KidDSquare.com ได้รับเชิญจาก KidscoveryTV รายการในเครือ รักลูกกรุ๊ป เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง “ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด” เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ดำเนินรายการโดยคุณทวีรัตน์ จิรดิลก และผู้ร่วมรายการคือ ครูจา และ ครูอู๊ด จาก KidDSquare.com  คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองท่านใดสนใจหรือต้องการทราบรายละเอียดว่า จินตคณิตคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับเด็กๆ   เรียนกันแบบไหน แนะนำให้ดูจนจบ พิธีกรถามได้ละเอียดและเข้าใจดีมากครับ

ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 1/4

ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 2/4 


ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 3/4


ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 4/4

Tags : , , , , | add comments

จินตคณิตคืออะไร

จินตคณิตโดยลูกคิด คือการใช้ลูกคิดเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้

เรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไร

ในการเรียนจินตคณิตนั้นจุดประสงค์หลักไม่ได้ให้เด็กนั้นสามารถคิดเลขได้เร็วและถูกต้อง แต่เป็นการเรียนโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อกลางในการบังคับใช้สมองทั้งสองซีก ซึ่งผลพลอยได้จากการเรียนคือ

  • การเข้าใจเรื่องจำนวนและตัวเลข เนื่องจากลูกคิดแต่ละแกนจะแทนค่าประจำหลักในแต่ละหลัก
  • การคิดเลขที่ถูกต้องและแม่นยำ ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร และนอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กที่เพิ่งเริ่มท่องสูตรคูณสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำ  มีผลการวิจัยทางสมองหลาย ๆ งานพบว่าศักยภาพสมองของเด็กนั้นมีไม่จำกัด แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปล่อยโอกาสของวัยนี้ โดยไม่ได้มีการส่งเสริมศักยภาพของวัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุให้พลาดโอกาสในวัยทองนี้ไป

ฟังก์ชั่นของสมอง

สมองของมนุษย์ประกอบด้วยกันอยู่ 2 ซึกนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา เด็กประมาณ 95% จะใช้สมองซีกซ้ายเพียงซีกเดียว โดยขาดการใช้สมองซีกขวาซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของความฉลาด

หน้าที่ของสมองซีกซ้าย

  • การคิดวิเคราะห์ข้อมูล
  • ภาษา
  • การคำนวณ

หน้าที่ของสมองซีกขวา

  • การสังเคราะห์ข้อมูล
  • จินตนาการ
  • ความคิดสร้างสรรค์

สมองทั้งซีกซ้ายและขวานั้นจะมีการทำงานและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน เป้าหมายของเราเพื่อกระตุ้นการใช้สมองทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การใช้สมองทั้งสองซีกของเด็กนั้นจึงเป็นศักยภาพที่แท้จริง แต่ ….    เราจะกระตุ้นการใช้สมองสองซีกพร้อม ๆ กันได้อย่างไร

การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นวิธีทางหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการใช้สมองสองซีกในเวลาเดียวกันได้ ในปัจจุบันการเรียนการสอนลูกคิดนั้นเราจะใช้ลูกคิดญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “Soroban abacus” ซึ่งมีลูกคิดแถวบน 1 เม็ด และแถวล่าง 4 เม็ด การใช้ลูกคิดนี้สามารถปูพื้นความรู้เรื่องจำนวน การคำนวณให้แก่เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคำนวณด้วยวิธีการใช้ลูกคิดนั้นทำให้เด็กสามารถคำนวณตัวเลขได้ถึง 10 หลักและสามารถจินตนาการได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องคิดเลขด้วย

ในการใช้ลูกคิดของเด็กนั้น ในขณะที่เด็กใช้มือในการเคลื่อนเม็ดลูกคิดนั้นจะเกิดการประสานระหว่างมือกับการกระตุ้นเซลสมอง เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของสมองทั้งหมด

นอกจากเรื่องการคำนวณแล้วการเรียนลูกคิดยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้อีกด้วย

  • ทำให้เด็กมีสมาธิ
  • เพิ่มศักยภาพของการจำ
  • ทำให้เด็กสามารถฟังและอ่านเร็วขึ้น

ในประเทศญี่ปุ่น นักการศึกษายังคงเชื่อมันกับการใช้ลูกคิดเพื่อช่วยเด็กพัฒนาการคิดเลขเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยให้

  • เด็กเข้าใจระบบตัวเลขฐาน 10 และค่าประจำหลัก
  • เข้าใจถึงหลักการยืม และการทดในการคิดคำนวณ

