หลังจากการเตรียมความพร้อมที่ทางบ้านมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนจนเด็ก ๆ มีพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อที่ดี ควบคู่ไปกับการนับเลข (ทั้งนับเพิ่มและนับถอยหลัง)
ในกระบวนการต่อมาก็เพิ่มสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ( + , -) โดยชี้นำให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าการนับเพิ่มก็คือการบวก ส่วนการลบก็คือการหักออก ซึ่งก็คือการนับถอยหลัง ที่เค้าคุ้นเคยนั่นเอง ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่ อาจใช้ตัวต่อเพื่อทำให้ประโยคสัญลักษณ์เป็นรูปธรรมมากขึ้น การใช้ตัวต่อต่างสี ก็เป็นวิธีที่ทำให้เด็กเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
(การเห็นภาพจะทำให้เด็กเกิดความเข้าใจที่กระจ่างมากกว่าการใช้สัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว) ในการเพิ่มสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์นี้ ช่วงแรกควรให้ผลลัพธ์ไม่เกิน 10 ก่อน ในการทำความคุ้นเคยกับประโยคสัญลักษณ์นั้น เราแต่งโจทย์ที่เป็นประโยคในแนวของนิทาน ให้เขาคิดตามแล้วหาคำตอบที่แทรกอยู่ สิ่งที่จะได้รับคือเด็ก ๆ จะสามารถตีความ
และเกิดความคุ้นเคยกับการแปลโจทย์
ต่อจากนั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่ทำได้ก็คือการหาเกมส์ต่าง ๆ เช่น การต่อจุด (dot to dot) เพื่อไม่ให้จำเจอยู่กับตาราง 100 ช่องเพียงอย่างเดียว ซึ่งการเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของทางบ้านก็จะทำให้เด็กเชื่อมโยงไปใช้ในโรงเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวก็จะไปตรงพอดีกับเนื้อหาในโรงเรียนในชั้นประถมปีที่ 1
การที่เด็กมีพัฒนาการทางคณิตศาสตร์ที่ดีที่สุดนั้นจะต้องเป็นความร่วมมือของคน 3 ฝ่าย ซึ่งได้แก่ ครู (ในโรงเรียน) , พ่อแม่ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง แน่นอนทางโรงเรียนต้องเป็นเอกในด้านการให้ความรู้พื้นฐาน แต่ทางบ้านมีส่วนสำคัญที่จะปลูกฝังให้เด็กรักการเรียนรู้ มีความกระตือรือร้นในการเรียน และยังมีส่วนผลักดันให้เด็กดึงศักยภาพที่เด็ก ทุก ๆ
คนมีอยู่ให้นำออกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่รู้สึกเสียดายกับวันเวลาที่เป็นวัยทองของการเรียนรู้ที่หายไป และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้

ครูจา

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2554
ปรารถนาจะเรียนหนังสือเก่ง ทำงานดี มีความจำเลิศ อย่าละเลยการสร้าง “สมาธิ” ตัวช่วยสำคัญหยุดจิตสับสน ว้าวุ่น ทำสมองปลอดโปร่ง ฝึกง่าย ๆ ด้วย 4 วิธี
สร้างสมาธิก่อนเรียน หรือ ทำงาน โดยนั่งบนเก้าอี้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องหลับตา เพียงให้มีสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก กำหนดจุดเพ่งมอง ปฏิบัติประมาณ 5-10 นาที ช่วยขจัดความยุ่งเหยิงทางใจ สมองคลายเครียด พร้อมใช้ความคิด ทั้งยังรับรู้ และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ลดความเร็วในการเดิน ให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการก้าว สลับกับพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว ช่วยผ่อนคลายความเครียด และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สามารถประยุกต์ใช้เมื่อเดินเล่น เดินไปเรียน และทำงานได้

รับประทานช้าลง โดยค่อย ๆ ตักอาหาร และเคี้ยวให้ละเอียด ไม่เพียงลดอาการท้องอืด และลดการทำงานหนักของกระเพาะอาหาร ยังเป็นการฝึกรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำด้วย

เลี่ยงคาเฟอีนเข้มข้น แม้คาเฟอีนจัดเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ลดความง่วง เหนื่อยล้า เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็ว และมีสมาธิขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับในปริมาณไม่มากเกินไป โดยเฉพาะวัยเรียน อาจลดความเข้มข้นจากการดื่มกาแฟเป็นชาแทน

หากต้องการกำจัดความฟุ้งซ่าน เข้าสู่โหมดสงบ มีสติ ลองสร้างสมาธิด้วยวิธีข้างต้น สามารถฝึกปฏิบัติได้ทุกที่ เมื่อสติมาปัญญาย่อมเกิดแน่นอน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554
นักศึกษาครูทวงถามการให้ทุนครูพันธุ์ใหม่ปี 2554 หึ่ง บิ๊ก ศธ. เมินพิจารณางบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.)เปิดเผยว่า จากการประชุม ส.ค.ศ.ท. เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้รับทราบปัญหากรณีการจัดสรรทุนโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) หรือ โครงการครูพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการให้ทุน 2 ประเภท คือ 1.ให้ทุนการศึกษาและประกันการมีงานทำ หรืออัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา และ 2.ให้เฉพาะอัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา แต่จนถึงขณะนี้ในส่วนของปีการศึกษา 2554 ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาทุนครูพันธุ์ใหม่ ทั้งในส่วนทุนที่ให้แก่นิสิต นักศึกษาครูที่กำลังเรียนชั้นปีที่ 4 และนิสิต นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ทำให้ทางสถาบันต่างๆ ต้องคอยตอบคำถามนิสิต นักศึกษาตลอดเวลา และหากยังไม่มีคำตอบนิสิต นักศึกษาอาจจะมาทวงถามความคืบหน้าด้วยตนเอง ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น จึงมีมติให้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ จากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

“สำหรับการให้ทุนโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2554 ประเภทให้เงินและอัตราบรรจุนั้น เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมในหลายจังหวัด ดังนั้นอาจปรับเหลือเพียงให้อัตราบรรจุไม่ต้องให้เงินทุนการศึกษา แต่ขอให้คงจำนวนทุนทั้ง 2 ประเภทไว้ เพื่อให้เป้าหมายการผลิตครูเป็นไปตามแผนการผลิต ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ติดใจเกี่ยวกับชื่อของโครงการฯ หาก รมว.ศธ.ต้องการปรับเปลี่ยนชื่อโครงการก็สามารถทำได้ แต่อยากให้มีวัตถุประสงค์เหมือนเดิม คือเพื่อผลิตครูที่มีคุณภาพ ได้คนดี คนเก่งเข้าไปเป็นครู”รศ.ดร.สมบัติ กล่าวและว่า หาก รมว.ศธ.ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ ทางสภาคณบดีฯ ยินดีที่จะเข้าพบและชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้โครงการนี้สามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมาย และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน และคุณภาพการศึกษาของชาติต่อไป

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เปิดเผยว่า สาเหตุที่การดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ซึ่งเดิมมีนายไชยยศ จิรเมธากร อดีต รมช.ศธ.เป็นประธาน และคณะกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้หมดวาระลงตามรัฐบาล และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่นายวรวัจน์ ก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา และไม่มีการตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯชุดใหม่มาทำหน้าที่แทน ส่งผลให้รายชื่อนิสิต นักศึกษาที่ได้รับทุนบางส่วน ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการฯพิจารณาก็ต้องยุติไปด้วย นอกจากนี้งบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555 ที่ สกอ.เสนอไปก็ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งอาจจะส่งผลให้ยุติการดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ไปโดยปริยาย.

Tags : , , | add comments

จากที่ได้นำเสนอในตอนที่แล้วว่า การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษานั้นมีความสำคัญอย่างไร เราจะได้พบประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดทัศนคติในเชิงลบกับการเรียนคณิตศาสตร์ได้พอสังเขป (โดยที่กล่าวถึงเฉพาะเด็กที่ความสามารถในการเรียนรู้อยู่ในระดับปกติเท่านั้น) ดังนี้

– ปัญหาด้านการอ่าน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการเรียนของลูกของเรา
พ่อแม่จะสังเกตได้อย่างไรว่า ลูกหลานของท่านมีปัญหาในการอ่าน ดัชนีชี้วัดที่ง่ายที่สุดก็คือ บุตรหลานของท่านจะได้คะแนนในแต่ละวิชาอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก นั่นหมายความว่าบุตรหลานของท่านมีปัญหากับการเรียนในทุก ๆ วิชาที่มีเนื้อหาที่จะต้องอ่านทบทวน บ่อยครั้งที่เราพบว่าเกรดที่ได้จากโรงเรียนไม่สามารถชี้ถึงความบกพร่องในการเรียนในโรงเรียนได้ (เนื่องจากแนวการตัดเกรดของกระทรวงไม่ได้มุ่งเน้นที่คะแนนสอบ แต่จะเน้นจากคะแนนเก็บในระหว่างเทอมแทน) พ่อแม่ผู้ปกครองยังสามารถสืบทราบการเรียนของลูกหลานตนเองได้โดยการปรึกษา หรือพูดคุยกับครูประจำวิชาในแต่ละวิชาได้ไม่ยากนัก
นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคือ การติดตามบทเรียนในแต่ละระดับชั้น เช่นในเด็ก ๆ ส่วนใหญ่มักจะอ่านออกเขียนได้ อย่างคล่องแคล่วเมื่อสิ้นสุดเทอมต้นในระดับประถมปีที่ 1 แต่อาจจะมีติดขัดบ้างในการผันวรรณยุกต์ หรือในเด็กที่เรียนอยู่ในโรงเรียนสองภาษาก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วน่าจะสามารถอ่านภาษาอังกฤษ ในระบบของ phonics คือสระเสียงสั้น (short vowels sound) ได้ทั้งหมด ซึ่งก็พอที่จะทำให้เขาสามารถอ่านโจทย์คณิตศาสตร์ที่เป็นภาษาอังกฤษได้
หากพ่อแม่ผู้ปกครอง พอจะรู้บทเรียนในแต่ละชั้นปีพอสังเขป ก็จะสามารถส่งเสริม สนับสนุน หรือเพิ่มพูน ทักษะในการอ่านของลูกให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เจียดเวลาที่ทุ่มเทให้กับงานบางส่วน มาเพิ่มเวลาคุณภาพที่จะเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านวิชาการและจริยธรรมของลูก ที่นับวันจะน้อยลงทุกทีเมื่อเขาโตขึ้น

– ปัญหาด้านการตีความ
ในบางครั้งเด็กอาจไม่มีปัญหาด้านการอ่าน แต่เนื่องจากขาดทักษะในการอ่าน (ที่จะได้มาจากการฝึกฝน หรือการอ่านบ่อย ๆ) ทำให้ไม่สามารถจะเว้นวรรคตอน หรือจับใจความในแต่ละประโยคได้อย่างถูกต้อง
ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก เนื่องจากเด็กเพียงขาดทักษะในการอ่าน วิธีแก้คือ คุณพ่อคุณแม่ควรได้มีเวลาอ่านหนังสือกับลูกบ่อย ๆ หรือการสลับกันอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน ถ้าอ่านผิดวรรคตอน ก็ใช้วิธีแนะโดยการอ่านในแบบที่ถูกต้อง และในแบบที่ไม่ถูกต้อง โดยให้ลูกเป็นผู้เลือกเองว่า การอ่านแบบไหนที่ทำให้เขามีความรู้สึกร่วมไปกับเรื่องที่อ่าน หรือจับใจความได้ดีกว่า
วิธีดังกล่าวจะทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าความผิดพลาดของตนเองเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และยิ่งไปกว่านั้น ทำให้เขามีความกล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับเขาในการอ่านมากขึ้นและประการสำคัญที่จะได้จากการอ่านหนังสือด้วยกันก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัวที่จะแน่นแฟ้นมากขึ้น ลองดูนะคะ ลดกิจกรรมนอกบ้านลง (เช่นการพาลูกไปช็อปปิ้ง) เอาเวลาที่ว่างนั่งคุยเรื่องหนังสือที่อ่านและร่วมกันแสดงความคิดเห็น คุณอาจจะได้พบผู้ใหญ่ตัวน้อย ๆ ในอนาคตที่จะบอกคุณว่าเมื่อโตขึ้นเขาจะไปในทิศทางใด

– ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมที่ถูกปลูกฝังจากทางบ้านจนเป็นนิสัย
บ่อยครั้งที่เราพบว่าพฤติกรรมที่พ่อแม่ในยุคปัจจุบันมีชีวิตที่เร่งรีบ จนไม่มีเวลาที่ให้เด็กสามารถคิด หรือฝึกคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง สุดท้ายจึงเป็นการสร้างนิสัยที่เด็กไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำด้วยตนเอง เมื่อเด็กต้องเรียนในสิ่งที่ยากขึ้น หรือต้องทำงานที่ซับซ้อน ก็จะปฏิเสธ หรือต่อต้าน สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองในยุคนี้ปฏิบัติกับลูกหลานก็คือ การเลือกทุกสิ่งที่ดีที่สุด ให้ความสะดวกสบาย ส่งลูกเรียนกวดวิชา โดยมีวิธีลัดต่าง ๆ ให้จดจำมากมาย หลังเลิกเรียนก็ผ่อนคลายด้วยเกมส์ ทุกอย่างเป็นตารางที่วางไว้แล้ว เพียงแต่ลูกหลานเอาตัวเองไปในที่ต่าง ๆ ที่พ่อแม่จัดการไว้แล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พ่อแม่ผู้ปกครองคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับลูก แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กไม่มีความพยายามที่จะฟันฝ่าอุปสรรค ไม่คิดหรือวางแผน เพราะว่าไม่เคยมีโอกาสได้วางแผนอะไรเลย
สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครอง พอจะปรับแก้ได้ก็คือ การฝึกให้ลูกหลานได้รับผิดชอบหน้าที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้าน ให้เขาได้จัดสรรเวลาหลังเลิกเรียนด้วยตัวเอง เมื่อเกิดอุปสรรค หรือปัญหา พยายามดูอยู่ห่าง ๆ ให้กำลังใจว่าเขาต้องทำได้ ไม่ใช่เข้าไปแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง สร้างตารางคร่าว ๆ ว่าเขาจะต้องทำอะไรบ้างใน 1 วัน แล้วให้เขาเป็นคนเลือกเองว่าจะทำอะไรในเวลาไหน ซึ่งเป็นการฝึกวินัยให้มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองด้วย

– ปัญหาบุคลากรในโรงเรียนไม่เพียงพอ
ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกับเด็กจำนวนมาก เนื่องจากความเอาใจใส่ไปไม่ถึง และส่วนใหญ่มักเกิดกับเด็กนักเรียนที่ไม่ค่อยมีสมาธิ
ปัญหาเรื่องบุคลากรนี้ เป็นปัญหาที่ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ สิ่งที่จะทำได้ก็คือเตรียมความพร้อมของลูกหลานให้มีสมาธิกับเรื่องที่ทำ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และการติดตามการเรียนการสอนของแต่ละวิชา ไม่ให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่ครูพูดเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก หรือท้อแท้ในการเรียน ดังที่กล่าวมาปัญหาส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวพ่อแม่ ผู้ปกครองเอง โดยการให้เวลาและความสำคัญกับลูกมากขึ้น เพื่อให้เขามีอนาคตที่เขาสามารถเป็นผู้เลือกเอง โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นเสมือนลมที่อยู่ใต้ปีกนกอินทรีย์ที่บินไปในทิศทางที่ตนเองต้องการ

ครูจา

Tags : , , , , , , , , | add comments

การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาสำคัญอย่างไร
คำตอบก็คือการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมนั้นเป็นการปูพื้นฐาน ในเรื่องของจำนวนและการแก้ไขปัญหา (โจทย์คณิตศาสตร์) เป็นหลัก ซึ่งพื้นฐานดังกล่าวจะถูกต่อยอดไปในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น และแน่นอนว่าถ้าเด็กเหล่านั้นไม่มีความเข้าใจในบทเรียนขั้นพื้นฐาน เด็กก็จะเกิดความท้อแท้ และขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ อีกทั้งทัศนะคติทางคณิตศาสตร์ที่ไม่ดี และนี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจคณิตศาสตร์เกิดความต่อต้าน ปฏิเสธการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยม และนั่นก็หมายถึงทางเลือกในอนาคตของตัวเขาเองก็จะมีน้อยลงเช่นกัน

เราพบว่าสาเหตุสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์แล้วจะเข้าใจหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการอ่านและความสามารถในการจับใจความของประโยค หากย้อนมาดูการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียน จะพบว่าแบบของการเรียนการสอนมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ลักษณะการสอนโจทย์คณิตศาสตร์จะเป็นในลักษณะที่ให้นักเรียนเขียนประโยคสัญลักษณ์ หรือเขียนข้อความต่าง ๆ ที่โจทย์ให้ไล่เรียงลงมาเป็นบรรทัด ซึ่งแนวการเรียนการสอนดังกล่าวจะไม่เกิดปัญหามากเท่าใดนักกับเด็กที่สามารถอ่านจับใจความในบทความยาว ๆ ได้ แต่จะเป็นปมใหญ่ที่เกิดขึ้นกับเด็กที่มีปัญหาทางด้านการอ่าน และการตีความ
แน่นอนที่สุดว่า เด็กที่มีปัญหาการอ่านย่อมมีปัญหาในการเรียนไม่เพียงแต่วิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองจะต้องคอยดูแล เอาใจใส่ ทบทวนบทเรียนให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ เพราะลำพังครูผู้สอน (ภาษาไทย) ในห้องซึ่งบรรจุนักเรียนอย่างน้อย 25 คนขึ้นไป ก็ไม่สามารถดูแลนักเรียนให้ทั่วถึงได้

ในการแก้ปัญหาการตีโจทย์คณิตศาสตร์สำหรับเด็กที่ไม่สามารถตีความจากโจทย์ยาว ๆ ได้นั้น เราสามารถสอนให้เด็กจับใจความในแต่ละประโยคของโจทย์ปัญหา แล้วมาวาดเป็นภาพ (ในระดับประถม 1) เพื่อให้เด็ก ๆ แปลความเป็นรูปธรรมได้ หลังจากฝึกให้เด็กจับใจความทีละประโยค แล้วแปลงเป็นภาพที่เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อโจทย์ยากขึ้นหรือซับซ้อนขึ้น รูปแบบของการวาดภาพก็จะซับซ้อนขึ้น แต่ก็ยังคงสามารถทำให้เขาได้เข้าใจในสิ่งที่โจทย์ต้องการได้ในที่สุด

เขียนบทความโดย : ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน, ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
จนถึงขณะนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังเลื่อนเปิดเทอมกันอยู่ด้วยสาเหตุของสภาวะมหาอุทกภัย โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร ที่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดเมื่อไร และยังต้องเลื่อนเปิดเทอมต่อไปอีกหรือไม่

คนเป็นพ่อแม่ต่างก็เป็นกังวลเรื่องการศึกษาของลูกเป็นอย่างมาก บางคนที่อพยพไปอยู่ต่างจังหวัดก็ถือโอกาสให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่ต่างจังหวัดซะเลย รอให้โรงเรียนใน กทม.เปิดเทอมก่อนแล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ ด้วยเหตุผลหลากหลายเพราะไม่มีใครดูลูกบ้าง กลัวลูกอยู่เฉยๆ บ้าง เดี๋ยวลืมเรื่องวิชาการการเรียนหมด

ในขณะที่พ่อแม่ชาวกรุงจำนวนไม่น้อยที่รวมตัวกันเพื่อจัดให้เด็กๆ ได้เรียนพิเศษในช่วงเวลาที่เลื่อนหยุดเทอม ด้วยเหตุผลเดียวกัน

แต่ก็มีพ่อแม่กลุ่มหนึ่งที่เลือกหนทางการศึกษาให้ลูกไปเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ โดยการอยู่กับธรรมชาติ…!!

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันเดินทางไปบ้านสวนสายลมจอย ณ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปพร้อมกับทริปเพื่อนผู้ฟังรายการวิทยุ เพื่อเดินทางเรียนรู้ร่วมกันเรื่องเกษตรอินทรีย์และการพึ่งพาตนเอง รวมไปถึงการดูแลสุขภาพร่างกายด้วยตัวเองในศาสตร์ทางเลือก

ระหว่างการเรียนรู้ได้เจอะเจอเด็กๆ วัยใกล้เคียงกัน 4 คน ที่อยู่ในช่วงวัยอนุบาลและวัยประถมต้น เป็นลูกเจ้าของบ้านสวนสายลมจอย 1 คน ที่เหลืออีก 3 คน เป็นเด็กกทม.ที่ผันตัวเองมาอยู่เชียงใหม่ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน และคิดกิจกรรมเล่นกันได้อย่างน่าสนใจ

ขณะจดจ้องอยู่กับเด็กๆ สัมผัสได้ว่าเด็กเหล่านี้ไม่ใช่ลูกชาวบ้านละแวกนั้นเป็นแน่แท้ หลังจากพูดคุยจึงได้รู้ว่าเป็นเด็กเมืองกรุง ซึ่งตอนนี้ครอบครัวได้ปักหลักมาอยู่เชียงใหม่เป็นการถาวรแล้ว ด้วยเหตุผลที่มุ่งมั่นในเรื่องการศึกษาทางเลือกของลูก

ทั้ง 3 คน เป็นเด็กที่เคยอยู่ในโรงเรียนชื่อดังใน กทม.มาก่อน แต่ท้ายสุดครอบครัวกลับเลือกที่จะจัดการเรียนการสอนให้ลูกเอง และการมาบ้านสวนสายลมจอยก็เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ การพึ่งพาตนเอง การเล่นแบบคลุกดินคลุกทราย ในทุกวันพุธถึงวันศุกร์

เด็กเหล่านี้มีความรู้เรื่องต้นไม้ เรื่องธรรมชาติค่อนข้างดี มีการคิดกิจกรรมการเล่นสารพัดรูปแบบ เอาใบกล้วยมาสร้างบ้าน การเอาดินเอาทรายมาประกอบรูปแบบการเล่นบทบาทสมมติ มีความสนใจใฝ่เรียนรู้ที่น่าทึ่ง เวลาถามไถ่พูดคุยก็จะแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี เรียกว่าพกความมั่นใจอยู่เต็มตัว

ไม่มีใครตอบได้ว่าเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ เด็กเหล่านี้มีทักษะเรื่องชีวิตบางด้านที่ดีกว่าเด็กเมืองแน่นอน จากนี้ก็อยู่ที่การต่อยอดของครอบครัวว่าจะเชื่อมโยงกับการศึกษาในระบบได้อย่างไร

แต่..คำถามของพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ยังหนีไม่พ้นว่าเด็กเหล่านี้จะอยู่อย่างไร แล้วจะกลับเข้าสู่ระบบได้ไหม มีการประเมินผลการเรียนรู้ได้หรือเปล่า

การจัดการศึกษาโดยครอบครัวหรือโฮมสคูล (Home School) ตามมาตรา 12 ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ว่า “…นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
การศึกษาโดยครอบครัวจึงเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่งที่ครอบครัวสามารถจัดได้ตามสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย โดยผู้ปกครองอาจเป็นผู้ดำเนินการในการจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมด ทั้งในเรื่องของหลักสูตร การจัดกิจกรรม การวัดและประเมินผล หรืออาจใช้ระบบการจัดการศึกษารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรืออาจจะใช้ทั้งสามระบบผสมผสานร่วมกันก็ได้

ในต่างประเทศมีการจัดการเรียนการสอนแบบโฮมสคูลมากมายหลายประเทศ ประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จคือ สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับและนิยมเป็นอย่างมาก เพราะจากการศึกษาโดยครอบครัว ได้แสดงให้เห็นว่าเด็กมีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กที่เรียนในระบบโรงเรียนได้อย่างชัดเจน

แต่ในบ้านเรา ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมาก โดยผู้ที่เห็นด้วยกับระบบการจัดการศึกษาแนวนี้อาจมองว่าการจัดการศึกษาในระบบมีปัญหา ในเมื่อพ่อแม่มีโอกาสเลือกและปรับกิจกรรมให้สอดคล้องตามความถนัด ความสนใจของลูก สามารถพัฒนาลูกได้เต็มตามศักยภาพ เพราะกิจกรรมบางอย่างเด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในโรงเรียน แต่พ่อแม่สามารถเลือกสรรให้ได้ ที่สำคัญพ่อแม่จะมีเวลาอยู่กับลูกได้เต็มที่ ก็ตัดสินใจที่เลือกแนวการศึกษาทางเลือกนี้

ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยอาจมองว่าเป็นการปิดกั้นเด็กให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมหรือไม่ หรือทำให้เด็กไม่รู้จักวิธีการปรับตัว ซึ่งอาจมีปัญหาในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันต่อไป

แต่…โดยส่วนตัวดิฉันก็ไม่เชื่อเรื่องการศึกษาในระบบอย่างเดียวที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต และการประสบความสำเร็จในชีวิตก็ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ที่สารพัดกระดาษที่บอกเล่าว่าเด็กเรียนจบจากที่ไหน หรือสารพัดรางวัลที่บอกว่าเด็กได้รับรางวัลอะไรบ้างเท่านั้น

หลายสถานการณ์ที่พิสูจน์แล้วว่าการศึกษาในระบบอย่างเดียว เราจะได้เด็กพันธ์เดียวกันในโลกยุคหน้า ที่เน้นเรื่องวิชาการอย่างเดียว ทั้งที่การเรียนรู้ของคนเราสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดชีวิต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่พวกเรากำลังเผชิญกับภัยธรรมชาติบ่อยครั้งและหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะที่ผ่านมามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ ไม่ได้เรียนรู้ที่เข้าใจธรรมชาติ แต่เรียนรู้ที่จะเอาชนะธรรมชาติ ด้วยเหตุผลของดัชนีชี้วัดความเจริญด้วยวัตถุมากกว่าเรียนรู้เรื่อง “ทักษะชีวิต”

เมื่อธรรมชาติเสียสมดุลและส่งสัญญาณแรงๆ ครั้งนี้ให้กับมนุษย์แล้ว น่าจะเกิดแรงเหวี่ยงแรงๆ กระตุกให้คนเรากลับมาให้ความสนใจเรื่องการอยู่กับธรรมชาติแบบเข้าใจให้ได้ และการเรียนรู้แบบนี้ไม่ได้มีในห้องเรียนสี่เหลี่ยมเท่านั้น เด็กต้องได้สัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่แค่ท่องจำในกระดาษอย่างเดียว

เด็กรุ่นใหม่ควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติผสมผสานไปกับเรื่องวิชาการด้วย ซึ่งก็ต้องเริ่มจากพ่อแม่…มิใช่หรือ..!!

ยังไม่ต้องสรุปว่าการศึกษาแบบไหนดีกว่ากัน แต่การเรียนรู้เรื่องทักษะชีวิตต้องเริ่มที่โฮมสคูล ในความหมายที่ว่าพ่อแม่ต้องเป็นผู้เริ่มเปิดประตูการเรียนรู้ของลูกค่ะ

Tags : , , , , | add comments

4วิธีพัฒนา“อีคิว”

Posted by malinee on Tuesday Nov 29, 2011 Under Uncategorized

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน 2554
สู่วิถีผู้มี “สุขภาพจิตดี” ช่วยการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ มีสุข เพียงหมั่นฝึกทักษะ 4 วิธี

นอกจากไอคิว (I.Q.) แล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ อีคิว (E.Q.) ถือเป็นส่วนสำคัญต่อวัยเรียนอย่างมาก ซึ่งการเข้าใจ รู้จักแยกแยะ ควบคุม และแสดงอารมณ์ถูกต้องตามกาลเทศะได้นั้น จะช่วยเสริมสุข สร้างสมดุลของชีวิต ทั้งยังสามารถเผชิญความคับข้องใจ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างราบรื่น โดยทักษะดังกล่าว สร้างได้ง่าย ๆ ดังนี้

เริ่มจาก “ฝึกสมาธิ” จะช่วยจัดระเบียบความคิด ส่งเสริมสมรรถภาพทางใจ ทำให้มั่นคงทางอารมณ์ สงบ หนักแน่น เยือกเย็น ทั้งยังคลายเครียด เป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนั้น การออกกำลังกาย เล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ ก็เป็นผลดีเช่นกัน

“ฝึกระงับอารมณ์” ยามเจอสถานการณ์ตึงเครียด ด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ กำหนดลมหายใจให้สติอยู่กับตัว โดยหายใจเข้า-ออกยาว ๆ, นับ 1-10 หรือ นับต่อเรื่อย ๆ จนรู้สึกสงบ หรือ ปลีกตัวออกมาชั่วคราว เป็นต้น ซึ่งหัวใจหลักคือ ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง โกรธก็รู้ว่าโกรธ แต่สามารถควบคุมความโกรธนั้นได้ และหาวิธีจัดการอย่างเหมาะสม

“ละทิ้งพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ” และค่อย ๆ ปรับปรุงตนเอง รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ฝึกเป็นผู้พูด-ผู้ฟังที่ดี และไม่ลืมที่จะใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น

“ยอมรับความบกพร่อง” เนื่องจากสิ่งที่หวังอาจไม่เป็นอย่างที่คิด 100% ดังนั้น ทักษะข้อนี้ จะช่วยให้ไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ผิดหวังมากเกินไป ขณะเดียวกัน ลองมองเป็นความท้าทาย เพื่อสร้างพลังใจต่อสู้กับอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้

ทักษะข้างต้น เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เกิดได้ เหมาะอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตท่ามกลางวิกฤติปัญหาปัจจุบัน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่26 พฤศจิกายน 2554
รับศึกหนักในการกั้นน้ำมาหลายเดือน กระสอบทรายหลายถุง ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ บทบาทของกระสอบทรายเหล่านี้ยังไม่สิ้นสุด แต่วันใดที่น้ำลด พวกมันคงกลายเป็นขยะก้อนโตราคา(เคย)แพง ที่วันนี้ต้องหาวิธีเอาไปใช้ และอยู่ให้ถูกจุด มากกว่าจะทิ้งไว้อย่างไม่แยแส..

ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนขาดตลาด เกิดการโก่งราคากันมาพักใหญ่แล้วสำหรับกระสอบทราย บังเกอร์ผู้กล้าหาญที่คอยต้านน้ำไม่ให้เข้าบ้าน ด้วยประสิทธิภาพที่เชื่อว่ากั้นน้ำได้ ‘เอาอยู่’
ประเทศไทยตอนนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมและเขตเฝ้าระวัง เลยมีแต่กระสอบทรายกระจายทั่วไปหมด ทั้งถุงทรายขนาดเล็ก และถุงบิ๊กแบ็ก ซึ่งถ้าจะลองเอาทรายพวกนี้มารวมเป็นกองเดียวกันดู คงมีปริมาณมหาศาลทีเดียว หลังจากที่น้ำแห้งเหือด กระสอบทรายพวกนี้คงกลายเป็นอีกประเด็นที่จะต้องคิดกันแล้วว่า จะเอาไปใช้สอยอะไรต่อ ก่อนที่จะกลายเป็นขยะ

ก่อนอื่นต้องเช็กว่าทราย ในกระสอบนั้นเป็นทรายดีหรือไม่ และเป็นทรายชนิดไหน หรือถ้าเป็นทรายขี้เป็ด ที่มีเศษดินเศษอินทรีย์ผสมอยู่ การนำกลับมาใช้นั้นจะมีประโยชน์น้อยกว่า แต่ถ้าเป็นทรายที่มีคุณภาพสามารถนำมาทำอะไรได้หลายอย่างมาก เช่น

ก่อร่างสร้างบ้านใหม่

ทราย ดีย่อมใช้ในการก่อสร้างได้ แต่ก็ต้องเช็กดูอีกว่าต้องเป็นทรายน้ำจืดหรือไม่ เพราะทรายที่ใช้ในการก่อสร้างต้องเป็น ทรายบกเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทรายน้ำเค็ม หรือทรายชายหาดทะเลได้
วิธีนำไปใช้ก็คือ ผสมปูนก่อปูนฉาบ ซ่อมแซม หรือปรับปรุงบ้าน เพราะหลังน้ำท่วมทำให้เรารู้ว่าบ้านเรามีจุดบกพร่องหรือ รูรั่ว ตรงไหนบ้าง ก็แก้ไขในส่วนตรงนั้นซะ หรือจะนำมาผสมปูนเทราดทางเดินให้สูงขึ้นก็ย่อมได้เช่นกัน แต่ปูนซีเมนต์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้พื้นแข็งแรง ทรายก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะทรายมีหน้าที่ช่วยลดการแตกร้าว เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดคือทรายที่ใช้จะต้องเป็นทรายสะอาด ทรายที่อยู่ในกระสอบทรายกั้นน้ำแน่นอนว่าจะต้องสกปรก วิธีทำให้ทรายสะอาดคือล้างน้ำให้สะอาดเสียก่อนนำไปใช้งาน

