ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง หรือมีวิวัฒนาการเพียงไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงดำรงอยู่อย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือ การอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมเล็ก ๆ ซึ่งก็คือ ครอบครัว จนกระทั่งสังคมที่ใหญ่ขึ้น
ดวงตา เป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน ไวต่อเชื้อโรคมากที่สุด การดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันต้องเผชิญกับมลภาวะ และฝุ่นละอองเป็นจำนวนมาก จึงอาจเป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความผิดปกติได้
โรคตาแดง เป็นอีกโรคฮิตที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตาจากการติดเชื้อไวรัส เป็นกลุ่มอาดิโนไวรัส สามารถพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย และในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก โรคตาแดงมักจะระบาดในช่วงฤดูฝน อาการของโรคเกิดได้ภายใน 1-2 วัน ระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน
ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล เจ็บตา มักมีขี้ตามาร่วมด้วย ต่อมน้ำเหลือง หน้าหูมักเจ็บ และบวม มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน และจะติดต่อมายังอีกข้างได้ ถ้าระมัดระวังไม่ให้น้ำตาข้างที่ติดเชื้อไวรัสมาถูกตาอีกข้าง ก็จะช่วยป้องกันตาข้างที่ยังไม่มีอาการได้
อาการแทรกซ้อนของโรคตาแดง คือจะมีอาการเคืองตามาก ลืมตาไม่ค่อยได้ มักมีอาการกระจกตาอักเสบ ซึ่งจะดีขึ้นได้ประมาณ 3 สัปดาห์ หรือบางรายเป็น 1-2 เดือน ทำให้ตามัวพร่าอยู่เป็นเวลานาน
การป้องกันโรคตาแดง ทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้
1.ล้างมือด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ง
2.ไม่คลุกคลีหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยโรคตาแดง
3.ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
4.อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา เพราะเป็นพาหะของโรค
5.หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ให้สะอาดอยู่เสมอ
6.ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรค
7.หลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกสัมผัสที่ตา
การรักษา
ตาแดงเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส และยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง หากมีอาการป่วยเกิดขึ้น อาทิ มีขี้ตามาก ควรใช้ยาหยอดตา ถ้ามีไข้ เจ็บคอร่วมด้วย ก็ควรรับประทานยาลดไข้ หรือยาแก้อักเสบ ผู้ป่วยโรคตาแดง ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ห้ามขยี้ตา ไม่จำเป็นต้องปิดตาไว้ตลอด ยกเว้นถ้ามีอาการกระจกตาอักเสบ เคืองตามาก จึงปิดตาเป็นครั้งคราว และควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันแสง ควรงดการใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน ก่อนใช้มือสัมผัสที่ตา ควรล้างมือให้สะอาด ผู้ป่วยไม่ควรลงเล่นน้ำในสระ เพราะเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายทางน้ำได้
อย่าปล่อยให้เชื้อไวรัสมาแผลงฤทธิ์ เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการป่วยเป็นโรคตาแดง ต้องรีบทำการรักษา ถ้ารักษาด้วยการหยอดตาแล้วอาการยังไม่ทุเลา หรือมีอาการอื่นแทรกซ้อน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที หากชะล่าใจอาจเป็นอันตรายถึงขั้นตาบอดได้
รู้ไหมเอ่ย …. สุริยุปราคา
Posted by malinee on Monday Jan 30, 2012 Under Uncategorized, เกร็ดความรู้
ปรากฏการณ์ สุริยุปราคา “Solar eclipse” นั้น คือปรากฎการณ์ที่เงาของดวงจันทร์มาบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่สองมายังโลก แต่..
รู้หรือไม่ว่า ปรากฎการณ์นี้ จะอยู่ได้ไม่เกิน 8 นาที เนื่องจากความเร็วของโลกที่โคจรรอบดวงอาทิตย์
เนื้อหา : brainpoweer.com
หลาย ๆ ท่านคงได้ทราบข่าวเกี่ยวกับเด็กนักเรียน 7 คนที่ถ่ายรูปโชว์ส่วนสัด แล้วโพสต์รูปลงในเฟสบุ๊ค แล้วเกิดเป็นข่าวใหญ่โต เนื่องจากสังคมอินเตอร์เน็ตเป็นสังคมที่กว้างและรวดเร็ว จึงทำให้มีหน่วยงานราชการหลาย ๆ หน่วยงานต้องออกมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และพยายามที่จะแก้ปัญหา (ปลายเหตุ) หากเรามาลองทบทวนเหตุการณ์หรือภาพข่าวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิควีดีโอ คันหู ซึ่งเป็นที่แพร่หลายกันอยู่พักใหญ่ , คลิปเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งที่รุมทำร้ายเด็กหญิงอีกหนึ่งคน ในห้องเรียน หรือแม้กระทั่งนักศึกษาหนุ่มที่ล่อลวงนิสิตที่รู้จักกันผ่านสังคมออนไลน์ ไปเรียกค่าไถ่ จนสุดท้ายนิสิตสาวก็ถูกฆ่าตาย จะพบว่าสังคมไทยกำลังเสื่อมลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าการปกครองทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศเกิดปัญหาที่รุนแรง โดยไม่มีใครใส่ใจแก้ไขกันอย่างจริงจัง
