ศิลปกับสมาธิ

Posted by malinee on Wednesday Jun 2, 2010 Under Uncategorized

SDC13744-1

Tags : | add comments

            ในปัจจุบันการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์นั้น จะมีแนวการสอนที่แตกต่างหลากหลายวิธี เพื่อเพิ่มทักษะในการคิดวิเคราะห์โจทย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญในวิชาคณิตศาสตร์สำหรับเด็กประถม  หากเด็กมีความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์โจทย์แล้ว นั่นคือการทำให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกต่อวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของสาขาวิชาหลาย ๆ สาขา และนอกจากนี้แล้วเด็ก ๆ ยังมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นด้วย

             Model Drawing เป็นแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแนวการสอนที่ได้รับความนิยมในกลุ่มโรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนนานาชาติหลายแห่ง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่เรานำมาใช้เพื่อช่วยเสริมทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาตร์ในระดับต่าง ๆ  เด็ก ๆ จะสามารถเข้าใจคณิตศาสตร์ด้วยการวาด Model อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และนอกจากนี้เขายังสามารถแปลงความซับซ้อนของโจทย์ออกมาเป็นรูปภาพได้อย่างง่ายดาย ด้วยความเข้าใจ

             นอกจากการเรียนการสอนแบบใช้ Model Drawing แล้ว ยังมีการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์อีกมากมาย ซึ่งเป็นวิธีที่มีประโยชน์ และสามารถนำมาใช้ในการแก้โจทย์ได้หลายวิธี เช่น การวาดรูป , การหาแบบรูป (pattern) , การสุ่มและการตรวจสอบ (Guess & Check)  , การทำตารางข้อมูล และการทำย้อนกลับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์นั้นไม่จำเป็นจะต้องใช้เพียงวิธีเดียวในการหาคำตอบในแต่ละข้อ ให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง

            หากท่านผู้ปกครองท่านใดสนใจในหลักสูตรแก้โจทย์คณิตศาตร์ (Math Trick) ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดของหลักสูตรได้ที่โทร 02-2414494, 02-6683201เจ้าหน้าี่ที่ประชาสัมพันธ์ของทางโรงเรียนได้ทุกวันนะคะ

           ท่านผู้ปกครองสามารถดูตัวอย่างของ model drawing ได้จาก http://www.thesingaporemaths.com/ เขามีตัวอย่างดี ๆ ให้เราได้เรียนรู้การทำโจทย์คณิตศาสตร์ที่ง่ายและทำให้เด็ก ๆ ไม่เครียดเลยล่ะค่ะ

Tags : , , , , , , | 4 comments

รับสมัครครูคณิตศาสตร์ Part time  ผู้ที่สนใจสามารถติต่ได้ที่สถาบัน

โทร. 02-2414494 หรือ 081-8092525 ติดต่อครูจาค่ะ

Tags : | add comments

ศิลปะกับการเรียนรู้ของเด็ก

           ธรรมชาติของเด็กจะชอบในการเรียนศิลป ทั้งการว่าดภาพ ระบายสี และการร้องรำทำเพลง แต่เมื่อโรงเรียนต่าง ๆ มีการจำกัดงบประมาณ วิชาศิลปก็มักเป็นวิชาแรกที่จะนำออกนอกหลักสูตร          ผู้เชี่ยวชาญทางสรีรศาสตร์ กล่าวว่าสมองมนุษย์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วนนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาสมองซีกซ้ายนั้นใช้ในการคิดทางด้านตรรก และกระบวนการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็น

