ธรรมชาติของเด็กจะชอบในการเรียนศิลป ทั้งการว่าดภาพ ระบายสี และการร้องรำทำเพลง แต่เมื่อโรงเรียนต่าง ๆ มีการจำกัดงบประมาณ วิชาศิลปก็มักเป็นวิชาแรกที่จะนำออกนอกหลักสูตร
  ผู้เชี่ยวชาญทางสรีรศาสตร์ กล่าวว่าสมองมนุษย์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วนนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาสมองซีกซ้ายนั้นใช้ในการคิดทางด้านตรรก และกระบวนการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับการฝึกจากการทำงานในโรงเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ , การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ส่วนสมองซีกขวาจะถูกใช้ในเรื่องของอารมณ์ การรับรู้ สัญชาตญาณ และความคิดสร้างสรร สมองซีกขวาจะถูกใช้งานเป็นหลักเมื่อคนผู้นั้นทำงานศิลปะ และต้องใช้จินตนาการอย่างมากมายเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้สมองส่วนนี้จะถูกละเลยด้วยกิจกรรมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน
         จากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเด็กที่มีอัจฉริยภาพ (gifted kids) แก้ไขปัญหาในด้านอัจฉริยภาพของเขา จะเกิดคลื่นแม่เหล็กเหนียวนำให้ใช้สมองทั้งสองข้าง นั่นแสดงให้เห็นว่าการทำงานของสมองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการทำงานของสมองร่วมกันทั้งสองด้าน ศิลปะสามารถทำให้เกิดการกระตุ้นและการฝึกสมองซีกขวา และยังช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงเกิดเครือข่ายของสมองทั้งสองด้าน ดังนั้นเด็กที่มีการเรียนศิลปก็จะฝึกใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อม ๆ กัน และจะเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ศักยภาพ
 
ประโยชน์ที่จะได้รับในการเรียนศิลป
  –      เด็กจะคิดอย่างสร้างสรรค์ ด้วยหัวใจที่เปิด
  –      เด็กจะเรียนรู้ในการสังเกตุ การอธิบาย การคิดวิเคราะห์ และการตีความ
  –      เรียนรู้ที่จะแสดงออก ทั้งทางวาจาและกาย
  –      เด็กจะสามารถฝึกการแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์ ภาษา และศัพท์ต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมทางศิลปะ
  –      เด็กจะค้นพบว่าวิธีการแก้ปัญหา หรือคำตอบของปัญหาไม่ได้มีแค่วิธีเดียว และเค้าจะมีมุมมองที่แตกต่าง
  –      เด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่จะมีส่วนช่วยเหลือผู้อื่นทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือผู้ใหญ่
  –      ศิลปะจะช่วยให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมต่าง ๆ รอบตัวและรอบโลก
  –      เด็ก ๆ จะมีการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย จิดตใจ หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งผ่านประสบการณ์ในความสำเร็จจากงานศิลป
 –       เสิรมสร้างความมั่นใจ เนื่องจากงานศิลปไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียวและเค้าก็จะภาคภูมิใจกับงานที่ได้แสดงต้วตนของตนเอง

Tags : , , | 1 comment

จินตคณิตคืออะไร

จินตคณิตโดยลูกคิด คือการใช้ลูกคิดเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้

เรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไร

ในการเรียนจินตคณิตนั้นจุดประสงค์หลักไม่ได้ให้เด็กนั้นสามารถคิดเลขได้เร็วและถูกต้อง แต่เป็นการเรียนโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อกลางในการบังคับใช้สมองทั้งสองซีก ซึ่งผลพลอยได้จากการเรียนคือ

  • การเข้าใจเรื่องจำนวนและตัวเลข เนื่องจากลูกคิดแต่ละแกนจะแทนค่าประจำหลักในแต่ละหลัก
  • การคิดเลขที่ถูกต้องและแม่นยำ ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร และนอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กที่เพิ่งเริ่มท่องสูตรคูณสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำ  มีผลการวิจัยทางสมองหลาย ๆ งานพบว่าศักยภาพสมองของเด็กนั้นมีไม่จำกัด แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปล่อยโอกาสของวัยนี้ โดยไม่ได้มีการส่งเสริมศักยภาพของวัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุให้พลาดโอกาสในวัยทองนี้ไป

