จากที่ได้กล่าวเมื่อตอนที่แล้วว่า การรวมเป็นประชาคมอาเซียนนั้นมีความมุ่งหมายเพื่ออะไร คราวนี้เราลองมาดูในแต่ละประเด็นกันดีกว่า

การเป็นฐานการผลิตที่มีฐานการผลิตร่วมกัน สามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี ซึ่งมองในแง่ทฤษฏีก็ดูดี แต่ในเชิงปฏิบัตินั้นฐานการผลิตสินค้าหลาย ๆ ชนิด เช่น การเกษตร ไม่สามารถผลิตได้ในทุก ๆ ภาคส่วนของอาเซียน ซึ่งก็จะมีพื้นที่ที่สามารถทำการเกษตรได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ก็มีประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในนั้น นั่นหมายความว่าการเช่า ซื้อพื้นที่ต่าง ๆ ก็จะเป็นที่หมายปองของนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปเจ้าของพื้นที่ในผืนแผ่นดินไทย อาจมีคนไทยถือครองไม่ถึงครึ่ง  นอกจากพื้นที่ทางการเกษตรที่เป็นที่หมายตาแล้ว มามองดูอุตสาหกรรมการท่องเทียว ที่เป็นแหล่งธรรมชาติ ก็ยังพบว่า ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ทั้งฤดูร้อน (คนมักนิยมเที่ยวทะเล ทั้งทางทิศตะวันออก และทิศใต้) และฤดูหนาว ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวก็เบนไปที่ทิศเหนือของประเทศ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ เราจะเห็นได้ว่าประเทศของเราก็เป็นชิ้นปลามันชิ้นโตของนักลงทุน ที่มักหาประโยชน์กับผู้ถือครองที่ดินที่พร้อมที่จะขายทรัพย์สมบัติเพื่อให้ได้เงินมาซื้อความสะดวกสบายให้กับตนเองและครอบครัว

แต่เมื่อมาพูดถึงบริการ ซึ่งรวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่ามี 7 อาชีพที่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี นั่นคือ วิศวกร  พยาบาล นักสำรวจ  สถาปนิก  แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี ซึ่งหากมาตรฐานการศึกษาไทยยังคงไม่ปรับตัว เราจะได้ผู้ที่ทำงานในวิชาชีพต่าง ๆ ในบ้านเราที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือได้รับคัดเลือกผ่านระบบเอ็นทรานซ์ โดยที่มีแต่คู่แข่งที่ไม่กระตือรือร้นในการเรียน เรียนเพื่อให้ได้วุฒิ แต่ไม่มีความรู้ ความสามารถติดตัว พอที่จะทำงานใด ๆ ได้เลย   เหล่านักวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพเหล่านั้น ก็คงย้ายตนเองไปอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อม และค่าครองชีพที่ดีขึ้น ซึ่งมันอาจส่งผลให้คุณภาพการรักษาพยาบาล หรือการให้บริการด้านเฉพาะทางต่ำลง

สุดท้ายมากล่าวถึงเรื่องการศึกษา  หลาย ๆ ท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการศึกษาในอาเซียนนั้น เรามีสิงคโปร์เป็นผู้นำอยู่  หากแต่เราดูนโยบายด้านการศึกษาของทางสิงคโปร์ จะพบว่าเขาทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในเรื่องของการศึกษา เพื่อให้คนในประเทศเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ และนอกจากนี้การศึกษาของประเทศสิงคโปร์ยังเป็นอีกหนึ่งบริการที่เขาเปิดขายด้วย ในทางกลับกันประเทศไทยเราทุ่มงบประมาณต่าง ๆ มากมายไปกับภาคอุตสาหกรรมโดยที่เราไม่มีความรู้ หรือไม่มีแม้นักคิดที่เป็นของเราเอง ไม่ได้มุ่งพัฒนาบุคลากร หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความคิดสร้างสรรค์

