ในยุคก่อน ๆ ซึ่งเป็นยุคสมัยที่คุณปู่ คุณย่าของเด็กในยุคปัจจุบัน หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างว่า คนในรุ่นนั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่าใดนัก แต่เขาเหล่านั้นก็มีอยู่หลายครอบครัวที่สามารถก่ร่างสร้างตัวจนมีฐานะร่ำรวยในรุ่นต่อมา
กลับกันในยุคปัจจุบัน เด็กไทยทุกคนจะต้องเข้าโรงเรียนเพื่อให้ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แม้กระทั่งชุดนักเรียนยังได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้แนวโน้มของความเสมอภาคกันทางด้านการศึกษา และน่าจะรวมไปถึงความเป็นอยู่ในสังคม แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เมื่อภาครัฐกำหนดนโยบายให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนครูกับจำนวนนักเรียนไม่สอดคล้องกัน (จำนวนเด็กมากเกินกว่าที่ครูจะสามารถเข้าถึงเด็กทุกคน) ประกอยกับความพร้อมของเด็กแต่ละคน ร่วมกับปัจจัยหลักนั่นคือ ความเอาใจใส่ ดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้เด็กบางส่วน หรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในเนื้อหา หรือบทเรียนในแต่ละเรื่อง หากจะให้พ่อแม่ช่วยอธิบาย พวกท่านก็ไม่มีเวลา หรือพ่อแม่บางกลุ่มก็จะปฏิเสธที่จะสอนลูก เพียงเพราะว่าตนเองมีพื้นฐานทางวิชาการไม่ดี ครั้นจะไปถามครู ครูก็ดูน่ากลัวเกินกว่าที่จะเข้าใกล้ประชิดตัว
ปัญหาในกลุ่มเด็กดังกล่าวมักเกิดกับคนในสังคมที่มีฐานะค่อนข้างขัดสน ส่วยในกลุ่มที่อยู่ในฐานะปานกลาง ก็พร้อมที่จะส่งลูกเข้าสู่ระบบโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าที่ตนเองจะพยายามทำความเข้าใจในความรู้พื้นฐานที่ตนเองได้ผ่านมาแล้ว จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ช่องว่างที่เกิดขึ้นในสังคมจะถ่างออกไปเรื่อย ๆ โอกาสทางสังคมที่ทางรัฐได้หยิบยื่นให้ก็เปรียบเสมือนอากาศที่ลองลอยไปโดยไม่มีใครใส่ใจ และมองเห็นมันอย่างไร้ค่า เช่นเดียวกับเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้ตระหนักว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นรากฐานให้ตนเอง เพื่อความมั่นคงของตนเองและครอบครัวต่อไปในอนาคต

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน 2554
สพฐ.ชงร่างปฏิทินรับ นร.ปี 55 ให้ รมว.ศึกษาฯ พิจารณา ก่อนประกาศเป็นทางการ

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เสนอร่างปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2555 ที่ปรับเลื่อนใหม่ตามกำหนดการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ใหม่ ให้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณา ดังนี้ โดยระดับก่อนประถมศึกษา รับสมัคร วันที่ 3-7 ก.พ.2555 จับสลาก 12 ก.พ.ประกาศผลวันที่ 12 ก.พ.รายงานตัว 12 ก.พ.มอบตัว 19 ก.พ. เงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ รับสมัคร 3-7 ก.พ.ประกาศผล 12 ก.พ.รายงาตัว 12 ก.พ.มอบตัว 19 ก.พ., ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 รับสมัครวันที่ 10-14 ก.พ.จับสลาก 19 ก.พ.ประกาศผลและรายงานตัว 19 ก.พ.มอบตัว 26 ก.พ. เงื่อนไขพิเศษ ให้รับสมัคร 10-14 ก.พ.ประกาศผลและรายงานตัว 19 ก.พ.มอบตัว 27 ก.พ.

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 รับสมัคร 1-4 เม.ย.จับสลากรับนักเรียนในพื้นที่บริการ 11 เม.ย.ประกาศผลพร้อมรายงานตัว 11 เม.ย.มอบตัว 21 เม.ย. , สอบคัดเลือกรับนักเรียนทั่วไป 7 เม.ย.ประกาศผลพร้อมรายงานตัว 10 เม.ย.มอบตัว 21 เม.ย. โควตารับนักเรียนความสามารถพิเศษ รับสมัคร1-2 เม.ย.สอบและประกาศผลพร้อมรายงานตัว 3 เม.ย.มอบตัว 21 เม.ย. เงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ รับสมัคร 1-4 เม.ย.ประกาศผลพร้อมรายงานตัว 10 เม.ย.มอบตัว 21 เม.ย. ทั้งนี้ หากนักเรียนยังไม่มีที่เรียนให้ยื่นความจำนงให้จัดที่เรียนรอบสอง วันที่ 22-23 เม.ย.ประกาศผลรอบสอง 26 เม.ย.รายงานตัวรอบสอง 27 เม.ย.

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในส่วนของนักเรียนเดิมของโรงเรียน ให้รายงานตัว 12 เม.ย.มอบตัว 22 เม.ย. ส่วนการสอบคัดเลือกรับนักเรียนภายนอกเพิ่มเติมให้ รับสมัคร 1-4 เม.ย.สอบ 8 เม.ย.ประกาศผล 11 เม.ย.รายงานตัว 12 เม.ย.มอบตัว 22 เม.ย. ส่วนโควตารับนักเรียนความสามารถพิเศษ รับสมัคร 1-2 เม.ย.สอบพร้อม ประกาศผล และรายงานตัว 3 เม.ย.มอบตัว 22 เม.ย.เงื่อนไขพิเศษหรืออื่นๆ รับสมัคร 1-4 เม.ย.ประกาศผลพร้อมรายงานตัว 11 เม.ย.มอบตัว 22 เม.ย.

สำหรับโรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ โดยโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ ป.5 รับสมัคร 16-20 ก.พ. สอบ 25 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค.รายงานตัวภายใน 6 มี.ค., ม.1 รับสมัคร 16-20 ก.พ.สอบ 25 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค.รายงานตัวภายใน 6 มี.ค., ม.4 รับสมัคร 16-20 ก.พ.สอบ 26 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค.รายงานตัวภายใน 6 มี.ค. – โรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ รับสมัคร 27-31 ม.ค.ก่อนประถมศึกษา-ป.1 สอบ 5 ก.พ.ประกาศผล 12 ก.พ.รายงานตัวภายใน 14 ก.พ., ม.1 รับสมัคร 16-20 ก.พ.สอบ 25 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค.รายงานตัวภายใน 6 มี.ค., ม.4 รับสมัคร 16-20 ก.พ.สอบ 26 ก.พ.ประกาศผล 4 มี.ค. รายงานตัวภายใน 6 มี.ค. – โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ รับสมัคร 1-30 เม.ย. ประกาศผล 1 พ.ค.รายงานตัวภายใน 8 พ.ค. – โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส รับสมัคร 16-25 ก.พ. สอบ 26-28 ก.พ. ประกาศผล 29 ก.พ. รายงานตัวภายใน 13 มี.ค.

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
รมว.ศึกษาธิการ หารือร่วมกับสพฐ. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ประธานแอดมิชชั่น ผู้แทนอธิการบดี และกรมอาชีวะ มีมติเลื่อนสอบ O-Net ป.6 และ ม.3 ส่วน ม.6 ยังกำหนดเดิม ส่ง สทศ. พิจารณาต่อ…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้น ฐาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ประธานแอดมิชชั่นฟอรั่ม ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เกี่ยวกับการเลื่อนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ซึ่งมีมติดังนี้

เสนอให้เลื่อนการสอบ O-Net ของช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาปีที่ 6) จากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และช่วงชั้นที่ 3 (มัธยมศึกษาปีที่ 3) จากวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้ประกาศผลการทดสอบพร้อมกันในวันที่ 31 มีนาคม 2555

ส่วนการสอบ O-Net ช่วงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาปีที่ 6) ให้คงกำหนดการสอบเดิม คือวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้ประกาศผลการทดสอบในวันที่ 10 เมษายน 2555

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นำผลการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการเลื่อนสอบ O-Net ครั้งนี้ ให้คณะกรรมการบริหาร สทศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

Tags : , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีตาม เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ได้กำหนดให้มีหมวดวิชาศึกษาทั่วไปไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจำแนกเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการ หรือผสมผสานเนื้อหาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ภาษา และกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุจุด ประสงค์ของวิชาศึกษาทั่วไป

จุดประสงค์ของวิชาศึกษาทั่วไป เป็นการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้อย่างกว้างขวาง มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มีความเข้าใจธรรมชาติ ตนเอง ผู้อื่น และสังคม เป็นผู้ใฝ่รู้ สามารถคิดอย่างมีเหตุผล สามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารความหมายได้ดี มีคุณธรรม ตระหนักในคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของประชาคมนานาชาติ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตและดำรงตนอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดี

การ ศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้จะประกอบวิชาชีพชั้นสูง และเป็นพื้นฐานของการศึกษาระดับสูงขึ้นต่อไป ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาจะเป็นผู้ที่ทำงานรับผิดชอบบ้านเมืองในตำแหน่ง สำคัญ ๆ เป็นผู้กำหนดนโยบาย ทิศทางการการพัฒนา การแก้ปัญหาของชาติ เป็นผู้มีอิทธิพลในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นพื้นฐานการศึกษาและคุณภาพของการจัดการศึกษา หลักสูตร และการสอนที่สร้างเสริมประสบการณ์ของบุคคลเหล่านั้นจึงมีอิทธิพลต่อความคิด การกระทำ และการแก้ปัญหาของบุคคลที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย บริหารและปฏิบัติการเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ด้วย
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยประสบกับปัญหาอุทกภัยหนักมาก ถือเป็นวิกฤติการณ์ที่ไม่ปกติ การดำเนินการจัดการกับวิกฤติการณ์นี้นอกจากจะเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคมอันเกิดจาก ระบบการสื่อสารที่ทันสมัย รวดเร็ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในระบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของพลเมือง และผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ รวมทั้งผู้ปฏิบัติ องค์กรที่มีระเบียบวินัยและมีระดับการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ได้แก่ทหาร และตำรวจ และองค์กรภาคเอกชนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจกับประชาชนมากกว่าบางหน่วยงานของข้าราชการ

พลเมือง ไทยทั้งฝ่ายประชาชน และฝ่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐบาล ล้วนเป็นผู้ผ่านระบบการศึกษาของประเทศไทยเป็นส่วนมาก เมื่อประเทศเกิดวิกฤติการณ์พลเมืองของประเทศยังไม่สามารถประสานพลังความคิด พลังของความสามารถในการปฏิบัติการ และความมุ่งมั่นในการพัฒนารัฐชาติไทยได้มากอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบกับประเทศชาติโดยตรง ดังนั้นกระบวนวิชาที่ควรนำมาจัดการศึกษาเพื่อการปรับเปลี่ยนความรู้ ทักษะและเจตคติในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อแก้ไขคุณลักษณะของพลเมืองในระยะ ยาวจึงควรได้รับการทบทวนและพิจารณาใหม่ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการเตรี ยมพลเมืองในอนาคตถ้าเกิดต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต

ราย วิชาที่อาจต้องมีการปรับปรุงได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรมีสัดส่วนที่มากขึ้น เช่นเดียวกับรายวิชาทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับศาสนาและปรัชญาในสัดส่วนที่มากขึ้นเช่นกัน การปรับเปลี่ยนสัดส่วนต่าง ๆ ให้สามารถเสริมสร้างความรู้ ความคิดและทักษะ ที่สามารถเพิ่มสมรรถนะในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขและสามารถร่วมกันแก้ ปัญหาเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทุกเวลา การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้กระบวนการระดมความคิดและการศึกษาวิจัย บนพื้นฐานของความตั้งใจและยอมรับว่าปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยส่วนหนึ่งมาจากช่องว่างทางความรู้ ความคิด และทักษะต่าง ๆ ที่แต่ละคนมีอยู่

ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยปัจจุบันสร้างผู้ ที่มีความรู้เฉพาะด้าน หรือ Specialist เพื่อให้เป็นวิชาชีพเฉพาะชั้นสูง (Professional) มากกว่าผู้ที่มีความรู้หลายด้านหรือ Generalist และยิ่งเรียนระดับสูงขึ้นยิ่งมีความเป็นเฉพาะมากขึ้นความรู้ทั่วไปที่เป็น พื้นฐานถูกละเลยมากขึ้นตามลำดับ ตัวอย่างเช่น การเข้าเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาของประเทศไทยจะเน้นสอบความรู้วิชาเอกและ ภาษาอังกฤษ แต่ในสหรัฐอเมริกาการเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาต้องผ่านการทดสอบความรู้พื้น ฐานทั่วไปเรียกว่าข้อสอบ GRE หรือ Graduate Record Examination ซึ่งมีการทดสอบสมรรถนะสามด้านหลัก ๆ ได้แก่ Verbal Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านภาษา Quantitative Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านการคำนวณและตัวเลข และ Analytical Writing Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านการเขียน การอ่านบทความ และวิเคราะห์ในประเด็นความสอดคล้องและความขัดแย้งเป็นต้น
นอกจากนั้น ระบบการศึกษาของไทยยังสร้างคุณลักษณะของความเชื่อมั่นในวิชาความรู้หรือ ศาสตร์ของตนเองอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่การแก้ปัญหาในระดับมหภาคนั้น หรือในภาวะวิกฤติระดับชาตินั้นต้องการผู้ที่มีทั้งคุณลักษณะ Generalist และ Specialist หรือต้องการผู้ที่มีความเข้าใจในบริบททั่ว ๆไป และชำนาญเฉพาะเรื่อง

การดำเนินการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยใน ภาวะวิกฤติอุทุกภัยถือเป็นสิ่งที่รอการสรุปบทเรียน (Lesson Learned) ถอดบทเรียน (Lesson Distilled) เพื่อนำมาใช้เป็นองค์ความรู้และเข้ารหัส (Coding) และสามารถถอดรหัสการพัฒนา (Development Decoded) เมื่อต้องการนำความรู้มาใช้แก้ปัญหาวิกฤติต่าง ๆ การปรับปรุงในหลาย ๆ เรื่อง และรวมทั้งหลักสูตรและการสอนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นหนึ่งในภารกิจของการ ปรับปรุงด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร. กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

Tags : , , , | 2 comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ออนไลน์
วันที่16 พฤศจิกายน 2554
น้ำยังไม่ลด ศธ.ตัดสินใจเลื่อนเปิดเทอมรอบที่ 3 เป็นวันที่ 6 ธ.ค. แต่ยืนยันไม่กระทบสอบโอเน็ตให้ต้องขยับตามไปด้วย เพราะโรงเรียนสอนชดเชยทัน ชี้หากต้องเลื่อนอีกหน มีหวังกระทบสอบโอเน็ต แอดมิชชั่น รับ ม.1 และ ม.4 แน่ ส่วน รร.ใน กทม.เลื่อนด้วยเปิดเทอม 1 ธ.ค.
สถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าจะลดลง ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ตัดสินใจประกาศเลื่อนการเปิดเทอม 2/2554 ออกไปอีกครั้ง จากวันที่ 21 พ.ย. เป็นวันที่ 6 ธ.ค.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ว่า สำหรับโรงเรียนที่ต้องเลื่อนการเปิดเทอมออกไปคือ รร.ที่อยู่ในกรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี และนครปฐม เขต 2 ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางเลน, สามพราน, นครชัยศรี และพุทธมณฑล ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ยกเว้นโรงเรียนนานาชาติบางแห่งที่ขออนุญาตเปิดภาคเรียนก่อนหน้านี้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังมีปริมาณน้ำจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การเลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปเป็นวันที่ 6 ธ.ค.จะยังไม่กระทบกับปฏิทินการสอบโอเน็ต เพราะได้ประเมินแล้วว่าโรงเรียนยังสอนชดเชยได้ทัน แต่หากปริมาณน้ำยังไม่ลดและ ศธ.ต้องประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนอีกครั้ง ก็คงส่งผลกระทบทำให้ต้องมีการปรับปฏิทินการศึกษาทั้งหมดแน่นอน
“สำหรับการเรียนชดเชยนั้น ผมได้สั่งการให้โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนชดเชยในวันเสาร์แบบเต็มวัน และชดเชยในวันเรียนธรรมดาด้วยการเพิ่มชั่วโมงเรียนปกติอีก 1 ชั่วโมง” รมว.ศธ.กล่าว
ทางด้านโรงเรียนสังกัด กทม. นางนินนาท ชลิตานนท์ รองปลัด กทม.เปิดเผยว่า ทาง กทม.ได้สั่งให้ รร.ในสังกัด กทม.ทุกแห่งเลื่อนเปิดเทอมครั้งที่ 2 เป็นวันที่ 1 ธ.ค.นี้ พร้อมให้สอนชดเชยจนครบหลักสูตรตอนเย็นหลังเวลาเลิกเรียนปกติวันละ 1 ชั่วโมง และสอนชดเชยวันเสาร์เป็นเวลา 11 วัน
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักนโยบายและแผน (สนผ.) ไปจัดทำแผนรองรับ หากจำเป็นต้องเลื่อนเปิดเทอมไปหลังวันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งจะมีผลทำให้ปฏิทินการศึกษาทั้งระบบต้องขยับตามไปด้วย ทั้งนี้ ต้องรอมติที่ประชุมร่วมหลายฝ่ายวันที่ 16 พ.ย.ว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร ทั้งเรื่องของการรับนักเรียนปี 2555 การสอบต่างๆ รวมทั้งแอดมิชชั่นว่าจะปรับเลื่อนทั้งหมดหรือไม่
ความคืบหน้าการจัดหลักเกณฑ์การรับนักเรียนชั้น ม.1, ม.4 ของ รร.ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2555 นายชินภัทรกล่าวว่า ที่ประชุม กพฐ.ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ตนจะนำหลักเกณฑ์และแนวทางเบื้องต้นการรับนักเรียนเสนอที่ประชุมให้พิจารณาใน 2 ประเด็น คือ 1.เสนอใช้ผลการสอบโอเน็ต สัดส่วนร้อยละ 20 ในการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงประมาณ 200 กว่าแห่ง ส่วนร้อยละ 80 เป็นคะแนนสอบของโรงเรียน 2.เสนอเพิ่มสัดส่วนห้องเรียนพิเศษใน รร.ที่มีอัตราแข่งขันสูง อาทิ หลักสูตรอิงลิชโปรแกรม, มินิอิงลิชโปรแกรม เป็นต้น ในปีการศึกษา 2555 อีกร้อยละ 10 โดยเป็นสัดส่วนห้องเรียนพิเศษร้อยละ 30 ห้องเรียนธรรมดาร้อยละ 70 เพราะข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี มีนักเรียนแห่สมัครเรียนห้องเรียนพิเศษจนเกิดการแข่งขันในสัดส่วนการสมัครและรับที่ 3:1
อย่างไรก็ตาม สำหรับเกณฑ์และแนวทางอื่นๆ เบื้องต้นยังเหมือนปีที่ผ่านมา อาทิ จำกัดจำนวนนักเรียนชั้น ม.1 ให้ไม่เกินห้องละ 50 คน, เปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.3 จากโรงเรียนอื่นๆ ทั้งโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนขยายโอกาสสามารถสมัครเข้า ม.4 ในโรงเรียนแข่งขันสูงได้.

