ศธ.ผ่านโรดแม็พพัฒนาโรงเรียนอัพเกรดรร.3หมื่นแห่งทั่วประเทศ
Posted by malinee on Monday Oct 4, 2010 Under ข่าวการศึกษาจากเดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 04 ตุลาคมวันจันทร์ ที่ 04 ตุลาคม 2553
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษา ธิการ เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบ โรดแม็พการพัฒนาโรงเรียนทั่วไปจำนวน 32,000 แห่ง ให้เป็นโรงเรียนดีในชุมชนในหมู่บ้าน 22,000 แห่ง โรงเรียนดีประจำตำบล 7,000 แห่ง โรงเรียนดีประจำอำเภอ 2,500 แห่ง และโรงเรียนระดับโลกหรือดีประจำจังหวัด 500 แห่งทั้งสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน โดยมีแผนและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน ดังนี้ ภายใน 4 เดือนแรกตั้งแต่ ก.ย.-ธ.ค. 2553 โรงเรียนมีแผนยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจน มีเป้าหมายพัฒนานักเรียนที่ทุกคน เข้าใจถูกต้องตรงกัน มีความสะอาดทุกแห่ง
ที่เกิดจากจิตสำนึกของนักเรียน บริเวณโดยรอบร่มรื่น บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้านสีสันสดใส มีความปลอดภัย ปลอดสารเสพติด และเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและพัฒนา
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นในเดือน ม.ค.-เม.ย. 2554 โรงเรียนดีประจำตำบล จะต้องมีห้องสมุด 3 ดี ห้องปฏิบัติการภาษา วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์มีศูนย์การเรียนรู้อาชีพ ศูนย์กีฬาชุมชน ห้องสุขาถูกสุขลักษณะ ครูใช้แหล่งเรียนรู้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้สื่อเทคโนโลยีทัน สมัยในการสอน และผู้บริหารเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค. 2554 โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น มีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเดิม นักเรียนอ่านคล่อง เขียนคล่องตั้งแต่ชั้น ป.2 ขึ้นไปมีความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ยิ้มไหว้ทักทายกัน มีสุขภาพดี และใช้ไอซีทีได้ รักงานอาชีพ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงบฯสนับสนุน ทั้งนี้ ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดตัวโครงการโรงเรียนดีประจำตำบล เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสถานศึกษายุคใหม่ ที่เป็นศูนย์รวมในการสร้างสังคมในการเรียนรู้ให้แก่ชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายในองค์กรต่าง ๆ.
คอร์สปิดเทอม เดือนตุลาคม 2553 สำหรับน้อง ๆ ระดับอนุบาลและประถมศึกษา
Posted by malinee on Thursday Sep 30, 2010 Under คอร์สปิดเทอมรอบที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. 53 ถึงวันที่ 15 ต.ค. 53 รอบที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 53 ถึงวันที่ 21 ต.ค. 53 รอบที่ 3ตั้งแต่วันที่ 18ต.ค. 53 ถึงวันที่ 29 ต.ค. 53 หลักสูตรที่เปิดสอน คือ หลักสูตรลูกคิด สำหรับน้อง ๆ ระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพของสมองทั้งสองซีก และหลักสูตรโจทย์คณิตคิดง่าย สำหรับน้อง ๆ ระดับ ประถมศึกษา เพื่อปรับพื้นฐาน และ เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเทอมรอบใหม่ที่กำลังจะมาถึง พิเศษ สำหรับน้อง ๆ ที่สมัครเรียนในช่วงคอร์สปิดเทอมนี้ สามารถเข้าร่วม กิจกรรมนอกสถานที่ กับทางสถาบันฯ ฟรี 1 วันเต็ม ซึ่งน้อง ๆ จะได้พบกับกิจกรรมที่สนุกสนานมากมายพร้อมสอดแทรกทักษะทางคณิตศาสตร์และทักษะด้านการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรม
เพื่อความสำเร็จในการเรียนจินตคณิต
Posted by malinee on Friday Aug 20, 2010 Under Uncategorizedในปัจจุบันนี้มีการศึกษาในแนวทางเลือกมากมาย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งการเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งเป็นการเรียนเพื่อเสริมศักยภาพของสมองให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กใช้สมองทั้ง 2 ซีกในการทำงานอย่างอัตโนมัติ แต่การเรียนนั้นกว่าจะสู่จุดหมายดังกล่าวใช่ว่าจะต้องใช้พรสวรรค์ของเด็กเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องใช้พรแสวงของเด็ก ๆ ด้วย ซึ่งการเรียนจินตคณิตนั้นถ้าจะให้เห็นผลอย่างชัดเจน ทั้งเด็ก และ ผู้ปกครองจะต้องใช้เวลา และ ความสม่ำเสมอในการทำแบบผึกหัด อีกทั้งการมีวินัยในการฝึกฝน แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเด็ก ๆ เลย ที่จะเรียนจินตณิตได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างวินัยและการเรียนรู้ในทุก ๆ ด้าน ต่อไป
กล้วยไม้มีดอกช้า………..ฉันใด
การศึกษาเป็นไป…………..เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราวไร…………..งามเด่น
งานสั่งสอนปลูกปั้น………เสร็จแล้วแสนงาม
(บทประพันธ์ของ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล)
ภาพบรรยากาศการแข่งขันจินตคณิตวันที่ 7/8/10
Posted by malinee on Thursday Aug 19, 2010 Under Uncategorized, กิจกรรมวิชาที่ครูไม่ได้เรียน
Posted by malinee on Wednesday Aug 11, 2010 Under Uncategorizedจากไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2553
หลักสูตรประกาศนียบัตร (ป.บัณฑิต) วิชาชีพครู หรือผู้ที่เรียนหลักสูตรศึกษาศาสตร์บัณฑิต (ศศ.บ.) ครุศาสตร์บัณฑิต (ค.บ.) และการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ในสาขาวิชาเอกต่าง ๆ เพื่อไปทำการสอนนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยทั่วไปแล้วผู้จบการศึกษาไปเป็นครูจะเน้นวิชาชีพครูเป็นสำคัญได้แก่ วิธีการสอน สื่อการสอน การวัดและประเมินผล เป็นต้น แต่วิชาที่สำคัญสำหรับการมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดีอันเป็นคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของผู้เป็นครู บางครั้งเรียกว่าครูพันธุ์ใหม่ โดยส่วนมากแล้วผู้ที่เรียนวิชาชีพครูทั่วไปจะไม่ได้เรียนยกเว้นครูที่จบและสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเท่านั้น วิชาเหล่านั้นได้แก่ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และความมั่นคง เป็นต้น
วิชาเศรษฐศาสตร์
ครูส่วนมากไม่ได้เรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ไม่เข้าใจตัวเลขทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ทราบถึงนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ไม่เข้าใจระบบการเงิน การธนาคาร สถาบันการเงินต่าง ๆ รวมทั้งการใช้เช็คและการใช้บัครเครดิต การเป็นผู้บริโภคที่ฉลาด ทำให้ครูเหล่านี้ขาดความรอบคอบและไม่รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการทำธุรกิจของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ครูหลายคนตกเป็นเหยื่อเพราะความไม่รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเหยื่อให้กับผู้ฉวยโอกาสจากความไม่รู้ของครูบวกกับความใจดีมีเมตตาของครู การเป็นข้าราชการของครูที่มีเงินเดือนประจำ มีสวัสดิการจากรัฐในฐานะข้าราชการจึงอาจถูกนำไปใช้เป็นช่องทางของการแสวงหาประโยชน์จากผู้ใช้ช่องว่างของความไม่รู้ของครูได้ ครูจึงถูกชักนำให้เป็นหนี้จำนวนมากซึ่งดูเหมือนจะมากกว่าวิชาอาชีพอื่นที่รับราชการเหมือนกันด้วยคุณวุฒิและเงินเดือนที่เท่ากัน
