จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2554
ปรารถนาจะเรียนหนังสือเก่ง ทำงานดี มีความจำเลิศ อย่าละเลยการสร้าง “สมาธิ” ตัวช่วยสำคัญหยุดจิตสับสน ว้าวุ่น ทำสมองปลอดโปร่ง ฝึกง่าย ๆ ด้วย 4 วิธี
สร้างสมาธิก่อนเรียน หรือ ทำงาน โดยนั่งบนเก้าอี้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องหลับตา เพียงให้มีสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก กำหนดจุดเพ่งมอง ปฏิบัติประมาณ 5-10 นาที ช่วยขจัดความยุ่งเหยิงทางใจ สมองคลายเครียด พร้อมใช้ความคิด ทั้งยังรับรู้ และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ลดความเร็วในการเดิน ให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการก้าว สลับกับพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว ช่วยผ่อนคลายความเครียด และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สามารถประยุกต์ใช้เมื่อเดินเล่น เดินไปเรียน และทำงานได้

รับประทานช้าลง โดยค่อย ๆ ตักอาหาร และเคี้ยวให้ละเอียด ไม่เพียงลดอาการท้องอืด และลดการทำงานหนักของกระเพาะอาหาร ยังเป็นการฝึกรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำด้วย

เลี่ยงคาเฟอีนเข้มข้น แม้คาเฟอีนจัดเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ลดความง่วง เหนื่อยล้า เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็ว และมีสมาธิขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับในปริมาณไม่มากเกินไป โดยเฉพาะวัยเรียน อาจลดความเข้มข้นจากการดื่มกาแฟเป็นชาแทน

หากต้องการกำจัดความฟุ้งซ่าน เข้าสู่โหมดสงบ มีสติ ลองสร้างสมาธิด้วยวิธีข้างต้น สามารถฝึกปฏิบัติได้ทุกที่ เมื่อสติมาปัญญาย่อมเกิดแน่นอน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554
นักศึกษาครูทวงถามการให้ทุนครูพันธุ์ใหม่ปี 2554 หึ่ง บิ๊ก ศธ. เมินพิจารณางบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.)เปิดเผยว่า จากการประชุม ส.ค.ศ.ท. เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้รับทราบปัญหากรณีการจัดสรรทุนโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) หรือ โครงการครูพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการให้ทุน 2 ประเภท คือ 1.ให้ทุนการศึกษาและประกันการมีงานทำ หรืออัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา และ 2.ให้เฉพาะอัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา แต่จนถึงขณะนี้ในส่วนของปีการศึกษา 2554 ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาทุนครูพันธุ์ใหม่ ทั้งในส่วนทุนที่ให้แก่นิสิต นักศึกษาครูที่กำลังเรียนชั้นปีที่ 4 และนิสิต นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ทำให้ทางสถาบันต่างๆ ต้องคอยตอบคำถามนิสิต นักศึกษาตลอดเวลา และหากยังไม่มีคำตอบนิสิต นักศึกษาอาจจะมาทวงถามความคืบหน้าด้วยตนเอง ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น จึงมีมติให้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ จากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

“สำหรับการให้ทุนโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2554 ประเภทให้เงินและอัตราบรรจุนั้น เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมในหลายจังหวัด ดังนั้นอาจปรับเหลือเพียงให้อัตราบรรจุไม่ต้องให้เงินทุนการศึกษา แต่ขอให้คงจำนวนทุนทั้ง 2 ประเภทไว้ เพื่อให้เป้าหมายการผลิตครูเป็นไปตามแผนการผลิต ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ติดใจเกี่ยวกับชื่อของโครงการฯ หาก รมว.ศธ.ต้องการปรับเปลี่ยนชื่อโครงการก็สามารถทำได้ แต่อยากให้มีวัตถุประสงค์เหมือนเดิม คือเพื่อผลิตครูที่มีคุณภาพ ได้คนดี คนเก่งเข้าไปเป็นครู”รศ.ดร.สมบัติ กล่าวและว่า หาก รมว.ศธ.ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ ทางสภาคณบดีฯ ยินดีที่จะเข้าพบและชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้โครงการนี้สามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมาย และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน และคุณภาพการศึกษาของชาติต่อไป

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เปิดเผยว่า สาเหตุที่การดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ซึ่งเดิมมีนายไชยยศ จิรเมธากร อดีต รมช.ศธ.เป็นประธาน และคณะกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้หมดวาระลงตามรัฐบาล และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่นายวรวัจน์ ก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา และไม่มีการตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯชุดใหม่มาทำหน้าที่แทน ส่งผลให้รายชื่อนิสิต นักศึกษาที่ได้รับทุนบางส่วน ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการฯพิจารณาก็ต้องยุติไปด้วย นอกจากนี้งบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555 ที่ สกอ.เสนอไปก็ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งอาจจะส่งผลให้ยุติการดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ไปโดยปริยาย.

Tags : , , | add comments

1-10

จากเมื่อตอนที่แล้วได้กล่าวถึงปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของการเรียนคณิตศาสตร์ไปบ้างแล้ว ต่อมาก็จะเป็นแนวทางในการดูแลบุตรหลาน และสร้างความเชื่อมั่นให้เขาเหล่านั้นมีทัศนคติในเชิงบวกกับการเรียน

ในการเรียนคณิตศาสตร์นั้น เรื่องของการคำนวณเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งในช่วงวัยอนุบาลการเรียนคณิตศาสตร์เป็นช่วงวัยที่สำคัญที่จะทำให้เด็กสามารถแปลตัวเลขจาก 1 – 9 จากนามธรรมให้เป็นรูปธรรม หลาย ๆ ครอบครัวมักมีความคิดว่า การส่งเด็กเข้าโรงเรียนก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตน เพราะโรงเรียนต้องมีหน้าที่สอนให้เด็กเกิดความเข้าใจได้ ความจริงแล้ว ในที่สุดเด็กก็จะสามารถเข้าใจจำนวนได้ แต่ถ้าทางบ้านมีส่วนช่วย (โดยการเล่นเกมส์ หรือหากิจกรรมโดยเชื่อมตัวเลขเข้าไป) จะทำให้เด็กไม่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ยากตั้งแต่เริ่มต้น
ในช่วงวัยอนุบาล เราอาจยังไม่เน้นให้เด็กสามารถเขียนตัวเลขได้ถูกต้อง บางครั้งเด็กในวัยนี้ยังเขียนกลับด้านอยู่บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในวัยนี้ แต่สิ่งที่ควรเอาใจใส่คือสร้างกิจกรรมที่เชื่อมความสัมพันธ์ของตัวเลขให้เป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีทางคณิตศาสตร์แล้วยังเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในในครอบครัวอีกด้วย
กิจกรรมที่ทำสำหรับน้อง ๆ อนุบาล คือ การทำแผ่นป้ายตัวเลขที่มีขนาดใหญ่ (เนื่องจากเด็กเล็กจะไม่เหมาะกับการใช้ตัวอักษรขนาดเล็ก) ในช่วงแรก อาจทำตัวเลขเพียง 1 – 5 คู่กับแผ่นป้ายที่มีภาพในจำนวนเดียวกัน เพื่อให้เด็ก ๆ จับคู่ภาพกับจำนวน ในตอนแรกเราอาจต้องนับไปกับเขา เมื่อเห็นว่าเขาสามารถทำได้ด้วยตัวเองแล้ว ก็ให้เขาลองนับและจับคู่ด้วยตนเอง (เพิ่มความเชื่อมั่นในการทำอะไรด้วยตัวเอง) หลังจากที่เริ่มคุ้นเคยกับจำนวน 1 – 5 ก็เพิ่มจำนวนขึ้นจนถึง 9 และรวมเลขศูนย์เข้าไปด้วยในภายหลัง