Tags : , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน 2554
ธาตุในชีวิตมนุษย์ประกอบไปด้วย ดินน้ำ ลม ไฟ ซึ่งธาตุทั้ง 4 นี้แม้จะมีคุณค่าอย่างมหาศาล แต่ก็มีโทษได้อย่างมหันต์ เช่นกันหากมีเกินความพอดี เช่นกรณีการเกิดอุทกภัยครั้งนี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทยหลายล้านคนที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน บ้านเรือน อาชีพ ต้องทิ้งบ้านเรือนไปอาศัยอยู่ตามถนนหนทางหรือศูนย์อพยพต่าง ๆ ส่วนนี้คงไม่ต้องพูดถึงจิตใจของผู้ประสบภัยว่าจะทุกข์หนักหนาสาหัสแค่ไหนและความทุกข์ที่ว่านี้ก็ได้ขยายไปสู่ทุกภาคส่วนเพราะต่างก็ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมไปด้วยกัน
แต่อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้หากมองแต่ด้านลบอย่างเดียวก็จะยิ่งเพิ่มความทุกข์ให้เกิดมากขึ้นเพราะอย่างไรเสียเหตุก็ได้เกิดขึ้นไปแล้วก็คงต้องหามุมบวกมาคิดเพื่อทำให้ชีวิตมีพลังใจ มีสติในการแก้ปัญหามากขึ้น ด้วยมหาอุทกภัยครั้งนี้แม้จะมีความรุนแรงแต่ก็พอมีช่องให้พอมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้อยู่บ้าง ซึ่งแสงสว่างที่ว่านี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทยโดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะได้เรียนรู้วิชาชีวิตจริงจากประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะได้มีบทเรียนกับการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดจนส่งผลให้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นเพื่อนำไปแก้ไขข้อบกพร่องต่อไป ซึ่งบทเรียนจากชีวิตจริงที่ว่านี้จึงน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ากับการดำเนินชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตในหลายแง่หลายมุม คือทำให้คนไทยยอมรับถึงความเป็นจริงของวิถีชีวิตว่าจะต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติทั้งช่วงที่ให้คุณและให้โทษอย่างมีสติให้ได้และที่สำคัญจะได้เกิดความตระหนักและมีจิตสำนึกที่ดีว่า หากมนุษย์คิดแต่จะตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติฝ่ายเดียว สักวันหนึ่งธรรมชาติก็จะต้องเอาคืนบ้างจนได้ไม่ช้าก็เร็ว
ทำให้คนไทยมีเกราะทางจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้นเพราะหากสามารถปรับจิตใจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ไปได้ก็เหมือนกับชีวิตได้รับวัคซีนป้องกันภัยให้จิตใจชั้นดีทำให้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลังจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ซึ่งตัวอย่างที่ว่านี้จะเห็นได้ชัดเจนกับคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายุในปัจจุบันที่เจอปัญหานี้แล้วยังมีพลังใจดีอยู่เมื่อถูกสื่อสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จึงได้คำตอบว่า “เป็นเรื่องของธรรมชาติ น้ำมาเดี๋ยวก็ไหลไป อยู่ใต้ฟ้าไปกลัวอะไรกับฝน” อะไรทำนองนั้น ทั้งนี้ก็ด้วยผ่านอุปสรรคปัญหามามากแล้วนั่นเอง แต่ในทางกลับกันหากเป็นคนรุ่นใหม่สิ่งแรกที่เห็นก่อนเลยก็คือร้องไห้ แสดงความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส บางรายถึงกับต่อว่าต่อขานคนอื่นว่าไม่เข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ดูเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นเฉพาะตนหรือคนจำนวนมากทั้งนี้ก็ด้วยยังมีเกราะคุ้มกันด้านจิตใจน้อยอยู่นั่นเอง

ทำให้เยาวชน คนไทย ได้เรียนรู้ความเป็นจริงด้านภูมิศาสตร์และธรรมชาติของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปว่าหากมนุษย์ยังไม่หยุดการทำลายความสมดุลของธรรมชาติแล้วความหายนะก็คงจะคืบคลานเข้ามาในไม่ช้า ซึ่งมหาอุทกภัยครั้งนี้ก็ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่เตือนว่าธรรมชาติเอาจริงแน่ ซึ่งความสมดุลของธรรมชาติของน้ำที่ว่านี้เมื่อหล่นจากฟ้าก็ต้องถูกซึมซับลงไปในดินจนอิ่มตัวก็จะไหลไปยังที่ต่ำตามห้วย หนอง บึง และไหลลงสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ลำคลอง และสู่ทะเลในที่สุด แต่ปัจจุบันนี้มนุษย์ได้ทำให้วัฏจักรที่ว่านี้เสียไป ด้วยการไปทำลายที่อยู่ที่ไหลของน้ำด้วยสิ่งปลูกสร้างสารพัดประเภทและเมื่อมีน้ำมากขึ้นต่างก็พยายามสกัดกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ที่คิดว่าฝ่ายตนเองรับผิดชอบทำให้เส้นทางเดินของน้ำผิดธรรมชาติไป จนเกิดการสะสมน้ำจำนวนมากในที่สุดสิ่งกีดขวางทั้งหลายจึงเอาไม่อยู่เกิดเป็นอภิมหาอุทกภัยครั้งนี้ในที่สุด