  ส่วนที่ได้รับการฝึกจากการทำงานในโรงเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ , การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ส่วนสมองซีกขวาจะถูกใช้ในเรื่องของอารมณ์ การรับรู้ สัญชาตญาณ และความคิดสร้างสรร สมองซีกขวาจะถูกใช้งานเป็นหลักเมื่อคนผู้นั้นทำงานศิลปะ และต้องใช้จินตนาการอย่างมากมายเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้สมองส่วนนี้จะถูกละเลยด้วยกิจกรรมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน                         จากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเด็กที่มีอัจฉริยภาพ (gifted kids) แก้ไขปัญหาในด้านอัจฉริยภาพของเขา จะเกิดคลื่นแม่เหล็กเหนียวนำให้ใช้สมองทั้งสองข้าง นั่นแสดงให้เห็นว่าการทำงานของสมองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการทำงานของสมองร่วมกันทั้งสองด้าน ศิลปะสามารถทำให้เกิดการกระตุ้นและการฝึกสมองซีกขวา และยังช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงเกิดเครือข่ายของสมองทั้งสองด้าน ดังนั้นเด็กที่มีการเรียนศิลปก็จะฝึกใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อม ๆ กัน และจะเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ศักยภาพ   ประโยชน์ที่จะได้รับในการเรียนศิลป   –      เด็กจะคิดอย่างสร้างสรร ด้วยหัวใจที่เปิด   –      เด็กจะเรียนรู้ในการสังเกตุ การอธิบาย การคิดวิเคราะห์ และการตีความ –                   เรียนรู้ที่จะแสดงออก ทั้งทางวาจาและกาย –                   เด็กจะสามารถฝึกการแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์ ภาษา และศัพท์ต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมทางศิลปะ –                   เด็กจะค้นพบว่าวิธีการแก้ปัญหา หรือคำตอบของปัญหาไม่ได้มีแค่วิธีเดียว และเค้าจะมีมุมมองที่แตกต่าง –                   เด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่จะมีส่วนช่วยเหลือผู้อื่นทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือผู้ใหญ่ –                   ศิลปะจะช่วยให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมต่าง ๆ รอบตัวและรอบโลก –                   เด็ก ๆ จะมีการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย จิดตใจ หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งผ่านประสบการณ์ในความสำเร็จจากงานศิลป –                   เสิรมสร้างความมั่นใจ เนื่องจากงานศิลปไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียวและเค้าก็จะภาคภูมิใจกับงานที่ได้แสดงต้วตนของตนเอง

Tags : , , , , | add comments

บรรยากาศลุ้นเกมส์ร่วมด้วยช่วยกัน

 

ภาพที่ 1 ภาพที่ 2
ภาพที่ 3 ภาพที่ 4
ภาพที่ 5 ภาพที่ 6
ภาพที่ 7 ภาพที่ 8
ภาพที่ 9 ภาพที่ 10

 

center

Tags : | add comments

IMG_0399

เหตุใดพ่อแม่จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนของลูก

เนื่องจากในปัจจุบันเราพบว่าการเรียนของเด็กไทยนั้นต่ำกว่ามารฐาน ซึ่งเราสามารถดูผลได้จากการสอบ TIMSS2007 (Trends in International Mathematics and Science Study 2007) ซึ่งเป็นการวัดระดับมาตรฐานทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในแต่ละ ประเทศ   ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวมวิชาคณิตศาสตร์ ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุด 5 ประเทศ ได้แก่ จีน-ไทเป เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยประเทศไทยอยู่อันดับที่ 29 ได้ 441 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติที่กำหนดไว้ 500 คะแนน ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนสูงสุด 5 ประเทศ คือ สิงคโปร์ จีน-ไทเป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอังกฤษ ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 21ได้ 471 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติที่ 500 คะแนนเช่นกัน และเมื่อเปรียบเทียบกับผลประเมินปี 2542 พบว่า ประเทศไทยลดลงทั้ง 2 วิชา คือ คณิตศาสตร์ จาก 467 คะแนน เหลือ 441 คะแนน และวิทยาศาสตร์ จาก 482 คะแนน เหลือ 471 คะแนนซึ่งเราควรมองย้อนกลับมาว่าเหตุใด จากงานวิจัยต่าง ๆ มากมายพบว่าพ่อแม่มีส่วนในการปลูกฝังว่าการเรียนรู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญให้กับ ลูกอย่างไม่รู้ตัว และนอกจากนี้แล้วยังทำให้เด็ก ๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการอ่าน พ่อแม่ยังมั่นใจได้ว่าบุตรหลานของตนนั้นจะสามารถอ่านออกเขียนได้ตามวัยที่ ควรจะเป็นด้วย เนื่องจากการอ่านเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ดังนั้นพ่อแม่จึงมีส่วนในการข่วยเหลือ หรือกระตุ้นการอ่านให้กับลูกหลานของตน และพัฒนาไปในเรื่องการศึกษาในอนาคต หรือแม้กระทั่งเป้าหมายในชีวิตต่อไปการที่พ่อแม่มีความเอาใจใส่ในการเรียนของลูกนั้น ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นว่าเด็ก ๆ จะถูกกระตุ้นให้มีความเอาใจใส่ในการเรียนเช่นกัน และนั่นก็เป็นที่แน่ชัดว่าพ่อแม่จะมีหนังสือหลากหลายประเภทให้ลูกได้เลือก อ่านแน่นแน นั่นหมายรวมถึงแหล่งข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เช่น นิตยสาร หนังสือสารคดี หรือแม้กระทั่งปากกา กระดาษ ดินสอนอกจากนี้ยังควรมีมุมสงบเพื่อให้เด็กสามารถมีสมาธิกับการทำแบบฝึกหัด หรือการบ้าน ซึ่งยังรวมถึงการมีพื้นที่ของทีวี และเวลาที่จำกัดด้วยเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการที่พ่อแม่ควรดูและเอาใจใส่การเรียนของ บุตรหลานคือ การรู้ถึงจุดอ่อน จุดแข็งในการเรียน และสามารถแก้ไขข้อด้อยหรือจุดอ่อน หรือแม้กระทั่งความไม่เข้าใจ ในการเรียน ให้กับลูกหลานได้อย่างทันท่วงที แต่ในปัจจุบันนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจะถือว่าตนมีหน้าที่แค่เพียงส่งบุตรหลานของท่านไปเรียนในโรงเรียนหรือส่งไปยังโรงเรียนกวดวิชาก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรมีส่วนช่วยหรือร่วมมือกับทางโรงเรียน เพื่อส่งเสริมหรือแก้ไขจุดอ่อนร่วมกันให้กับเด็ก

Tags : | add comments

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

552000011973201

หมอสมองชี้ เด็กประถมอ่อนภาษาไทย มีผลต่อการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แนะเก่งภาษา ต้องให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริงไปหาตัวอักษร ด้านการอ่านนิทานให้ลูกฟัง ภาษาที่อยู่ในนิทานจะถูกบันทึกลงในสมอง ทำให้เด็กมีพื้นภาษาที่ดี อย่างไรเสีย ทุกครั้ง ก่อนจะให้เด็กเรียนรู้ พ่อแม่ครู ต้องเปิดสมองให้เด็กมีความสุขด้วยกิจกรรมต่างๆ แล้วเด็กจะรับ และเข้าใจภาษาได้มากขึ้น

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ บุญเกิด ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประสาทวิทยา เปิดเผยว่า การเรียนภาษา เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปสู่ความเข้าใจในวิชาอื่น เช่น ถ้าภาษาไทยไม่แน่น เด็กจะอ่านหนังสือไม่ออก หรือตีความหมายไม่เข้าใจ โดยเฉพาะตัวโจทย์ที่ต้องคิดออกมาเป็นตัวเลข ส่งผลให้การเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์เป็นไปได้ยากโดยเฉพาะเด็กประถมที่จะต้องเริ่มแก้โจทย์ออกเป็นตัวเลข

สอดรับกับข้อมูลของสถาบันทดสอบทางการศึกษา ที่ทำการประเมินผลรายวิชาต่างๆ ของเด็กใน 30,000 โรงในระดับประถมทั่วประเทศพบว่า วิชาภาษาไทยเด็กสอบแย่ที่สุด ส่วนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียง ซึ่งผลที่แสดงออกมานี้ ย่อมส่งผลต่อตัวเด็ก และประเทศไทยในวันข้างหน้า โดยเฉพาะการแข่งขันทางเศรษฐกิจจากนานาประเทศที่รุกคืบเข้ามาทุกที

“ภาษาเป็นหน้าต่าง และบานข้อมูลที่จะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในรายวิชาอื่นๆ เพราะสมองจะทำงานโดยการเชื่อมต่อการเรียนรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิมเสมอ ทั้งนี้ช่องทางการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เด็กจะต้องเรียนรู้จากของจริงไปหาสัญลักษณ์ สมองจึงจะเข้าใจความหมาย เปิดรับเป็นความจำ และนำไปสู่ความเข้าใจเป็นความรู้ต่อไป” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประสาทวิทยากล่าว

นอกจากนี้ คุณหมอได้ขยายความถึงการเรียนรู้จากของจริง (ประสบการณ์) ไปหาสัญลักษณ์ (ตัวอักษร) ด้วยว่า เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ใช่ดึงสัญลักษณ์มาสอนเด็ก เช่น 1+1 เท่ากับ 2 แต่ทั้งนี้พ่อแม่ หรือครู ควรจะหาสิ่งของใกล้ตัวเด็กมาสอน อย่างไรก็ดี ทุกครั้งก่อนจะสอนเด็ก พ่อแม่ครูควรจะเปิดสมองให้เด็กมีความสุข ด้วยการทำกิจกรรมใดๆ ก็ได้ เพื่อให้เด็กเข้าใจ และเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายว่า กุญแจสำคัญที่จะทำให้เด็กเก่งภาษา พ่อแม่ และครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้ เห็น และสัมผัสสิ่งรอบตัว เช่น คน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ให้มากที่สุด รวมไปถึงการอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่เด็ก จะช่วยให้ภาษาที่อยู่ในนิทานถูกบันทึกในสมองของเด็ก ทำให้เด็กมีพื้นภาษาที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องเป็นหนังสือที่เด็กสนใจด้วย การรับข้อมูลถึงจะมีประสิทธิภาพ

Tags : , , , , , | add comments

คอร์สปิดเทอมสำหรับเด็กระดับประถม
รอบที่ 1 :   29 ก.ย. – 9 ต.ค. 52
รอบที่ 2 :   5 ต.ค. – 15 ต.ค.52
รอบที่ 3 :   12 ต.ค. – 23 ต.ค.52

คอร์สปิดเทอมสำหรับเด็กอนุบาล
1 รอบ  ตั้งแต่วันที่  5 ต.ค. – 23 ต.ค.52

หลักสูตร ที่เปิดสอน
– จินตคณิต (ลูกคิด) เพื่อเสริมศักยภาพทางสมองของเด็ก ๆ ในวัยเรียนรู้ โดยมีการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กไปพร้มกับการพัฒนาการใช้สมองซีกขวา
– โจทย์คณิตคิดง่าย  เป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้การตีความโจทย์ ให้เกิดความเข้าใจ
– ศิลปเชิงสร้างสรรค์ เพื่อการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก, มัดใหญ่ และ เสริมสร้างจินตนาการ

Tags : , , , , | add comments

กิจกรรม

Posted by malinee on Thursday Aug 27, 2009 Under Uncategorized

ภาพบรรยากาศการเรียนการสอน และภาพบรรยากาศการจัดกิจกรรมทางเลือก

ในงาน
เลือกได้อย่างที่อยากให้เป็น วันที่ 15 กันยายน 2551 ณ โรงเรียนโสมาภานุสสรณ์
DSC05448

DSC05447DSC05446DSC05444

DSC05412

DSC05404

DSC05403

DSC05402

DSC05371

Tags : | add comments

Total Physical Response

Posted by malinee on Monday Aug 17, 2009 Under เกร็ดความรู้

Total Physical Response

Dr. James J. Asher ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Learning Another Through Actions ของท่านถึงเทคนิคต่างๆ พร้อมกับตอบคำถามต่างๆเกี่ยวกับการสอนภาษาตามแบบวิธีการที่เรียกว่า “ Total Physical Response “ หรือที่รู้จักกันดีทั่วโลกว่า TPR ซึ่งเป็นการเรียนรู้ภาษาที่สองโดยการแสดงท่าทางต่างๆ การเรียนรู้ด้วยวิธี TPR สามารถนำมาปรับใช้ได้ตั้งแต่ระดับเด็กเล็กไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย และเนื่องจาก TPR เป็นการเรียนรู้แบบเดียวกับการเรียนรู้ภาษาแรก วิธีนี้จึงเหมาะสมกับการเรียนการสอนสำหรับเด็กเล็กๆมาก