วิชากฎหมาย
กฎหมายเป็นกติกาของสังคม ครูต้องทำหน้าที่ให้ความเห็นในสิ่งที่ถูกต้องทั้งศีลธรรมจรรยาและกฎหมายด้วย บางประเด็นปัญหาจะใช้เพียงแค่ความรู้สึก สามัญสำนึกของตัวครูเองไม่ได้ เพราะกฎหมายบ้านเมืองได้บัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ครูควรยึดแนวทางของกฎหมายในการให้คำปรึกษาและตัดสินปัญหาต่าง ๆ การเจรจาและการต่อรองที่เกิดขึ้นทั้งในชั้นเรียนและในสังคมที่ครูมีอิทธิพลเกี่ยวข้องอยู่มาก ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานและการพัฒนาสังคมหรือชุมชนแวดล้อมที่ครูต้องเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในระดับตำบล หมู่บ้าน หรือในชุมชนที่ครูเป็นสมาชิกอยู่จำเป็นที่ครูต้องรู้อย่างเป็นระบบในการเรียนวิชาชีพครู ไม่เพียงแต่หวังให้ครูใฝ่ศึกษาด้วยตนเองเท่านั้นเพราะกฎหมายถึงจะบัญญัติให้ทุกคนไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้เพียงเพื่อให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน ไม่ให้ผู้ใดปฏิเสธกฎหมายเท่านั้นแต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้กฎหมาย สำหรับครูควรต้องรู้มากกว่าคนทั่วไป เพราะครูควรใช้หลักกฎหมายในการให้คำปรึกษากับชุมชน สังคม ลูกศิษย์ รวมทั้งในบางเวลาต้องทำหน้าที่ตัดสินปัญหาข้อพิพาทต่าง ๆ ด้วย
วิชาว่าด้วยความมั่นคง
การพยายามให้ครูเข้าใจเรื่องความมั่นคงโดยการให้ครูไปเข้ารับการฝึกอบรมด้านความมั่นคงนั้นยังดำเนินการไม่ทั่วถึง และมักจะถูกจำกัดไว้เฉพาะครูที่มีตำแหน่งบริหารเท่านั้น แต่ความจริงแล้วความมั่นคงนั้นอยู่ที่ความเข้าใจของครูผู้ที่ต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับอนาคตของชาติอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นหลักสูตรในเรื่องของความมั่นคงที่เหมาะสมกับครูที่ปฏิบัติการอยู่นั้นต้องได้รับการสั่งสอนมาอย่างเป็นระบบตั้งแต่เป็นนักศึกษาในสาขาวิชาชีพครูจึงจะได้ผลดีกว่ามาทำการฝึกอบรมภายหลังเมื่อได้ตำแหน่งบริหารแล้ว ความมั่นคงในมิติของการทำหน้าที่ครูย่อมแตกต่างไปจากมิติของความมั่นคงในอาชีพ ทหาร ตำรวจ หรือ นักปกครอง ความมั่นคงในมิติของครูต้องมีการสั่งสมให้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการครอบงำทางความคิด วิชาการ หรือแม้แต่การได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาทางการศึกษา พัฒนาครู/อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาต่าง ๆ อีกด้วย
การปรับหลักสูตรวิชาชีพครู
วิชาชีพครูที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่มีรายวิชาดังกล่าวข้างต้น ถึงแม้รายวิชาเหล่านั้นอาจจะมีอยู่ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปซึ่งเป็นรายวิชาที่นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกคนต้องเรียน แต่รายวิชาในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปนั้นไม่เหมือนกันในแต่ละสถาบันการศึกษา ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีรายวิชาเหล่านั้นให้กับผู้เรียนก็ได้ การนำเสนอรายวิชาที่ครูไม่ได้เรียนนี้เพื่อต้องการให้มีการปรับปรุงหลักสูตรและเพิ่มรายวิชาหรือเนื้อหาสาระเหล่านี้เข้าไปให้กับผู้เรียนในสาขาวิชาชีพครูทุกหลักสูตร ซึ่งจะทำให้ครูมีคุณลักษณะและคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความรู้เท่าทันกับสถานการณ์ของประเทศและระบบเศรษฐกิจของโลกอยู่ตลอดเวลาไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ฉวยโอกาส รู้เท่าทันคน เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นแบบอย่างที่ดีของลูกศิษย์รวมทั้งสามารถสร้างความมั่นคงให้กับประเทศได้อย่างถาวร