ได้ทำให้คนไทยได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำอย่างมีความสุข โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตอยู่กับวัตถุ สิ่งก่อสร้างทำให้ห่างไกลจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติซึ่งจะต่างกับผู้คนในอดีตที่วิถีชีวิตจะอยู่กับน้ำมาโดยตลอดทั้งการตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แหล่งน้ำด้วยต้องอาศัยน้ำในการดำเนินชีวิตทั้งอุปโภค บริโภค และอาชีพ จึงเห็นคุณค่าของน้ำและรับรู้ธรรมชาติของน้ำที่จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลจึงสามารถปรับตัวอยู่กับน้ำได้อย่างเป็นธรรมชาติผิดกับคนรุ่นใหม่พอเห็นน้ำมากหน่อยก็เกิดความกังวล หวาดกลัวทิ้งบ้านเรือนทั้งที่น้ำยังท่วมไปไม่ถึงได้ทำให้ทุกฝ่ายทราบข้อเท็จจริงว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้สะสมขยะและสารพิษไว้จำนวนมาก เพราะน้ำท่วมในครั้งนี้นอกจากจะมีปริมาณน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่าง ๆ อย่างหนักแล้วยังได้เห็นขยะ สารพิษต่าง ๆ ไหลมากับน้ำจำนวนมากอีกด้วย น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้จึงถือเป็นโอกาสชะล้างสารพิษสิ่งหมักหมมมานานให้หมดไป ก่อนที่ทำให้คนไทยต้องตายผ่อนส่งตามมานั่นเอง

ได้ทำให้ทุกฝ่ายเห็นถึงศักยภาพในการแก้ปัญหาของผู้ที่เกี่ยวข้องว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เพราะเท่าที่ดูจากการแก้ปัญหาวิกฤติครั้งนี้แล้วก็เชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะมองเห็นข้อบกพร่องอยู่มากมายโดยเฉพาะแนวทางและวิธีคิดที่ไปคนละทิศละทางจนขาดเอกภาพ เช่น ภาคราชการก็ยังต้วมเตี้ยมอยู่กับขั้นตอนของการบังคับบัญชาและตัวหนังสือที่ใช้สั่งการทั้งที่เป็นปัญหาภัยพิบัติฉุกเฉินแท้ๆ ด้านนักวิชาการก็เน้นแต่ทฤษฎีเป็นหลักจนทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองด้วยมาจากคนละสำนักทำให้ข้อมูลและวิธีการแก้ปัญหาจึงเป็นไปในลักษณะ “หนูทดลองยา” หรือ “การฝึกทหารในสนามรบ ก็จบชีวิตทั้งผู้ฝึกและคนถูกฝึก” นี่ยังไม่รวมถึงการนำการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาด้วยการแยกเขา แยกเรา ชิงดี ชิงเด่น ทำให้การแก้ปัญหาไม่ทันการ ส่วนนี้นอกจากประชาชนจะทนทุกข์กับน้ำที่ท่วมหนักแล้วยังต้องมาพลอยเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมดังกล่าวอีกด้วย
ได้ทำให้เยาวชนและนานาชาติได้เห็นถึงจุดเด่นของความเป็นคนไทยที่ยังมีความงดงามด้านจิตใจมีจิตอาสายามเห็นผู้อื่นตกทุกข์ได้ยากหรือมีความลำบากมากกว่าอยู่ จึงเกิดภาพการช่วยเหลือจากบุคคลทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่น้ำใจจากชาวเขาบนดอย แม้ส่วนนี้จะมีผู้เห็นแก่ได้ที่ยังฉกฉวยโอกาสหาประโยชน์บนความทุกข์ของผู้อื่นอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของผู้คนส่วนใหญ่เท่านั้นซึ่งจิตใจที่ดีงามนี้จึงอยากให้สืบทอดกันต่อไปเพราะนี่คือสิ่งที่ต่างชาติเขาเห็นคุณค่าและชื่นชมความเป็นคนไทยมากที่สุด
ทำให้ได้เรียนรู้ในศักยภาพของสื่อมวลชนไทย เพราะจากเหตุการณ์ครั้งนี้

สื่อทุกแขนงต่างแข่งขันนำเสนอทั้งเหตุการณ์และข้อมูลกันอย่างหลากหลายจนเกินความพอดีไป โดยเฉพาะวิธีการนำเสนอที่ส่วนใหญ่จะออกไปทางแนว “ดราม่า” ที่ทั้งภาพและภาษาเน้นหนักที่ต้องการสร้างความตื่นตระหนก หวาดกลัวให้กับผู้รับข่าวสารทั้งสิ้น เช่นรายงานว่า “คงไม่รอดแน่ วิกฤติหนัก หนีตายอลหม่าน” นี่ยังไม่รวมบางรายการที่ได้ใช้เหตุการณ์นี้จัดเป็นรายการวาไรตี้ทั้งที่ชาวบ้านเขาทุกข์โศกอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหวังดึงให้มีการติดตามชมรายการของตนเองให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้ชมมีหลายระดับหากไม่สามารถสังเคราะห์ข่าวสารเป็นแล้วก็จะ “อิน” กับสิ่งที่นำเสนอจนเกิด “วิตกจริต” ไปในที่สุด