หลังจากที่ลูกน้อยเกิดความคุ้นเคยกับจำนวนต่าง ๆ แล้ว เราก็ค่อย ๆ เพิ่มเรื่องการบวก โดยให้เค้ารู้ว่าการเพิ่มต้องทำอย่างไร (การสร้างกิจกรรมดังกล่าวต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน หากเด็กเกิดความเบื่อหน่าย ให้เปลี่ยนแบบของกิจกรรมไปเรื่อย ๆ) การบวกและลบเราสามารถจัดกิจกรรมได้ในคราวเดียวกัน
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ควรเกิน 10
กิจกรรมการบวก-การลบ เช่น การเล่นขายของ โดยการนำเส้นสปาเกตตีดิบมาแทนเงิน ให้เขาเป็นแม่ค้าเพื่อเล่นการบวก และเป็นคนซื้อเมื่อเป็นการลบ
เมื่อเขาเริ่มเพิ่ม – ลด จนคล่องแคล่วแล้วก็นำเข้าสู่การเขียนประโยคสัญลักษณ์ สอนการนับเพิ่ม และนับถอยหลัง ในช่วงนี้ถ้าเด็กมีกล้ามเนื้อมือที่แข็งแรงพอ คุณพ่อคุณแม่อาจทำตารางให้ลูกเขียนตัวเลขที่หายไป
จนในท้ายที่สุดให้เป็นตารางว่าง ๆ ให้เขาเติมตัวเลขเอง เพื่อให้เกิดความคล่องแคล่วในการนับ จนเป็นการเติมตัวเลขลงตาราง 100 ช่อง ในที่สุด

จากกิจกรรมข้างต้นดังกล่าว จะพบว่าการเสริมพัฒนาการทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์นั้น ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก และไม่ต้องการอุปกรณ์ใด ๆ ที่ซับซ้อน สิ่งที่ต้องการคือเวลาที่เจียดให้กับลูกน้อย และความคิดที่จะพัฒนาลูกหลานของตนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีภูมิคุ้มกันเพื่อก้าวไปสู่สังคมต่อไปในอนาคต

ลองดูตัวอย่างที่ทางครูทำเอาไว้ให้เด็ก ๆ เล่นจาก file ด้านบน (1-10) กันนะคะ

ครูจา

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554
รองเลขาธิการ กพฐ. เผยรายชื่อโรงเรียนสำนักเขตพื้นที่การศึกษา 12 เขต ใน 5 จังหวัด รวม 145 โรงเรียน ไม่สามารถเปิดภาคเรียนที่ 2 ได้ทัน 6 ธ.ค.นี้ ส่วน กทม.ทำแผนเรียนชดเชยวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แล้ว…

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ทั้ง 12 เขต ใน 5 จังหวัด ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรสาคร ได้ทยอยส่งรายชื่อโรงเรียน (ร.ร.) ที่ไม่สามารถเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ได้ในวันที่ 6 ธ.ค.54 มายังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้วเบื้องต้นมีจำนวน 145 แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังเหลือ สพท.อีก 5 เขต ที่ยังไม่ได้ส่งข้อมูลมา

กรุงเทพฯ ได้แก่ ร.ร.ราชวินิตบางแคปานขำ ร.ร.นวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์(ทวีวัฒนา) ร.ร.ไทยรัฐวิทยาเฉลิมพระเกียรติ และ ร.ร.ราชวินิตประถมบางแค

นครปฐม ได้แก่ ร.ร.กาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ร.ร.งิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ ร.ร.บางเลนวิทยา ร.ร.บ้านรางปลาหมอ ร.ร.บ้านรางกระทุ่ม ร.ร.บ้านคลองพระมอพิสัย ร.ร.บ้านคลองนกกระทุง ร.ร.บ้านกระทุ่มล้ม ร.ร.วัดสุวรรณาราม ร.ร.บ้านคลองมหาสวัสดิ์ ร.ร.วัดสาลวัน ร.ร.บ้านคลองโยง ร.ร.บุณยศรีสวัสดิ์ ร.ร.บ้านคลองสว่างอารมณ์ และ ร.ร.วัดมะเกลือ

สมุทรสาคร ได้แก่ ร.ร.วัดอ้อมน้อย และ ร.ร.วัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง

นนทบุรี ได้แก่ ร.ร.แก้วอินทร์สุธาอุทิศ ร.ร.คล้ายสอนศึกษา ร.ร.เจริญรัฐอุปถัมภ์ ร.ร.เฉลิมพระเกียรติ 60พรรษา ร.ร.ชลประทานสงเคราะห์ ร.ร.ชุมชนไมตรีอุทิศ ร.ร.ชุมชนวัดต้นเชือก ร.ร.ชุมชนวัดไทรน้อย ร.ร.ชุมชนวัดบ้านโค ร.ร.ดีมากอุปถัมภ์ ร.ร.บ้านคลองฝรั่ง ร.ร.บ้านคลองพระพิมล ร.ร.บ้านคลองหนึ่ง ร.ร.บ้านดอนตะลุมพุก ร.ร.บ้านหนองเพรางาย ร.ร.ประชารัฐบำรุง ร.ร.ประสานสามัคคีวิทยา ร.ร.รุ่งเรืองวิทยา

ร.ร.วัดตำหนักเหนือ ร.ร.วัดศรีเขตนันทาราม ร.ร.วัดศาลากุล ร.ร.วัดอินทราราม ร.ร.สามัคคีวิทยา ร.ร.วัดพระเงิน ร.ร.วัดศรีราษฎร์ ร.ร.วัดสังวรพิมลไพบูลย์ ร.ร.วัดอินทร์ ร.ร.วัดอินทร์ ร.ร.วัดเอนกดิษฐาราม ร.ร.อนุบาลบางใหญ่ ร.ร.วัดมาลี ร.ร.วัดลาดปลาดุก ร.ร.วัดลำโพ ร.ร.สุเหร่าเขียว ร.ร.สุเหร่าปากคลองลำสารี ร.ร.แสงประทีปรัฐบำรุง และ ร.ร.แสงประเสริฐ

ปทุมธานี ได้แก่ ร.ร.วัดชินวราราม ร.ร.วัดบางนางบุญ ร.ร.วัดบางคูวัด ร.ร.วัดบางเดื่อ ร.ร.วัดโบสถ์ ร.ร.วัดมะขาม ร.ร.วัดดาวเรือง ร.ร.วัดเวฬุวัน ร.ร.วัดไพร่ฟ้า ร.ร.วัดราษฎร์ศรัทธาทำ ร.ร.วัดฉาง ร.ร.วัดโคก ร.ร.วัดหงส์ปทุมาวาส ร.ร.วัดรังสิต ร.ร.สุลักขณะ ร.ร.วัดนาวง ร.ร.วัดบางพูน ร.ร.วัดบางกุฎีทอง ร.ร.ขจรทรัพย์อำรุง ร.ร.วัดพืชนิมิตร ร.ร.วัดครู 2502 ร.ร.ชุมชนวัดบางขัน ร.ร.บุญคุ้มราษฎร์บำรุง ร.ร.ประถมศึกษาธรรมศาสตร์

ร.ร.วัดมงคลพุการาม ร.ร.วัดตะวันเรือง ร.ร.บึงเขาย้อน ร.ร.วัดเพิ่มทาน ร.ร.คลองห้า (พฤกษชัฏฯ) ร.ร.ชุมชนวัดหัตถสารเกษตร ร.ร.วัดศิริจันทาราม ร.ร.ลำสนุ่น ร.ร.วัดกล้าชอุ่ม ร.ร.วัดเกิดการอุดม ร.ร.วัดกลางคลองสาม ร.ร.ลิ้นจี่อุทิศ รร.วัดหว่านบุญ ร.ร.อินทรนาวีราษฎร์อุปถัมภ์ ร.ร.ชุมชนวัดบัวแก้วเกษร ร.ร.คลองบางโพธิ์ ร.ร.คลองพระอุดม ร.ร.คลองลากค้อน ร.ร.คลองลาดช้าง ร.ร.ชุมชนวัดหน้าไม้ ร.ร.บางโพธิ์ใหม่

ร.ร.บ้านคลองขวางบน ร.ร.คลองเจ้าเมือง ร.ร.วัดจันทาราม ร.ร.วัดเนกขัมมาราม ร.ร.วัดบ่อทอง ร.ร.วัดบัวขวัญ ร.ร.บัวสุวรรณประดิษฐ์ ร.ร.วัดลาดหลุมแก้ว ร.ร.สุทธาวาส ร.ร.สุวรรณจินดาราม ร.ร.สังฆรักษ์บำรุง ร.ร.สามวาวิทยา ร.ร.ศาลาพัน ร.ร.คลองสระ(สภาวิทยาอุทิศ) ร.ร.ชุมชนวัดจันทร์กะพ้อ ร.ร.ชุมชนวัดจันทร์กะพ้อ ร.ร.บางโพธิ์เหนือ ร.ร.วัดเชิงท่า ร.ร.วัดบางเตยนอก ร.ร.วัดบางเตยใน

ร.ร.วัดบางนา ร.ร.วัดเมตารางค์ ร.ร.วัดสหราษฎร์บำรุง ร.ร.วัดสองพี่น้อง ร.ร.วัดสามัคคิยาราม ร.ร.สี่แยกบางเตย ร.ร.สุเหร่าใหม่เจริญ ร.ร.ชุมชนวัดไก่เตี้ย ร.ร.วัดสะแก ร.ร.วัดปทุมทอง ร.ร.คลองบ้านพร้าว และ ร.ร.วัดบ้านพร้าวใน

อย่างไรก็ตาม ที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา ที่ยังเปิดเรียนไม่ได้ทุกชั้นปี จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ ร.ร.วัดคลองเจ้า ร.ร.วัดคลองตาคล้าย ร.ร.วัดไทรใหญ่ ร.ร.วัดเพรางาย ร.ร.วัดมะสงมิตรภาพที่ 55 ร.ร.วัดยอดพระพิมล ร.ร.วัดเสนีย์วงศ์ ร.ร.วัดลากค้อน และ ร.ร.วัดสมบูรณ์ศาสตร์พัฒนา

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า หากพ้นจากวันที่ 6 ธันวาคมไปแล้วยังเปิดเรียนไม่ได้ จะมีผลต่อปฏิทินการศึกษาค่อนข้างแน่นอน ทั้งการเรียน การสอบ และการรับนักเรียน โดยการเลื่อนเปิดภาคเรียนในโรงเรียนที่ยังเปิดไม่ได้นั้น จะให้เป็นวันที่ 13 ธันวาคมไปก่อน และหลังจากนั้นต้องประเมินกันรายวัน เพราะถือว่าทุกวันมีค่าต่อการเรียนในภาคเรียนนี้ คงไม่มีการเลื่อนคราวละสัปดาห์อีก ซึ่งในบางพื้นที่อาจเป็นการเปลี่ยนสถานที่เรียนชั่วคราว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญ

“ถ้าเลยจากวันที่ 6 ไปแล้ว การพิจารณาจะเป็นรายกรณี เพราะสภาพการณ์ได้คลี่คลายในหลายพื้นที่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องประกาศทั่วทั้งพื้นที่ แต่ต้องมีระบบการแจ้งและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองทราบอย่างกว้างขวาง” นายชินภัทรกล่าว

ส่วนแผนการเรียนชดเชย กรุงเทพมหานครเผยแพร่ตารางการเรียนชดเชยผ่านทางเฟซบุ๊ก The Bangkok Governor ระบุให้เด็กที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ ต้องเรียนชดเชยวันละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 15.00-16.00 น.ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค.-27 ก.พ.2555 และสอนชดเชยในวันเสาร์ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 08.00-15.00 น.โดยระบุว่า ระยะเวลาที่ปิดเรียนเนื่องจากภาวะน้ำท่วมตั้งแต่ 1 พ.ย.-5 ธ.ค.รวม 24 วัน 120 ชั่วโมง

ส่วนแผนการสอนชดเชยสำหรับเด็กที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 13 ธันวาคม นอกจากการเรียนชดเชยวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 1 ชั่วโมง วันเสาร์และวันอาทิตย์จะต้องเรียนชดเชยอีกวันละ 5 ชั่วโมง เนื่องจากโรงเรียนต้องปิดเรียนในภาวะน้ำท่วม 28 วัน รวมเวลาการเรียนที่หายไป 140 ชั่วโมง

โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการมีแผนการเลื่อนสอบ O-Net ออกไป 2 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้โรงเรียนที่สามารถเปิดเรียนได้ในวันที่ 6 ธันวาคม ไม่จำเป็นต้องเร่งสอนชดเชยเพิ่มในวันเสาร์อีก 4 ชั่วโมง ซึ่งเห็นว่า อาจจะทำให้เด็กเครียด และการเรียนการสอนไม่เกิดประสิทธิผล ทั้งนี้การพิจารณาการเลื่อนการสอบ O-Net อยู่ที่สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) จะหารือกับสพฐ. ต่อไป.

Tags : , | add comments

จากที่ได้นำเสนอในตอนที่แล้วว่า การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษานั้นมีความสำคัญอย่างไร เราจะได้พบประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดทัศนคติในเชิงลบกับการเรียนคณิตศาสตร์ได้พอสังเขป (โดยที่กล่าวถึงเฉพาะเด็กที่ความสามารถในการเรียนรู้อยู่ในระดับปกติเท่านั้น) ดังนี้

– ปัญหาด้านการอ่าน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการเรียนของลูกของเรา
พ่อแม่จะสังเกตได้อย่างไรว่า ลูกหลานของท่านมีปัญหาในการอ่าน ดัชนีชี้วัดที่ง่ายที่สุดก็คือ บุตรหลานของท่านจะได้คะแนนในแต่ละวิชาอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก นั่นหมายความว่าบุตรหลานของท่านมีปัญหากับการเรียนในทุก ๆ วิชาที่มีเนื้อหาที่จะต้องอ่านทบทวน บ่อยครั้งที่เราพบว่าเกรดที่ได้จากโรงเรียนไม่สามารถชี้ถึงความบกพร่องในการเรียนในโรงเรียนได้ (เนื่องจากแนวการตัดเกรดของกระทรวงไม่ได้มุ่งเน้นที่คะแนนสอบ แต่จะเน้นจากคะแนนเก็บในระหว่างเทอมแทน) พ่อแม่ผู้ปกครองยังสามารถสืบทราบการเรียนของลูกหลานตนเองได้โดยการปรึกษา หรือพูดคุยกับครูประจำวิชาในแต่ละวิชาได้ไม่ยากนัก
นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคือ การติดตามบทเรียนในแต่ละระดับชั้น เช่นในเด็ก ๆ ส่วนใหญ่มักจะอ่านออกเขียนได้ อย่างคล่องแคล่วเมื่อสิ้นสุดเทอมต้นในระดับประถมปีที่ 1 แต่อาจจะมีติดขัดบ้างในการผันวรรณยุกต์ หรือในเด็กที่เรียนอยู่ในโรงเรียนสองภาษาก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วน่าจะสามารถอ่านภาษาอังกฤษ ในระบบของ phonics คือสระเสียงสั้น (short vowels sound) ได้ทั้งหมด ซึ่งก็พอที่จะทำให้เขาสามารถอ่านโจทย์คณิตศาสตร์ที่เป็นภาษาอังกฤษได้
หากพ่อแม่ผู้ปกครอง พอจะรู้บทเรียนในแต่ละชั้นปีพอสังเขป ก็จะสามารถส่งเสริม สนับสนุน หรือเพิ่มพูน ทักษะในการอ่านของลูกให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เจียดเวลาที่ทุ่มเทให้กับงานบางส่วน มาเพิ่มเวลาคุณภาพที่จะเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านวิชาการและจริยธรรมของลูก ที่นับวันจะน้อยลงทุกทีเมื่อเขาโตขึ้น

– ปัญหาด้านการตีความ
ในบางครั้งเด็กอาจไม่มีปัญหาด้านการอ่าน แต่เนื่องจากขาดทักษะในการอ่าน (ที่จะได้มาจากการฝึกฝน หรือการอ่านบ่อย ๆ) ทำให้ไม่สามารถจะเว้นวรรคตอน หรือจับใจความในแต่ละประโยคได้อย่างถูกต้อง
ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก เนื่องจากเด็กเพียงขาดทักษะในการอ่าน วิธีแก้คือ คุณพ่อคุณแม่ควรได้มีเวลาอ่านหนังสือกับลูกบ่อย ๆ หรือการสลับกันอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน ถ้าอ่านผิดวรรคตอน ก็ใช้วิธีแนะโดยการอ่านในแบบที่ถูกต้อง และในแบบที่ไม่ถูกต้อง โดยให้ลูกเป็นผู้เลือกเองว่า การอ่านแบบไหนที่ทำให้เขามีความรู้สึกร่วมไปกับเรื่องที่อ่าน หรือจับใจความได้ดีกว่า
วิธีดังกล่าวจะทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าความผิดพลาดของตนเองเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และยิ่งไปกว่านั้น ทำให้เขามีความกล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับเขาในการอ่านมากขึ้นและประการสำคัญที่จะได้จากการอ่านหนังสือด้วยกันก็คือความสัมพันธ์ในครอบครัวที่จะแน่นแฟ้นมากขึ้น ลองดูนะคะ ลดกิจกรรมนอกบ้านลง (เช่นการพาลูกไปช็อปปิ้ง) เอาเวลาที่ว่างนั่งคุยเรื่องหนังสือที่อ่านและร่วมกันแสดงความคิดเห็น คุณอาจจะได้พบผู้ใหญ่ตัวน้อย ๆ ในอนาคตที่จะบอกคุณว่าเมื่อโตขึ้นเขาจะไปในทิศทางใด

– ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมที่ถูกปลูกฝังจากทางบ้านจนเป็นนิสัย
บ่อยครั้งที่เราพบว่าพฤติกรรมที่พ่อแม่ในยุคปัจจุบันมีชีวิตที่เร่งรีบ จนไม่มีเวลาที่ให้เด็กสามารถคิด หรือฝึกคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง สุดท้ายจึงเป็นการสร้างนิสัยที่เด็กไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำด้วยตนเอง เมื่อเด็กต้องเรียนในสิ่งที่ยากขึ้น หรือต้องทำงานที่ซับซ้อน ก็จะปฏิเสธ หรือต่อต้าน สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองในยุคนี้ปฏิบัติกับลูกหลานก็คือ การเลือกทุกสิ่งที่ดีที่สุด ให้ความสะดวกสบาย ส่งลูกเรียนกวดวิชา โดยมีวิธีลัดต่าง ๆ ให้จดจำมากมาย หลังเลิกเรียนก็ผ่อนคลายด้วยเกมส์ ทุกอย่างเป็นตารางที่วางไว้แล้ว เพียงแต่ลูกหลานเอาตัวเองไปในที่ต่าง ๆ ที่พ่อแม่จัดการไว้แล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พ่อแม่ผู้ปกครองคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับลูก แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กไม่มีความพยายามที่จะฟันฝ่าอุปสรรค ไม่คิดหรือวางแผน เพราะว่าไม่เคยมีโอกาสได้วางแผนอะไรเลย
สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครอง พอจะปรับแก้ได้ก็คือ การฝึกให้ลูกหลานได้รับผิดชอบหน้าที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้าน ให้เขาได้จัดสรรเวลาหลังเลิกเรียนด้วยตัวเอง เมื่อเกิดอุปสรรค หรือปัญหา พยายามดูอยู่ห่าง ๆ ให้กำลังใจว่าเขาต้องทำได้ ไม่ใช่เข้าไปแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง สร้างตารางคร่าว ๆ ว่าเขาจะต้องทำอะไรบ้างใน 1 วัน แล้วให้เขาเป็นคนเลือกเองว่าจะทำอะไรในเวลาไหน ซึ่งเป็นการฝึกวินัยให้มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองด้วย

– ปัญหาบุคลากรในโรงเรียนไม่เพียงพอ
ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกับเด็กจำนวนมาก เนื่องจากความเอาใจใส่ไปไม่ถึง และส่วนใหญ่มักเกิดกับเด็กนักเรียนที่ไม่ค่อยมีสมาธิ
ปัญหาเรื่องบุคลากรนี้ เป็นปัญหาที่ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ สิ่งที่จะทำได้ก็คือเตรียมความพร้อมของลูกหลานให้มีสมาธิกับเรื่องที่ทำ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และการติดตามการเรียนการสอนของแต่ละวิชา ไม่ให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่ครูพูดเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก หรือท้อแท้ในการเรียน ดังที่กล่าวมาปัญหาส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวพ่อแม่ ผู้ปกครองเอง โดยการให้เวลาและความสำคัญกับลูกมากขึ้น เพื่อให้เขามีอนาคตที่เขาสามารถเป็นผู้เลือกเอง โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นเสมือนลมที่อยู่ใต้ปีกนกอินทรีย์ที่บินไปในทิศทางที่ตนเองต้องการ

ครูจา

Tags : , , , , , , , , | add comments

การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาสำคัญอย่างไร
คำตอบก็คือการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมนั้นเป็นการปูพื้นฐาน ในเรื่องของจำนวนและการแก้ไขปัญหา (โจทย์คณิตศาสตร์) เป็นหลัก ซึ่งพื้นฐานดังกล่าวจะถูกต่อยอดไปในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น และแน่นอนว่าถ้าเด็กเหล่านั้นไม่มีความเข้าใจในบทเรียนขั้นพื้นฐาน เด็กก็จะเกิดความท้อแท้ และขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ อีกทั้งทัศนะคติทางคณิตศาสตร์ที่ไม่ดี และนี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจคณิตศาสตร์เกิดความต่อต้าน ปฏิเสธการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยม และนั่นก็หมายถึงทางเลือกในอนาคตของตัวเขาเองก็จะมีน้อยลงเช่นกัน

เราพบว่าสาเหตุสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์แล้วจะเข้าใจหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการอ่านและความสามารถในการจับใจความของประโยค หากย้อนมาดูการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียน จะพบว่าแบบของการเรียนการสอนมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ลักษณะการสอนโจทย์คณิตศาสตร์จะเป็นในลักษณะที่ให้นักเรียนเขียนประโยคสัญลักษณ์ หรือเขียนข้อความต่าง ๆ ที่โจทย์ให้ไล่เรียงลงมาเป็นบรรทัด ซึ่งแนวการเรียนการสอนดังกล่าวจะไม่เกิดปัญหามากเท่าใดนักกับเด็กที่สามารถอ่านจับใจความในบทความยาว ๆ ได้ แต่จะเป็นปมใหญ่ที่เกิดขึ้นกับเด็กที่มีปัญหาทางด้านการอ่าน และการตีความ
แน่นอนที่สุดว่า เด็กที่มีปัญหาการอ่านย่อมมีปัญหาในการเรียนไม่เพียงแต่วิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองจะต้องคอยดูแล เอาใจใส่ ทบทวนบทเรียนให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ เพราะลำพังครูผู้สอน (ภาษาไทย) ในห้องซึ่งบรรจุนักเรียนอย่างน้อย 25 คนขึ้นไป ก็ไม่สามารถดูแลนักเรียนให้ทั่วถึงได้

ในการแก้ปัญหาการตีโจทย์คณิตศาสตร์สำหรับเด็กที่ไม่สามารถตีความจากโจทย์ยาว ๆ ได้นั้น เราสามารถสอนให้เด็กจับใจความในแต่ละประโยคของโจทย์ปัญหา แล้วมาวาดเป็นภาพ (ในระดับประถม 1) เพื่อให้เด็ก ๆ แปลความเป็นรูปธรรมได้ หลังจากฝึกให้เด็กจับใจความทีละประโยค แล้วแปลงเป็นภาพที่เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น เมื่อโจทย์ยากขึ้นหรือซับซ้อนขึ้น รูปแบบของการวาดภาพก็จะซับซ้อนขึ้น แต่ก็ยังคงสามารถทำให้เขาได้เข้าใจในสิ่งที่โจทย์ต้องการได้ในที่สุด

เขียนบทความโดย : ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน, ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
จนถึงขณะนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังเลื่อนเปิดเทอมกันอยู่ด้วยสาเหตุของสภาวะมหาอุทกภัย โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร ที่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดเมื่อไร และยังต้องเลื่อนเปิดเทอมต่อไปอีกหรือไม่

คนเป็นพ่อแม่ต่างก็เป็นกังวลเรื่องการศึกษาของลูกเป็นอย่างมาก บางคนที่อพยพไปอยู่ต่างจังหวัดก็ถือโอกาสให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่ต่างจังหวัดซะเลย รอให้โรงเรียนใน กทม.เปิดเทอมก่อนแล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ ด้วยเหตุผลหลากหลายเพราะไม่มีใครดูลูกบ้าง กลัวลูกอยู่เฉยๆ บ้าง เดี๋ยวลืมเรื่องวิชาการการเรียนหมด

ในขณะที่พ่อแม่ชาวกรุงจำนวนไม่น้อยที่รวมตัวกันเพื่อจัดให้เด็กๆ ได้เรียนพิเศษในช่วงเวลาที่เลื่อนหยุดเทอม ด้วยเหตุผลเดียวกัน

แต่ก็มีพ่อแม่กลุ่มหนึ่งที่เลือกหนทางการศึกษาให้ลูกไปเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ โดยการอยู่กับธรรมชาติ…!!

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันเดินทางไปบ้านสวนสายลมจอย ณ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปพร้อมกับทริปเพื่อนผู้ฟังรายการวิทยุ เพื่อเดินทางเรียนรู้ร่วมกันเรื่องเกษตรอินทรีย์และการพึ่งพาตนเอง รวมไปถึงการดูแลสุขภาพร่างกายด้วยตัวเองในศาสตร์ทางเลือก

ระหว่างการเรียนรู้ได้เจอะเจอเด็กๆ วัยใกล้เคียงกัน 4 คน ที่อยู่ในช่วงวัยอนุบาลและวัยประถมต้น เป็นลูกเจ้าของบ้านสวนสายลมจอย 1 คน ที่เหลืออีก 3 คน เป็นเด็กกทม.ที่ผันตัวเองมาอยู่เชียงใหม่ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน และคิดกิจกรรมเล่นกันได้อย่างน่าสนใจ

ขณะจดจ้องอยู่กับเด็กๆ สัมผัสได้ว่าเด็กเหล่านี้ไม่ใช่ลูกชาวบ้านละแวกนั้นเป็นแน่แท้ หลังจากพูดคุยจึงได้รู้ว่าเป็นเด็กเมืองกรุง ซึ่งตอนนี้ครอบครัวได้ปักหลักมาอยู่เชียงใหม่เป็นการถาวรแล้ว ด้วยเหตุผลที่มุ่งมั่นในเรื่องการศึกษาทางเลือกของลูก

ทั้ง 3 คน เป็นเด็กที่เคยอยู่ในโรงเรียนชื่อดังใน กทม.มาก่อน แต่ท้ายสุดครอบครัวกลับเลือกที่จะจัดการเรียนการสอนให้ลูกเอง และการมาบ้านสวนสายลมจอยก็เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ การพึ่งพาตนเอง การเล่นแบบคลุกดินคลุกทราย ในทุกวันพุธถึงวันศุกร์

เด็กเหล่านี้มีความรู้เรื่องต้นไม้ เรื่องธรรมชาติค่อนข้างดี มีการคิดกิจกรรมการเล่นสารพัดรูปแบบ เอาใบกล้วยมาสร้างบ้าน การเอาดินเอาทรายมาประกอบรูปแบบการเล่นบทบาทสมมติ มีความสนใจใฝ่เรียนรู้ที่น่าทึ่ง เวลาถามไถ่พูดคุยก็จะแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี เรียกว่าพกความมั่นใจอยู่เต็มตัว

ไม่มีใครตอบได้ว่าเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ เด็กเหล่านี้มีทักษะเรื่องชีวิตบางด้านที่ดีกว่าเด็กเมืองแน่นอน จากนี้ก็อยู่ที่การต่อยอดของครอบครัวว่าจะเชื่อมโยงกับการศึกษาในระบบได้อย่างไร

แต่..คำถามของพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ยังหนีไม่พ้นว่าเด็กเหล่านี้จะอยู่อย่างไร แล้วจะกลับเข้าสู่ระบบได้ไหม มีการประเมินผลการเรียนรู้ได้หรือเปล่า

การจัดการศึกษาโดยครอบครัวหรือโฮมสคูล (Home School) ตามมาตรา 12 ที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ว่า “…นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
การศึกษาโดยครอบครัวจึงเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่งที่ครอบครัวสามารถจัดได้ตามสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย โดยผู้ปกครองอาจเป็นผู้ดำเนินการในการจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมด ทั้งในเรื่องของหลักสูตร การจัดกิจกรรม การวัดและประเมินผล หรืออาจใช้ระบบการจัดการศึกษารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรืออาจจะใช้ทั้งสามระบบผสมผสานร่วมกันก็ได้

ในต่างประเทศมีการจัดการเรียนการสอนแบบโฮมสคูลมากมายหลายประเทศ ประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จคือ สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับและนิยมเป็นอย่างมาก เพราะจากการศึกษาโดยครอบครัว ได้แสดงให้เห็นว่าเด็กมีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กที่เรียนในระบบโรงเรียนได้อย่างชัดเจน

แต่ในบ้านเรา ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมาก โดยผู้ที่เห็นด้วยกับระบบการจัดการศึกษาแนวนี้อาจมองว่าการจัดการศึกษาในระบบมีปัญหา ในเมื่อพ่อแม่มีโอกาสเลือกและปรับกิจกรรมให้สอดคล้องตามความถนัด ความสนใจของลูก สามารถพัฒนาลูกได้เต็มตามศักยภาพ เพราะกิจกรรมบางอย่างเด็กไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในโรงเรียน แต่พ่อแม่สามารถเลือกสรรให้ได้ ที่สำคัญพ่อแม่จะมีเวลาอยู่กับลูกได้เต็มที่ ก็ตัดสินใจที่เลือกแนวการศึกษาทางเลือกนี้

ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยอาจมองว่าเป็นการปิดกั้นเด็กให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมหรือไม่ หรือทำให้เด็กไม่รู้จักวิธีการปรับตัว ซึ่งอาจมีปัญหาในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันต่อไป

แต่…โดยส่วนตัวดิฉันก็ไม่เชื่อเรื่องการศึกษาในระบบอย่างเดียวที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต และการประสบความสำเร็จในชีวิตก็ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ที่สารพัดกระดาษที่บอกเล่าว่าเด็กเรียนจบจากที่ไหน หรือสารพัดรางวัลที่บอกว่าเด็กได้รับรางวัลอะไรบ้างเท่านั้น

หลายสถานการณ์ที่พิสูจน์แล้วว่าการศึกษาในระบบอย่างเดียว เราจะได้เด็กพันธ์เดียวกันในโลกยุคหน้า ที่เน้นเรื่องวิชาการอย่างเดียว ทั้งที่การเรียนรู้ของคนเราสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดชีวิต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่พวกเรากำลังเผชิญกับภัยธรรมชาติบ่อยครั้งและหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะที่ผ่านมามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ ไม่ได้เรียนรู้ที่เข้าใจธรรมชาติ แต่เรียนรู้ที่จะเอาชนะธรรมชาติ ด้วยเหตุผลของดัชนีชี้วัดความเจริญด้วยวัตถุมากกว่าเรียนรู้เรื่อง “ทักษะชีวิต”

เมื่อธรรมชาติเสียสมดุลและส่งสัญญาณแรงๆ ครั้งนี้ให้กับมนุษย์แล้ว น่าจะเกิดแรงเหวี่ยงแรงๆ กระตุกให้คนเรากลับมาให้ความสนใจเรื่องการอยู่กับธรรมชาติแบบเข้าใจให้ได้ และการเรียนรู้แบบนี้ไม่ได้มีในห้องเรียนสี่เหลี่ยมเท่านั้น เด็กต้องได้สัมผัสกับธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่แค่ท่องจำในกระดาษอย่างเดียว

เด็กรุ่นใหม่ควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติผสมผสานไปกับเรื่องวิชาการด้วย ซึ่งก็ต้องเริ่มจากพ่อแม่…มิใช่หรือ..!!

ยังไม่ต้องสรุปว่าการศึกษาแบบไหนดีกว่ากัน แต่การเรียนรู้เรื่องทักษะชีวิตต้องเริ่มที่โฮมสคูล ในความหมายที่ว่าพ่อแม่ต้องเป็นผู้เริ่มเปิดประตูการเรียนรู้ของลูกค่ะ

Tags : , , , , | add comments

4วิธีพัฒนา“อีคิว”

Posted by malinee on Tuesday Nov 29, 2011 Under Uncategorized

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤศจิกายน 2554
สู่วิถีผู้มี “สุขภาพจิตดี” ช่วยการดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ มีสุข เพียงหมั่นฝึกทักษะ 4 วิธี

นอกจากไอคิว (I.Q.) แล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ อีคิว (E.Q.) ถือเป็นส่วนสำคัญต่อวัยเรียนอย่างมาก ซึ่งการเข้าใจ รู้จักแยกแยะ ควบคุม และแสดงอารมณ์ถูกต้องตามกาลเทศะได้นั้น จะช่วยเสริมสุข สร้างสมดุลของชีวิต ทั้งยังสามารถเผชิญความคับข้องใจ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างราบรื่น โดยทักษะดังกล่าว สร้างได้ง่าย ๆ ดังนี้

เริ่มจาก “ฝึกสมาธิ” จะช่วยจัดระเบียบความคิด ส่งเสริมสมรรถภาพทางใจ ทำให้มั่นคงทางอารมณ์ สงบ หนักแน่น เยือกเย็น ทั้งยังคลายเครียด เป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนั้น การออกกำลังกาย เล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ ก็เป็นผลดีเช่นกัน

“ฝึกระงับอารมณ์” ยามเจอสถานการณ์ตึงเครียด ด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ กำหนดลมหายใจให้สติอยู่กับตัว โดยหายใจเข้า-ออกยาว ๆ, นับ 1-10 หรือ นับต่อเรื่อย ๆ จนรู้สึกสงบ หรือ ปลีกตัวออกมาชั่วคราว เป็นต้น ซึ่งหัวใจหลักคือ ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง โกรธก็รู้ว่าโกรธ แต่สามารถควบคุมความโกรธนั้นได้ และหาวิธีจัดการอย่างเหมาะสม

“ละทิ้งพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ” และค่อย ๆ ปรับปรุงตนเอง รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ฝึกเป็นผู้พูด-ผู้ฟังที่ดี และไม่ลืมที่จะใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น

“ยอมรับความบกพร่อง” เนื่องจากสิ่งที่หวังอาจไม่เป็นอย่างที่คิด 100% ดังนั้น ทักษะข้อนี้ จะช่วยให้ไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ผิดหวังมากเกินไป ขณะเดียวกัน ลองมองเป็นความท้าทาย เพื่อสร้างพลังใจต่อสู้กับอุปสรรคให้ผ่านพ้นไปได้

ทักษะข้างต้น เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เกิดได้ เหมาะอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตท่ามกลางวิกฤติปัญหาปัจจุบัน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554
รมว.ศึกษาธิการ เผยอาจเลื่อนการสอบ O-Net ไปอีก 2 สัปดาห์ เนื่องจากในบางพื้นที่ยังประสบอุทกภัย ระบุเพื่อให้โรงเรียนมีเวลามากขึ้น และไม่ต้องสอนชดเชยวันเสาร์-อาทิตย์ ลดความเหนื่อยและเครียดต่อเด็ก…

เมื่อ วันที่ 28 พ.ย. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการว่า ศธ.ได้หารือถึงการเตรียมแผนสำรองรองรับไว้กรณีที่อาจจะมีโรงเรียนบางแห่งไม่ สามารถเปิดภาคเรียนได้ทันในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ เพราะจากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คาดว่าจะมีโรงเรียนจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ไม่สามารถเปิดภาคเรียนได้ในวันดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 29 พ.ย.นี้ สพฐ.จะรายงานข้อมูลที่ชัดเจนมาอีกครั้งว่ามีโรงเรียนใดบ้างที่อาจจะต้อง เลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปอีก 1 สัปดาห์

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้น พื้นฐาน (O-Net) ระดับชั้นประถมศึกษาที่ 6 และมัธยมศึกษาที่ 3 อีกรอบ จากเดิมที่ได้เลื่อนไปแล้ว 1 ครั้ง โดยนักเรียนชั้น ป.6 เดิมสอบวันที่ 1 ก.พ. 55 เลื่อนเป็นวันที่ 15 ก.พ. 55 นักเรียนชั้น ม.3 เดิมสอบวันที่ 2-3 ก.พ. 55 เลื่อนเป็นวันที่ 16-17 ก.พ. 55 และประกาศผลสอบในวันที่ 31 มี.ค. 55 ส่วนนักเรียนชั้น ม.6 ให้สอบตามปฏิทินเดิม คือวันที่ 18-19 ก.พ. 55 และประกาศผลสอบวันที่ 10 เม.ย. 55 โดยได้มอบให้ รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และ สพฐ.ไปหารือกันในเรื่องนี้ แต่มีแนวโน้มอาจขยับวันสอบ O-Net ออกไปอีก 2 สัปดาห์ เพื่อให้โรงเรียนส่วนใหญ่มีเวลาจัดการเรียนการสอนได้โดยไม่ต้องสอนชดเชยใน วันเสาร์และอาทิตย์ เพราะนโยบาย ศธ.ต้องการให้โรงเรียนสอนชดเชยเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ หากจำเป็นจริงๆ จึงจะสอนชดเชยในวันเสาร์ แต่ไม่ต้องการให้เรียน 7 วัน เพราะจะทำให้เด็กเหนื่อยเกินไป และเป็นการสร้างความเครียดให้ทั้งเด็กและผู้ปกครอง

“หากเลื่อนวันสอบ O-Net ออกไปอีก 2 สัปดาห์แล้ว จะมีเวลาเหลือเพียงพอให้โรงเรียนที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 13 ธ.ค.54 สามารถจัดการเรียนการสอนได้จบครบหลักสูตรโดยอาศัยเพียงการสอนชดเชยในวันปกติ ไม่ต้องสอนชดเชยในวันเสาร์ ยกเว้นบางโรงเรียนที่น้ำท่วมหนัก จำเป็นต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนออกไป ก็อาจจะต้องสอนชดเชยในวันเสาร์ตามความจำเป็น แต่จะไม่ให้สอนชดเชยในวันอาทิตย์เด็ดขาด และเมื่อเลื่อนวันสอบ O-Net ไปแล้ว ก็จำเป็นจะต้องเลื่อนปฏิทินการรับนักเรียนของ สพฐ.ออกไปด้วย อย่างไรก็ตามกำหนดการสอบ O-Net ที่แน่นอน จะสามารถประกาศได้เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ สทศ.ก่อน จากนั้น สพฐ.จึงจะสามารถประกาศปฏิทินการรับนักเรียนใหม่ได้” นายวรวัจน์ กล่าว.

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่26 พฤศจิกายน 2554
รับศึกหนักในการกั้นน้ำมาหลายเดือน กระสอบทรายหลายถุง ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ บทบาทของกระสอบทรายเหล่านี้ยังไม่สิ้นสุด แต่วันใดที่น้ำลด พวกมันคงกลายเป็นขยะก้อนโตราคา(เคย)แพง ที่วันนี้ต้องหาวิธีเอาไปใช้ และอยู่ให้ถูกจุด มากกว่าจะทิ้งไว้อย่างไม่แยแส..

ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนขาดตลาด เกิดการโก่งราคากันมาพักใหญ่แล้วสำหรับกระสอบทราย บังเกอร์ผู้กล้าหาญที่คอยต้านน้ำไม่ให้เข้าบ้าน ด้วยประสิทธิภาพที่เชื่อว่ากั้นน้ำได้ ‘เอาอยู่’
ประเทศไทยตอนนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมและเขตเฝ้าระวัง เลยมีแต่กระสอบทรายกระจายทั่วไปหมด ทั้งถุงทรายขนาดเล็ก และถุงบิ๊กแบ็ก ซึ่งถ้าจะลองเอาทรายพวกนี้มารวมเป็นกองเดียวกันดู คงมีปริมาณมหาศาลทีเดียว หลังจากที่น้ำแห้งเหือด กระสอบทรายพวกนี้คงกลายเป็นอีกประเด็นที่จะต้องคิดกันแล้วว่า จะเอาไปใช้สอยอะไรต่อ ก่อนที่จะกลายเป็นขยะ

ก่อนอื่นต้องเช็กว่าทราย ในกระสอบนั้นเป็นทรายดีหรือไม่ และเป็นทรายชนิดไหน หรือถ้าเป็นทรายขี้เป็ด ที่มีเศษดินเศษอินทรีย์ผสมอยู่ การนำกลับมาใช้นั้นจะมีประโยชน์น้อยกว่า แต่ถ้าเป็นทรายที่มีคุณภาพสามารถนำมาทำอะไรได้หลายอย่างมาก เช่น

ก่อร่างสร้างบ้านใหม่

ทราย ดีย่อมใช้ในการก่อสร้างได้ แต่ก็ต้องเช็กดูอีกว่าต้องเป็นทรายน้ำจืดหรือไม่ เพราะทรายที่ใช้ในการก่อสร้างต้องเป็น ทรายบกเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทรายน้ำเค็ม หรือทรายชายหาดทะเลได้
วิธีนำไปใช้ก็คือ ผสมปูนก่อปูนฉาบ ซ่อมแซม หรือปรับปรุงบ้าน เพราะหลังน้ำท่วมทำให้เรารู้ว่าบ้านเรามีจุดบกพร่องหรือ รูรั่ว ตรงไหนบ้าง ก็แก้ไขในส่วนตรงนั้นซะ หรือจะนำมาผสมปูนเทราดทางเดินให้สูงขึ้นก็ย่อมได้เช่นกัน แต่ปูนซีเมนต์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้พื้นแข็งแรง ทรายก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะทรายมีหน้าที่ช่วยลดการแตกร้าว เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดคือทรายที่ใช้จะต้องเป็นทรายสะอาด ทรายที่อยู่ในกระสอบทรายกั้นน้ำแน่นอนว่าจะต้องสกปรก วิธีทำให้ทรายสะอาดคือล้างน้ำให้สะอาดเสียก่อนนำไปใช้งาน

ขนทรายเข้าวัด

งานนี้อาจกลายเป็นงานบุญครั้งใหญ่ ที่ช่วยล้างบาปจากการที่มนุษยย่ำยีธรรมชาติ การบริจาคทรายดีเข้าวัด ไว้ใช้ซ่อมแซมวัดหลังน้ำท่วมนั้นเป็นอีกทางออกที่ช่วยได้ เพราะตามวัดวาอารามต่างๆ ในพื้นที่ก็โดนน้ำท่วมหนักจมบาดาลเช่นกัน หลายคนอาจห่วงบ้านของตัวเอง จนลืมมองข้ามวัดแหล่งพักพิงทางใจที่อยู่กับคนไทยมาหลายร้อยปี ยิ่งถ้าเป็นวัดเก่าเก่าด้วยแล้ว ยิ่งต้องเร่งซ่อมแซมโดยด่วน เพราะวัดเก่าทรุดตัวง่าย หากไม่รีบบูรณะ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่อยู่คู่มากับวัดเหล่านี้ อาจพังทลายลง
ปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ

ถ้านึกถึงทรายในการปลูก ต้นไม้ แน่นอนอย่างแรกที่นึกออกคือต้นกระบองเพชร ซึ่งสามารถเก็บน้ำไว้ในลำต้นได้มาก มันจะใช้น้ำตลอดระยะเวลาแห้งแล้งที่ยาวนาน และมันจะเปลี่ยนใบเป็นหนามเพื่อลดการคายน้ำ ดังนั้นมันจึงสามารถอยู่ในทะเลทรายได้ โดยวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีได้บอกถึงวิธีการปลูกกระบองเพชรได้แบ่งการปลูกไว้ 2 วิธี คือ

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในอาคารและภายนอกอาคาร ใช้กระถางทรงและขนาดต่างกันแล้วแต่ชนิดพันธุ์ คือ ตั้งแต่ขนาด 4-10 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ทรายหรือดินร่วน อัตรา 1:1 ผสมดินปลูก การเปลี่ยนกระถางแล้วแต่ความเหมาะสมของชนิดพันธุ์และผู้ปลูก แต่ถ้าจะให้เจริญสวยงามต้องควบคุมเรื่องปุ๋ย และน้ำให้ถูกวิธี

2. การปลูกในแปลงปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน แต่จะต้องเป็นชนิดพันธุ์ ที่ค่อนข้างใหญ่ แข็งแรง ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1:3 ผสมดินปลูก ใครสนใจอยากหาเจ้ากระบองเพชรมาปลูกแนะนำให้ไปหาซื้อที่จตุจักร รับรองมีให้เลือกซื้อจนลายตาเลยทีเดียว
ทั้งนี้หากไม่รู้จะนำทรายดีเหล่านี้ไปทำอะไรดี อาจนำทรายเหล่านี้กลับคืนผู้ค้า ด้วยการขายต่อผู้รับเหมาอีกที แต่ก็ต้องทำใจด้วยว่าจะต้องขาดทุน เพราะราคาคงไม่สูงเหมือนตอนที่ซื้อมาใช้กั้นน้ำแน่นอน

สำหรับทรายขี้ เป็ดหรือทรายที่มีเศษอินทรีย์ผสมอยู่ เป็นทรายคุณภาพต่ำ จะมีลักษณะเมล็ดเล็ก กลมมน เมื่อบดอัดแล้วถึงแม้จะดูเกาะตัวกันดีมีความแข็งพอประมาณ แต่เมื่อโดนน้ำจะหลุดออกจากกันกลายเป็นโคลน ถ้านำไปผสมปูน ก็ไม่เกาะตัว แตกร้าว จึงไม่สามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ทรายเหล่านี้ก็ไม่ไร้ค่าอย่างที่คิด เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย อย่างเช่น
ถมที่ปรับระดับ

ถ้าใช้ทรายขี้เป็ดถมที่ ต้องบอกไว้ก่อนว่าพื้นที่ที่จะถมต้องไม่ใช้กับงานรับน้ำหนัก เช่น การเทถมปรับระดับสนามหญ้า ซ่อมแซมแอ่งน้ำที่เกิดหลังน้ำท่วม และถมที่ในบริเวณที่ไม่ได้เพาะปลูกก็ได้ หรือจะใช้สำหรับปรับพื้นก่อนเทพื้นก็ได้

ก่อสร้างอะไรเล็กๆ น้อยๆ

ผสมกับปูน ก่อเป็นกระบะไว้ปลูกต้นไม้เล็กๆ แล้วแต่งแต้มด้วยสีสันนิดหน่อย ก็สามารถสร้างสวนสวย ช่วยกลับทำให้บ้านมีบรรยากาศสดใสขึ้น
น้ำลดเมื่อไหร่ กระสอบทรายเหล่านี้ก็คงหมดหน้าที่ไปด้วย นอกจากต้องเร่งระบายน้ำให้ออกสู่ทะเลแล้ว คงต้องระบายทรายออกด้วย หากแต่ละบ้านลองใช้วิธีที่แนะนำในวันนี้ไปบ้างก็น่าจะคุ้มค่ากับเงินที่ซื้อ กระสอบทรายมา อีกทั้งขยะจะได้ไม่ล้นเมืองด้วย หรืออีกวิธีก็คือการนำทรายไปทิ้งรวมกันในจุดๆ เดียว ตามที่ทางกรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมไว้ให้ก็ได้.

Twitter : Sriploi_social
Twitter : ijikooo

Tags : , , , , , | add comments