การเพิ่มรายวิชาดังกล่าวเข้าไปจากเดิมที่มีรายวิชาชีพครูอยู่จำนวนมากแล้วอาจกระทบถึงมาตรฐานวิชาชีพครูและไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ด้วยวิธีการปรับปรุงหลักสูตรแบบที่เป็นอยู่ แต่การเพิ่มรายวิชาดังกล่าวสามารถเพิ่มได้โดยเพิ่มเนื้อหาสาระของวิชาเหล่านั้นเข้าไปด้วยรูปแบบและกลวิธีต่าง ๆ ทั้งในรูปของชุดการเรียน บทเรียนสำเร็จรูป หรือสื่อการสอนร่วมสมัยอื่น ๆซึ่งนำเอาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อการศึกษาได้อีกด้วย
รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
เด็กไทยคว้า 18 เหรียญคณิตศาสตร์โลก
Posted by malinee on Wednesday Jul 14, 2010 Under Uncategorizedจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 13 กรกฎาคม 2553
เด็กไทยสร้างชื่อบนเกาะฮ่องกงคว้า18 เหรียญ จากการแข่งขันคณิตศาสตร์โลกระดับประถม
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า จากการที่ สพฐ.ได้ส่งนักเรียนระดับประถมศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โลก ระดับประถมศึกษา ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 ก.ค. ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง จำนวน 2 ทีมและทีมอิสระจากโรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐมอีก 1 ทีม รวม 12 คน ปรากฏว่านักเรียนทั้งหมดสามารถกวาดรางวัลได้รวมทั้งหมด 18 เหรียญ
โดยแบ่งเป็นประเภททีม 4 เหรียญทอง ได้แก่ ทีมเอ ด.ญ.สุเจษฎา อุดมศรีรุ่งเรือง โรงเรียนราชวินิต กรุงเทพฯ ด.ช.วฤทธิ สิงหะ โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา ด.ช.สิรภพ จิตรมีศิลป์ โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)และด.ญ.ธัญพิชชา เกตุชัยมงคล โรงเรียนอนุบาลสุธีธร นครปฐม ส่วนรางวัลชมเชย ได้แก่ ทีมอิสระนครปฐม ประกอบด้วย ด.ช.ภัทร กิตติพงศ์พัฒน์ ด.ช.อรรณพ ตันตยานนท์ ด.ญ.นันทธนัช มะโดดและด.ช.ธีระ ชัยทวีโชค จากโรงเรียนอนุบาลสุธีธร
รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการแข่งขันประเภทบุคคลทำได้ 3 เหรียญเงิน ได้แก่ ด.ญ.สุเจษฎา อุดมศรีรุ่งเรือง โดรงเรียนราชวินิต กรุงเทพฯ ด.ช.วฤทธิ สิงหะ โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา ด.ช.ก้องเกียรติ ทิพย์รัตน์ โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)และเหรียญทองแดง 7 รางวัล ได้แก่ ด.ช.สิรภพ จิตรมีศิลป์ โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ด.ญ.ธัญพิชชา เกตุชัยมงคล โรงเรียนอนุบาลสุธีธร ด.ช.ณัฐพนธ์ ธรรมอาชีพ โรงเรียนราชวินิต ด.ช.ณฐนนท์ อัครภาพ โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ ด.ช.ภัทร กิตติพงศ์พัฒน์ ด.ช.อรรณพ ตันตยานนท์ และด.ญ.นันทธนัช มะโดด โรงเรียนอนุบาลสุธีธร
“จะเห็นได้ว่าเด็กไทยมีความสามารถทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นทุกปีในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ และในปลายเดือนนี้ ทาง สพฐ.จะส่งทีมนักเรียนไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาสตร์นานาชาติที่เกาหลีใต้ ไต้หวันและอินโดนีเซียต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว.