จากบทความที่สรุปมา คงพอมองเห็นภาพกว้าง ๆ ว่าของประชาคมอาเซียน 2558 และจะได้เตรียมตัวให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ให้เขามีความรู้ ความสามารถเพื่อที่จะอยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น และอยู่ภายใต้สภาวะของการแข่งขันที่สูงขึ้น

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ : ‘ธงชาติ’ อาเซียน : โดย…พี่ฮัมมิ่งเบิร์ด

 

          ตอนนี้หันไปทางไหนก็มีแต่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาเซียนตลอด..ตลอด แต่น้องๆ อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ เพราะอาเซียน ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เหลืออีก 900 กว่าวันก็จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หากใครไม่สนใจอาจพลาดโอกาสดีๆ ในอนาคตได้ ว่าแต่น้องๆ ทราบกันหรือเปล่าคะ สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศนั้น มีลักษณะธงชาติเป็นเช่นไร

เริ่มด้วย ธงชาติไทย แผ่นดินเกิดของพวกเรา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธงไตรรงค์ มีลักษณะเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้สีหลักในธง 3 สี คือ สีแดง ขาว และน้ำเงิน โดยภายในแบ่งเป็น 5 แถบ แถบในสุดสีน้ำเงิน ถัดมาด้านนอก ทั้งด้านบนและด้านล่างเป็นสีขาวและสีแดงตามลำดับ ความหมายสำคัญ คือ ชาติ (สีแดง) ศาสนา (สีขาว) และพระมหากษัตริย์ (สีน้ำเงิน)

ต่อมา ธงชาติเวียดนาม มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธงแดง ดาวเหลือง” ลักษณะธงชาติเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นสีแดง ตรงกลางมีรูปดาวห้าแฉกสีเหลืองทอง สีแดงหมายถึง การต่อสู้เพื่อกู้เอกราชของชาวเวียดนาม สีเหลือง คือสีของชาวเวียดนาม ส่วนดาวห้าแฉกหมายถึงชนชั้นต่างๆ ในสังคมเวียดนาม คือนักปราชญ์ ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า และทหาร อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรวมชาติเวียดนามในปี 2519 ความหมายในธงได้มีการอธิบายใหม่ในทางการเมืองว่า สีแดง หมายถึงการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ และดาวสีทอง หมายถึงการชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามก่อนหน้านี้ในปี 2488-2498

ธงชาติสิงคโปร์ เป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าประกอบด้วย แถบสองสีแบ่งครึ่งกลางธง แถบสีแดงอยู่ด้านบนแถบสีขาวอยู่ด้านล่าง ที่มุมธงบนมีรูปพระจันทร์เสี้ยวถัดจากรูปดังกล่าว มีรูปดาวห้าแฉก 5 ดวง เรียงเป็นรูปห้าเหลี่ยมมีสีขาว ธงนี้เริ่มใช้ในปี 2502 ซึ่งเป็นปีที่สิงคโปร์ปกครองตนเองจากจักรวรรดิอังกฤษและถือเป็นธงชาติของรัฐเอกราชเมื่อสิงคโปร์ประกาศเอกราชในวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ความหมายสำคัญขององค์ประกอบในธง ได้แก่ สีแดงหมายถึงภราดรและความเสมอภาคของมนุษย์ สีขาว ความบริสุทธิ์ ความดีงามที่แพร่หลายและคงอยู่ รูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นจันทร์เสี้ยวข้างขึ้น หมายถึงความเป็นชาติใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น ดาว 5 ดาวหมายถึง อุดมคติ 5 ประการของชาติได้แก่ ประชาธิปไตย สันติภาพ ความก้าวหน้า ความยุติธรรม และความเสมอภาค (แล้วติดตามอีก 7 ประเทศที่เหลือนะคะ)

Tags : , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เอเอสทีวี ผู้จัดการ ออนไลน์