โรงเรียนในเอเชียหลาย ๆ โรงยังนิยมนำลูกคิดเข้าร่วมในหลักสูตรการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถม 4 ซึ่งพบว่าเด็กทิ่เริ่มการเรียนการสอนด้วยลูกคิดก่อนการเรียนแบบเก่าจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความสับสนกับการคิดเลขแบบปกติ แต่หากเด็กที่เริ่มการเรียนแบบปกติก่อน อาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติเพื่อความเข้าใจในการใช้ลูกคิด

คำถามที่ถูกถามบ่อยๆ:

  1. ลูกคิดคืออะไร?
  2. การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
  3. การเรียนลูกคิดมีข้อดีอย่างไร?
  4. อายุเท่าใดจึงเป็นอายุที่ดีที่สุดที่เริ่มเรียน?
  5. ลูกคิดมีกระบวนการคิดที่แตกต่างอย่างไรกับการคิดคำนวณที่สอนในโรงเรียนโดยทั่วไป?
  6. วิธีการใช้ลูกคิดทำให้เด็กสับสนกับการคิดคำนวณที่โรงเรียนหรือไม่ ?

ลูกคิดคืออะไร

ลูกคิดคืออุปกรณ์ที่คิดโดยประเทศจีนเมื่อ 2000 ปีที่แล้วเพื่อการคิดคำนวณ

การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
การใช้เครื่องคิดเลขนั้นเด็ก ๆ เพียงใส่ข้อมูลลงในเครื่องแล้วให้เครื่องคำนวณออกมา แต่การใช้ลูกคิดนั้นเด็กจะต้องแปลงตัวเลขเพื่อดีดลงบนลูกคิดจนได้คำตอบออกมา หลังจากการดีดลูกคิดจนเกิดความชำนาญ เด็ก ๆ จะถูกฝึกให้จินตนาการในสมองซีกขวาได้อย่างแม่นยำ

การเรียนจินตคณิตด้วยการใช้ลูกคิดมีข้อได้เปรียบอย่างไร
ในประเทศญี่ปุ่นนักการศึกษายังสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนลูกคิดในโรงเรียนเพื่อช่วยพัฒนาสมองส่วนของการคิดเลขเร็วหรือการจินตนาการ ซึ่งทำให้เด็กสามารถเข้าใจในระบบตัวเลข โดยเฉพาะในระบบตัวเลขฐาน 10 ซึ่งรวมถึงการเข้าใจในการยืมและการทด ความเข้าใจในคู่ 5 และคู่ 10

การเรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไรต่อเด็ก
การเรียนการคิดคำนวณด้วยลูกคิดนั้นจะช่วย…

  • ทำให้เด็กมีความมั่นใจในเรื่องการทำคณิตศาสตร์มากขึ้น
  • พัฒนาความสามารถในการคิดคณิตคิดเร็ว
  • ฝึกให้มีการคิดโดยอัตโนมัติ
  • เพิ่มการจินตนาการ
  • เพิ่มความสามารถในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์
  • เพิ่ม/ฝึก สมาธิ

ช่วงวัยใดที่เหมาะในการเริ่มเรียนจินตคณิต
ไม่มีงานวิจัยใดสนับสนุนหรือระบุช่วงวัยที่แน่นอนในการเรียน แต่โดยส่วนใหญ่เด็กจะเรี่มเรียนในวัยอนุบาลจนถึงชั้นประถมปีที่ 4

การเรียนลูกคิดต่างจากการคำนวณแบบปกติอย่างไร
การคิดคำนวณโดยการใช้ลูกคิดนั้นจะมีการตีค่าของตัวเลขออกมาเป็นเม็ดลูกคิด ซึ่งต่างจากการคำนวณแบบปกติที่มีการคำนวณเป็นค่าตัวเลขที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นผลให้สามารถสร้างภาพขึ้นได้บนสมองซีกขวา และยังเป็นผลต่อเนื่องจนส่งผลให้เกิดการคำนวณที่มีความรวดเร็วและแม่นยำ

การเรียนลูกคิดก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสับสนกับการเรียนในแบบปกติที่โรงเรียนหรือไม่?
โดยปกติเด็กที่เริ่มการเรียนลูกคิดก่อนที่จะคิดคำนวณคล่องนั้น มักไม่พบปัญหาและยังทำให้เด็กนั้นสามารถคำนวณได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ในเด็กที่เริ่มเรียนหลังจากที่มีการคิดคำนวณจนคล่องแล้วนั้นมักต้องใช้เวลาในการเรียนที่ยากลำบากในช่วงแรก เนื่องจากการใช้ลูกคิดในช่วงแรกจะทำให้เด็กมีความรู้สึกยุ่งยากกว่าการคิดคำนวณแบบปกติ แต่หลังจากการใช้ลูกคิดจนคล่องก็จะสามารถสร้างจินตนาการขึ้นที่สมองซีกขวาได้เหมือนกัน