การปกครองในระดับครอบครัว เรามักจะพบว่า ครอบครัวในยุคใหม่มักเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ทำงานทั้งสองคน ในช่วงวัยเด็กก่อนวัยเรียน เด็กก็จะอยู่กับพี่เลี้ยง ซึ่งมักตามใจเด็ก หากเขาอยากได้อะไรก็ต้องตามใจ หากขัดใจก็จะงอแง กรีดร้อง สิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้ ก็คือ ความงอแง หรือการกรีดร้องเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ หากครอบครัวใดมีลูกคนเดียว เด็กจะกลายเป็นผู้นำกฎในบ้าน นั่นคือเด็กสามารถจะทำทุกอย่างที่ตนเองต้องการ และไม่ทำทุก ๆ อย่างที่ตนเองไม่ต้องการ ทำให้กฎระเบียบภายในบ้าน ไม่สามารถนำมาใช้กับเจ้าตัวน้อยได้ หากปล่อยให้เด็กประพฤติตนในแบบดังกล่าว ก็จะกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยเอาแต่ใจตนเอง ยากในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่มีกฎระเบียบ หรือเมื่อเข้าโรงเรียนก็จะไม่เป็นที่ยอมรับให้เข้ากลุ่ม ซึ่งมีผลให้เด็กเก็บตัว หรือเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น หากบางครอบครัวที่ไม่สามารถจ้างพี่เลี้ยงได้ ก็จำเป็นที่จะต้องส่งเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งการส่งเด็กเข้าไปในสถานรับเลี้ยงเด็กนั้น อาจทำให้เขาเหล่านั้นมีทักษะทางสังคม และการใช้กล้ามเนื้อมือที่ดี แต่ในเวลาที่เขาอยู่กับพ่อแม่ อาจทำให้เขาเรียกร้องความสนใจ ซึ่งอาจแสดงออกมาในลักษณะของพฤติกรรมด้านลบ (บางรายอาจแกล้งพูดไม่ชัด , ทะเลาะกับเพื่อนหรือน้อง)หากพ่อแม่ไม่รู้เท่าทันไปตอบสนองกับความประพฤติในทางลบดังกล่าว ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดพฤติกรรมดังกล่าวมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการเพิกเฉยต่อพฤติกรรมด้านลบ และให้คะแนนหรือคำชมกับพฤติกรรมทางบวก เนื่องจากเด็กก่อนวัยเรียนนั้นต้องการความรัก ความเอาใจใส่ ดูแลจากพ่อแม่ หากพฤติกรรมใด ได้รับความสนใจหรือการตอบสนองไม่ว่าจะบวกหรือลบ เขาถือว่ามันคือความสนใจที่เขาได้รับ
เรามักพบว่าในช่วงปฐมวัย เด็กจะบ่มเพาะพฤติกรรมที่เป็นพื้นฐานนิสัยเมื่อโตขึ้น เช่นหากพ่อแม่รู้ไม่เท่าทันพฤติกรรมการเรียกร้อยความสนใจ ความเอาใจใส่จากพ่อแม่ในทางลบ ก็จะบ่มเพาะให้เขาเป็นเด็กที่แสดงออกในด้านลบเพื่อให้ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ เมื่อโตขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนต้น ซึ่งเป็นวัยที่เด็กมีความต้องการที่จะได้รับความสนใจจากพ่อแม่ก็น้อยลง แต่มีความต้องการการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนและสังคม เด็กก็เริ่มที่จะพยายามทำตัวเองให้เด่น เมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ในปัจจุบันเนื่องจากสิ่งเร้าในด้านลบมีมากมายมหาศาล การทำพฤติกรรมในด้านลบจึงดูเหมือนทำงานและได้ผลเร็วกว่าเด็กในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการบ่มเพาะให้มีความแข็งแรงทางด้านสำนึก ศีลธรรม และวัฒนธรรมในทางที่ดี ทำให้เด็กในกลุ่มนี้ขาดความยั้งคิดถึงการกระทำของตนว่าสมควรหรือไม่ ขอเพียงให้สิ่งที่ตนเองกระทำ ได้รับความสนใจจากกลุ่มเพื่อน หรือเป็นที่กล่าวขานก็พอใจแล้ว
กล่าวถึงการปกครองในระดับชาติ ในรัฐบาลต่อรัฐบาล ยังไม่เห็นการแก้ไขปัญหาทางด้านสังคม เยาวชน การศึกษาอย่างจริงจัง ทางภาครัฐมุ่งเน้นแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ , ค่า GDP มองแต่ภาคอุตสาหกรรม (ซึ่งเราใช้เทคโนโลยีของต่างชาติ 100%) ลืมหันกลับมามองเรื่องของการศึกษาที่ล้มเหลว ต่อเมื่อมีข่าวฉาวหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะลุกขึ้นมาวางกรอบแนวทางการแก้ไขในแต่ละครั้งโดยไม่คิดจริงจัง แล้วข่าวก็เงียบหายไป เหมือนสำนวนที่ว่า “วัวหายล้อมคอก”
หากเรายังคงปล่อยให้สังคมเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ โดยไม่คิดที่จะแก้ไขจากตัวเราเองและครอบครัวของเราก่อน ปล่อยการเลี้ยงดูลูกให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เราก็ต้องยอมรับได้ว่าสังคมในอนาคตที่ลูกหลานของเราคงจะมีสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าในปัจจุบันนี้เป็นแน่! หรืออาจจะมีโสเภณีในชุดนักเรียนเกลื่อนเมือง ขโมยที่มีเต็มบ้านเต็มเมือง สถานเริงรมย์ที่เปิดติดกับโรงเรียนอนุบาล มากขึ้นและมากขึ้นต่อไป
ไอคิว’สูง-ต่ำ’เด็กไทยเรื่อง(ไม่)เล็ก
Posted by malinee on Wednesday Jan 18, 2012 Under Uncategorized, เกร็ดความรู้จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์
วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555
ไอคิว’สูง-ต่ำ’เด็กไทยเรื่อง(ไม่)เล็ก ที่ต้องใส่ใจ โดย…พิมพ์ชนก ศรเพชร
“เด็กไอคิวสูง หรือที่เรียกว่า “เด็กอัจฉริยะ” ภาษาวิชาการเรียกว่า “เด็กที่มีความสามารถพิเศษในระดับสูง” เป็นเด็กเรียนรู้ได้รวดเร็ว จำได้ดี จะจัดการเรียนการสอนเหมือนเด็กปกติไม่ได้ จะทำให้เด็กมีปัญหาและเกิดความกดดัน” ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก บอกว่า “เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ได้เร็ว ครูควรเปลี่ยนการเรียนสอนให้ยากและท้าทายมากขึ้น แต่ใช้สาระการเรียนรู้เดียวกับเด็กอื่นๆ เขาจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ ให้ความสำคัญเรื่องที่เขาสนใจนอกเหนือจากการเรียนและใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ชอบ เพื่อลดความกดดัน เด็กกลุ่มนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญดูแล ส่วนใหญ่ไอคิว 160 ขึ้นไป หรือเฉพาะกรณีที่ไอคิวสูงมาก มีความสามารถพิเศษโดดเด่นกว่าคนอื่น”
“ถ้าพูดถึงเด็กที่ไอคิวต่ำ จริงๆ แล้วต้องจัดการเรียนการสอนต่างจากเด็กคนอื่น เน้นการเรียนการสอนที่ง่าย สอนซ้ำหลายๆ ครั้ง มีการสอนหลากหลาย ชัดเจน เข้าใจง่าย และต้องให้เวลาด้วย เพราะเขาต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน จะประเมินผลร่วมกับเด็กอื่นไม่ได้ ควรประเมินตามศักยภาพของเขา เพื่อจะได้เห็นพัฒนาการที่แท้จริง”
นอกเหนือจากการเรียน กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถของเด็ก อย่าง “ดนตรี ศิลปะ กีฬา เป็นอีกทักษะที่ต้องให้ความสำคัญ” ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก เน้นย้ำ
เพลงโมสาร์ท หรือเพลงบรรเลง ทำให้คลื่นสมองเปลี่ยนแปลง เกิดคลื่นอัลฟา เมื่อเด็กได้ฟัง สมองเขาจะผ่อนคลาย แล้วมีสมาธิมากขึ้นถึงในระดับที่ดีมาก เห็นมั้ยว่าดนตรีมีส่วนทำให้เด็กมีสมาธิ สามารถเรียนรู้และจดจำได้รวดเร็วขึ้น
กีฬามีส่วนพัฒนาระดับสติปัญญาของเด็ก เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำทำให้สมองตื่นตัว แข็งแรง เมื่อสุขภาพจิตดีเด็กก็มีการเรียนรู้ดีขึ้น ด้านศิลปะมีส่วนช่วยในการพัฒนาอารมณ์และเป็นตัวแทนด้านความคิดจิตใจ ที่สำคัญทำให้เด็กมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
“อยากฝากถึงภาครัฐ ครูผู้สอน ผู้บริหาร เปลี่ยนทัศนคติและทำความเข้าใจใหม่ เพราะปัจจุบันมีการจัดการเรียนสอนแบบขนมชั้น ไล่ระดับชั้นไปเรื่อยๆ ไม่มีการซ้ำชั้น เหมือนถูกผลักไปเรื่อยๆ ตามชั้นเรียนต่างๆ ปัจจุบันพบว่า มีเด็ก ป.6 อ่านหนังสือไม่คล่อง เห็นมั้ยว่าเกิดปัญหาแล้ว ควรให้เด็กได้รับการศึกษาตามศักยภาพและระดับการเรียนรู้ จัดให้มีการทดสอบก่อนเรียน จัดการเรียนการสอนให้ตรงกับระดับสติปัญญาและความสามารถของเด็ก” ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก กล่าวทิ้งท้าย
นพ.อภิชัย มงคล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “จากการสำรวจระดับไอคิวเด็กอายุ 6-15 ปี เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ไอคิวเฉลี่ยเด็กไทยอยู่ที่ 91 ปัจจุบันไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 98.59 ถึงจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึงเกณฑ์ที่ควรเป็นไปตามมาตรฐานโลก เฉลี่ยอยู่ที่ 100 แม้ว่าระดับไอคิวใกล้เกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและน่าเป็นห่วง”
คุณหมอบอกอีกว่า องค์การยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลกกล่าวถึงการพัฒนาสติปัญญาทำได้ 3 ปัจจัย คือ การบริโภคเกลือไอโอดีน การพัฒนาการเลี้ยงดูของครอบครัว ปัจจัยสุดท้ายคือ การพัฒนาการเรียนการสอน แต่ที่ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การบริโภคเกลือที่มีไอโอดีน เกลือไอโอดีนมีความสำคัญต่อการพัฒนาเซลล์สมอง ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ถ้าไม่ได้รับไอโอดีนที่เพียงพอก็จะทำให้สมองหยุดการพัฒนา ทำให้ระดับการเรียนรู้ไม่ดี ถ้าขาดไอโอดีนมากก็จะทำให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกายและสติปัญญา ระดับไอโอดีนที่ควรได้รับนั้นมีปริมาณน้อย แต่ไอโอดีนไม่สามารถสะสมในร่างกายได้นาน จึงต้องบริโภคไอโอดีนเป็นประจำทุกวัน
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผอ.สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “ปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาระดับสติปัญญาของเด็ก คือ อาหารและสุขภาพ เด็กต้องได้รับอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมองและพัฒนาการเรียนรู้ ส่วนเรื่องสุขภาพต้องได้รับการดูแลตั้งแต่ในครรภ์ สมองและร่างกายต้องไม่ได้รับการกระทบกระเทือน จนเป็นปัญหาสุขภาพส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญญา”
คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็ก บอกด้วยว่า เด็กแต่ละคนมีระดับสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน คนที่อยู่กับเด็กต้องมีความรู้ ความเข้าใจ พัฒนาให้เขามีการตอบสนองต่อการเรียนรู้ มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาการเรียนรู้ มีสื่อ กิจกรรมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มทักษะด้านต่างๆให้กับเด็ก
สาเหตุที่ทำให้สติปัญญาเด็กหยุดพัฒนา คือ สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือป่วยจากโรคที่ส่งผลต่อภาวะทางสมอง อย่างเช่น โรคไข้สมองอักเสบ ที่อาจทำให้สมองหยุดการเรียนรู้ไป ถึงจะฟื้นกลับมาได้ แต่ไม่ปกติเท่าเดิม
“การฟื้นฟูส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก อย่างพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ ต้องทำให้สมรรถภาพการทำงานกับประสาทสัมพันธ์กัน “การเล่น” กับเด็กเป็นสิ่งคู่กัน ช่วยคลายความเครียด ทำให้ผ่อนคลายและสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ให้ตัวเด็กด้วย” คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็ก กล่าว
เด็กที่ไม่ได้รับการพัฒนาระดับสติปัญญาและส่งเสริมความรู้ความสามารถให้ถูกทางถือว่าเป็นการเสียโอกาส เพราะการพัฒนาการเรียนรู้เป็นพื้นฐานที่เด็กต้องได้รับ เพียงแต่ อย่าละเลยการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ตามวัย เด็กจะได้เติบโตขึ้น เป็นกำลังสำคัญที่พัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
เมื่อเด็กก้าวเข้าสู่ตอนปลายอนุบาล 3 จะเป็นช่วงที่เด็กจะต้องมีการฝึกอ่าน และเขียนให้คล่องแคล่วมากขึ้น การฝึกในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ต้องจัดกิจกรรมการอ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ระบบโรงเรียนที่เป็นแบบปกติ นั่นคือโรงเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ซึ่งภาษาไทยจะเป็นแกนกลางของการอ่านในทุก ๆ วิชา ในช่วงแรกต้องให้เด็กสามารถอ่านตัวหนังสือที่มีแต่สระโดยไม่มีตัวสะกดและวรรณยุกต์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มตัวสะกด และวรรณยุกต์ หรืออาจจะทำเป็น flash card สระ แล้วให้คิดตัวพยัญชนะใส่เข้าไป แล้วออกเสียงให้ถูกต้อง หรืออาจเล่นเกมส์ต่อคำโดยให้เป็นคำพ้องเสียง ในเวลาที่อยู่ในรถ ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ ก็ใช้เป็นความคิดแทน
สำหรับเด็กที่เรียนในโรงเรียนสองภาษาก็จะต้องเน้นทั้งสองภาษา การเรียนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพในเรื่องของการอ่าน ระบบที่จะทำให้เด็กสามารถอ่านได้เร็วที่สุด ก็คือ phonics เนื่องจากเป็นการจำรูปแบบของการวางสระ ซึ่งมีเพียง 5 ตัวแต่สามารถแบ่งออกเป็น สระเสียงสั้น (short vowel sound) และ สระเสียงยาว (long vowel sound) ได้ขึ้นอยู่กับแบบรูปที่วาง โดยเด็กจะต้องผ่านเสียงของพยัญชนะทั้งหมดก่อน เพื่อให้สามารถอกเสียงทั้ง เสียงต้น (beginning sound) และเสียงท้าย (ending sound) ต่อมาก็ แล้วจึงจะเข้าสู่การเรียนสระเสียงสั้น และต้องเพิ่ม sight word บางคำ ซึ่งไม่เข้ากฏของ phonics เมื่อสิ้นสุดสระเสียงสั้นทั้งหมด เด็กก็จะสามารถอ่านได้บ้างแล้ว (เราสามารถเลือกหนังสือ หรือบทความสั้น ๆ ให้หัดอ่านได้จาก website ซึ่งบางเว็บสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งภาพและเสียง) และต่อมาก็ยังเป็นช่วงของสะเสียงยาว , r-controlled soundในช่วงนี้พ่อแม่ผู้ปกครองหลาย ๆ คนมักจะประเมินว่าตนเองนั้นไม่สามารถให้ความรู้หรือสอนลูกได้ แต่ความจริงแล้ว เราไม่ได้เป็นตัวหลักเพียงแต่เป็นตัวช่วย และนอกจากนี้แล้วยังมีแหล่งข้อมูลใน website ต่าง ๆ มากมายที่จะเป็นฐานข้อมูลให้เราได้ และผลที่เราจะได้รับก็คือ ทำให้กระบวนการในการอ่านไปได้เร็วมากขึ้น สร้างความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีกับการเรียน เนื่องจากในการเรียนแบบสองภาษา ก็จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นแกนกลางในการเรียนหลาย ๆ วิชา หรืออาจจะทุกวิชาเลยก็ได้
เรามักพบว่าเด็กที่มีพัฒนาการในการอ่านช้า จะทำให้ไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียน ดังนั้นในช่วงของการฝึกอ่าน ฝึกสะกดจะเป็นช่วงที่สำคัญที่จะทำให้เด็กแต่ละคนมีทัศนคติที่ดีการเรียนหรือไม่ หากทัศนคติในการเรียนไม่ดี มันจะทำให้เขาหันเหความสนใจไปในเรื่องอื่น ซึ่งในยุคสมัยนี้มีสิ่งเร้ามากมาย ซึ่งมักจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความคิดที่ไม่ดีมากกว่าการทำดี เป็นการตัดโอกาสของตนเองที่จะก้าวไปในอนาคตที่ดี
ในทางกลับกันเด็กที่ได้รับการฝึก การพัฒนาการอ่านที่ดี เขาจะ สามารถอ่านประโยคสั้น ๆ ได้แล้ว คราวนี้ก็ต้องฝึกให้หัดแบ่งวรรคตอน เพื่อการจับใจความ ซึ่งโจทย์ทางคณิตศาสตร์นั้นจะต้องอ่านโดยเว้นวรรคตอนให้ดี เขาถึงจะสามารถจับใจความได้ว่าโจทย์ดังกล่าวให้อะไรมาบ้าง แล้วตีความได้ว่าโจทย์ต้องการอะไร เมื่อฝึกบ่อย ๆ
เขาก็จะมีประสบการณ์ที่จะตีความได้ด้วยตนเอง จากข้างต้นท่านผู้ปกครองจะเห็นได้ว่า การอ่านเป็นส่วนสำคัญและมีผลอย่างยิ่งต่อการเรียนคณิตศาสตร์ หากท่านผู้ปกครองต้องการให้ลูก ๆ หลาน ๆ เก่งคณิตศาสตร์ ท่านก็จำเป็นต้องส่งเสริมเด็ก ๆ ในเรื่องการอ่านและการตีความด้วยเช่นกัน
ครูจา
หลักสูตรวิชาชีพจะให้ได้ผลต้องเปลี่ยนแนวคิดวิธีจัดกันใหม่
Posted by malinee on Tuesday Dec 27, 2011 Under Uncategorizedจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2554
จากการที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายต้องการส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้มีทักษะด้านอาชีพ เพื่อรองรับกับการมีงานทำและเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพด้านการประกอบอาชีพในอนาคต พร้อมรองรับกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องดี หากหลักสูตรที่ว่านี้มีเป้าหมายมุ่งพัฒนาความสามารถเด็กที่แต่ละคนมีอยู่อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดในการศึกษาต่อระดับสูงทั้งสายสามัญและสายอาชีพจนเกิดความเป็นเลิศเต็มตามศักยภาพที่มีอยู่อย่างแท้จริง แต่หากเป็นหลักสูตรวิชาชีพที่ไปบังคับเด็กต้องเรียนตามที่ฝ่ายเหนือกำหนดโดยไม่นึกถึงศักยภาพความต้องการของเด็กแล้วประโยชน์ก็คงเกิดขึ้นไม่มากนัก สุดท้ายก็คงเหลือแค่ว่ามีหลักสูตรวิชาชีพเพิ่มให้เด็กต้องเรียนรู้เพื่อสอบให้ได้คะแนนผ่านตามเกณฑ์เท่านั้น
หากผลสำเร็จเกิดได้แค่นี้ก็คงไม่ต้องมาคิดกันใหม่เพราะด้วยหลักสูตรการศึกษาที่ผ่านมาแทบจะทุกฉบับต่างก็ได้กำหนดการเรียนรู้พื้นฐานด้านวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการศึกษา พ.ศ. 2503 ที่ได้กำหนดอยู่ในส่วนหัตถศึกษา หลักสูตร พ.ศ. 2521 เป็นวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) หรือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็จัดอยู่ในกลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นต้น
นอกจากนั้นในส่วนของระบบการจัดการศึกษาของชาติก็จัดให้มีสายอาชีพไว้อย่างชัดเจน ทำให้การเรียนรู้วิชาชีพจึงมิใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ที่ผ่านมาการพัฒนาส่งเสริมทักษะด้านอาชีพให้กับเด็กและเยาวชนยังไม่บรรลุเป้าหมายของการจัดตั้งการศึกษาสายอาชีพเท่าที่ควร ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากเจตคติของเด็กและผู้ปกครองกับการศึกษาในยุคหลัง ๆ จนถึงปัจจุบันแปรเปลี่ยนไป ด้วยไปคิดว่าการประกอบอาชีพตามสิ่งที่บรรพบุรุษทำกันมามีความลำบากหรือด้อยเกียรติไม่เหมือนการทำงานในห้องแอร์เป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งที่อาชีพด้านเกษตรกรรมและงานฝีมือต่าง ๆ นั้นมีความพร้อมในทรัพยากรที่จะดำเนินการอย่างดียิ่งก็ตาม เมื่อความต้องการเป็นไปเช่นนี้การศึกษาของเด็กจึงมุ่งไปทางสายสามัญเป็นส่วนใหญ่โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ปริญญา โดยที่ไม่รู้ว่าจะมีงานใดมารองรับได้ในอนาคต
ส่วนการจัดการศึกษาสายอาชีพเองก็มุ่งไปทางด้านปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้การเรียนรู้วิชาชีพหนักไปทางทฤษฎีมากกว่าที่จะสร้างสมทักษะประสบการณ์ภาคปฏิบัติจนเกิดความชำนาญด้านปฏิบัติจริง เมื่อรวมถึงความไม่พร้อมของสถาบันการจัดการศึกษาอาชีพเองที่ขาดความพร้อมและความทันสมัยของเครื่องมือ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ในการที่จะฝึกให้กับผู้เรียน แต่เมื่อจบออกมาต้องเจอกับเครื่องรุ่นใหม่จึงไม่สามารถดำเนินการได้หรือขาดความชำนาญซึ่งจะผิดกับเด็กที่อยู่ตามอู่รถหรือร้านซ่อมครุภัณท์ต่าง ๆ แม้ไม่ได้เรียนรู้หลักการทฤษฎี แต่จากการที่ได้ฝึกปฏิบัติจริงกับเครื่องยนต์ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ที่แตกต่างกันอยู่ทุกวันทำให้เกิดทักษะประสบการณ์ ความชำนาญจึงมีมากกว่า แต่เด็กกลุ่มนี้กลับไม่มีโอกาสที่จะได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างสูงด้วยไม่มีวุฒิการศึกษา ทั้งนี้เพราะการรับบุคลากรเข้าทำงานทั้งในภาครัฐ และเอกชน ต่างก็ยังต้องใช้วุฒิการศึกษามาเป็นคุณสมบัติในการรับคนเข้าทำงานมากกว่าจะดูที่ความชำนาญและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และที่ร้ายกว่านั้นก็ยังมีบริษัทภาคเอกชนจำนวนไม่น้อยที่ทำธุรกิจมุ่งแต่ผลกำไรเป็นหลักจึงคิดจ้างแต่แรงงานราคาถูกไม่มีคุณภาพเข้ามาดำเนินการ จึงทำให้ผู้จบการศึกษาสายอาชีพถูกกดค่าแรงตามไปด้วยจึงไม่ค่อยมีผู้สนใจที่จะเรียนสายอาชีพมากนัก
ดังนั้นการที่จะคิดพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีทักษะอาชีพตามที่ตนเองถนัด เพื่อให้สามารถสร้างผลงานหรือผลิตงานเป็น “เถ้าแก่น้อย” ในอนาคตได้คงจะต้องปรับเปลี่ยนเจตคติและวิธีการพัฒนาในหลาย ๆส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเลยก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของเจตคติด้านการศึกษาของผู้ปกครองเอง ที่จะต้องเปลี่ยนทัศนคติจากที่ต้องการเห็นลูกเรียนเก่งด้านวิชาการสายสามัญเพื่อหวังเข้าโรงเรียนเด่น มหาวิทยาลัยดังและมีเป้าหมายอยู่ที่ปริญญาอย่างเดียว ทั้งที่ลูกหลานมีศักยภาพด้านสายอาชีพอยู่ในตัว หากเป็นเช่นนี้ก็ต้องหันมาส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้งานด้านอาชีพตามศักยภาพและทักษะที่มีอยู่อย่างเต็มที่บ้าง เพื่ออนาคตข้างหน้าจะได้ประกอบอาชีพตรงกับความถนัดและความสนใจ และที่สำคัญจะทำให้การเรียนรู้ในปัจจุบันมีความสุขและเกิดคุณค่ากับผู้เรียนอย่างแท้จริง
ส่วนในด้านหลักสูตรและวิธีการพัฒนาก็คงต้องจัดให้สอดคล้องกับวัยและระดับการศึกษาของเด็ก เช่น ระดับประถมศึกษา ก็คงจะต้องเน้นด้านจิตสำนึกของเด็กให้มีนิสัยรักการทำงาน มีเจตคติที่ดีกับงานสุจริต และมีความมุ่งมั่น อดทนกับการทำงาน มากกว่าที่จะไปเน้นให้ฝึกทักษะจนสามารถประกอบอาชีพได้ เพราะยังเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่นั่นเอง ส่วนระดับมัธยมศึกษา นอกจากจะเน้นการสร้างจิตสำนึกให้มีนิสัยรักการทำงานแล้วก็คงจะต้องวางรากฐานในวิชาชีพที่ผู้เรียนมีความถนัดและศักยภาพที่มีอยู่อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ด้วยวิธีการเปิดโรงเรียนเฉพาะทางรองรับศักยภาพด้านต่าง ๆ เช่นเดียวกับ โรงเรียนกีฬา หรือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ให้มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยทำให้เด็กได้รับการพัฒนาตรงตามศักยภาพ ความสามารถที่มีอยู่และเรียนรู้พร้อมฝึกในสิ่งที่ตนเองมีความถนัดอย่างลึกซึ้ง ต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้น ๆ ในอนาคต ไม่ใช่ถูกบังคับให้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่มีทักษะความสามารถ ผลที่เกิดขึ้นก็คงไม่ผิดกับเป็ดง่อยเป็นแน่
ส่วนวิธีการจัดการศึกษาสายอาชีพโดยตรงนั้นก็ควรมุ่งเป้าไปที่การผลิตบุคลากรด้านวิชาชีพสาขาต่าง ๆ ให้เกิดความเชี่ยวชาญ เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องสามารถปฏิบัติงานในสาขาวิชาชีพที่เรียนมาอย่างมีคุณภาพ ความสำเร็จส่วนนี้คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการดำเนินงานของสถานศึกษาฝ่ายเดียวแต่คงจะต้องอาศัยทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานโดยเฉพาะบริษัท ห้างร้าน ภาคเอกชน ที่มีความพร้อมและทันสมัยทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญในงานแต่ละสาขาหากสามารถทำ MOU กับเครือข่ายภาคีที่ว่านี้ได้แล้ว สถาบันการศึกษาก็ควรจะทำหน้าที่เพียงให้ความรู้ด้านหลักการ ทฤษฎี เท่านั้น ส่วนการฝึกปฏิบัติจริงควรให้เป็นหน้าที่ของภาคีเครือข่าย ซึ่งหากสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้แล้วเมื่อภาคเอกชนเห็นว่าผู้เรียนมีความชำนาญในการปฏิบัติงานในสาขาที่ฝึกก็สามารถรับเข้าทำงานได้เลยโดยไม่ต้องมาสนใจกับใบประกาศหรือปริญญาบัตรเช่นปัจจุบันอีกต่อไป หากทำได้เช่นนี้ผู้เรียนก็จะมีความเชี่ยวชาญและมีงานในสาขาที่ถนัดทำ ส่วนบริษัทก็จะได้บุคลากรที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ ซึ่งก็จะส่งผลถึงคุณภาพของงานก็เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย
ส่วนสุดท้ายที่รัฐบาลจะต้องเร่งส่งเสริมและดำเนินการให้เป็นผลอย่างต่อเนื่องและได้มาตรฐาน ก็คือ ต้องหาตลาดรองรับกับผลผลิตสินค้าของชุมชนที่จะเกิดขึ้นจากการผลิตของบรรดาเถ้าแก่น้อย รวมถึงการตั้งราคามาตรฐานกลางที่สามารถทำให้ผู้ผลิตมีรายได้อย่างสมเหตุสมผล เพียงพอกับการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่ส่งเสริมให้ประชาชนผลิตสินค้าแต่ไม่มีตลาดหรือแหล่งที่จะรับซื้อรองรับให้ ซึ่งการที่ผู้ผลิตไม่มีความสามารถในด้านการตลาดแม้สินค้าจะมีคุณภาพก็ไม่อาจทำให้สินค้าขายดีอยู่ได้เช่นกัน
จึงเห็นได้ว่าการคิดหรือหาวิธีการที่จะทำให้เด็กและเยาวชนไทยมีนิสัยรักการทำงานหรือมีทักษะในการประกอบอาชีพตามที่ตนเองถนัดหรือชอบได้นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แค่ทำให้มีหลักสูตรวิชาชีพหรือการบังคับให้เด็กต้องเรียนรู้อย่างเดียว แต่ความสำเร็จอย่างมั่นคงจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยองค์ประกอบในหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันหาทางที่จะทำให้ปัจจัยรอบข้างที่ว่านี้มีเจตคติหรือแนวดำเนินการไปในทางเดียวกันให้ได้ มิฉะนั้นแล้ว ความสำเร็จด้านวิชาชีพของเด็กไทยก็คงไม่ต่างไปจากหลักสูตรการศึกษาเดิม ๆ ที่ใช้กันมา คือ เรียนให้ครบจบหลักสูตรแล้วก็ไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพตามสาขาที่เรียนมาได้ สุดท้ายก็ออกไปแข่งขันเป็นมนุษย์เงินเดือนต่ำกับสายสามัญอยู่เช่นเดิมต่อไป.
กลิ่น สระทองเนียม
ชี้การศึกษาไทย’ระบบขนมชั้น’
Posted by malinee on Friday Dec 23, 2011 Under Uncategorized, ข่าวการศึกษาจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ชี้การศึกษาไทย’ระบบขนมชั้น’ อนาคตเด็กอัจฉริยะ’สมองฝ่อ-สูญสิ้น’ โดย… ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ
โจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องร่วมหาคำตอบให้เร็วที่สุด กับเด็กเยาวชนอนาคตของชาติที่กำลังเผชิญกับการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ ส่งผลให้กล้าไม้พันธุ์ดี เฉกเช่น “เด็กที่มีความสามารถพิเศษ” หรือ “เด็กอัจฉริยะ” หรือ “เด็กหัวกะทิ” ไร้ซึ่งปุ๋ยคุณภาพบำรุงรากให้เติบโตเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ให้ร่มเงาแก่สังคมต่อไป
ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษและเด็กที่มีความต้องการพิเศษแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะ “กูรูเด็กอัจฉริยะ” บอกว่า เป็นที่ทราบกันว่า ” เด็กที่มีความสามารถพิเศษ” สมองที่เป็นเลิศทางความคิดด้านทักษะต่างๆ เหนือกว่าคนปกติ ถ้าคิดชอบจะทำอะไรต้องทำได้สำเร็จ และผลงานออกมาดี แต่ “น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะยุคไหน รัฐบาลใครก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลอย่างถูกวิธีให้เขาได้ใช้ศักยภาพสร้างสังคมให้ทัดเทียมนานาประเทศ”
ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน ภาพที่ปรากฏด้านเด็ก การจัดการการศึกษาของไทย ยังคงเดินตามหลังประเทศแถบยุโรปอยู่มาก ทั้งๆ ที่มีแนวทางการจัดที่สามารถนำการศึกษาให้มีคุณภาพได้ แต่ติดที่ไม่มีใครคิดที่จะวางแผนการจัดการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ตราบใดที่การเมืองยังคิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องของรัฐบาล รัฐบาลใหม่ กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะอีกกี่ปีการศึกษาก็ยังคงไม่มีคุณภาพเช่นเคย
“สถิติเด็กเกิดประมาณ 7-8 แสนคนต่อปี จะมีเด็กที่มีความสามารถพิเศษประมาณจำนวน 7-8 หมื่นคนต่อปี เกือบทั้งหมดที่ถูกลืมจากสังคมผู้มีอำนาจบริหารการจัดการ ท้ายที่สุดพวกเขาต้องกลับคืนสู่สังคมเสมือนคนปกติทั่วไปมาถึงวันนี้”
ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาที่ทำงานด้านนี้ ยอมรับว่าเหนื่อยมาก เหนื่อยจริงๆ แทนที่จะสนับสนุนส่งเสริมเด็กที่มีอยู่จำนวนน้อยมากได้รับการพัฒนา…แต่กลับต้องวิ่งป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกไป ซึ่งมันยากและเหนื่อยกว่ากันเยอะ
ถามว่าวันนี้ควรจะเริ่มได้หรือยัง “กูรูเด็กอัจฉริยะ” บอกว่า มันควรเริ่มได้ เพราะการเริ่มต้นไม่มีคำว่าสาย เริ่มจากการปรับ ” การศึกษาที่เป็นแบบขนมชั้น” ไม่มีซ้ำชั้นเรียน ให้ ” เรียนตามศักยภาพ” ก่อนเข้าเรียนเด็กทุกระดับชั้นต้องทำ “แบบทดสอบเพื่อวัดการศึกษารายบุคคล” เพื่อจัดว่าเด็กมีความรู้แต่ละวิชามากน้อยแค่ไหน แล้วจัดให้เข้าเรียนตามชั้น เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แบบ 3 ชั้นตามลำดับความยาก เช่น เด็กบางคนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้น 1 แต่วิชาวิทยาศาสตร์เรียนชั้น 3 บางคนทุกวิชา แต่ระดับชั้นต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถพิเศษของเด็กแต่ละคน
ส่วนครูก็ต้องมีเครื่องมือที่จะวัดเด็ก เสมือนคุณหมอมีเครื่องมือใช้ตรวจผู้ป่วยว่าจะมีแนวทางการรักษาด้วยวิธีใด แต่ครูไทยไม่มีอะไรสักอย่าง เด็กมาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ใครเรียนได้ไม่ได้ก็ไม่รู้ หากเด็กทำไม่ได้ก็ลอกเพื่อน สุดท้ายก็ไม่ได้เลื่อนชั้นอยู่ดี
“ครูไทยสอนคูณเลข ทั้งๆ ที่เด็กบางคนยังบวกเลขไม่เป็นด้วยซ้ำ ยังไงละเด็กคนนั้นก็ตายไปเลย บวกเลขก็ยากแล้วยังต้องมาคูณ แต่ถ้ามีการสอบวัดแวว และเรียนตามชั้น เชื่อว่าประเทศไทยจะมีทรัพยากรบุคคลที่มีค่าต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต” กูรูเด็กอัจฉริยะ กล่าว