วันพฤหัสที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กทม.คุมเข้มโรงเรียนในสังกัดดูแลความสะอาดและติดตามสถานการณ์โรคมือ เท้า ปากอย่างใกล้ชิด               วันนี้ (11 ก.ค.) แพทย์หญิงมาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยสถานการณ์โรคมือ เท้า ปากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก สายพันธุ์เอ็นเทอร์โรไวรัส 71 ในประเทศกัมพูชา จนทำให้มีเด็กเสียชีวิตจำนวนมากนั้น กรุงเทพมหานครได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่กทม. อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เดือน ม.ค. 2555 เป็นต้นมา ซึ่งจากการเปรียบเทียบต่อเดือนย้อนหลัง 5 ปี พบว่าสถิติการเกิดโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ซึ่งมีอากาศร้อน ชื้น พบผู้ป่วยสูงมากเป็นพิเศษ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 5 ปี โดยตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นต้นมา พบผู้ป่วยสะสมแล้วกว่า 2,000 คน เฉพาะวันที่ 1- 9 ก.ค. 2555 พบจำนวน 135 คน เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ค็อกซากี ซึ่งไม่มีความรุนแรงเท่ากับสายพันธุ์ที่พบในประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ตามกรุงเทพมหานครได้กำชับสถานศึกษาทุกแห่งเข้มงวดมาตรการการดูแลรักษาความสะอาดภายในโรงเรียน และมาตรการการดำเนินการหากพบผู้ป่วย โดยในกรณีพบผู้ป่วย 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันให้ปิดเฉพาะห้องเรียนนั้น และหากพบผู้ป่วยข้ามชั้นเรียนให้พิจารณาปิดโรงเรียนอย่างน้อย 7 วัน ทั้งนี้จะได้มีการประชุมเพื่อทำความเข้าใจระหว่างกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารโรงเรียน และผู้ปกครองต่อไป

ภาพประกอบข่าวจากอินเตอร์เน็ต

รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กที่ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย หลังจากนั้นจะมีอาการเจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้และไม่ยอมทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า หากพบเด็กมีอาการไข้สูงต่อเนื่อง ควรรีบพาไปพบแพทย์ ทั้งนี้โรคมือ เท้าปาก สามารถติดต่อได้ด้วยการสัมผัส ดังนั้นผู้ปกครองควรให้เด็กที่ป่วยรักษาตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อป้องกันการระบาดไปยังเด็กคนอื่น สำหรับโรงเรียนควรมีการดูแล ทำความสะอาดโรงเรียนอย่างสม่ำเสนอ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ราวบันได โรงครัว ภาชนะใส่น้ำ อาหาร ห้องน้ำ เครื่องเล่นของเด็ก รวมทั้งสอนให้เด็กได้ล้างมืออย่างถูกวิธีทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังการขับถ่ายด้วย

Tags : , , | add comments

อะไร ……. สำคัญกว่า?

Posted by malinee on Sunday Jun 3, 2012 Under Uncategorized

หากคุณพ่อ คุณแม่สมัยใหม่นึกย้อนกลับไปดี ๆ เมื่อสมัยที่คุณยังเป็นเด็กอยู่นั้น จะพบว่าเด็กในสมัยก่อน กับสมัยนี้นั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งได้แก่ ขนาดของครอบครัว จำนวนสมาชิกในครอบครัว การดูแลเอาใจใส่ การเลือกโรงเรียน หรือแม้แต่การอบรมเลี้ยงดู

สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เพียงต้องการชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของวิถีชีวิตในแบบตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของคนไทย ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวกสบายมากขึ้น การติดต่อสื่อสารใช้เวลาสั้นลง จนเกิดเป็นความเคยชินจนลืมนึกถึงบางอย่างที่ไม่สามารถเร่งหรือย่นระยะเวลาได้ด้วยเทคโนโลยี  เช่น เราไม่สามารถเร่งให้เด็กเดินได้ตั้งแต่ 6 เดือนแรก ซึ่งการที่เด็กแต่ละคนจะสามารถเดินได้นั้น ก็ต้องเริ่มมีการพัฒนาเรื่องการทรงตัวจากการนั่ง และการคลานก่อน นอกจากนี้แล้ว โครงสร้างทางด้านร่างกายก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน หากเด็กยังมีกระดูกหรือกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง การเดินก็ถือเป็นสิ่งที่อันตรายต่อตัวเขาเช่นกัน

การยกตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น เปรียบเสมือนกับการเรียนรู้ของเด็ก  ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความพร้อมที่แตกต่างกัน หรือเด็กหลาย ๆ คนอาจต้องการวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิม นั่นไม่ได้แปลว่าเขามีปัญหาในการเรียนรู้ แต่คนส่วนใหญ่ซึ่งหมายถึงพ่อแม่ ครู อาจารย์ มักใช้ข้อสอบหรือแบบทดสอบในการวัดผลออกมาในรูปของคะแนน เนื่องจากเป็นผลที่ออกมาเป็นตัวเลขได้แน่นอน สิ่งต่าง ๆ ที่วัดออกมา บางคนอาจเรียกว่าความฉลาด ความเข้าใจ หรือความรู้ แต่โดยรวมเข้าใจได้ว่าคือ “IQ” นั่นเอง

นอกจาก IQ แล้ว งานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นก็ยังสนับสนุนว่ายังมีความฉลาดด้านอื่น ๆ อีกที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้เด็ก ซึ่งพอสรุปได้อีก 2 ประเด็นก็คือ EQ  , SQ

เราจะมาพูดถึงทีละประเด็น ซึ่ง Q ต่อมาคือ EQ หลาย ๆ คนทราบดีว่า EQ คือความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถจัดการกับอารมณ์ได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ หลาย ๆ ครอบครัวที่ปล่อยปละละเลยกับการส่งเสริมการมี EQ ของเด็ก มักทำให้เด็กไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ไม่รู้จักการแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ การส่งเสริมนั้นสามารถทำได้โดยการใช้เกมส์ต่าง ๆ เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมอารมณ์ ให้รู้จักแพ้ชนะ (เกมส์ที่แนะนำควรเล่นกันในครอบครัว เช่น เกมส์เศรษฐี บันไดงู) ในช่วงแรกของการเล่น เด็กจะไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ แต่เมื่อสร้างสถานการณ์ขึ้นบ่อย ๆ แล้วมีผู้ใหญ่คอยชี้แนะ เด็ก ๆ ก็จะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการที่มีผู้ใหญ่ที่คอยชี้แนะอย่างถูกต้องและเหมาะสม  การที่เด็กถูกปล่อยให้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ IPad โดยเล่นอยู่คนเดียว จึงมีโอกาสที่เด็กจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้อย่างง่ายดาย

Q ต่อมาคือ SQ (Spiritual intelligence) ความหมายของ SQ ไม่มีบทเฉพาะตัว แต่พอจะกล่าวกว้าง ๆ ได้ว่าคือความฉลาดในความอดทน การประเมินตนเอง การรู้คุณค่าของตนเอง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าความรู้หลายเท่ามาก หากเด็กคนใดที่มีการฝึกในเรื่องของ AQ, SQ, MQ มาเป็นอย่างดี ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขทั้งในหน้าที่การงานและชีวิต เนื่องจากเขาสามารถเปลี่ยนทัศนคติในเชิงลบให้เป็นบวกได้ หรือปล่อยวางสิ่งที่ตนเองไม่สามารถแก้ไขได้ คนที่มี SQ ที่ดีมักเป็นคนที่มีพื้นฐานทางครอบครัวที่ดี (ซึ่งไม่ได้หมายถึงฐานะทางการเงิน แต่เป็นความรักความอบอุ่น)นั่นเอง

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

ใส่บาตร(หนังสือ)ให้ห้องสมุด เติมปัญญาให้น้องๆร.ร.น้ำท่วม โดย…หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ

 

                เช้าวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา คณาจารย์ผู้บริหารและนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นำโดย รศ.ดร.อิสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อธิการบดี ร่วมกันใส่บาตรหนังสือ ในโครงการ “84 พรรษา ใส่บาตรหนังสือ เติมปัญญาสู่ห้องสมุดประสบอุทกภัย” บริเวณลานโถง อาคาร 100 ปี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ  โดยมี ศูนย์หนังสือจุฬาฯ และอาสาคมชัดลึกแทนคุณแผ่นดิน ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อหาหนังสือให้ห้องสมุด โรงเรียนบ้านหนองปรง อ.บางเลน จ.นครปฐม ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา

ด.ญ.รุจาภา และ ผศ.ศรีสมร ผ่องพุฒิ หัวหน้ากลุ่มงานแผนและคลัง มทร.รัตนโกสินทร์ ซึ่งนำหนังสือไปบริจาค บอกว่า การตักบาตรหนังสือเป็นการทำบุญที่ดีอีกทางหนึ่ง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้น้องๆในชนบทที่ขาดแคลนได้อ่านหนังสือหลากหลาย เพราะหนังสือที่หลายๆ คนนำมาบริจาคเป็นหนังสือเกี่ยวกับเด็ก นิยายแปลต่างประเทศ หนังสือสอนวาดภาพ มีหลากหลายแนว และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนที่อ่านมาก หนังสือมีคติสอนใจ ให้ความรู้สึกเหมือนว่าหนังสือสอนเราไปในตัว การแบ่งปันหนังสือดีๆ ให้คนอื่นๆ จึงเป็นการทำบุญที่สูงค่ายิ่ง

ผศ.รุจี พาสุกรี คณบดีคณะบริหารธุรกิจ กล่าวว่า การใส่บาตรหนังสือครั้งนี้จัดทำขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เป็นการส่งเสริมและปลูกฝังให้นักศึกษาไม่ลืมประเพณีของไทย อย่างการใส่บาตรหนังสือ เป็นการทำบุญทางปัญญา เหมือนเป็นการให้ความรู้และเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้อ่านหนังสือ จะพยายามจัดให้เป็นกิจกรรมประจำทุกปี เพราะเป็นกิจกรรมที่ดี สอนให้เด็กๆ มีน้ำใจ รู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น

พิมพ์ชนก ศรีชัยนาท ชั้น ป.3, ชลธิชา หนูเหมืองนา และพรณิชา  แสงเดช ชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านหนองปรง อ.บางเลน จ.นครปฐม ที่เดินทางมารับหนังสือกับครูศิริเพ็ญ ใหญ่สิมา  บอกว่า เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้โรงเรียนได้รับความเสียหาย รวมถึงหนังสือในห้องสมุดก็ถูกน้ำท่วมเสียหายจนหมด ดีใจมากที่มีการจัดกิจกรรมใส่บาตรหนังสือขึ้นและบริจาค หนังสือให้แก่โรงเรียน ห้องสมุดที่โรงเรียนจะมีหนังสือเพิ่มมากขึ้นเพื่อนๆ ที่โรงเรียนก็จะมีหนังสือดีๆ อ่านด้วย

ก่อนหน้านี้ อาสาคมชัดลึกแทนคุณแผ่นดิน ได้ร่วมกับศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดโครงการตักบาตรและทอดผ้าป่าหนังสือสู่ชุมชน กับสำนักงาน กศน.จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อรณรงค์รับบริจาคหนังสือจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาหนังสือนำไปจัดทำโครงการส่งเสริมการอ่าน และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันรักการอ่าน 2 เมษายน ณ วัดอินทาราม ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

โดยมีนายอุทาร พิชญาภรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน ลังจากพิธีตักบาตรและทอดผ้าป่าหนังสือจะมีการเชิญพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปประดิษฐาน ณ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อ.อัมพวา ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดอินทาราม เป็นห้องสมุดแห่งใหม่ที่จะมีพิธีเปิดในเดือนมิถุนายน 2555 ซึ่งยังเปิดรับบริจาคหนังสือและสื่อทุกประเภททั้งเก่าและใหม่ ผู้มีจิตศรัทธาแจ้งความจำนงได้ที่ โทร.0-3471-5485-หรือ 0-3471-5901