บทเรียนท้ายสุดที่จะขอนำเสนอในที่นี้ก็คงเป็นพระราชวินิจฉัยการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพมองการณ์ไกลว่าสถานการณ์น้ำบ้านเราจะเป็นอย่างไรพร้อมวินิจฉัยแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่พร้อมรับเหตุที่จะเกิดขึ้นไว้ให้ครบทุกขั้นตอนมากว่า 40 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนนำไปดำเนินการจนเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2538 พระองค์ก็ยังได้มีพระราชดำริย้ำให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดอีกแต่จนแล้วจนรอดก็ยังขาดการปฏิบัติอยู่เช่นเดิม จนเกิดมหาอุทกภัยครั้งนี้ตามมา เรื่องนี้เมื่อมีการนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเผยแพร่จึงน่าจะทำให้ประชาชนได้หูตาสว่างขึ้นว่ารัฐบาลที่อ้างว่าจะทำประโยชน์เพื่อประชาชนนั้นทำจริงได้แค่ไหน เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว ก็ควรที่ร่วมกันส่งสัญญาณไปถึงนักการเมือง พรรคการเมืองให้ได้ว่า ต่อไปนี้หากไม่มีนโยบายหรือแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างจริงจังแล้วก็จะไม่เลือกเข้ามาให้เกะกะลูกตาอีกต่อไปและที่สำคัญอย่าไปเห็นแค่เศษเล็กเศษน้อยที่นักการเมืองหยิบยื่นให้เพราะเมื่อแลกกับความเดือดร้อน ความสูญเสีย ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นแล้วไม่คุ้มกันเลย เพราะเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เชื่อว่าครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหากไม่มีระบบการป้องกันและบริหารจัดการน้ำที่ดีแล้ว ความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้เห็นได้อีกเป็นแน่.

กลิ่น สระทองเนียม

Tags : , , , , , , , , | add comments

ระบบและกลไกกรองคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานชำรุด โดย…สมหวัง พิธิยานุวัฒน์

มหาอุทกภัยที่ประเทศไทยประสบคราวนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้มนุษย์ต้องคิดว่าจะอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นกัลยาณมิตรได้อย่างไร เราคงต้องเปลี่ยนความคิดว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมิใช่ธรรมชาติเป็นสมบัติของมนุษย์เสียแล้ว ในขณะนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสชมทีวีมากเป็นพิเศษ ได้ยินคำพูดติดหูหลายคำ คำหนึ่ง คือ “พนังหรือกั้นน้ำ” แล้วตามมาด้วย คำว่า “ชั่วคราว” “พังหรือชำรุดต้องแก้ไขด่วน” เห็นมหาอุทกภัยแล้วทำให้นึกถึงปัญหาการศึกษาไทยที่ไม่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นรากฐานของการอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา
เป็นที่ทราบกันดีว่าผลการทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ความสามารถในการอ่านของเด็กไทย โดยสมาคมนานาชาติว่าด้วยการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (International Association for the Evaluation of Educational Achievement : IEA) หรือ NT ของสำนักทดสอบทางการศึกษา หรือโอเน็ต ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ให้ผลตรงกันว่าคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่ในระดับน่ากังวล สู้ประเทศอื่นไม่ได้

ก่อนปี พ.ศ.2521 กลไกสำคัญ หรือคันกรองคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ การทดสอบระดับชาติทั่วไป ผู้ที่จะสอบผ่านตัวประโยคระดับมัธยมศึกษาต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 สถิติที่น่าสนใจ ในปี พ.ศ.2507 มีนักเรียนทั้งประเทศสอบผ่านเพียง ร้อยละ 18 จากร้อยละ 18 ถ้าใครต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาต้องผ่านการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา เรียกได้ว่าใช้แบบทดสอบระดับชาติเป็นเครื่องมือคัดกรองคุณภาพของนักเรียนอย่างจริงจังมาก ทำให้เกิดปัญหาเด็กตกซ้ำชั้นกลายเป็นปัญหาอันดับ 1 ของกระทรวงศึกษาธิการและการศึกษาไทยในขณะนั้น

ต่อมา ได้มีความพยายามปรับปรุงการศึกษาโดยเฉพาะมีข้อเสนอให้ปรับปรุงการจัดการประถมศึกษา และการผลิต และการพัฒนาครูใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2517 รัฐบาลในขณะนั้นตัดสินใจให้จัดระบบการจัดการศึกษาประถมศึกษาใหม่ แล้วทดเรื่องการปรับปรุงการผลิตและการพัฒนาครูไว้ก่อน ทั้งๆ ที่ในวงวิชาการเราทราบกันดีว่าคุณภาพครูมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของผู้เรียน

การปฏิรูปการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาใหม่ นำมาสู่การปรับปรุงหลักสูตร นับตั้งแต่ประกาศใช้หลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น (2521) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (2524) กระทรวงศึกษาธิการได้กระจายอำนาจการวัดและประเมินผลการเรียน การตัดสินได้/ตก และการจบหลักสูตรไปสู่ระดับสถานศึกษา (ซึ่งทราบดีว่า สถานศึกษาไม่พร้อมและมีมาตรฐานแตกต่างกันมาก เบื้องหลังต้องการแก้ปัญหาเด็กสอบตกซ้ำชั้นโดยให้มีการเลื่อนชั้นอัตโนมัติในการศึกษาขั้นพื้นฐาน) โดยต้องมีระบบและกลไกการสอนซ่อมเสริม และการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของการศึกษาของชาติโดยการวัดผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนในวิชาสำคัญตามหลักสูตรในระดับชั้นที่เป็นตัวประโยค คือ ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่เป็นการสอบแบบไม่มีผลต่อนักเรียนและสถานศึกษาโดยตรง