“กูรูเด็กอัจฉริยะ” บอกว่า การจัดการศึกษาและดูแลให้เข้ากับสภาพของเด็ก ยกตัวอย่างเด็กนักเรียนในคนหนึ่งในโครงการ ศึกษาอยู่ชั้นป.5 วันปกติจะเรียนที่โรงเรียนกับเพื่อนวัยเดียวกัน ชั้นเดียวกัน ส่วนวันเสาร์ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย “กูรูเด็กอัจฉริยะ” เล่าว่าตอนที่เรียนที่ห้องกับเพื่อนๆ เด็กมีพฤติกรรมไม่ดี ก้าวร้าวกับครู ไม่ส่งการบ้าน หนีเรียน แต่ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อน คณาจารย์ที่มหาวิทยาลัยชื่นชมเด็กคนนี้ว่า นิสัยดี ตั้งใจเรียน เข้ากับทุกคนได้ดี นั่นแสดงว่า เด็กจะทำได้ดีเพราะเขาอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่
“ตอนที่อาจารย์เรียนอยู่ต่างประเทศ มีเด็กคนหนึ่งเรียนระดับประถม แต่ไปเรียนกับพี่ๆ ในมหาวิทยาลัย พอตกกลางคืนพี่ๆ จะไปเที่ยวสาว พกถุงยางอนามัยติดตัว เอาออกมาให้น้องดู น้องก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ใช้ทำอะไร น้องก็เลยไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอ่าน เห็นไหมตลกนะเพราะในบางมุมเขาก็ยังเด็กๆ” “กูรูเด็กอัจฉริยะ” กล่าว
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็ก และวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เด็กที่มีความสามารถพิเศษไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม จะต้องได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี หากแต่เขาถูกปล่อยปละจะทำให้สมองกลับสู่ภาวะปกติ เช่น มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์ แต่หากเด็กต้องไปเรียนดนตรี เขาจะทำไม่ได้ดีเท่าสิ่งที่เขาชื่นชอบ แต่หากได้เรียนคณิตศาสตร์เขาจะทำได้ดี และได้เร็วกว่าคนอื่นๆ เช่น ใช้เวลาเรียน 10 วัน แต่เด็กคนนี้อาจเรียนแค่ 5 วัน
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปยัดเยียดให้เขาเรียนหนัก ฝึกหนัก นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพียงแค่อย่าให้เขาทิ้ง ต้องได้เรียนสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากเด็กไม่ได้อยู่ทำในสิ่งที่เขาชอบและมีความสามารถ จะส่งผลให้สมองที่เป็นอัจฉริยะกลายเป็นคนปกติทั่วไป หรือที่เรียกว่า สมองฝ่อไปเลยก็ได้
ขณะเดียวกันการดูแลด้านจิตใจ อารมณ์ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเพื่อนที่เรียนวัยเดียวกันอาจจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เพราะความคิดเขาเหมือนผู้ใหญ่ในเรื่อง หรือเมื่อคุยกับผู้ใหญ่อาจจะไม่รู้เรื่อง เพราะในบางมุมอาจมีนิสัยเป็นเด็ก ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องดูแลอย่างเหมาะสม ปรึกษานักวิชาการควบคู่ไปด้วย
————————————————————
ลูกเราเป็นโรค “สมาธิสั้น” หรือเปล่า
Posted by malinee on Monday Dec 19, 2011 Under Uncategorizedจากหนังสือพิมพ์เมเนเจอร์ออนไลน์
myfristbrain.com
วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554
โรคสมาธิสั้นเป็นความผิดปกติของพฤติกรรมและอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมกับอายุและระดับพัฒนาการ พบได้ร้อยละ 2-7 และพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 4-6 เท่า อาการจะเกิดก่อนอายุ 7 ขวบ และแสดงออกอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน จนทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการเรียน
อาการของเด็กสมาธิสั้น แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กด้วย ได้แก่
1. สมาธิสั้น เด็กมักไม่สามารถสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นาน เบื่อง่าย ขาดความตั้งใจ ไม่ใส่ใจเรียน
2. พฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง เด็กจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซุกซนมากกว่าปกติ ติดเล่น วิ่งวุ่นไปมา หรือปีนป่ายในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม พูดมากเกินไป
3. หุนหันพลันแล่น มักทำตามใจตนเอง ขาดการยั้งคิด ทำไปด้วยอารมณ์ สะเพร่า ประมาทเลินเล่อ ทำงานบกพร่องผิดพลาด ดื้อ ก้าวร้าวเกเร มีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น
สาเหตุของสมาธิสั้น ได้แก่
พันธุกรรม ผลการศึกษาส่วนใหญ่เชื่อว่าโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยพบว่าเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีโอกาสเป็นมากกว่าเด็กอื่นถึง 4 เท่า การที่พ่อแม่ติดเหล้า บุหรี่ สารเสพติด หรือมีโรคภูมิแพ้ในครอบครัว ก็เชื่อว่าเป็นสาเหตุเช่นกัน
ความผิดปกติของสมอง เช่น สมองส่วนที่ควบคุมสมาธิทำงานผิดปกติ สมองถูกกระทบกระเทือน คลื่นสมองผิดปกติ หรือสารเคมีบางอย่างในสมองไม่สมดุล เช่น โดปามีน เซโรโทนิน ทำให้เด็กไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดี แม้เด็กจะพยายามควบคุมตนเองแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ยังพบปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กสมาธิสั้น อีก 3 ประการ คือ
อาการสมาธิสั้นจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อม คือ ภาวะที่เด็กได้รับสารตะกั่วมากเกินไป จากการสำรวจพบว่าเด็กในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่นจะมีอาการสมาธิสั้น ขณะที่เด็กในชนบทจะไม่ค่อยเป็น ทั้งนี้เพราะเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งอายุ 7 ขวบ จะไม่มีระบบป้องกันสารตะกั่วขึ้นสู่สมองเหมือนกับผู้ใหญ่ที่สมองเติบโตเต็มที่แล้ว สารตะกั่วนี้สามารถส่งผ่านทางสายรกสู่สมองเด็กได้ เด็กที่มีระดับตะกั่วสูงตั้งแต่แรกเกิดจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการสมาธิสั้นและมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