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ช่วงเวลาของการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในระดับชั้นต่างๆ มีหลายๆ ครอบครัวที่ดีใจ และอีกหลายๆ ครอบครัวที่มีน้ำตาเปื้อนใบหน้า เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่พ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องมีหน้าที่คอยประคองความรู้สึกและให้กำลังใจบุตรหลาน ให้เขาได้เรียนรู้ถึงความผิดหวังบ้าง เพราะในชีวิตคนเราไม่มีใครที่จะสมหวังในทุกๆ เรื่อง เพื่อเป็นบทเรียนให้เค้าได้ตั้งความหวังให้สูง และไปถึงจุดนั้นให้ได้ด้วยความเพียรพยายาม

แต่หลายๆ ครอบครัวจะหลีกเลี่ยงไม่ให้บุตรหลานของตนเองในการสอบคัดเลือก โดยการให้เข้าโรงเรียนที่มีการเรียนยาว โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนโรงเรียน ทุกอย่าง พ่อแม่ ผู้ปกครองจะเป็นผูวางแผน หรือดำเนินการ คิดแทน ทำทุกอย่างแทนให้จนกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยของความเฉื่อย ไม่มีความคิดที่จะริเริ่มหรือทำอะไรด้วยตัวเอง เมื่อโตขึ้นจะไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะไม่เคยถูกฝึกทักษะด้านใดเลย ไม่เคยวางแผนการทำงาน หรือ อนาคตตนเอง เค้าจะดำเนินชีวิตอย่างไร ถ้าชีวิตเค้าขาดผู้อุปถัมภ์ ดูแล

มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครอง อบรมเลี้ยงดูเค้าเหล่านั้นให้ได้รู้จักหน้าที่ของตนเองตั้งแต่วัยเด็ก แล้วเพิ่มหน้าที่ให้มากขึ้น ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองต้องลดการดูแลในส่วนของตนเองลง ให้เค้าได้เรียนรู้ที่จะคิดวางแผนเป็นระยะๆ เช่น การทำการบ้าน ให้เค้าได้ทำด้วยตนเอง ไม่ใช่ช่วยจนเค้าไม่สามารถทำการบ้านได้ด้วยตนเอง อ่านหนังสือสอบ ต้องให้เค้าค่อยๆ เรียนรู้ที่จะสะกดคำ จนคล่อง ไม่ใช่อ่านให้เค้าฟังทุกครั้ง ทักษะที่ต้องใช้เวลา และที่ควรจะได้รับการฝึกฝน  ก็จะไม่เกิดขึ้น ให้เค้าได้ดูแลตัวเอง มีความภูมิใจในตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเอง เรียนรู้ที่จะผิดหวัง เรียนรู้ที่จะมุ่งมั่นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จลุล่วง หากพ่อแม่ผู้ปกครอง เลี้ยงดูบุตรหลานแบบที่คิดแทนเค้าในทุกๆ อย่าง สักวันที่เค้าไม่มีเรา ชีวิตเค้าจะเดินต่อไปอย่างไร ในเมื่อเค้าไม่เคยได้รับการฝึกฝนใดๆ เลย อย่าทำร้ายเค้าด้วยการดูแลที่เกินความจำเป็นกันอีกเลย ขนาดดักแด้ที่อยู่ในไหม สักวันนึงมันก็ต้องกลายเป็นผีเสื้อที่ต้องกางปีกของตนเองออกมาสู่โลกกว้างในที่สุด

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากกระแสข่าวเรื่องการสอบแข่งขัน เข้าเรียนในชั้น ป.1 โรงเรียนในเครือสาธิต จนเป็นกระแสทำให้มีข่าวว่าจะไม่ให้มีการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในชั้น ป.1 เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เราจะพบเห็นกันเป็นประจำในการสอบคัดเลือกในทุกระดับชั้น การแข่งขันเกิดขึ้นอย่างดุเดือดในทุกช่วงชั้นในบ้านเรา

หลายๆ คนก็คงเคยได้ยินว่าในหลายๆ ปะเทศก็มีการแข่งขันเข้าโรงเรียนรัฐเช่นกัน (เช่น สิงคโปร์ หรือ ญี่ปุ่น) แต่หากเราลองมาดูถึงรายละเอียดกันจะพบว่า ในการแข่งขันดังกล่าวเกิดขึ้นกับทุกๆ โรงเรียนรัฐ ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงโรงเรียนบางโรงเรียนเหมือนอย่างบ้านเรา สาเหตุของการแข่งขันดังกล่าวในบ้านเราแตกต่างจากประเทศที่กล่าวมาแล้ว นั่นเป็นเพราะมาตรฐานของโรงเรยนในบ้านเราไม่เท่าเทียมกัน ความสามารถในการสอนแตกต่างกัน ทำให้ความเชื่อมั่นต่อสถานศึกษาเกิดกระจุกอยู่เพียงโรงเรียนไม่กี่แห่ง นอกจากนี้แล้ว การประเมนผลในระดับประเทศของบ้านเรา มักนำมาหาค่าเฉลี่ยในแต่ละโรงเรียน เทียบกับขนาดของโรงเรียน เทียงระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ และประกาศกันอย่างแพร่หลาย