ฟังก์ชั่นของสมอง

สมองของมนุษย์ประกอบด้วยกันอยู่ 2 ซึกนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา เด็กประมาณ 95% จะใช้สมองซีกซ้ายเพียงซีกเดียว โดยขาดการใช้สมองซีกขวาซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของความฉลาด

หน้าที่ของสมองซีกซ้าย

  • การคิดวิเคราะห์ข้อมูล
  • ภาษา
  • การคำนวณ

หน้าที่ของสมองซีกขวา

  • การสังเคราะห์ข้อมูล
  • จินตนาการ
  • ความคิดสร้างสรรค์

สมองทั้งซีกซ้ายและขวานั้นจะมีการทำงานและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน เป้าหมายของเราเพื่อกระตุ้นการใช้สมองทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การใช้สมองทั้งสองซีกของเด็กนั้นจึงเป็นศักยภาพที่แท้จริง แต่ ….    เราจะกระตุ้นการใช้สมองสองซีกพร้อม ๆ กันได้อย่างไร

การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นวิธีทางหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการใช้สมองสองซีกในเวลาเดียวกันได้ ในปัจจุบันการเรียนการสอนลูกคิดนั้นเราจะใช้ลูกคิดญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “Soroban abacus” ซึ่งมีลูกคิดแถวบน 1 เม็ด และแถวล่าง 4 เม็ด การใช้ลูกคิดนี้สามารถปูพื้นความรู้เรื่องจำนวน การคำนวณให้แก่เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคำนวณด้วยวิธีการใช้ลูกคิดนั้นทำให้เด็กสามารถคำนวณตัวเลขได้ถึง 10 หลักและสามารถจินตนาการได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องคิดเลขด้วย

ในการใช้ลูกคิดของเด็กนั้น ในขณะที่เด็กใช้มือในการเคลื่อนเม็ดลูกคิดนั้นจะเกิดการประสานระหว่างมือกับการกระตุ้นเซลสมอง เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของสมองทั้งหมด

นอกจากเรื่องการคำนวณแล้วการเรียนลูกคิดยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้อีกด้วย

  • ทำให้เด็กมีสมาธิ
  • เพิ่มศักยภาพของการจำ
  • ทำให้เด็กสามารถฟังและอ่านเร็วขึ้น

ในประเทศญี่ปุ่น นักการศึกษายังคงเชื่อมันกับการใช้ลูกคิดเพื่อช่วยเด็กพัฒนาการคิดเลขเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยให้

  • เด็กเข้าใจระบบตัวเลขฐาน 10 และค่าประจำหลัก
  • เข้าใจถึงหลักการยืม และการทดในการคิดคำนวณ

โรงเรียนในเอเชียหลาย ๆ โรงยังนิยมนำลูกคิดเข้าร่วมในหลักสูตรการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถม 4 ซึ่งพบว่าเด็กทิ่เริ่มการเรียนการสอนด้วยลูกคิดก่อนการเรียนแบบเก่าจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความสับสนกับการคิดเลขแบบปกติ แต่หากเด็กที่เริ่มการเรียนแบบปกติก่อน อาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติเพื่อความเข้าใจในการใช้ลูกคิด

คำถามที่ถูกถามบ่อยๆ:

  1. ลูกคิดคืออะไร?
  2. การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
  3. การเรียนลูกคิดมีข้อดีอย่างไร?
  4. อายุเท่าใดจึงเป็นอายุที่ดีที่สุดที่เริ่มเรียน?
  5. ลูกคิดมีกระบวนการคิดที่แตกต่างอย่างไรกับการคิดคำนวณที่สอนในโรงเรียนโดยทั่วไป?
  6. วิธีการใช้ลูกคิดทำให้เด็กสับสนกับการคิดคำนวณที่โรงเรียนหรือไม่ ?

ลูกคิดคืออะไร

ลูกคิดคืออุปกรณ์ที่คิดโดยประเทศจีนเมื่อ 2000 ปีที่แล้วเพื่อการคิดคำนวณ

การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
การใช้เครื่องคิดเลขนั้นเด็ก ๆ เพียงใส่ข้อมูลลงในเครื่องแล้วให้เครื่องคำนวณออกมา แต่การใช้ลูกคิดนั้นเด็กจะต้องแปลงตัวเลขเพื่อดีดลงบนลูกคิดจนได้คำตอบออกมา หลังจากการดีดลูกคิดจนเกิดความชำนาญ เด็ก ๆ จะถูกฝึกให้จินตนาการในสมองซีกขวาได้อย่างแม่นยำ

การเรียนจินตคณิตด้วยการใช้ลูกคิดมีข้อได้เปรียบอย่างไร
ในประเทศญี่ปุ่นนักการศึกษายังสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนลูกคิดในโรงเรียนเพื่อช่วยพัฒนาสมองส่วนของการคิดเลขเร็วหรือการจินตนาการ ซึ่งทำให้เด็กสามารถเข้าใจในระบบตัวเลข โดยเฉพาะในระบบตัวเลขฐาน 10 ซึ่งรวมถึงการเข้าใจในการยืมและการทด ความเข้าใจในคู่ 5 และคู่ 10

การเรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไรต่อเด็ก
การเรียนการคิดคำนวณด้วยลูกคิดนั้นจะช่วย…

  • ทำให้เด็กมีความมั่นใจในเรื่องการทำคณิตศาสตร์มากขึ้น
  • พัฒนาความสามารถในการคิดคณิตคิดเร็ว
  • ฝึกให้มีการคิดโดยอัตโนมัติ
  • เพิ่มการจินตนาการ
  • เพิ่มความสามารถในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์
  • เพิ่ม/ฝึก สมาธิ

ช่วงวัยใดที่เหมาะในการเริ่มเรียนจินตคณิต
ไม่มีงานวิจัยใดสนับสนุนหรือระบุช่วงวัยที่แน่นอนในการเรียน แต่โดยส่วนใหญ่เด็กจะเรี่มเรียนในวัยอนุบาลจนถึงชั้นประถมปีที่ 4

การเรียนลูกคิดต่างจากการคำนวณแบบปกติอย่างไร
การคิดคำนวณโดยการใช้ลูกคิดนั้นจะมีการตีค่าของตัวเลขออกมาเป็นเม็ดลูกคิด ซึ่งต่างจากการคำนวณแบบปกติที่มีการคำนวณเป็นค่าตัวเลขที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นผลให้สามารถสร้างภาพขึ้นได้บนสมองซีกขวา และยังเป็นผลต่อเนื่องจนส่งผลให้เกิดการคำนวณที่มีความรวดเร็วและแม่นยำ

การเรียนลูกคิดก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสับสนกับการเรียนในแบบปกติที่โรงเรียนหรือไม่?
โดยปกติเด็กที่เริ่มการเรียนลูกคิดก่อนที่จะคิดคำนวณคล่องนั้น มักไม่พบปัญหาและยังทำให้เด็กนั้นสามารถคำนวณได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ในเด็กที่เริ่มเรียนหลังจากที่มีการคิดคำนวณจนคล่องแล้วนั้นมักต้องใช้เวลาในการเรียนที่ยากลำบากในช่วงแรก เนื่องจากการใช้ลูกคิดในช่วงแรกจะทำให้เด็กมีความรู้สึกยุ่งยากกว่าการคิดคำนวณแบบปกติ แต่หลังจากการใช้ลูกคิดจนคล่องก็จะสามารถสร้างจินตนาการขึ้นที่สมองซีกขวาได้เหมือนกัน

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากคมชัดลึกออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คมชัดลึก :การเรียนในห้องเรียนเป็นการเรียนทฤษฎีส่วนการเรียนนอกห้องเรียน คือ การเรียนปฎิบัติ หากต้องการให้นักเรียนได้เข้าใจถึงองค์ความรู้จริงๆ ครูต้องบูรณาการเนื้อหาสาระทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เข้ากับวิถีชีวิต ธรรมชาติของนักเรียน และสิ่งแวดล้อม
โรงเรียนเทศบาลบ้านตะเกียบ (ไกรลาศวิทยาทาน) เทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัลในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน จึงจัดโครงการอนุรักษ์ป่าชายเลน บูรณาการการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เข้ากับป่าชายเลน

จุดริเริ่มการเรียนรู้ผืนป่าชายเลน ห้องเรียนธรรมชาติของครูบุญทวีบุญให้ ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษหัวหน้าโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงบูรณาการร่วมสาระการเรียนรู้ ศึกษาแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (สวนป่าชายเลนสิรินาถราชินี) ร.ร.เทศบาลบ้านตะเกียบ(ไกรลาศวิทยาทาน) เทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ามาผสมผสานเพราะโรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนใกล้กับผืนป่าธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าชายเลน ตั้งแต่ปี 2551 แต่ละครั้งก็จะประชุมครูทุกคนเพื่อทำความเข้าใจ ให้ครูทุกคนได้รูปแบบการสอน เนื้อหาตามหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีป่าชายเลน ห้องเรียนธรรมชาติ แหล่งสะสมความรู้ของเด็ก

ทุกวิชานำกิจกรรมนันทนาการเช่น บทเพลง นิทาน  ละครหุ่นมือ นำเรื่องราวของป่าชายเลนและหลักสูตรมาจัดรูปแบบการสอนให้เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ครูบุญทวีจะแต่งเพลงภาษาอังกฤษที่นำเรื่องราวของป่าชายเลนเข้ามาผสมผสานกับการวางประโยคไวยากรณ์ คำศัพท์ เพื่อให้นักเรียนจำง่าย นำไปสื่อสารได้ และตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนหาคำตอบ หรือวิชาสิ่งแวดล้อม

 ก่อนลงพื้นที่สอนเรื่องการอนุรักษ์ ปลูกป่าโกงกาง เรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลน เมื่อลงพื้นที่ นักเรียนได้สัมผัสของจริงทำให้จดจำได้ง่าย ส่วนคณิตศาสตร์ก็นำการคิดเลข โดยให้นักเรียนคำนวณจำนวนต้นไม้ที่มีอยู่ หากตัดไปจะเหลือเท่าไหร่ ทำให้นักเรียนเห็นถึงความสูญเสียเมื่อตัดต้นไม้ เป็นต้น

ครูบุญทวีอธิบายว่าการเรียนวิชาการเป็นเรื่องที่ดี ทำให้นักเรียนรู้ทฤษฎี การได้สัมผัสห้องเรียนธรรมชาติจริงๆ ช่วยเติมเต็มความรู้ของนักเรียนให้มากขึ้น และการใช้ป่าชายเลนเป็นห้องเรียนเด็กได้ความรู้ ได้รู้จักการทำงานกลุ่มร่วมกับผู้อื่น การแบ่งปัน ช่วยเหลือ ก่อให้เกิดความสามัคคี และการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นทุกกิจกรรมนักเรียนต้องร่วมมือร่วมใจกันหาคำตอบตามโจทย์ที่ครูตั้งไว้

รูปแบบป่าชายเลนห้องเรียนธรรมชาติ ช่วยแต่งแต้มความคิด จินตนาการแก่เด็กๆ รู้จักดูแล หวงแหนสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ ชุมชนของพวกเขา ดังนั้น การที่โรงเรียนปลูกฝังให้นักเรียนได้รู้จักรักษาป่าชายเลนจะนำไปสู่การเผยแพร่ บอกเล่าต่อถึงพ่อแม่ให้รู้จักรักพื้นที่ป่าชายเลน และช่วยกันดูแลมากขึ้น เพราะป่าชายเลนเป็นป่าที่มีความสำคัญ เป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชน และสัตว์น้ำ ให้นักเรียนมีทักษะมีความรู้ ความเข้าใจการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ผู้เรียนมีทักษะการคิดได้อย่างหลากหลาย นำองค์ความรู้จากสาระต่างๆ มาบูรณาการการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครูบุญทวีบอกว่า ทุกโรงเรียนสามารถนำหลักสูตรมาประยุกต์สร้างรูปแบบการเรียนการสอนแก่นักเรียน ทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอย่างครบถ้วน ทำให้นักเรียนเกิดเครือข่ายในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผืนป่าของประเทศไทย เสริมสร้างความคิด จินตนาการ และสอดแทรกคุณธรรม ความประพฤติที่เด็กควรจะมีได้ เพียงนำกิจกรรม ธรรมชาติที่มีอยู่สร้างองค์ความรู้แบบใหม่ ที่มีทั้งความสนุก และความรู้ควบคู่กันไป

ด้าน”น้องภูมิ” ด.ช.ยุทธภูมิ กุลจันทร์ นักเรียนชั้นป.6 อายุ12 ปีเล่าว่า เขารู้สึกสนุก มีความสุข ชอบวิธีการเรียนการสอนโดยบูรณาการแต่ละวิชาเข้ากับการเรียนรู้ป่าชายเลน เพราะทำให้ได้สัมผัส ได้ปลูกป่าชายเลน ได้พบเพื่อนใหม่ๆต่างโรงเรียน และทำให้จำเนื้อหาสาระได้ดียิ่งขึ้น ได้มีกิจกรรมทำร่วมกับพ่อแม่อีกด้วย อยากให้ทางโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมแบบนี้ตลอดไป

จากห้องเรียนสี่เหลี่ยมสู่ห้องเรียนธรรมชาติผสมผสานกับความรู้ที่คุณครูทั้ง 8 กลุ่มสาระทำให้เด็กๆอยากศึกษาหาความรู้ แบบไม่มีลิมิต ครู ชุมชนช่วยกันดูแลรักษา ป่าชายเลน ห้องเรียนธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป สนใจติดต่อรูปแบบโครงการห้องเรียนธรรมชาติ ครูบุญทวี  โทร.08-6111-4569

Tags : , , , , , | add comments

ศิลปกับสมาธิ

Posted by malinee on Wednesday Jun 2, 2010 Under Uncategorized

SDC13744-1

Tags : | add comments

            ในปัจจุบันการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์นั้น จะมีแนวการสอนที่แตกต่างหลากหลายวิธี เพื่อเพิ่มทักษะในการคิดวิเคราะห์โจทย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญในวิชาคณิตศาสตร์สำหรับเด็กประถม  หากเด็กมีความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์โจทย์แล้ว นั่นคือการทำให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกต่อวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของสาขาวิชาหลาย ๆ สาขา และนอกจากนี้แล้วเด็ก ๆ ยังมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นด้วย

             Model Drawing เป็นแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแนวการสอนที่ได้รับความนิยมในกลุ่มโรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนนานาชาติหลายแห่ง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่เรานำมาใช้เพื่อช่วยเสริมทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาตร์ในระดับต่าง ๆ  เด็ก ๆ จะสามารถเข้าใจคณิตศาสตร์ด้วยการวาด Model อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และนอกจากนี้เขายังสามารถแปลงความซับซ้อนของโจทย์ออกมาเป็นรูปภาพได้อย่างง่ายดาย ด้วยความเข้าใจ

             นอกจากการเรียนการสอนแบบใช้ Model Drawing แล้ว ยังมีการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์อีกมากมาย ซึ่งเป็นวิธีที่มีประโยชน์ และสามารถนำมาใช้ในการแก้โจทย์ได้หลายวิธี เช่น การวาดรูป , การหาแบบรูป (pattern) , การสุ่มและการตรวจสอบ (Guess & Check)  , การทำตารางข้อมูล และการทำย้อนกลับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์นั้นไม่จำเป็นจะต้องใช้เพียงวิธีเดียวในการหาคำตอบในแต่ละข้อ ให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง

            หากท่านผู้ปกครองท่านใดสนใจในหลักสูตรแก้โจทย์คณิตศาตร์ (Math Trick) ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดของหลักสูตรได้ที่โทร 02-2414494, 02-6683201เจ้าหน้าี่ที่ประชาสัมพันธ์ของทางโรงเรียนได้ทุกวันนะคะ

           ท่านผู้ปกครองสามารถดูตัวอย่างของ model drawing ได้จาก http://www.thesingaporemaths.com/ เขามีตัวอย่างดี ๆ ให้เราได้เรียนรู้การทำโจทย์คณิตศาสตร์ที่ง่ายและทำให้เด็ก ๆ ไม่เครียดเลยล่ะค่ะ

Tags : , , , , , , | 5 comments