ในปี พ.ศ.2545 มีการเสวนาทางวิชาการเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ข้อสรุปว่า 1.ในการประเมินผลคุณภาพการศึกษาระดับชาติให้มีประเมินสาระพื้นฐาน รวมทั้ง วุฒิทางอารมณ์ (EQ : Emotional Quotient) ด้านความอดทน ฝ่าฟันอุปสรรค (AQ : Adversity Quotient) ตลอดจนการทดสอบภาคปฏิบัติและให้ทดสอบนักเรียนทุกคน ทุกชั้นปี สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ นักเรียนชั้น ม.3, ม.6 ให้ทดสอบความถนัดทางการเรียน (SAT) และให้นำผลไปใช้เข้ามหาวิทยาลัยโดยพิจารณาร่วมกับผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรของสถานศึกษาและผลการสอบเข้า (ถ้ามี) 2.ในอนาคตควรจัดตั้งองค์กรประเมินระดับชาติ ให้เป็นหน่วยงานอิสระรับผิดชอบการประเมินระดับชาติซึ่งอาจดำเนินการเป็นศูนย์ดำเนินการสอบระดับชาติเป็นองค์กรเดียว หรือเป็นหน่วยบริการการทดสอบระดับชาติที่จัดโดยภาคเอกชนโดยมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลตรวจสอบ 3.ประเทศไทยควรกำหนดมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ขั้นต่ำของผู้เรียนไม่ให้ต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย 4.ควรดำเนินการสอนซ่อมเสริมอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐานก่อนมีการเลื่อนชั้นของนักเรียนโดยไม่มีการสอบตกในแต่ละรายวิชา (เป็นการประกันคุณภาพระบบการเลื่อนชั้นอัตโนมัติ) 5.การส่งเสริมการประเมินผลระหว่างการเรียนการสอนโดยใช้การประเมินสภาพจริง การประเมินจากประจักษ์พยานการเรียนรู้ หรือแฟ้มสะสมงานการเรียนรู้ รวมทั้งการประเมินให้รอบด้าน 6.การพัฒนาผู้บริหาร พัฒนาครูให้มีการปรับปรุงการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องและการช่วยเหลือแนะนำครูของศึกษานิเทศก์

จากรายงานของกระทรวงศึกษาธิการสรุปว่า การทดสอบระดับชาติที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ ขาดทรัพยากรที่จะดำเนินการตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น อีกทั้งการทดสอบระดับชาติแบบไม่มีผลโดยตรงต่อผู้เรียนและสถานศึกษา ทำให้ผู้เรียน สถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้องไม่ให้ความสนใจในการทดสอบระดับชาติ นั่นหมายความว่า การทดสอบระดับชาติที่ไม่มีผลต่อผู้เรียนและสถานศึกษาโดยตรงไม่สามารถนำไปสู่การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของชาติได้ คือ ไม่บรรลุเป้าประสงค์แห่งเจตนารมณ์ของการทดสอบระดับชาตินั่นเอง

แม้ต่อมาจะแก้ไขปัญหาโดยให้มีองค์กรระดับชาติ คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติแล้วก็ตาม 6 ปีผ่านมา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติก็ยังติดกับดักเดิม คือ เป็นการจัดการทดสอบระดับชาติที่ไม่มีผลโดยตรงต่อผู้เรียนและสถานศึกษา ถึงมีความพยายามแก้ปัญหานี้เมื่อปี 2551 แต่ก็ยังไม่สำเร็จแม้ในปัจจุบัน สงสัยต้องคอยนารีขี่ม้าขาวมาช่วยเหลือแล้ว หรืออย่างไร

จากสภาพความเป็นจริงที่พบว่า การประเมินผลระหว่างเรียนของครูยังไม่ได้มาตรฐาน และไม่เป็นไปตามแนวคิดที่เห็นพ้องร่วมกัน ครูมีความรู้ความสามารถจำกัดในการประเมินผลการเรียนรู้ สถาบันผลิตครูยังไม่ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ การพัฒนาครูในเรื่องความสามารถทางการประเมินผลการเรียนรู้ตามมาตรา 26 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ยังไม่เป็นจริง

บทเรียนประการต่อมา กลไกในการกรองคุณภาพของผู้เรียนในระบบการเลื่อนชั้นอัตโนมัติไม่มีการปฏิบัติอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐาน จึงทำให้เกิดนักเรียนจบ ม.3 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เกิดขึ้น ถ้าปล่อยไปเช่นนี้ ประเทศไทยจะมีบัณฑิตพออ่านออกเขียนได้เป็นแน่

บทเรียนอีกประการหนึ่ง การพัฒนาผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์ มิได้มุ่งไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ เป็นการพัฒนาที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การพัฒนาผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์ เป็นเรื่องที่ต้องจัดระบบและกลไกดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มิใช่ดำเนินการตาม “โครงการ” เมื่อสิ้นสุดโครงการก็จบสิ้นกันไป

บทเรียนที่สำคัญยิ่ง ไม่มีใครเอาใจใส่ เรื่องการกำหนดมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ขั้นต่ำของผู้เรียนไม่ให้ต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ทำให้การศึกษาไทยไม่สามารถแข่งขันได้แม้ในกลุ่มประเทศอาเซียน

ฐานจำเป็นต้องซ่อมแซมทั้งระดับความคิดและการปฏิบัติอย่างจริงจังอย่าให้การศึกษาที่ไร้คุณภาพอยู่กับวงการศึกษาไทยอย่างถาวรเลย

—————-

(ระบบและกลไกกรองคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานชำรุด โดย…สมหวัง พิธิยานุวัฒน์)

Tags : , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันพฤหัสบดี ที่ 03 พฤศจิกายน 2554
ช่วยคืนรูปใกล้เคียงสภาพเดิม พร้อม “เทคนิคเก็บหนังสือหนีน้ำ” แม้ปล่อยจมก็ยังอยู่รอดปลอดภัย ไม่เปียก!

