณิต ลูกคิดญี่ปุ่น”

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม 2554
บอกลาความคิดเชื่องช้า ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ ช่วยเติมความปราดเปรื่องให้สมอง เพิ่มพลังเรียนรู้เร็ว

เริ่มวันใหม่เติมพลังการเรียนรู้ด้วย “โปรตีน” จากเมนูข้าวต้ม โจ๊ก แซนด์วิช สลัด หรือซีเรียล พร้อมนม 1 แก้ว จะช่วยคงสภาวะระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงเป็นเวลานาน ตรงกันข้ามหากมีพฤติกรรมงดอาหารเช้า จะสังเกตว่า ช่วงสายมักเริ่มหิว ไม่มีสมาธิ ขาดความฉับไวในการคิด และแก้ปัญหา

“จิบน้ำอุณหภูมิห้อง” เพราะสมองประกอบด้วยน้ำถึง 85% และระหว่างวันร่างกายจะสูญเสียไปจากเหงื่อ และปัสสาวะ ดังนั้น จึงต้องเติมน้ำให้ร่างกายเป็นระยะ โดยควรเป็นน้ำธรรมดา ไม่เย็นจัด ซึ่งร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที มีผลต่อเซลล์สมองส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น

“สลับมือบริหารสมอง” ด้วยกิจกรรมง่าย ๆ เช่น แปรงฟัน หวีผม หรือกวาดบ้านด้วยมือที่ไม่ถนัด จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานให้แอคทีฟขึ้น

“อารมณ์ดีสมองแล่น” อารมณ์ขันส่งผลต่อกระบวนการคิดเชิงบวก และแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ ในทางกลับกันถ้าอยู่ในอารมณ์เครียดเกินไป จะทำให้การประมวลข้อมูลของสมองช้า ทำความคิดแคบ

“เลี่ยงอดนอนทำสมองเบลอ” ควรนอนหลับให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยไม่ควรนอนคลุมโปง เพราะจะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ และลดออกซิเจน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

ลองนำวิธีข้างต้นไปใช้อย่างสม่ำเสมอ แล้วน้อง ๆ จะพบว่า “สมองฟิตความคิดปิ๊ง” นั้น สร้างได้ง่าย ๆ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , , , | add comments