การเรียนรู้แบบ TPR นี้ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมาก จนครูผู้สอนเองอาจจะรู้สึกว่าได้ใช้สิ่งเหล่านี้ในห้องเรียนอยู่แล้ว และถ้าเป็ฯเช่นนั้น แสดงว่าครูกำลังพัฒนาตัวเองเป็นครูสอนภาษาที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย และ Dr.James J. Asher ยังบอกว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทักษะในการใช้ภาษาจากการฝึกอบรมการสอนด้วย TPR โดยเฉพาะ

การนำเสนอวิธีการสอนแบบ TPR ที่ Dr.James J. Asher “ ได้เคยอธิบายไว้ว่าต้องทำอะไรบ้างซึ่งท่านได้กล่าวไว้ ดังต่อไปนี้

ใน ขั้นแรกของการเรียนรู้ภาษาใด ภาษาหนึ่งนั้นคือการเข้าใจอย่างซึมซับ รหัสของภาษานั้นเข้าไปในลักษณะเดียวกันกับการเรียนรู้ภาษาที่หนึ่งของคุณโดย ใช้วิธีการเรียนรู้ผ่านคำสั่งต่างๆซึ่งบางทีคุณเองอาจลืมเหตุการณ์ต่างๆใน ช่วงวัยเด็กไปแล้ว เหมือนกับคนส่วนใหญ่ แต่จากการวิจัยพบว่าตอนที่คุณเป็นเด็กส่วนใหญ่แล้ว ครึ่งหนึ่งของเสียงที่เปล่งหรือคำพูดที่คุณได้ยินนั้นล้วนเป็นประโยคคำสั่ง เช่น “ อย่าถ่มน้ำลายลงบนกระโปรงนะ “ หรือ “ ให้มองนกที่เกาะบนกิ่งต้นโอ๊คซิ “

จาก ตัวอย่างข้างต้น ข้าพเจ้ากำลังจะพูดว่า ตอนที่คุณเป็นเด็กคุณจะถอดรหัสภาษาและซึมซับภาษาที่หนึ่งของคุณจากพฤติกรรม ที่เกิดจากการออกคำสั่งโดยตรง ในช่วงร้อยชั่วโมงแรกๆเด็กจะยังคงเงียบอยู่ ยกเว้นตอนที่เด็กพูดอ้อแอ้ แต่ในช่วงระหว่างนั้นเองคุณกำลังถอดรหัสภาษาที่คุณได้ยิน โดยในช่วงแรกคุณอาจจะแปลรหัสของภาษาที่ได้ยิน ได้จากสีหน้าของผู้พูด หลังจากที่คุณได้รับข้อมูลที่ได้มีการแปลรหัสคำต่างๆ มาเป็นเวลาหลายเดือน คุณจะเริ่มพูดได้ แต่ทักษะด้านความเข้าใจต่อรหัสคำต่างๆนั้นจะยังอยู่ได้นานและล้ำหน้ากว่า ทักษะการพูดมาก และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี และนี่คือวิธีที่คุณจะเรียนรู้ภาษาใหม่จากการออกคำสั่ง ข้าพเจ้า ( Dr. James J. Asher ) จะ ออกคำสั่งและแสดงท่าทางต่างๆไปพร้อม ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง จากนั้นข้าพเจ้าจะเพียงแต่ออกคำสั่ง โดยให้คุณแสดงท่าทาง ด้วยวิธีนี้คุณจะเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คุณจะเริ่มพูดภาษาใหม่ได้และนี่คือวิธีที่คุณจะเรียนรู้ภาษาอื่นๆ จากการออกคำสั่งดังกล่าว

การเรียนรู้ด้วยวิธี TPR เป็น วิธีการที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาใดภาษาหนึ่งโดยไม่มีการแปล แต่เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เหมือนกับการเรียนรู้ภาษาที่หนึ่งของคน เหล่านั้น

Tags : , , | add comments