นอกจากทรัพย์สิน เอกสาร และสิ่งของสำคัญ ที่ต้องขนย้ายให้ปลอดภัยจากมวลน้ำไหลหลากแล้ว “หนังสือ” ก็ถือเป็นของมีค่าสำหรับหลาย ๆ คนเช่นกัน วันนี้ “เดลินิวส์แคมปัส” มีวิธีเก็บหนังสือหนีน้ำมาฝาก แต่หากเผลอทำเปียกก็มีเทคนิคแก้ไขง่าย ๆ ช่วยคืนรูปใกล้เคียงสภาพเดิม

เริ่มจากแบ่งหนังสือเป็นกอง ๆ แล้วหุ้มด้วยถุงพลาสติกชนิดหนาอย่างน้อย 2 ชั้นต่อ 1 กอง ใช้สก็อตเทปพันปิดปากถุงให้สนิท จากนั้น ใส่ลังพลาสติกที่มีฝาล็อค แล้วยิงกาวซิลิโคนรอบฝา ก่อนยกลังใส่ถุงพลาสติกใหญ่อีกชั้น มัดให้แน่น ทั้งนี้ สามารถใช้สก็อตเทปแบบเหนียวแทนกาวได้ เพียงพันรอบฝาลังหลาย ๆ รอบ แล้วยกขึ้นที่สูง แม้น้ำท่วมถึงก็ช่วยป้องกันได้

แต่หากเผลอทำหนังสือ “เปียกไม่มาก” ให้ใช้ผ้านุ่ม ๆ ซับน้ำส่วนเกินออก ห้ามเช็ดแรง เพราะจะเพิ่มความเสียหายแก่หนังสือ จากนั้น ค่อย ๆ สอดกระดาษ (ปราศจากหมึกและไม่มีสารที่ละลายน้ำได้) ไว้ระหว่างหน้าที่เปียก แล้วนำของหนักวางทับบนปก จะช่วยดูด และรีดน้ำออกได้เร็ว สำหรับหนังสือ “เปียกมาก” ควรเปลี่ยนกระดาษที่สอดทุก ๆ 30 นาที จนกว่าจะชื้น ทั้งนี้ เวลาปล่อยผึ่ง อย่างวางปกซ้อนกัน เพราะเมื่อแห้งแล้วจะติด เกิดความเสียหายได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , | add comments

ด้วยภาวะน้ำท่วมในปีนี้ ส่งผลให้โรงเรียนหลายแห่งต้องจมน้ำ และไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ ส่วนอีกหลายแห่งที่ยังไม่จมน้ำ ก็มีอันต้องเลื่อนเปิดภาคการศึกษาออกไปอีก แต่อย่างไรก็ดีโรงเรียนต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ของผลกระทบดังกล่าว ก็มีอันต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนอีกครั้ง เนื่องจากมีคำสั่งจากกระทรวงที่มีมติให้โรงเรียนเลื่อนเปิดภาคการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ออกไปอีกจนถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2554 หากเป็นเวลาปกติแล้ว ในภาคเรียนที่ 2 ของภาคการศึกษาปกติ ทางโรงเรียนจะมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้ง กีฬาสี งานปีใหม่ การแข่งขัน หรือแม้กระทั่งการการสอบคัดเลือก แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เวลาในการเรียนของนักเรียนสั้นลงขณะที่เด็กๆยังต้องมีเนื้อหาที่ต้องเรียนเท่าเดิม เห็นได้ดังนี้แล้วผู้ปกครองทุกๆท่าน ควรจะต้องมีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวในภาคการศึกษาที่2 ที่จะมาถึงอย่างดีที่สุด

Tags : | add comments

น้ำท่วม 2554

Posted by malinee on Saturday Oct 15, 2011 Under เกร็ดความรู้

ในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ข่าวสารที่เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดก็เห็นจะไม่พ้นเรื่องของน้ำท่วม ซึ่งแท้ที่จริงแล้วนั้น เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะเพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นกับคนรอบนอกหรือในต่างจังหวัดเป็นเวลาร่วม 3 เดือนแล้ว เพียงแต่ว่ากระแสของข่าวไม่มากระทบกระเทือนกับชาวกรุงเทพเท่าใดนัก นั่นเป็นเพราะว่ามีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ต่อเมื่อกระแสน้ำที่เชียวกราก ผสมกับปริมาณน้ำฝน คลุกเคล้าจนได้ที่กับน้ำทะเลหนุน จึงทำให้เกิดเมนูอาหารเช้าของทีมข่าวต่าง ๆ ทุกค่ายที่จะต้องเสริฟทุก ๆ ครอบครัวหลังจากลืมตาขึ้นในวันใหม่

จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในเรื่องของกระแสน้ำที่บุกทำความเสียหายให้กับพื้นที่ในวงกว้าง ทั้งในส่วนของเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเป็นเงินมหาศาลในครั้งนี้ สิ่งที่เราหลาย ๆ คนได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน หากเราคิดทบทวนดี ๆ แล้วมันเป็นเครื่องเตือนหรือเป็นครูที่สอนบทเรียนต่าง ๆ ให้กับเราได้มากมาย เพียงแต่ว่าบทเรียนในครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยน้ำตาของมวลชนทั้งเจ้าของกิจการ โรงงานอุตสาหกรรม เกษตรกร และรวมไปถึงหยาดเหงื่อของชายชาติทหารที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังทุก ๆ นาย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องรางบอกเหตุให้เราทุกคนพึงระวังตนเอง ไม่ให้ใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความประมาท ปัญหาหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นภายในสังคม อย่าคิดว่าเป็นสิ่งที่ไกลตัว อย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดน้ำท่วมเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาที่ จ. นครสวรรค์ สิงห์บุรี ลพบุรี ไม่มีใครคาดคิดว่าบัดนี้มวลกระแสน้ำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพ ด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่นเดียวกันปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม การศึกษา ที่คนที่มีฐานะ และสถานภาพทางสังคมที่ดี มักคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ต่อเมื่อวันหนึ่งที่ตนเองเป็นเหยื่อของมหันตภัย จึงจะรู้สึกหรือต้องการการแก้ไข ปรับปรุง และดูแล

หากทุกคนมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พร้อมที่จะเผชิญหน้า เสียสละและร่วมมือกัน ปัญหาต่าง ๆ ก็จะสามารถคลี่คลาย หรือ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรง เพื่อเพิ่มปัญหาให้เกิดความยากลำบากในการแก้ไขมากขึ้น
สุดท้ายนี้ขอองค์พระสยามเทวาธิราช ปกปักษ์ รักษา ปัดเป่า ให้ภัยธรรมชาติครั้งนี้ผ่านพ้นไปให้เร็วที่สุดด้วยเทอญ

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments