…ในสังคมปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่ามีแต่การแข่งขัน การรีบเร่ง เพื่อให้ได้ชัยชนะหรือให้ได้ถึงจุดหมายเร็วที่สุด หรือเพื่อให้เป็นที่หนึ่งไม่ใช่เฉพาะธุรกิจ การทำงานเท่านั้น ปัจจุบันนี้ เราก็จะเห็นภาพของเด็กๆที่ถูกพ่อแม่ ผู้ปกครองพาไปเรียนพิเศษกันเยอะมาก เมื่อก่อนเราจะเห็นภาพเด็กโตเสียเป็นส่วนหรือเด็กที่เรียนในระดับมหาลัย แต่ปัจจุบันนี้การแข่งขันสูงขึ้น เด็กที่พ่อแม่พาไปเรียนอายุน้อยลงเรื่อยๆบางคนอยู่ในระดับอนุบาล..หลายคนจำเป็นต้องเรียนเพิ่มเติมเพราะทักษะยังไม่ดีพอเรียนในห้องกับเพื่อนๆไม่เข้าใจ หลายคนเรียนเพื่อเสริมทักษะให้แกร่งขึ้น เด็กในกลุ่มนี้จะเป็นเด็กที่พร้อมและชอบในการเรียนทีโหนระดับ เช่น อยู่ป3 เรียนเนื้อหาของป4 หรือบางคนอยุ่ป4 เรียนเนื้อหาของป5 ป6 เด็กในกลุ่มจะสามารถเข้าใจและมีทักษะที่แข็งแกร่งขึ้น..แต่..ไม่ใช่กับทุกคน..พ่อแม่บางคนเห็นลูกคนอื่นเรียนได้ ลูกชั้นก็ต้องเรียนได้ พยายามบีบและพยายามเร่ง พยายามทำทุกทางเพื่อให้ลูกได้คะแนนดีเหมือนคนอื่น บางคนยังเล็กมากระดับอุนบาลก็โดนเร่งเรียน..เข้าใจค่ะว่าพ่อแม่หวังดีกับลูกทุกคน.แล้วเคยลองมองย้อนกลับมาที่ลูกเราบ้างหรือเปล่า เคยถามเค้าบ้างมั้ยว่าเค้าไหวหรือเปล่า โดยเฉพาะในระดับอนุบาลด้วยวัยเค้ายังเล็กมาก เค้ารับการบีบอัดและเร่งเรียนไม่ไหว หลายคนไม่ได้เรียนแย่แต่พ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นที่หนึ่ง พยายามหาที่เร่งเรียน เอาการบ้านที่รร.ให้มาสอนเอง ทำการบ้านเกินที่ครูให้เพื่อให้ลูกจบเล่มและขึ้นเล่มใหม่เร็วๆ เพื่อให้แซงคนอื่นๆบางครั้งบางวิชาเป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่ต้องปล่อยให้ครูผุ้สอนเป็นสอนและเป็นคนกำหนดทิศทางในการเรียนพ่อแม่ไม่สามารถสอนได้ หลายคนเห็นว่าช้าเกินไป กำหนดวิธีการสอนเองเร่งเนื้อหาเอง สั่งการบ้านเพิ่มเองจากที่ครูสั่งไว้ให้ลูกทำเยอะๆ ทำเนื้อหาทั้งๆที่ยังเรียนไม่ถึง ครูยังไม่ได้สอน พ่อแม่สอนเทคนิคเอง เร่ง เร่ง เพื่อให้จบเล่มเร็วขึ้น..สุดท้ายลุกจำเทคนิคไม่ได้ จำเนื้อหาไม่ได้ กลายเป็นต้องเรียนซ้ำเพราะไปต่อไม่ได้ และสุดท้ายทัศนคิตกับวิชานั้นจะแย่ลง หนักเข้าอาจพาลไม่อยากเรียนอะไรอีกเลย..แต่ มันคงจะดีกว่ามั้ยถ้าปล่อยให้ลุกเรียนไปตามสเต๊ปในวิชานั้นและปล่อยให้ครูผู้สอนเป็นคนนำพาลูกเราให้เก่งในวิชานั้นต่อไป..ลองถามตัวเองสักครั้งว่าการเร่งลูกมันดีจริงๆหรอ การที่ลูกแซงคนอื่นได้มันทำให้ลูกมีความสุขจริงมั้ย มันเป็นความสุขของใคร?..การเร่ง เร่ง เร่งเรียน….เพื่อใคร?..ขอบคุณและสวัสดีค่ะ

Tags : , , , , , , , | add comments

images (2)

เนื่องจากในยุคปัจจุบัน การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ต้องใช้เวลานานมาก ร่วมกับค่าเทอมของโรงเรียนต่างๆ สูงขึ้นอย่างลิบลิ่ว  ร่วมกับความไม่แน่ใจในหลักสูตร หรือแม้กระทั่งตัวครูผู้สอน หรือบางครั้งอาจเกิดความไม่ต่อเนื่องกับหลักสูตรบางหลักสูตรที่เปิดในบ้านเราไม่ครบถึงระดับมัธยมศึกษา (เช่น การเรียนในแนวของ Montessori) จึงทำให้หลายๆ ครอบครัวหันมามองการเรียนการสอนด้วยตนเอง ที่เรารู้จักกันในคำว่า Home School กันมากขึ้น

ทุกๆ ครอบครัวสามารถเปิดการเรียนสอนบุตรหลานด้วยตนเองได้ หากมีการส่งแบบแผนของการศึกษาที่ตนเองต้องการสอนบุตรหลาน ให้กับทางกระทรวงตรวจ หรือบางครอบครัวก็ใช้หลักสูตรสำเร็จรูปจากต่างประเทศที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาบ้านเรา แน่นอนการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นแบบตัวต่อตัวย่อมดีกว่าการเรียนเป็นกลุ่มใหญ่อยู่แล้ว  เด็กไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง อีกทั้งการดูแลเอาใจใส่ ถึงพัฒนาการในตัวเด็กและสามารถเสริมสร้างกิจกรรมได้หลากหลาย แต่การทำ Home School สิ่งที่สำคัญคือ ความมีระเบียบวินัย ต้องมีตารางเวลาและทำตามอย่างเคร่งครัด หากไม่เป็นเช่นนั้น จะเป็นการส่งเสริมความไม่มีระเบียบวินัย ความไม่รู้จักหน้าที่ การเรียนรู้ก็ยากที่จะเกิดขึ้น เพราะหากตามใจบุตรหลานมากจนเกินไป จะทำให้เขาต้องการทำแต่ในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว การเรียนแบบเดี่ยว อาจทำให้การเรียนรู้ที่จะเข้ากลุ่ม หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขาดหายไป ดังนั้นหากครอบครัวใดตัดสินใจที่จะจัดการเรียนการสอนให้กับบุตรหลานในแบบ Home School จำเป็นต้องจัดทั้งกิจกรรมการเรียน และการเข้าร่วมกิจกรรมแบบกลุ่มเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย

Tags : , , , , , , , , , | add comments

carousel1-1440x812คงได้ยินข่าวกันบ่อยๆ ในเรื่องของการฝากเข้า หรือค่าแรกเข้าในโรงเรียนรัฐบาลหลายๆ แห่ง ทั้งๆ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝากในที่สูง และยังไม่ได้รับใบเสร็จอีกด้วย มาลองดูเหตุผลที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนยอมจ่ายค่าใช้จ่ายแพงขนาดนั้น

สิ่งที่เราต้องยอมรับเลยว่า มาตรฐานในการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกัน เป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบุตรหลานของตน ดังนั้นจึงทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ เพื่อให้บุตรหลานได้เข้าเรียนในสถานศึกษาดังกล่าว ทั้งการให้เรียนเพิ่ม การติวอย่างหนัก เทียบได้กับการฝ่าด่าน 18 อรหันต์เข้าไปเรียนในวัดเส้าหลิน แต่หากพลาดในรอบของการสอบคัดเลือก ก็จะใช้กำลังภายใน เพื่อดันบุตรหลานเข้าไปเรียนให้จงได้

เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ ปีที่มีการสอบคัดเลือก ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เลย การที่พ่อแม่ผู้ปกครองยอมเสียค่าใช้จ่าย เพื่อคุณภาพการศึกษาของบุตรหลาน และนอกจากนั้นแล้วเด็กที่ผ่านการคัดเลือกของสถานศึกษาจะเป็นเด็กสายเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองก็หวังว่ากลุ่มเพื่อนที่ขยันเรียนจะสามารถผลักดัน หรือเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีของบุตรหลานได้

หลายๆ คนสามารถถูกกระตุ้นด้วยสิ่งแวดล้อมได้ แต่เด็กบางคนไม่สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ถูกบีบได้มากนัก ร่วมกับการที่พื้นฐานที่ไม่แน่น ทำให้เค้าติดอยู่กับเนื้อหา และไม่ว่าจะพยายามตั้งใจเท่าไหร่ ก็ตามเพื่อนไม่ทัน ความรู้สึกที่เบื่อการเรียน แล้วเด็กกลุ่มนี้ (ซึ่งส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่พ่อแม่ผู้ปกครองใช้เส้นสายเข้ามา) ก็จะรวมตัวกัน ไปในแนวทางลบ

ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องพิจารณาถึงความรู้พื้นฐาน อุปนิสัยในเรื่องของการเรียนรู้ของบุตรหลานของตน ว่าจะสามารถปรับตัว และเหมาะสม กับสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังด้วยหรือไม่ หลายๆ ครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหมาย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมาย พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นผู้ที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด โดยใช้อุปนินัย (ความมุมานะ พยายาม) ความรู้พื้นฐาน เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจทุกครั้ง

Tags : , , , , , , , , , | add comments

stock-photo-happy-hard-working-kids-writing-an-exam-in-primary-school-534155374          ในยุคปัจจุบันภาพของเด็กๆ ตามสถาบันกวดวิขาในวันหยุดกลายเป็นภาพที่เห็นกันจนชินตาไปเสียแล้ว ในขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่สนับสนุนให้เด็กๆ เรียนมากจนเกินไป ส่งผลให้เกิดนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้การเรียนพิเศษนอกโรงเรียนยังคงเหมือนเดิม เรามาลองพิจารณาเด็กกลุ่มต่างๆ ที่เข้าเรียนตามสถาบันกวดวิชาต่างๆ ซึ่งเราสามารถแยกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้

กลุ่มแรก เด็กกลุ่มก่อนวัยเรียน จะเป็นกลุ่มที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องการเสริมทักษะและพัฒนาการในด้านร่างกาย หรือด้านภาษา เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมโดยการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อกลางให้เด็กได้เข้าใจคำศัพท์พร้อมกับการยืดเส้นยืดสาย การเรียนในกลุ่มนี้ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ภาษาพร้อมกับกิจกรรมผ่านการเล่น ในวัยที่เด็กยังจำเป็นต้องมีการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ควบคู่กับกล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยไม่มีแรงกดดัน ทำให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุขสนุกสนาน

กลุ่มที่สอง กลุ่มปฐมวัย การเรียนในกลุ่มนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกระแสของสังคม สิ่งที่เห็นได้ชัดเลย คือการส่งบุตรหลานเข้าติวสาธิต เหตุที่ว่าเป็นกระแสสังคม เนื่องจากเราจะเห็นได้จากจำนวนนักเรียนที่สมัคร เทียบกับจำนวนนักเรียนที่รับ ซึ่งการเรียนติวสาธิตนั้นจะเป็นการเรียนเป็นระยะเวลา 1 – 2 ปีในเตรียมความพร้อมให้กับเด็กๆ ที่จะเข้าสอบ การเรียนในแนวนี้ จะเครียดในช่วงของโค้งสุดท้ายก่อนสอบ เด็กหลายๆ คนถึงกับเกิดอาการเครียดโดยไม่รู้ตัว

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มของเด็กประถมวัย การเรียนพิเศษในกลุ่มนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยคือ กลุ่มที่เข้าไปเรียนในโรงเรียนสาธิตได้แล้ว เนื่องจากแนวของโรงเรียนดังกล่าวเป็นการเรียนในแนวบูรณาการ ไม่ค่อยมีการบ้าน ไม่ค่อยได้เรียน คุณพ่อคุณแม่ ก็เป็นกังวลว่าจะตามโรงเรียนอื่นได้อย่างไร จึงจัดตารางการเรียนวันหยุดให้กับน้องๆ ส่วนอีกกลุ่ม เป็นเด็กที่เข้าไปอยู่ในกลุ่มของโรงเรียนเร่งเรียน โรงเรียนสองภาษา คุณพ่อคุณแม่อาจเกิดความกังวล กลัวว่าบุตรหลานจะไม่สามารถเรียนตามเพื่อนได้ทัน เนื่องจากจำนวนเด็กต่อห้อง มากกว่าตอนที่อยู่อนุบาลมาก

กลุ่มที่สี่ กลุ่มเด็กประถมปลาย เป็นกลุ่มที่ต้องย้ายโรงเรียนอีกครั้ง การเรียนในกลุ่มนี้ เพื่อการทบทวนเนื้อหาและ ฝึกทำแนวข้อสอบในแนวต่างๆ ที่หลากหลายกว่าการเรียนในโรงเรียนทั่วไป

กลุ่มที่ห้า คือกลุ่มที่เป็นเด็กล่ารางวัลในสนามแข่งขันต่างๆ เราจะเห็นสนามแข่งขันทั้งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์หลายๆ สถาบันเกิดขึ้นทั้งปี เด็กในกลุ่มนี้เป็นเด็กที่เรียนรู้ได้เร็ว จึงเข้าไปอยู่ในกลุ่มของการเรียนเพื่อการแข่งขันในสนามทั่วประเทศ

กลุ่มที่หก เป็นกลุ่มของเด็กมัธยม การเรียนในกลุ่มของเด็กมัธยม ส่วนใหญ่เกิดจาก คุณพ่อคุณแม่เริ่มไม่สามารถดูแลได้ จำเป็นต้องให้น้องๆ เข้าเรียนในสถาบันกวดวิชาต่างๆ เพื่อเตรียมตัวเลือกแผนการเรียน และสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป

จากกลุ่มของเด็กต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น มันอาจสะท้อนอะไรได้หลายอย่าง เช่น การเรียนในโรงเรียนไม่ดีพอหรือ หรือเกิดอะไรขึ้นกับความรับผิดชอบในตัวเด็ก หรือเกิดระบบการศึกษาของบ้านเราล้มเหลว จึงทำให้เด็กเกือบทุกคนที่มีโอกาส ต้องวิ่งหาที่เรียนจนกว่าจะจบการศึกษา หรือ อาจถึงตอนติวเพื่อสมัครสอบเข้าทำงานในหน่วยงานราชการจึงจะสิ้นสุด

Tags : , , , , , , , , , | add comments

เรียนที่เดียวดีมั้ย

Posted by malinee on Tuesday May 30, 2017 Under Uncategorized

ในสังคมในยุคปัจจุบัน ที่พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องทำงานพร้อมกับการดูแลบุตรหลานไปพร้อมๆ กัน เมื่อถึงสุดสัปดาห์ก็รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรงที่จะคอยดูแลวิชาการของบุตรหลาน จึงส่งบุตรหลานเรียนในสถาบันต่างๆ ที่ได้เลือกไว้ว่าเหมาะสมกับบุตรหลานของตนเอง

การเรียนตามสถาบันต่างๆ คุณพ่อคุณแม่มักเลือกสถาบันที่มีการเรียนการสอนครบทุกวิชา เพื่อให้เด็กได้เดินทางภายในที่เดียว เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเดินทาง เช่นเด็ยวกับคุณพ่อคุณแม่ น้องๆ ก็ถือว่าตนเองเรียนมาทั้งสัปดาห์แล้ว ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมานั่งอ่านทบทวนสิ่งที่เรียนมา คุณพ่อคุณแม่จึงเห็นว่าการเรียนเสริมเป็นการช่วยทบทวนในสิงที่บุตรหลานได้เรียนมา เพื่อเป็นทางลัดในการอ่านทบทวนของเด็กๆ แต่ในการเรียนการสอนแต่ละวิชานั้น ครูผู้สอนจะมีความถนัดในแต่ละวิชาแตกต่างกัน ยิ่งในวัยที่โตขึ้น ครูในแต่ละวิชายิงจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นในการเรียนในแต่ละวิชา จึงควรเรียนในแต่ละสถาบันที่มีความถนัดในแต่ละวิชาจะได้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด

แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดีที่สุดคือการให้บุตรหลานได้อ่านและทบทวนในสิ่งที่ตนเองได้เรียนมา โดยมีคุณพ่อคุณแม่ ช่วยเสริมและเพื่อการพัฒนาทักษะของการอ่านและการคิดวิเคราะห์