มีการวิจัยโดยนำเอาสารตะกั่วที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมันไปผสมอาหารให้แม่หมูที่ตั้งท้องกิน พบว่าเมื่อลูกหมูคลอดออกมา เซลล์สมองหลายๆ ส่วนถูกตะกั่วทำลายหมด โดยเฉพาะในส่วนที่ควบคุมสมาธิ เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นอันเนื่องมาจากได้รับสารตะกั่วมากเกินไป จะเป็นกลุ่มที่มีสมาธิสั้นแท้ คือนอกจากจะมีสมาธิสั้นแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ถ้าพบว่าเด็กมีอาการแบบนี้ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ เพราะอาการแบบนี้เกิดจากความบกพร่องบางอย่างในสมอง
อาการสมาธิสั้นจากการแพ้สารอาหาร เด็กสมาธิสั้นกลุ่มนี้จะมีอาการคล้ายๆ กับกลุ่มสมาธิสั้นแท้ เพียงแต่ไม่มีอาการลุกลี้ลุกลน ซึ่งจะทำให้เด็กไม่มีสมาธิในการเรียน และผลการเรียนออกมาไม่ดี มีงานวิจัยในเด็กกลุ่มนี้ พบว่าในเด็ก 100 คน มีเกือบ 20 คน ที่มีอาการเนื่องมาจากการแพ้สารอาหาร คือแพ้สีผสมอาหาร และเมื่อทดลองให้รับประทานอาหารที่ไม่มีสีผสมอาหาร ปรากฏว่าอาการดีขึ้น
สีผสมอาหารที่เด็กได้รับส่วนใหญ่จะมาจากหวานเย็นสีสดใสต่างๆ ของเล่นที่เด็กเอาเข้าปากได้ และมีอีกกลุ่มหนึ่งที่แพ้น้ำตาลทรายขาวซึ่งถูกฟอกสี รวมทั้งช็อกโกแลต เพราะในช็อกโกแลตจะมีสารกระตุ้นบางอย่าง
อาการสมาธิสั้นจากการนอนไม่หลับหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เด็กควรนอนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง การที่เด็กนอนไม่เต็มอิ่ม เมื่อตื่นขึ้นมาจะมีอาการงัวเงีย ปวดศีรษะ เนื่องจากสมองขาดเลือดและออกซิเจน ทำให้เส้นเลือดขยายตัว เพื่อให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น และเส้นเลือดที่ขยายออกก็จะไปดันเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เมื่อไปโรงเรียนก็จะนั่งสัปหงก ไม่มีสมาธิในการเรียน
โดยมากจะพบในเด็กที่นอนกรนเนื่องจากทอนซิลโตหรือทอนซิลอักเสบ ทางเดินหายใจไม่ดี ซึ่งจะทำให้ตื่นบ่อย เนื่องจากหายใจได้ไม่เต็มปอด หรือพบในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักมาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป
เมื่อพ่อแม่สงสัยว่าลูกอาจจะเป็นเด็กสมาธิสั้น ก่อนอื่นควรพาเด็กไปรับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุของพฤติกรรมเสียก่อน หากไม่ใช่โรคสมาธิสั้น ก็อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เช่น เลี้ยงดูอย่างตามใจ ไม่มีขอบเขต และไม่มีการฝึกให้ควบคุมตนเองเท่าที่ควร
คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามจัดการกับสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูให้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น อย่าตามใจจนเกินไป อย่าให้เด็กเล่นสนุกสุดเหวี่ยง หมั่นฝึกระเบียบวินัยให้ลูกเสมอ ลูกของคุณอาจจะเป็นเพียงเด็กซุกซนว่องไวมากเท่านั้นก็ได้ เวลาที่ต้องมีสมาธิจริงๆ เขาก็อาจจะทำได้ดี
แต่หากตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคสมาธิสั้นจริงๆ โรคนี้ก็สามารถรักษาให้หายได้ เด็กสามารถปรับเปลี่ยนกลับมามีพฤติกรรมเท่าหรือใกล้เคียงกับเด็กปกติ ซึ่งรักษาได้โดยการใช้ยาร่วมกับการฝึกทักษะ ที่สำคัญพ่อแม่จะต้องเข้าใจ ไม่อายที่จะนำลูกมารักษา และช่วยเหลือฝึกฝนทักษะด้านต่างๆ จะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
หลังจากการเตรียมความพร้อมที่ทางบ้านมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนจนเด็ก ๆ มีพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อที่ดี ควบคู่ไปกับการนับเลข (ทั้งนับเพิ่มและนับถอยหลัง)
ในกระบวนการต่อมาก็เพิ่มสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ( + , -) โดยชี้นำให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าการนับเพิ่มก็คือการบวก ส่วนการลบก็คือการหักออก ซึ่งก็คือการนับถอยหลัง ที่เค้าคุ้นเคยนั่นเอง ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่ อาจใช้ตัวต่อเพื่อทำให้ประโยคสัญลักษณ์เป็นรูปธรรมมากขึ้น การใช้ตัวต่อต่างสี ก็เป็นวิธีที่ทำให้เด็กเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
(การเห็นภาพจะทำให้เด็กเกิดความเข้าใจที่กระจ่างมากกว่าการใช้สัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว) ในการเพิ่มสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์นี้ ช่วงแรกควรให้ผลลัพธ์ไม่เกิน 10 ก่อน ในการทำความคุ้นเคยกับประโยคสัญลักษณ์นั้น เราแต่งโจทย์ที่เป็นประโยคในแนวของนิทาน ให้เขาคิดตามแล้วหาคำตอบที่แทรกอยู่ สิ่งที่จะได้รับคือเด็ก ๆ จะสามารถตีความ
และเกิดความคุ้นเคยกับการแปลโจทย์
ต่อจากนั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่ทำได้ก็คือการหาเกมส์ต่าง ๆ เช่น การต่อจุด (dot to dot) เพื่อไม่ให้จำเจอยู่กับตาราง 100 ช่องเพียงอย่างเดียว ซึ่งการเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของทางบ้านก็จะทำให้เด็กเชื่อมโยงไปใช้ในโรงเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวก็จะไปตรงพอดีกับเนื้อหาในโรงเรียนในชั้นประถมปีที่ 1
การที่เด็กมีพัฒนาการทางคณิตศาสตร์ที่ดีที่สุดนั้นจะต้องเป็นความร่วมมือของคน 3 ฝ่าย ซึ่งได้แก่ ครู (ในโรงเรียน) , พ่อแม่ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง แน่นอนทางโรงเรียนต้องเป็นเอกในด้านการให้ความรู้พื้นฐาน แต่ทางบ้านมีส่วนสำคัญที่จะปลูกฝังให้เด็กรักการเรียนรู้ มีความกระตือรือร้นในการเรียน และยังมีส่วนผลักดันให้เด็กดึงศักยภาพที่เด็ก ทุก ๆ
คนมีอยู่ให้นำออกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่รู้สึกเสียดายกับวันเวลาที่เป็นวัยทองของการเรียนรู้ที่หายไป และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
ครูจา