ดัชนีชี้วัดดังกล่าวแทนที่จะนำมาช่วยกระตุ้นให้โรงเรียนที่มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ หรือเป็นตัวชี้วัดว่าต้องมีการเพิ่มศักยภาพของการเรียนการสอนของครูผู้สอน ให้มีสัมฤทธิผลที่ดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นตัวชี้วัดการเลือกโรงเรียนให้กับบุตรหลาน มาประกอบกับแถลงการณ์ของกระทรวงศึกษา ที่รับจำนวนเด็กต่อห้องไม่เกิน 40 คน ยิ่งเป็นเหตุให้อัตราการแข่งขันเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ เหตุการณ์นี้จะทำให้เกิดกลุ่มเด็กที่แยกกันอย่างชัดเจน คือเด็กในกลุ่มที่ฐานะทางบ้านไม่สามารถแทรกตัวบุตรหลานให้เข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่มีครูที่(พ่อแม่คาดหวังว่า)ดีได้ ก็จะต้องไปอยู่ในโรงเรียนที่ไม่มีโอกาสเลือกเท่าใดนัก เด็กที่รวมตัวกัน จะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยใส่ใจในการเรียนเท่าใดนัก สุดท้ายจะกลายเป็นภาระของสังคม

ไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ไม่มีผู้ที่คิดจะลงมือแก้ไขปฏิบัติ ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ผ่านไป นั่งในตำแหน่งเพื่อรับเงนเดือน และเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูล แต่ไม่ได้คิดที่จะแก้ไขปัญหาใดๆ เพราะคิดว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมานานเกินกว่าจะแก้ไข หรืออาจนั่งในตำแหน่งแต่ไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่เกิดในสังคมปัจจุบันเกี่ยวกับการศึกษาจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข เพราะรับช่วงต่อจากผู้บริหารคนเก่า เสมือนตำแหน่งที่ได้มาเป็นสมบัติผลัดกันชม ได้แต่ทำตามในสิ่งที่เคยทำ ให้เวลามันผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

บุพเพสันนิวาส

Posted by malinee on Sunday Mar 18, 2018 Under เกร็ดความรู้

ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก ละครบุพเพสันนิวาส ไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กเด็กแดง ไปจนถึงคุณปู่ คุณย่าทั่วบ้านทั่วเมือง จนกลายเป็นละครฟีเวอร์ที่มีการจัดกิจกรรม หรือสินค้ามารองรับกับความต้องการของตลาดไปแล้ว

สิ่งหนึ่งที่เราได้จากละครที่แทรกมา ทำให้หลายๆ คนอยากรู้ประวัติศาสตร์ในยุคนั้น มีทั้งการหาหนังสืออ่าน ไปจนกระทั่งการเรียนประวัติศาสตร์เสริม ทั้งๆ ที่เราเคยเรียนประวัติศาสตร์ไทยกันมาโดยตลอด แต่ชื่อที่พูดมาแต่ละชื่อ ไม่สามารถทำให้เรานึกออกได้ว่าอยู่ในช่วงสมัยไหน สิ่งที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เราได้เห็นว่า การเรียนประวัติศาสตร์บ้านเรา ไม่ได้ทำให้เราได้รู้ว่า การปกครองของเราค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันไปสอดคล้องกับคำบ่นของเด็กๆ ที่ไม่ชอบวิชาสังคมประวัติ ในทางกลับกันเค้าก็ต้องเรียน worlf history  ซึ่งถ้าไม่ชอบวิชาท่องจำก็จะไม่ชอบวิชานี้ด้วย กลับกลายเป็นว่า เด็กๆ สามารถลำดับเหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อเนื่องไปจนสงครามโลกครั้งที่ 2  ได้อยางไร