ขนทรายเข้าวัด

งานนี้อาจกลายเป็นงานบุญครั้งใหญ่ ที่ช่วยล้างบาปจากการที่มนุษยย่ำยีธรรมชาติ การบริจาคทรายดีเข้าวัด ไว้ใช้ซ่อมแซมวัดหลังน้ำท่วมนั้นเป็นอีกทางออกที่ช่วยได้ เพราะตามวัดวาอารามต่างๆ ในพื้นที่ก็โดนน้ำท่วมหนักจมบาดาลเช่นกัน หลายคนอาจห่วงบ้านของตัวเอง จนลืมมองข้ามวัดแหล่งพักพิงทางใจที่อยู่กับคนไทยมาหลายร้อยปี ยิ่งถ้าเป็นวัดเก่าเก่าด้วยแล้ว ยิ่งต้องเร่งซ่อมแซมโดยด่วน เพราะวัดเก่าทรุดตัวง่าย หากไม่รีบบูรณะ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่อยู่คู่มากับวัดเหล่านี้ อาจพังทลายลง
ปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ

ถ้านึกถึงทรายในการปลูก ต้นไม้ แน่นอนอย่างแรกที่นึกออกคือต้นกระบองเพชร ซึ่งสามารถเก็บน้ำไว้ในลำต้นได้มาก มันจะใช้น้ำตลอดระยะเวลาแห้งแล้งที่ยาวนาน และมันจะเปลี่ยนใบเป็นหนามเพื่อลดการคายน้ำ ดังนั้นมันจึงสามารถอยู่ในทะเลทรายได้ โดยวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีได้บอกถึงวิธีการปลูกกระบองเพชรได้แบ่งการปลูกไว้ 2 วิธี คือ

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในอาคารและภายนอกอาคาร ใช้กระถางทรงและขนาดต่างกันแล้วแต่ชนิดพันธุ์ คือ ตั้งแต่ขนาด 4-10 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ทรายหรือดินร่วน อัตรา 1:1 ผสมดินปลูก การเปลี่ยนกระถางแล้วแต่ความเหมาะสมของชนิดพันธุ์และผู้ปลูก แต่ถ้าจะให้เจริญสวยงามต้องควบคุมเรื่องปุ๋ย และน้ำให้ถูกวิธี

2. การปลูกในแปลงปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน แต่จะต้องเป็นชนิดพันธุ์ ที่ค่อนข้างใหญ่ แข็งแรง ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1:3 ผสมดินปลูก ใครสนใจอยากหาเจ้ากระบองเพชรมาปลูกแนะนำให้ไปหาซื้อที่จตุจักร รับรองมีให้เลือกซื้อจนลายตาเลยทีเดียว
ทั้งนี้หากไม่รู้จะนำทรายดีเหล่านี้ไปทำอะไรดี อาจนำทรายเหล่านี้กลับคืนผู้ค้า ด้วยการขายต่อผู้รับเหมาอีกที แต่ก็ต้องทำใจด้วยว่าจะต้องขาดทุน เพราะราคาคงไม่สูงเหมือนตอนที่ซื้อมาใช้กั้นน้ำแน่นอน

สำหรับทรายขี้ เป็ดหรือทรายที่มีเศษอินทรีย์ผสมอยู่ เป็นทรายคุณภาพต่ำ จะมีลักษณะเมล็ดเล็ก กลมมน เมื่อบดอัดแล้วถึงแม้จะดูเกาะตัวกันดีมีความแข็งพอประมาณ แต่เมื่อโดนน้ำจะหลุดออกจากกันกลายเป็นโคลน ถ้านำไปผสมปูน ก็ไม่เกาะตัว แตกร้าว จึงไม่สามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ทรายเหล่านี้ก็ไม่ไร้ค่าอย่างที่คิด เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย อย่างเช่น
ถมที่ปรับระดับ

ถ้าใช้ทรายขี้เป็ดถมที่ ต้องบอกไว้ก่อนว่าพื้นที่ที่จะถมต้องไม่ใช้กับงานรับน้ำหนัก เช่น การเทถมปรับระดับสนามหญ้า ซ่อมแซมแอ่งน้ำที่เกิดหลังน้ำท่วม และถมที่ในบริเวณที่ไม่ได้เพาะปลูกก็ได้ หรือจะใช้สำหรับปรับพื้นก่อนเทพื้นก็ได้

ก่อสร้างอะไรเล็กๆ น้อยๆ

ผสมกับปูน ก่อเป็นกระบะไว้ปลูกต้นไม้เล็กๆ แล้วแต่งแต้มด้วยสีสันนิดหน่อย ก็สามารถสร้างสวนสวย ช่วยกลับทำให้บ้านมีบรรยากาศสดใสขึ้น
น้ำลดเมื่อไหร่ กระสอบทรายเหล่านี้ก็คงหมดหน้าที่ไปด้วย นอกจากต้องเร่งระบายน้ำให้ออกสู่ทะเลแล้ว คงต้องระบายทรายออกด้วย หากแต่ละบ้านลองใช้วิธีที่แนะนำในวันนี้ไปบ้างก็น่าจะคุ้มค่ากับเงินที่ซื้อ กระสอบทรายมา อีกทั้งขยะจะได้ไม่ล้นเมืองด้วย หรืออีกวิธีก็คือการนำทรายไปทิ้งรวมกันในจุดๆ เดียว ตามที่ทางกรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมไว้ให้ก็ได้.