ศิลปกับพัฒนาการเด็ก
Posted by malinee on Wednesday Jun 30, 2010 Under เกร็ดความรู้ธรรมชาติของเด็กจะชอบในการเรียนศิลป ทั้งการว่าดภาพ ระบายสี และการร้องรำทำเพลง แต่เมื่อโรงเรียนต่าง ๆ มีการจำกัดงบประมาณ วิชาศิลปก็มักเป็นวิชาแรกที่จะนำออกนอกหลักสูตร
ผู้เชี่ยวชาญทางสรีรศาสตร์ กล่าวว่าสมองมนุษย์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วนนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาสมองซีกซ้ายนั้นใช้ในการคิดทางด้านตรรก และกระบวนการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับการฝึกจากการทำงานในโรงเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ , การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ส่วนสมองซีกขวาจะถูกใช้ในเรื่องของอารมณ์ การรับรู้ สัญชาตญาณ และความคิดสร้างสรร สมองซีกขวาจะถูกใช้งานเป็นหลักเมื่อคนผู้นั้นทำงานศิลปะ และต้องใช้จินตนาการอย่างมากมายเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้สมองส่วนนี้จะถูกละเลยด้วยกิจกรรมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน
จากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเด็กที่มีอัจฉริยภาพ (gifted kids) แก้ไขปัญหาในด้านอัจฉริยภาพของเขา จะเกิดคลื่นแม่เหล็กเหนียวนำให้ใช้สมองทั้งสองข้าง นั่นแสดงให้เห็นว่าการทำงานของสมองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการทำงานของสมองร่วมกันทั้งสองด้าน ศิลปะสามารถทำให้เกิดการกระตุ้นและการฝึกสมองซีกขวา และยังช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงเกิดเครือข่ายของสมองทั้งสองด้าน ดังนั้นเด็กที่มีการเรียนศิลปก็จะฝึกใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อม ๆ กัน และจะเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ศักยภาพ
ประโยชน์ที่จะได้รับในการเรียนศิลป
– เด็กจะคิดอย่างสร้างสรรค์ ด้วยหัวใจที่เปิด
– เด็กจะเรียนรู้ในการสังเกตุ การอธิบาย การคิดวิเคราะห์ และการตีความ
– เรียนรู้ที่จะแสดงออก ทั้งทางวาจาและกาย
– เด็กจะสามารถฝึกการแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์ ภาษา และศัพท์ต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมทางศิลปะ
– เด็กจะค้นพบว่าวิธีการแก้ปัญหา หรือคำตอบของปัญหาไม่ได้มีแค่วิธีเดียว และเค้าจะมีมุมมองที่แตกต่าง
– เด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่จะมีส่วนช่วยเหลือผู้อื่นทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือผู้ใหญ่
– ศิลปะจะช่วยให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมต่าง ๆ รอบตัวและรอบโลก
– เด็ก ๆ จะมีการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย จิดตใจ หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งผ่านประสบการณ์ในความสำเร็จจากงานศิลป
– เสิรมสร้างความมั่นใจ เนื่องจากงานศิลปไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียวและเค้าก็จะภาคภูมิใจกับงานที่ได้แสดงต้วตนของตนเอง
การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิด
Posted by malinee on Tuesday Jun 29, 2010 Under Uncategorizedจินตคณิตคืออะไร
จินตคณิตโดยลูกคิด คือการใช้ลูกคิดเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้
เรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไร
ในการเรียนจินตคณิตนั้นจุดประสงค์หลักไม่ได้ให้เด็กนั้นสามารถคิดเลขได้เร็วและถูกต้อง แต่เป็นการเรียนโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อกลางในการบังคับใช้สมองทั้งสองซีก ซึ่งผลพลอยได้จากการเรียนคือ
- การเข้าใจเรื่องจำนวนและตัวเลข เนื่องจากลูกคิดแต่ละแกนจะแทนค่าประจำหลักในแต่ละหลัก
- การคิดเลขที่ถูกต้องและแม่นยำ ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร และนอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กที่เพิ่งเริ่มท่องสูตรคูณสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำ มีผลการวิจัยทางสมองหลาย ๆ งานพบว่าศักยภาพสมองของเด็กนั้นมีไม่จำกัด แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปล่อยโอกาสของวัยนี้ โดยไม่ได้มีการส่งเสริมศักยภาพของวัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุให้พลาดโอกาสในวัยทองนี้ไป
ฟังก์ชั่นของสมอง
สมองของมนุษย์ประกอบด้วยกันอยู่ 2 ซึกนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา เด็กประมาณ 95% จะใช้สมองซีกซ้ายเพียงซีกเดียว โดยขาดการใช้สมองซีกขวาซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของความฉลาด
หน้าที่ของสมองซีกซ้าย
- การคิดวิเคราะห์ข้อมูล
- ภาษา
- การคำนวณ
หน้าที่ของสมองซีกขวา