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ปัจจัยของเด็กไม่มีแล้ว คราวนี้ปัจจัยที่ทำให้เด็กไม่ชอบเรียนสังคมประวัติเกิดได้ 2 ปัจจัยคือ ครูผู้สอน ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าครูผู้สอนมีผลกับการเรียนในทุกๆ วิชามาก เพราะครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก หากถ่ายทอดให้เด็กโดยการลำดับเหตุการณ์เป็นฉากๆ อย่างที่อาจารย์ของเกศสุรางค์อธิบายลูกศิษย์ ในชั้นฟัง คงมีแต่คนตั้งหน้าตั้งตาฟัง และอีกส่วนที่เป็นปัจจัยที่สำคัญได้แก่ หนังสือเรียนของเรา จะเป็นการกล่าวถึงยุคสมัย พร้อมกับช่วงเวลา และต่อด้วยการจำวิธีการปกครอง การค้าขาย เป็นหัวข้อต่างๆ ตามมาเป็นกระบุงโกย และที่แย่ไปกว่านั้น ข้อสอบจะเป็นข้อสอบที่ถามรายละเอียดว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.ใด ถึง พ.ศ.ใด ซึ่งยากนักที่เด็กจะมานั่งจำทุกๆ หน้า เค้าก็เลือกที่จะเข้าห้องสอบแบบจิ้มข้อที่คุ้นเคย

ครูคิดว่า ออเจ้าทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยงข้องกับหลักสูตรหรือแบบเรียน ควรมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงแบบเรียนให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ดีกว่าให้เด็กๆ เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากละคร

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

มันน่าจะดีนะ

Posted by malinee on Sunday Mar 4, 2018 Under เกร็ดความรู้

ในอาทิตย์หน้าจะมีการสอบ  NT  ของเด็กชั้น ป.3 เรามาดูกันว่าตารางประจำปีของการวัดผลในแต่ละระดับมีอะไรบ้าง เริ่มจาก NT  ซึ่งจะสอบกันในชั้น ป.3 ต่อมาชั้น ป.6 ,ม.3 และ ม.6 สอบโอเน็ต นอกจากนี้ยังมีการสอบกลางของกระทรวงในทุกช่วงชั้นจนสิ้นสุดที่ ม.2  จากการประเมินวัดผลที่จัดขึ้นเกือบทุกปีในเด็กแต่ละคน ทำให้เราคาดหวังว่าการเรียนการสอน ในบ้านเราน่าจะมีประสิทธิภาพ

แต่จากการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ พบว่าผลการทดสอบคณิตศาสตร์ผลประเมินออกมาว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับท้ายของประเทศในเอเชีย เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ในเมื่อมีการทุ่มเงินไปในอัตราส่วนที่เยอะมากเมื่อเทียบกับงบประมาณในกระทรวงอื่นๆ

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการทุ่มงบประมาณจำนวนมากไม่ได้ช่วยให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นแต่อย่างใด แต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องมาหาต้นเหตุ เราจะเห็นว่าปัจจุบันนี้สถาบันครอบครัวไม่มีความแข็งแรงอย่างอดีต การดำเนินชีวิตต่างคนต่างมีเวลาจำกัด ไม่มีเวลาที่จะใส่พูดคุยถึงปัญหาของแต่ละคน พ่อแม่ไม่มีเวลาที่จะดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน จนเขาถูกเลี้ยงมาให้อยู่กับเทคโนโลยี ไม่ได้ถูกอบรมให้รู้จักอดทน การรอคอย และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำให้ไม่รู้ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร ส่วนอีกหลายๆ ครอบครัวก็มีความพร้อมจนส่งเสริมด้านทักษะและวิชาการอย่างหนัก สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเหลื่อมล้ำ ถึงแม้ว่ารัฐบาลมีการส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานจนเด็กได้เรียนจนถึงชั้นมัธยมปีที่ 3 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผลการประเมินของประเทศไทยสูงขึ้นแต่อย่างใด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ อาจต้องให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบหันมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังกันต่อไป

Tags : , , , , , , , , , , , | add comments

ข่าวการศึกษาในการรับนักเรียนปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนในสังกัดของ สพฐ. ซึ่งมีนโยบายการรับนักเรียนในระดับต่าง ๆ โดยกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องชัดเจน และไม่เปิดโอกาสให้มีการขยายห้องเพิ่ม ได้แก่ในระดับก่อนประถม ให้มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 30 คนต่อห้อง ส่วนในระดับประถมและมัธยมศึกษาไม่เกิน 40 คนต่อห้อง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักกับโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะต้องมีการสอบคัดเลือก (การแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น) และการเลื่อนชั้นของนักเรียนในโรงเรียนเดิมจาก ม.3  ขึ้น ม.4 ของเด็กหลายๆ คนที่เกณฑ์ในการคัดเลือกนักเรียนก็มีกำแพงที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

การออกนโยบายดังกล่าวจะให้โรงเรียนในสังกัดถือเป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการผ่อนผันในปีการศึกษา 2561 นี้ เนื่องจาก สพฐ. มีความเข้าใจว่าจำนวนนักเรียนต่อห้องเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลถึงคุณภาพการเรียนการสอน

เมื่อได้รับข่าวสารดังกล่าว ครูเกิดคำถามขึ้นมากมาย จริงหรือที่จำนวนนักเรียนต่อห้องเป็นปัจจัยหลัก หรือเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ สพฐ. สามารถแก้ไขในเรื่องของคุณภาพของการเรียน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกๆ ปีของการสอบคัดเลือก คือการวิ่งเต้น ใช้เส้นสาย ใช้ปัจจัย ตำแหน่งหน้าที่การงาน  พร้อมกับการส่งบุตรหลานเข้าเรียนอย่างหนักในสถาบันกวดวิชาต่างๆ ไหนว่าลุงตู่มีนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ กลายเป็นลดเวลาเรียนในโรงเรียน แต่เพิ่มเวลา(เรียน)รู้ (วันเสาร์-อาทิตย์) นี่เป็นนโยบายที่ต้องการให้เด็กเรียนพิเศษลดลง วัยเด็กที่หายไป เป็นความหวังดีของพ่อแม่ผู้ปกครองเพียงจุดประสงค์เพื่อให้บุตรหลานได้เข้าเรียนในที่มีการแข่งขันสูง ไม่ใช่เพียงเพราะอยากมีหน้ามีตาในสังคม แต่เป็นเพราะความเชื่อมั่นในศักยภาพของครู อาจารย์ ผู้สอน จึงได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้บุตรหลานได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มของการเรียนนั้นหรอกหรือ ส่วนในอีกมุม โรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสของการแข่งขัน จำนวนนักเรียนต่อห้องไม่เกิน 40 คน กลายเป็นโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในแผนของการส่งบุตรหลานเลย ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะอยู่ติดบ้านก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ แน่ใจหรือว่าคุณภาพที่ได้นอกจากจะได้มาจากจำนวนนักเรียนเพียงอย่างเดียว หากเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เราจะต้องมีการควบคุมตัวแปรต้นทุกตัวที่ส่งผลกับการตั้งสมมติฐาน แล้วจึงเลือกศึกษาปัจจัยทีละตัว เพื่อให้ได้ผลที่แน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้น สพฐ. ไม่ได้ควบคุมตัวแปรต้นเลย (คุณภาพของครู อุปกรณ์การเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าจำนวนนักเรียนเลย) หากคุณภาพของครูหรือโรงเรียนอยู่ในระดับเดียวกันทั่วประเทศ คงไม่มีแรงกระเพื่อมจากนโยบายในครั้งนี้รุนแรงนัก แล้ว สพฐ. มีแผนรองรับที่จะแก้ไขปัญหาเด็กที่ไม่ผ่านการคัดเลือกแล้วหรือยัง

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

มีข้อสงสัยมากมายว่าการเรียนจินตคณิตจะมีประโยชน์กับเด็กจริงหรือ  หลายๆ ครั้งที่ครูได้มีโอกาสได้ให้ข้อมูลมาบ้างแล้วว่า การเรียนจินตคณิตเป็นการเสริมสร้างพัฒนาสมอง และยังเพิ่มสมาธิให้กับผู้เรียนได้อีกด้วย

การเรียนจินตคณิตในแต่ละวัยการเรียน จะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากในวัยอนุบาล เด็กจะเริ่มจากการเรียนรู้เรื่องจำนวนให้เป็นรูปธรรมผ่านการใช้ลูกคิด โดยการขยับลูกคิดขึ้นลง ในช่วงเวลาหนึ่ง การใช้ลูกคิดจะเริ่มมีการแต่ในวัยประถมการใช้ลูกคิดจะมีการแทนค่าประจำหลักในแต่ละหลัก นอกจากลูกคิดจะใช้ในการบวกลบได้แล้ว เรายังสอดแทรกทฤษฏีทางคณิตศาสตร์ได้โดยการให้เด็กๆ ได้ดีดบวกซ้ำๆ และให้เค้าได้เรียนรู้ว่าการบวกซ้ำๆ ก็คือการคูณนั่นเอง (โดยให้เค้านับจำนวนครั้งของการดีด เช่น บวกทีละ 2 จำนวน 8 ครั้ง นั่นคือการบวกกัน  8 ครั้งของ 2 นั่นคือ 8 x 2 ซึ่งได้คำตอบคือ 16 นั่นเอง) ในการหารก็เช่นเดียวกัน