Twitter : Sriploi_social
Twitter : ijikooo

Tags : , , , , , | add comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2554
สพฐ.ชงร่างปฏิทินรับ นร.ปี 55 ให้ รมว.ศึกษาฯ พิจารณา ก่อนประกาศเป็นทางการ

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เสนอร่างปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2555 ที่ปรับเลื่อนใหม่ตามกำหนดการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ใหม่ ให้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณา ดังนี้ โดยระดับก่อนประถมศึกษา รับสมัคร วันที่ 3-7 ก.พ.2555 จับสลาก 12 ก.พ.ประกาศผลวันที่ 12 ก.พ.รายงานตัว 12 ก.พ.มอบตัว 19 ก.พ. เงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ รับสมัคร 3-7 ก.พ.ประกาศผล 12 ก.พ.รายงาตัว 12 ก.พ.มอบตัว 19 ก.พ., ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 รับสมัครวันที่ 10-14 ก.พ.จับสลาก 19 ก.พ.ประกาศผลและรายงานตัว 19 ก.พ.มอบตัว 26 ก.พ. เงื่อนไขพิเศษ ให้รับสมัคร 10-14 ก.พ.ประกาศผลและรายงานตัว 19 ก.พ.มอบตัว 27 ก.พ.

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 รับสมัคร 1-4 เม.ย.จับสลากรับนักเรียนในพื้นที่บริการ 11 เม.ย.ประกาศผลพร้อมรายงานตัว 11 เม.ย.มอบตัว 21 เม.ย. , สอบคัดเลือกรับนักเรียนทั่วไป 7 เม.ย.ประกาศผลพร้อมรายงานตัว 10 เม.ย.มอบตัว 21 เม.ย. โควตารับนักเรียนความสามารถพิเศษ รับสมัคร1-2 เม.ย.สอบและประกาศผลพร้อมรายงานตัว 3 เม.ย.มอบตัว 21 เม.ย. เงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ รับสมัคร 1-4 เม.ย.ประกาศผลพร้อมรายงานตัว 10 เม.ย.มอบตัว 21 เม.ย. ทั้งนี้ หากนักเรียนยังไม่มีที่เรียนให้ยื่นความจำนงให้จัดที่เรียนรอบสอง วันที่ 22-23 เม.ย.ประกาศผลรอบสอง 26 เม.ย.รายงานตัวรอบสอง 27 เม.ย.

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในส่วนของนักเรียนเดิมของโรงเรียน ให้รายงานตัว 12 เม.ย.มอบตัว 22 เม.ย. ส่วนการสอบคัดเลือกรับนักเรียนภายนอกเพิ่มเติมให้ รับสมัคร 1-4 เม.ย.สอบ 8 เม.ย.ประกาศผล 11 เม.ย.รายงานตัว 12 เม.ย.มอบตัว 22 เม.ย. ส่วนโควตารับนักเรียนความสามารถพิเศษ รับสมัคร 1-2 เม.ย.สอบพร้อม ประกาศผล และรายงานตัว 3 เม.ย.มอบตัว 22 เม.ย.เงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ รับสมัคร 1-4 เม.ย.ประกาศผลพร้อมรายงานตัว 11 เม.ย.มอบตัว 22 เม.ย.

สำหรับโรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ โดยโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ ป.5 รับสมัคร 16-20 ก.พ. สอบ 25 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค.รายงานตัวภายใน 6 มี.ค., ม.1 รับสมัคร 16-20 ก.พ.สอบ 25 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค.รายงานตัวภายใน 6 มี.ค., ม.4 รับสมัคร 16-20 ก.พ.สอบ 26 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค.รายงานตัวภายใน 6 มี.ค. – โรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ รับสมัคร 27-31 ม.ค.ก่อนประถมศึกษา-ป.1 สอบ 5 ก.พ.ประกาศผล 12 ก.พ.รายงานตัวภายใน 14 ก.พ., ม.1 รับสมัคร 16-20 ก.พ.สอบ 25 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค.รายงานตัวภายใน 6 มี.ค., ม.4 รับสมัคร 16-20 ก.พ.สอบ 26 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค. รายงานตัวภายใน 6 มี.ค. – โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ รับสมัคร 1-30 เม.ย. ประกาศผล 1 พ.ค.รายงานตัวภายใน 8 พ.ค. – โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส รับสมัคร 16-25 ก.พ. สอบ 26-28 ก.พ. ประกาศผล 29 ก.พ. รายงานตัวภายใน 13 มี.ค.

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
รมว.ศึกษาธิการ หารือร่วมกับสพฐ. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ประธานแอดมิชชั่น ผู้แทนอธิการบดี และกรมอาชีวะ มีมติเลื่อนสอบ O-Net ป.6 และ ม.3 ส่วน ม.6 ยังกำหนดเดิม ส่ง สทศ. พิจารณาต่อ…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้น ฐาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ประธานแอดมิชชั่นฟอรั่ม ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เกี่ยวกับการเลื่อนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ซึ่งมีมติดังนี้

เสนอให้เลื่อนการสอบ O-Net ของช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาปีที่ 6) จากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และช่วงชั้นที่ 3 (มัธยมศึกษาปีที่ 3) จากวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้ประกาศผลการทดสอบพร้อมกันในวันที่ 31 มีนาคม 2555

ส่วนการสอบ O-Net ช่วงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาปีที่ 6) ให้คงกำหนดการสอบเดิม คือวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้ประกาศผลการทดสอบในวันที่ 10 เมษายน 2555

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นำผลการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการเลื่อนสอบ O-Net ครั้งนี้ ให้คณะกรรมการบริหาร สทศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

Tags : , , | add comments