- การสังเคราะห์ข้อมูล
- จินตนาการ
- ความคิดสร้างสรรค์
สมองทั้งซีกซ้ายและขวานั้นจะมีการทำงานและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน เป้าหมายของเราเพื่อกระตุ้นการใช้สมองทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การใช้สมองทั้งสองซีกของเด็กนั้นจึงเป็นศักยภาพที่แท้จริง แต่ …. เราจะกระตุ้นการใช้สมองสองซีกพร้อม ๆ กันได้อย่างไร
การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นวิธีทางหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการใช้สมองสองซีกในเวลาเดียวกันได้ ในปัจจุบันการเรียนการสอนลูกคิดนั้นเราจะใช้ลูกคิดญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “Soroban abacus” ซึ่งมีลูกคิดแถวบน 1 เม็ด และแถวล่าง 4 เม็ด การใช้ลูกคิดนี้สามารถปูพื้นความรู้เรื่องจำนวน การคำนวณให้แก่เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคำนวณด้วยวิธีการใช้ลูกคิดนั้นทำให้เด็กสามารถคำนวณตัวเลขได้ถึง 10 หลักและสามารถจินตนาการได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องคิดเลขด้วย
ในการใช้ลูกคิดของเด็กนั้น ในขณะที่เด็กใช้มือในการเคลื่อนเม็ดลูกคิดนั้นจะเกิดการประสานระหว่างมือกับการกระตุ้นเซลสมอง เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของสมองทั้งหมด
นอกจากเรื่องการคำนวณแล้วการเรียนลูกคิดยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้อีกด้วย
- ทำให้เด็กมีสมาธิ
- เพิ่มศักยภาพของการจำ
- ทำให้เด็กสามารถฟังและอ่านเร็วขึ้น
ในประเทศญี่ปุ่น นักการศึกษายังคงเชื่อมันกับการใช้ลูกคิดเพื่อช่วยเด็กพัฒนาการคิดเลขเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยให้
- เด็กเข้าใจระบบตัวเลขฐาน 10 และค่าประจำหลัก
- เข้าใจถึงหลักการยืม และการทดในการคิดคำนวณ
โรงเรียนในเอเชียหลาย ๆ โรงยังนิยมนำลูกคิดเข้าร่วมในหลักสูตรการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถม 4 ซึ่งพบว่าเด็กทิ่เริ่มการเรียนการสอนด้วยลูกคิดก่อนการเรียนแบบเก่าจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความสับสนกับการคิดเลขแบบปกติ แต่หากเด็กที่เริ่มการเรียนแบบปกติก่อน อาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติเพื่อความเข้าใจในการใช้ลูกคิด
คำถามที่ถูกถามบ่อยๆ:
- ลูกคิดคืออะไร?
- การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
- การเรียนลูกคิดมีข้อดีอย่างไร?
- อายุเท่าใดจึงเป็นอายุที่ดีที่สุดที่เริ่มเรียน?
- ลูกคิดมีกระบวนการคิดที่แตกต่างอย่างไรกับการคิดคำนวณที่สอนในโรงเรียนโดยทั่วไป?
- วิธีการใช้ลูกคิดทำให้เด็กสับสนกับการคิดคำนวณที่โรงเรียนหรือไม่ ?
ลูกคิดคืออะไร
ลูกคิดคืออุปกรณ์ที่คิดโดยประเทศจีนเมื่อ 2000 ปีที่แล้วเพื่อการคิดคำนวณ
การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
การใช้เครื่องคิดเลขนั้นเด็ก ๆ เพียงใส่ข้อมูลลงในเครื่องแล้วให้เครื่องคำนวณออกมา แต่การใช้ลูกคิดนั้นเด็กจะต้องแปลงตัวเลขเพื่อดีดลงบนลูกคิดจนได้คำตอบออกมา หลังจากการดีดลูกคิดจนเกิดความชำนาญ เด็ก ๆ จะถูกฝึกให้จินตนาการในสมองซีกขวาได้อย่างแม่นยำ
การเรียนจินตคณิตด้วยการใช้ลูกคิดมีข้อได้เปรียบอย่างไร
ในประเทศญี่ปุ่นนักการศึกษายังสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนลูกคิดในโรงเรียนเพื่อช่วยพัฒนาสมองส่วนของการคิดเลขเร็วหรือการจินตนาการ ซึ่งทำให้เด็กสามารถเข้าใจในระบบตัวเลข โดยเฉพาะในระบบตัวเลขฐาน 10 ซึ่งรวมถึงการเข้าใจในการยืมและการทด ความเข้าใจในคู่ 5 และคู่ 10
การเรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไรต่อเด็ก
การเรียนการคิดคำนวณด้วยลูกคิดนั้นจะช่วย…
- ทำให้เด็กมีความมั่นใจในเรื่องการทำคณิตศาสตร์มากขึ้น
- พัฒนาความสามารถในการคิดคณิตคิดเร็ว
- ฝึกให้มีการคิดโดยอัตโนมัติ
- เพิ่มการจินตนาการ
- เพิ่มความสามารถในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์
- เพิ่ม/ฝึก สมาธิ
ช่วงวัยใดที่เหมาะในการเริ่มเรียนจินตคณิต
ไม่มีงานวิจัยใดสนับสนุนหรือระบุช่วงวัยที่แน่นอนในการเรียน แต่โดยส่วนใหญ่เด็กจะเรี่มเรียนในวัยอนุบาลจนถึงชั้นประถมปีที่ 4
การเรียนลูกคิดต่างจากการคำนวณแบบปกติอย่างไร
การคิดคำนวณโดยการใช้ลูกคิดนั้นจะมีการตีค่าของตัวเลขออกมาเป็นเม็ดลูกคิด ซึ่งต่างจากการคำนวณแบบปกติที่มีการคำนวณเป็นค่าตัวเลขที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นผลให้สามารถสร้างภาพขึ้นได้บนสมองซีกขวา และยังเป็นผลต่อเนื่องจนส่งผลให้เกิดการคำนวณที่มีความรวดเร็วและแม่นยำ
การเรียนลูกคิดก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสับสนกับการเรียนในแบบปกติที่โรงเรียนหรือไม่?