จากตารางและกราฟด้านล่างเป็นการนำเสนอข้อมูลของการคิดเลขในกระบวนการที่แตกต่างกัน นั่นคือ เราจัดเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นเด็กที่ผ่านการเรียนจินตคณิต ส่วนอีกกลุ่มเป็นเด็กที่เรียนการคิดเลขในแบบปกติ โดยการวิจัยครั้งนี้ ครูได้ทำงานวิจัยในโรงเรียนอนุบาล (ในแนวเร่งเรียน) แห่งหนึ่ง จากผลการวิจัยพบว่า เด็กที่เรียนจินตคณิตจะทำคะแนนสูงกว่าเด็กที่ใช้วิธีการคิดแบบปกติมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก อนุบาล 2 เราจะเห็นสัมฤทธิผลของการคิดเลขแตกต่างกันอย่างมาก นอกจากนี้แล้วจากตารางที่แสดงคะแนนเฉลี่ย เป็น %  ยิ่งชี้ให้เห็นว่า การคิดคำนวณของเด็กที่เรียนจินตคณิตนั้น ถูกต้องและแม่นยำกว่าการคิดคำนวณในแบบปกติมาก

จากการนำเสนอข้อมูลเบื้องต้น เราจะพบว่า นอกจากจินตคณิตจะช่วยเรื่องการคำนวณของเด็กแล้ว ยังส่งผลถึงสมาธิของเด็กๆ อีกด้วย เมื่อเด็กมีสมาธิที่ดี การเรียนรู้ของเค้า ก็จะมีประสิทธิภาพด้วยช่นกัน

Tags : , , , , , , , , , , , | add comments

รังแกเราทำไม

Posted by malinee on Tuesday Jan 30, 2018 Under เกร็ดความรู้

เราทราบกันหรือไม่ว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่ติดอันดับต้นๆ ของการรังแกกัน โดยการใช้ความรุนแรงของเด็ก และกลุ่มที่ใช้สื่อทางเทคโนโลยีพวกโซเชียลในการทำร้ายเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง จากการเก็บข้อมูลพบว่าเด็กในกลุ่มที่เป็นเหยื่อจะเป็นเด็กที่อยู่ในกลุ่มของเด็กพิเศษ ซึ่งจะถูกกลุ่มเพื่อนที่รวมตัวกันเกเร รังแกโดยใช้ความรุนแรง ส่วนกลุ่มที่เป็นตัวการมักเป็นเด็กในกลุ่มที่ติดกับการเล่นเกมส์รุนแรง  ร่วมกับการไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องพฤติกรรมจากครอบครัว จึงไม่มีความรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองทำเป็นเรื่องรุนแรง

ส่วนกลุ่มที่โตขึ้นจะใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งเหยื่อ โดยนำเรื่องที่น่าอาย หรือแม้แต่การแต่งเรื่องแล้ว post  ขึ้นบนสื่อโซเชียล ให้เหยื่อได้รับความอับอาย ผลที่ได้คือเด็กในกลุ่มที่ถูกรั

แกทั้งสองกลุ่ม หากไม่ได้รับการแก้ไขเหยื่อจะกลายเป็นโรคซึมเศร้า

หากไม่มีใครตระหนัก หรือร่วมกันแก้ไขปัญหา เหตุการณ์เหล่านี้ก็จะแย่ลงเรื่อยๆ เพียงร่วมมือกัน ช่วยกันคนละเล็กละน้อย โดยการดูแลบุตรหลานไม่ให้เป็นเหยื่อ โดยการหลีกเลี่ยงปัจัยทุกอย่างที่ส่งผลให้บุตรหลานกลายเป็นเด็กพิเศษ และช่วยกันดูแล อบรมบุตรหลานให้เป็นคนดีไม่รังแกหรือทำร้ายผู้อื่นไม่ว่าจะทางใดก็ตาม

Tags : , , , , , , , , , , , | add comments

รู้คิด  รู้เท่าทัน  สร้างสรรค์เทคโนโลยี

ผ่านมาแล้วกับช่วงเวลาแห่งความสุขของเด็กๆ ทั้งการฉลองปีใหม่และเหตุการณ์ล่าสุด คือการเที่ยวเล่นในสถานที่ต่างๆ ในวันเด็กแห่งชาติ สิ่งที่เด็กๆ จะถูกถามมีอยู่เพียง สองคำถามหลักๆ คือคำขวัญวันเด็กประจำปี และโตขึ้นอยากเป็นอะไร

คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ก็คงยังจำได้ว่า วันเด็กในช่วงที่ตนเองเป็นเด็ก ตอบไปว่าอะไร เช่นกัน วัฒนธรรมนี้ก็ยังคงยาวนานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไป ก็คือคำตอบที่หลากหลายมากขึ้นของเด็กๆ เนื่องจากเด็กในยุคนี้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น แต่อาชีพหลักๆ ยังคงเป็น แพทย์ วิศว และอื่นๆ อีกมากมาย ตามความคิดและจินตนาการของเด็กๆ ซึ่งเมื่อเขาโตขึ้น อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงความฝัน ความคิดได้ตลอดเวลา

เด็กหลายๆ คน ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเป็นหมอเมื่อโตขึ้น คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยสนับสนุนให้เขาไปถึงฝั่งฝันให้ได้ การเป็นหมอในปัจจุบัน เราสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในภาคภาษาไทย (ภาคปกติ) กับอีกหลักสูตรคือหลักสูตรภาคอินเตอร์ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือก จะเป็นข้อสอบวิชาการเป็นวิชาภาษาอังกฤษ และข้อสอบทักษะทางภาษาอังกฤษ ซึ่งการคัดเลือกจะเป็นการคัดเลือกในรอบแรก (ภาคอินเตอร์) เป็นรอบของ portfolio ส่วนภาคปกติจะอยู่ในรอบสาม

นอกจากเรื่องของช่วงเวลาและหลักสูตรในการเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความเข้าใจกับบุตรหลานว่าการเรียนหมอนั้น ต้องใช้เวลาเรียนถึง 6 ปี นอกจากนี้แล้ว ความรู้ด้นวิชาการจะต้องแข็งมาก เนื่องจากการสอบคัดเลือกนั้น ทุกๆคน ก็ต้องการเป็นหมอและได้เตรียมตัวด้านวิชาการมาเป็นอย่างดี หากเราเตรียมตัวไม่ดี ก็อาจพลาดโอกาสที่จะเป็นหมอได้  นอกจากนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นกำลังสำคัญที่จะคอยผลักดัน และให้กำลังใจกับบุตรหลานให้ทำความฝันให้สำเร็จ เพราะไม่ว่าจะทำอะไรให้สำเร็จ ย่อมต้องมีอุปสรรค จนอาจทำให้เกิดความท้อแท้ได้ ขอให้เด็กๆ มีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ สิ่งที่ตั้งใจก็จะสำเร็จในที่สุด

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

Pre Test  ออกแล้ว

Posted by malinee on Sunday Jan 7, 2018 Under เกร็ดความรู้

ต่อจากนี้ไป จะเป็นช่วงที่เด็กๆ จะต้องเรียนกันหนัก หลังจากการเที่ยวปีใหม่ผ่านไป เนื่องจากเด็กหลายๆ คนต้องมีการย้ายโรงเรียน จากชั้นประถม สู่ชั้นมัธยม และในปีการศึกษาหน้า การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในหลายๆ โรงเรียน จะเพิ่มอัตราส่วนของเด็กในพื้นที่มากขึ้น นั่นส่งผลให้ เด็กๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ของโรงเรียนดัง ต้องฝ่าด่านกันมากกว่าเดิม ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานให้ได้เข้าโรงเรียนที่ได้เลือกไว้ สิ่งที่ทำได้ คือการสมัครลงสอบ Pre Test เพื่อให้ลองสนามจริง กับเวลาในการทำข้อสอบจริง

คราวนี้เรามาดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับการสมัครสอบ Pre Test เนื่องจากเป็นการสอบ Pre Test  จะรับนักเรียนประถมปลาย และผลการสอบก็ออกมาทั้งคะแนนสอบ ค่ากลาง และลำดับของการสอบ การสอบ Pre Test  มีข้อดีคือ ทำให้เด็กๆ ได้รู้ข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่ยังต้องปรับปรุง และได้เตรียมตัวให้มากขึ้น แต่ผลของลำดับที่ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดได้ว่า เด็กจะไม่ผ่าน หรือ ผ่านการสอบคัดเลือกดังกล่าว เด็กหลายๆ คนยังมีโอกาสในการเตรียมความพร้อมได้อีก หนึ่งถึงสองปี นอกจากข้อดีดังกล่าวแล้ว ยังเป็นแนวให้ผู้ปกครองอีกว่า บุตรหลานจะเหมาะกับการสอบคัดเลือกในสนามนั้นหรือไม่ หากต้องทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเค้า ทำได้แค่เพียงการเข้าสถาบันกวดวิชาทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด ทำให้ทักษะ หรือประสบการณ์ต่างๆ น้อยลง สู้ลดระดับการแข่งขันลง แต่เสริมกิจกรรม สร้างสรรค์ และเพิ่มทักษะด้านอื่นๆ คู่ไปด้วยจะดีกว่า เพราะเมื่อเขาโตขึ้น สิ่งที่สำคัญ คือประสบการณ์ และทักษะต่างหาก ที่ทำให้เค้าดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข

Tags : , , , , , , , , , | add comments


..เด็กชายธัญญวัฒน์ จันทรอุไร..(น้องต้นข้าว)
…………. กับเหรียญทอง……..
การแข่งขันคิดและแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ครั้งที่ 18..ระดับชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 2..
….ทางสถานบันขอแสดงความยินดีกับคุณพ่อและคุณแม่ด้วยนะคะ..#เด็กคิดสแควร์

Tags : , , , , , , , , | add comments