Tags : | add comments

Doc3            ความ    แน่นอนของคนทุกๆ คนย่อมต้องผ่านวัยเด็กมา ผ่านการเรียนในวัยเด็กกันทุกคน พ่อแม่ ผู้ปกครองย่อมรู้ดีว่าการเรียนคณิตศาสตร์นั้นสำคัญเพียงใด และทัศนคติในการเรียนไม่ว่าจะเป็นวิชาใดๆ ก็ตาม จะขึ้นอยู่กับครูผู้สอนอย่างมาก แต่ในหลายๆ วิชาการเรียนในแต่ละระดับจะไม่เกี่ยวเนื่องกันมากนัก ยกเว้นก็แต่วิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งต้องใช้ความรู้พื้นฐานอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าหากพื้นฐานในการเรียนไม่ดี การต่อยอดต่อไปก็จะเป็นไปได้ยากขึ้นตามลำดับ

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการพัฒนาหลักสูตร หรือเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กๆ บางครั้งใช้การจับคำ (Key word) , บางครั้งใช้ภาพ , บางครั้งใช้สมการ หรือบางครั้งจะใช้ Block Model เข้าช่วย ขึ้นอยู่กับวัยของเด็กๆ

ที่กล่าวว่าขึ้นอยู่กับวัยเด็ก เนื่องจากการเรียนในระดับที่สูงขึ้น ความซับซ้อนก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเด็กในวัยประถมต้นนั้น เราจำเป็นจะต้องใช้ภาพเป็นสื่อให้เด็กตีความไปตามลำดับของโจทย์ ซึ่งในช่วงแรกเราจะใช้ภาพเป็นสื่อก่อน ต่อจากนั้นเราจะเริ่มแปลงภาพเป็น Block Model ต่อไป เนื่องจากตัวเลขจะมากขึ้น แต่กระนั้นเองเด็กในวัยก่อนชั้นประถม 6 ยังไม่ได้เรียนเรื่องสมการ และการแก้สมการ ดังนั้นเรื่องที่ผู้ใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการแก้สมการ แต่การแก้ไขปัญหาเดียวกันในเด็ก เราจะต้องใช้วิธีอื่นเพื่ออธิบายให้เกิดความเข้าใจ

Block Model คือ หลักสูตรในการแก้โจทย์ปัญหาในแนวของ Singapore Maths โดยใช้ภาพของกล่องในการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์กับเด็ก ดังตัวตัวอย่างต่อไปนี้

 

โจทย์ดังกล่าวมักจะพบในระดับประถมต้น เราจำเป็นต้องใช้รูปเพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นภาพ ผู้ใหญ่หลายๆ คนจะสอนให้เด็กย้ายข้าง ซึ่งเด็กจะไม่เข้าใจ จนในที่สุดจะกลายเป็นการบอกวิธีการเลยว่าจะต้องนำไปบวก หรือลบ ซึ่งไม่ได้ทำให้เด็กมีความเข้าใจมากขึ้น แต่เป็นการช่วยให้เด็กๆ ทำการบ้านได้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง โดยไม่ได้เกิดความเข้าใจ หรือประโยชน์อะไรมากกว่านั้นเลย จนกลายเป็นว่าเมื่อไรที่ต้องการแก้ไขปัญหา ก็นำมาให้พ่อแม่ผู้ปกครองช่วย (บอกวิธีหาคำตอบ)

นอกจากโจทย์ระดับของประถมต้นแล้ว Block Model ยังสามารถแก้ไขโจทย์ปัญหาในระดับสูงขึ้นได้อีกด้วย เช่น

พ่อมีอายุ 42 ปี ฉันมีอายุ 6 ปี อีกกี่ปี พ่อจึงมีอายุเป็น 3 เท่าของฉัน

จากตัวอย่างข้างต้น ยังมีวิธีการในระดับที่ยากขึ้น หากต้องการศึกษาวิธีการแก้ปัญหาด้วย Block Model ท่านพ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถ search เพื่อหา Block Model Strategies ได้ใน website ต่างๆ มากมาย เพื่อเป็นแนวทางในการช่วยแก้ปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ของบุตรหลานได้

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

perfect-genes-dna-hereditary-health-good-wellness-condition-word-d-letters-strand-to-illustrate-running-family-45473797          หลายๆ ครั้งที่ผู้ปกครองมักมีคำถามในใจ ว่า ทำไมลูกเราเรียนได้ดีไม่เท่าลูกเพื่อน ทั้งที่การเรียนตั้งแต่ในวัยอนุบาล เป็นที่เดียวกันหรือแม้กระทั่งการเรียนพิเศษ ก็เรียนที่เดียวกันมาตลอด แต่ทำไมลูกเราจึงเรียนสู้ลูกเพื่อนไม่ได้ หากลองตัดปัจจัยต่างๆ ที่เหมือนกันออกไปให้หมด เราจะพบตัวแปรต้นที่ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องของพันธุกรรม (เนื่องจากในงานวิจัยต่างๆ พบว่าความฉลาดของมนุษย์นั้นจำเป็นต้องมีการทำงานของยีนหลายๆ ยีนและจำเป็นต้องมีปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีผลมากกว่าร่วมด้วย) ในเมื่อเรื่องพันธุกรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความฉลาดแล้ว ทำไมลูกเรายังเรียนสู้ลูกเพื่อนไม่ได้ ทั้งที่ลูกเราเรียนเหมือนลูกเค้าทุกอย่าง ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมเดียวกัน

จริงหรือที่เด็กสองคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน อาจจะจริงที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมของการเข้าเรียนเหมือนกัน แต่สิ่งแวดล้อมของการเลี้ยงดูตั้งแต่ในวัยเด็กเป็นการเสริมสร้างความฉลาดในการเรียนรู้ของเด็กแตกต่างกัน เช่น เด็กที่ได้ฝึกจับช้อน แก้วน้ำ ระบายสี หรือสิ่งต่างๆ ในการลองผิดลองถูก เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ต้องใช้เวลาในการรับประทานอาหารหน้าทีวี หรือเล่นเกมส์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมการปล่อยให้เด็กใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (ตามวัย) ไปจนกระทั่งการฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก จะเป็นการสร้างและเชื่อมโยงเส้นใยของสมองให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น นอกจากนี้การสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้ลองแก้ปัญหา หรือลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จะเป็นการกระตุ้น และสร้างนิสัยให้เขาเป็นเด็กที่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้ลองแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากพ่อแม่ ผู้ปกครองหลงติดกับ กับการใช้เกมส์ที่มีแสง สีสัน สวยงามและภาษาอังกฤษ ที่หลอกล่อเด็กให้เด็กอยู่กับที่ได้นาน ร่วมกับความเข้าใจในคำสั่งของเกมส์ ก็หลงคิดไปว่า ลูกสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี อีกทั้งทำให้ลูกมีสมาธิได้นาน แต่ในความเป็นจริงนั้น คำสั่งในเกมส์จะเป็นคำสั่งซ้ำๆ หรือเด็กใช้ความจำว่าขั้นนี้ต้องทำอย่างไรต่อไป ส่วนเรื่องที่เด็กนั่งอยู่ได้นานเนื่องจากเกมส์ในยุคปัจจุบันมีสีสันสวยงาม เป็นแอนิเมชั่นที่เหมือนจริง มันเป็นการยากที่เด็กๆ จะละสายตาจากมันได้ แต่เมื่อเขาต้องอ่านหนังสือ ที่มีแต่ตัวอักษรสีดำบนกระดาษสีขาวของตำราเรียน แล้วยังต้องนั่งในห้องเรียนคาบละชั่วโมง เขาจะไม่กระตือรือร้นต่อการเรียน นอกจากนี้แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ ครอบครัว แยกหน้าที่ของตนเองกับโรงเรียนอย่างชัดเจน นั่นคือตนเองมีหน้าที่ทำให้ลูกมีความสุข โดยการตามใจ ส่วนเรื่องของการให้ความรู้ , กฎระเบียบ และคุณธรรมจริยธรรมเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว

เด็กส่วนใหญ่จึงไม่รู้จักเคารพในกฎกติกา ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ไปโรงเรียนเพราะพ่อแม่ไปส่ง รอแต่เวลาที่จะได้เล่นเกมส์ไปวันๆ เท่านั้น เแต่ครูไม่ได้หมายความว่าสื่ออิเล็คโทรนิกส์ไม่ดีเสมอไป ข้อมูลหลายๆ ข้อมูล หรือ e-book หลายๆ เล่ม ครูก็ได้จากอินเตอร์เน็ตเช่นกัน เพียงแต่สื่อต่างๆ เหล่านี้จะต้องใช้ควบคู่กับวุฒิภาวะที่เหมาะสมควบคู่กันไป

ข้อมูลอ้างอิง :

https://www.quora.com/Is-intelligence-determined-by-alleles-and-if-so-would-it-be-dominant-or-recessive

Tags : , , , , , , , , | add comments

คัดเลือกครู ?