โดยปกติเด็กที่เริ่มการเรียนลูกคิดก่อนที่จะคิดคำนวณคล่องนั้น มักไม่พบปัญหาและยังทำให้เด็กนั้นสามารถคำนวณได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ในเด็กที่เริ่มเรียนหลังจากที่มีการคิดคำนวณจนคล่องแล้วนั้นมักต้องใช้เวลาในการเรียนที่ยากลำบากในช่วงแรก เนื่องจากการใช้ลูกคิดในช่วงแรกจะทำให้เด็กมีความรู้สึกยุ่งยากกว่าการคิดคำนวณแบบปกติ แต่หลังจากการใช้ลูกคิดจนคล่องก็จะสามารถสร้างจินตนาการขึ้นที่สมองซีกขวาได้เหมือนกัน
มองมุมใหม่-ห้องเรียนธรรมชาติ”เทศบาลบ้านตะเกียบ”บูรณาการหลักสูตรเรียนรู้ป่าชายเลน
Posted by malinee on Wednesday Jun 23, 2010 Under Uncategorizedจากคมชัดลึกออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553
คมชัดลึก :การเรียนในห้องเรียนเป็นการเรียนทฤษฎีส่วนการเรียนนอกห้องเรียน คือ การเรียนปฎิบัติ หากต้องการให้นักเรียนได้เข้าใจถึงองค์ความรู้จริงๆ ครูต้องบูรณาการเนื้อหาสาระทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เข้ากับวิถีชีวิต ธรรมชาติของนักเรียน และสิ่งแวดล้อม
โรงเรียนเทศบาลบ้านตะเกียบ (ไกรลาศวิทยาทาน) เทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัลในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน จึงจัดโครงการอนุรักษ์ป่าชายเลน บูรณาการการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เข้ากับป่าชายเลน
จุดริเริ่มการเรียนรู้ผืนป่าชายเลน ห้องเรียนธรรมชาติของครูบุญทวีบุญให้ ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษหัวหน้าโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงบูรณาการร่วมสาระการเรียนรู้ ศึกษาแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (สวนป่าชายเลนสิรินาถราชินี) ร.ร.เทศบาลบ้านตะเกียบ(ไกรลาศวิทยาทาน) เทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ามาผสมผสานเพราะโรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนใกล้กับผืนป่าธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าชายเลน ตั้งแต่ปี 2551 แต่ละครั้งก็จะประชุมครูทุกคนเพื่อทำความเข้าใจ ให้ครูทุกคนได้รูปแบบการสอน เนื้อหาตามหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีป่าชายเลน ห้องเรียนธรรมชาติ แหล่งสะสมความรู้ของเด็ก
ทุกวิชานำกิจกรรมนันทนาการเช่น บทเพลง นิทาน ละครหุ่นมือ นำเรื่องราวของป่าชายเลนและหลักสูตรมาจัดรูปแบบการสอนให้เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ครูบุญทวีจะแต่งเพลงภาษาอังกฤษที่นำเรื่องราวของป่าชายเลนเข้ามาผสมผสานกับการวางประโยคไวยากรณ์ คำศัพท์ เพื่อให้นักเรียนจำง่าย นำไปสื่อสารได้ และตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนหาคำตอบ หรือวิชาสิ่งแวดล้อม
ก่อนลงพื้นที่สอนเรื่องการอนุรักษ์ ปลูกป่าโกงกาง เรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลน เมื่อลงพื้นที่ นักเรียนได้สัมผัสของจริงทำให้จดจำได้ง่าย ส่วนคณิตศาสตร์ก็นำการคิดเลข โดยให้นักเรียนคำนวณจำนวนต้นไม้ที่มีอยู่ หากตัดไปจะเหลือเท่าไหร่ ทำให้นักเรียนเห็นถึงความสูญเสียเมื่อตัดต้นไม้ เป็นต้น
ครูบุญทวีอธิบายว่าการเรียนวิชาการเป็นเรื่องที่ดี ทำให้นักเรียนรู้ทฤษฎี การได้สัมผัสห้องเรียนธรรมชาติจริงๆ ช่วยเติมเต็มความรู้ของนักเรียนให้มากขึ้น และการใช้ป่าชายเลนเป็นห้องเรียนเด็กได้ความรู้ ได้รู้จักการทำงานกลุ่มร่วมกับผู้อื่น การแบ่งปัน ช่วยเหลือ ก่อให้เกิดความสามัคคี และการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะกิจกรรมที่เกิดขึ้นทุกกิจกรรมนักเรียนต้องร่วมมือร่วมใจกันหาคำตอบตามโจทย์ที่ครูตั้งไว้
รูปแบบป่าชายเลนห้องเรียนธรรมชาติ ช่วยแต่งแต้มความคิด จินตนาการแก่เด็กๆ รู้จักดูแล หวงแหนสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ ชุมชนของพวกเขา ดังนั้น การที่โรงเรียนปลูกฝังให้นักเรียนได้รู้จักรักษาป่าชายเลนจะนำไปสู่การเผยแพร่ บอกเล่าต่อถึงพ่อแม่ให้รู้จักรักพื้นที่ป่าชายเลน และช่วยกันดูแลมากขึ้น เพราะป่าชายเลนเป็นป่าที่มีความสำคัญ เป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชน และสัตว์น้ำ ให้นักเรียนมีทักษะมีความรู้ ความเข้าใจการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ผู้เรียนมีทักษะการคิดได้อย่างหลากหลาย นำองค์ความรู้จากสาระต่างๆ มาบูรณาการการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ครูบุญทวีบอกว่า ทุกโรงเรียนสามารถนำหลักสูตรมาประยุกต์สร้างรูปแบบการเรียนการสอนแก่นักเรียน ทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอย่างครบถ้วน ทำให้นักเรียนเกิดเครือข่ายในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผืนป่าของประเทศไทย เสริมสร้างความคิด จินตนาการ และสอดแทรกคุณธรรม ความประพฤติที่เด็กควรจะมีได้ เพียงนำกิจกรรม ธรรมชาติที่มีอยู่สร้างองค์ความรู้แบบใหม่ ที่มีทั้งความสนุก และความรู้ควบคู่กันไป
ด้าน”น้องภูมิ” ด.ช.ยุทธภูมิ กุลจันทร์ นักเรียนชั้นป.6 อายุ12 ปีเล่าว่า เขารู้สึกสนุก มีความสุข ชอบวิธีการเรียนการสอนโดยบูรณาการแต่ละวิชาเข้ากับการเรียนรู้ป่าชายเลน เพราะทำให้ได้สัมผัส ได้ปลูกป่าชายเลน ได้พบเพื่อนใหม่ๆต่างโรงเรียน และทำให้จำเนื้อหาสาระได้ดียิ่งขึ้น ได้มีกิจกรรมทำร่วมกับพ่อแม่อีกด้วย อยากให้ทางโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมแบบนี้ตลอดไป
จากห้องเรียนสี่เหลี่ยมสู่ห้องเรียนธรรมชาติผสมผสานกับความรู้ที่คุณครูทั้ง 8 กลุ่มสาระทำให้เด็กๆอยากศึกษาหาความรู้ แบบไม่มีลิมิต ครู ชุมชนช่วยกันดูแลรักษา ป่าชายเลน ห้องเรียนธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป สนใจติดต่อรูปแบบโครงการห้องเรียนธรรมชาติ ครูบุญทวี โทร.08-6111-4569