Posted by malinee on Monday May 1, 2017 Under เกร็ดความรู้

images          จากช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอม พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ ท่านก็จัดกิจกรรมการเรียนในวิชาต่างๆ ให้กับเด็กๆ เด็กหลายๆ คนผ่านการสอบคัดเลือกเข้าสู่ระดับมัธยม ก็จะต้องมีการเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อเป็นการปรับพื้นฐาน หรือปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนที่โตขึ้น

หลังจากที่กล่าวถึงการสอบคัดเลือกเด็กๆ เข้าเรียนในโรงเรียนต่างๆ แล้ว ครั้งนี้เรามาศึกษาวิธีการสอบคัดเลือกของข้าราชการครูกันบ้าง การสอบคัดเลือกข้าราชการครูนั้น ครูทุกๆ คนจะต้องผ่านการสอบข้อสอบ ภาค ก และ ภาค ข ซึ่งคะแนนรวมคือ 400 คะแนน หลายๆ คนคงสงสัยว่า ครูจะเขียนบทความนี้เพื่ออะไร

การสอบภาค ก เป็นข้อสอบกลางในการคัดเลือกบรรจุข้าราชการทุกอัตรา (ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการครู) ข้อสอบจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับกฎ ระเบียบ กฎหมาย และพระราชบัญญัติ มาตราต่างๆ เกี่ยวข้องกับการทำงานของข้าราชการ โดยมีคะแนนเต็ม 200 คะแนน ส่วนภาค ข เป็นการทดสอบความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ซึ่งจะประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับงานวิจัย ความรู้เกี่ยวกับวิชาการศึกษา (100 คะแนน) ส่วนความรู้ในวิชาที่จะเข้าสอน (วิชาเอก) อีก 100 คะแนน ซึ่งข้อสอบทั้งหมดเป็นข้อสอบปรนัย จากสัดส่วนของคะแนนที่รับข้าราชการครูเฉพาะสาขาวิชา เราจะเห็นว่า ความรู้ความสามารถในวิชาชีพคิดเป็นเพียง 25% เท่านั้น

ในความคิดเห็นของครู เห็นว่า แนวทางการคัดเลือกข้าราชการครู ควรจะมีมาตรฐานในการคัดเลือกให้มีการคัดเลือกจากส่วนกลาง แล้วกระจายครูไปยังภูมิภาคต่างๆ การสอบคัดเลือกควรมีการแยกข้อสอบการคัดความรู้เฉพาะทางให้สูงกว่าที่เป็นอยู่ โดยให้แบ่งส่วนของการสอบออกเป็นภาคทฤษฏี และภาคปฏิบัติไปพร้อมกันเพื่อให้ได้ข้าราชการครูที่มีคุณภาพ แต่หลังจากที่เราได้ครูที่มีคุณภาพแล้ว งบประมาณต่างๆ ที่ลงมายังกระทรวงศึกษาธิการ ควรจะส่งตรงไปยังผลตอบแทนของครูมากกว่าการทุ่มงบให้ tablet ที่กระจายไปทั่วประเทศอย่างเสียเปล่า โดยให้แต่โทษไม่เกิดประโยชน์อะไรอย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องการเป็นครูที่จะพัฒนาตนเองเพื่อเด็กๆ ต่อไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

4cs จากในบทความที่เคยกล่าวมาแล้วว่า การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมนั้นเป็นการเรียนที่ทำให้เป็นรูปธรรมได้ จากการเรียนผ่านประสบการณ์รอบๆ ตัว เช่น การเรียนเรื่องเงิน การชั่ง ตวง วัด เป็นต้น ซึ่งการเรียนในระดับประถมนั้น จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนในระดับมัธยมต่อไป

การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมจะเริ่มเป็นการเรียนในลักษณะที่เป็นศาสตร์มากขึ้น เช่น พหุนาม เลขยกกำลัง กรณฑ์ เป็นต้น แต่การเรียนในระดับมัธยมนั้นจะต้องอาศัยพื้นฐานที่ดีในระดับประถม เปรียบเสมือนโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้าง หากมีฐานที่ไม่แข็งแรง สิ่งปลูกสร้างนั้นย่อมไม่สามารถสร้างให้สูงได้เช่นกัน เช่นเดียวกับการเรียนคณิตศาสตร์ หากมีพื้นฐานไม่ดีตั้งแต่ประถม เขาไม่มีความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีกับการเรียน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้เด็กๆ ต่อต้านการเรียนคณิตศาสตร์เกิดเนื่องมาจาก การปิดสัญญาณในการเรียน นั่นหมายความถึงการปิดโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาของความไม่เข้าใจ เมื่อบวกรวมกับสิ่งแวดล้อมของการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเอง ไม่รู้สึกเดือดร้อนกับคะแนนหรือเกรดที่ออกมา ทำให้เมื่อเข้าสู่มัธยมปลาย โอกาสหรือทางเลือกในการเรียนก็จะแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีนั้น มักจะเรียนดีในเกือบทุกวิชา นั่นเราอาจหมายรวมได้ว่า การเรียนคณิตศาสตร์เป็นการจัดลำดับกระบวนการของความคิดให้กับเขาเหล่านั้น และสามารถพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ได้ดีกว่า

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments
Boy with Math Book Surrounded by Symbols Clipart

Boy with Math Book Surrounded by Symbols Clipart

หลายๆ ครั้งที่มีการกล่าวถึงการเรียนการสอนในปัจจุบัน วิชาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองสนใจเป็นพิเศษ ก็คงหนีไม่พ้นวิชาคณิตศาสตร์ หลายๆ ครั้งก็มัมีคำกล่าวที่ว่า การเรียนคณิตศาสตร์เพื่อการพัฒนาสมองของเด็ก  แล้วการเรียนวิชาอื่นไม่ได้ช่วยให้เด็กพัฒนาสมองเลยหรือ

ดังนั้นเรามาพิจารณาการเรียนในวิชาอื่นๆ กันก่อน เช่น การเรียนการอ่านของเด็กๆ ซึ่งก็มีหลายๆ คำกล่าวที่ว่า การอ่านเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กๆ ซึ่งหลายๆ ครั้งการอ่านก็เป็นการสร้างจินตนาการให้กับเด็กๆ ได้เช่นกัน แต่การอ่าน เป็นการเรียนที่ใช้การจำตัวอักษร และสระ ก่อน หลังจากนั้นก็ผสมคำเพื่อการอ่านที่สมบูรณ์ขึ้น ส่วนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กนั้นเด็กจะเรียนจากประสบการณ์รอบตัว โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าก่อน เมื่อถึงประถมปลายเด็กจึงจะต้องมีการคิดวิเคราะห์มากขึ้น

ส่วนการเรียนคณิตศาสตร์ เด็กๆ จะต้องเริ่มจากการรู้จักถึงจำนวนและตัวเลข แล้วหลังจากนั้นจะก็เป็นการเปรียบเทียบ การนับเพิ่ม นับลด และมีการใช้ปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ และการแก้ไขโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากการเรียนคณิตศาสตร์เป็นการเรียนที่จะต้องมีการคิดอยู่ตลอดเวลา (ถึงแม้จะเป็นเพียงการเปรียบเทียบในเรื่องของจำนวนก็ตาม) หากเพียงเริ่มต้น เด็กไม่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้ เขาจำเป็นที่จะต้องให้เวลากับมันมากขึ้นๆ ในขณะที่เพื่อนเปลี่ยนหัวข้ออื่นแล้ว แต่เขายังรั้งท้ายและติดกับหัวข้อเดิมอยู่ ทำให้เขาเหล่านั้นมีทัศนคติที่ไม่ดีกับการเรียน เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ความไม่เข้าใจที่สะสมมากขึ้นๆ ทำให้เขาหันหลังให้กับคณิตศาสตร์ ไม่อยากฝึกให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น การเรียนคณิตศาสตร์ ถือว่าเป็นการฝึกทักษะของการพัฒนาสมองไปตามระดับอายุที่เหมาะสม เมื่อเด็กเกิดปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ อีกไม่นานการเรียนวิชาที่จะต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ก็จะมีปัญหาตามมา เช่น วิทยาศาสตร์ ซึ่งเราจะพบว่า คะแนนสอบ o-net ของเด็กในปัจจุบันต่ำกว่า 50% ซึ่งเป็นข้อมูลชี้วัดแนวโน้มเดียวกับวิชาคณิตศาสตร์นั่นเอง

Tags : , , , , , , | add comments