ส่วนอาสาคมชัดลึกแทนคุณแผ่นดิน ก็ยังคงร่วมกับพันธมิตรจัดหาหนังสือให้โรงเรียนที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เมื่อเร็วๆ นี้ได้บริจาคอุปกรณ์การเรียน จัดหาหนังสือใส่ห้องสมุด และจัดหาที่นอนสำหรับเด็กเล็กให้แก่โรงเรียนวัดห้วยจระเข้ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ประสบปัญหาอุทกภัยเช่นกัน และในอนาคตจะไปร่วมสร้างห้องสมุดที่ โรงเรียนบ้านคำบอน อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร อีกด้วย สนใจสอบถามได้ที่ โทร.0-2338-3349, 0-2335-3250

Tags : , , | add comments

เด็กทุก ๆ คนเมื่อเกิดมา นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก เขาจะใช้อวัยวะของร่างกายในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว  จึงเป็นที่มาของนักจิตวิทยาเด็ก ที่ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวมาวิจัยเกี่ยวกับเด็กทารก แล้วก็พบว่าประสบการณ์ทางด้านความรู้สึกทางอารมณ์และการเคลื่อนไหว ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของความฉลาดและการเจริญเติบโตของเด็กทารกจนกระทั่งอายุ 2 ปี หากเด็กมีการเรียนรู้ทั้งสองด้านอย่างต่อเนื่อง  ก็จะสะท้อนออกมาเป็นลักษณะทางกายภาพ (ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย) , วุฒิภาวะทางอารมณ์ และการเข้าสังคมเมื่อเขาเติบโตขึ้น (เรามักจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เมื่อลูกเข้าสู่วัยประถม)

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เรากล่าวถึงประสบการณ์ในวัยทารกอยู่ 2 ด้าน ซึ่งได้แก่

  1. ประสบการณ์ด้านอารมณ์และความรู้สึก เมื่อมองย้อนกลับไปในวัยทารก เด็กส่วนใหญ่จะได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ ภาษากายที่แม่ส่งผ่านความรักให้กับลูกผ่านการอุ้ม การสัมผัสของแม่นั้น เป็นประสบการณ์ในเชิงบวกที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่าตนเองจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในอ้อมกอด หากแต่เมื่อใดที่ต้องการความช่วยเหลือ แค่เพียงร้องไห้ เขาก็จะได้สัมผัสที่เขาต้องการอีกครั้ง  ซึ่งประสบการณ์ในเชิงบวกนี้มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ในวัยทารกมาก เมื่อเขารู้สึกอบอุ่น และปลอดภัย เขาก็สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างผ่อนคลาย  แต่ในทางกลับกัน  หากครอบครัวใดไม่มีความพร้อม หรือยังไม่ได้เตรียมรับกับสถานการณ์ที่จะมีสมาชิกใหม่ตัวน้อย ๆ ที่ค่อนข้างเอาแต่ใจมาเพิ่ม การเรียนรู้ของเขาก็จะเป็นประสบการณ์ในเชิงลบ  เนื่องจากในสถานการณ์ที่ยังไม่พร้อมนั้น จะเป็นตัวกระตุ้นให้คุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกตลอด 24 ชั่วโมงนั้น หมดความอดทนลงได้ในเสี้ยววินาที  หากเป็นเช่นนั้น เด็กเองจะมีความรู้สึกหวั่นไหว ไม่ปลอดภัย ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเขาให้พัฒนาช้าลง จนอาจกลายเป็นกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้เมื่อโตชึ้น
  2. การเคลื่อนไหว  เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า ในวัยทารกนั้น เด็กในช่วง 7 เดือนแรกไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ทำให้การเรียนรู้ในช่วงนั้นจะต้องเป็นการเรียนรู้จากแขนขาที่ขยับได้เต็มที่ แล้วขยับไปเป็นนิ้วมือ นิ้วเท้า ในช่วงของวัยที่ต้องอยู่ในเปล คนโบราณจึงนำโมบายมาห้อยไว้ที่หัวเตียง เพื่อเป็นอุบายให้เด็กขยับแข้งขา ให้เขามองแล้วไขว่ขว้า  และก็เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า การเคลื่อนไหวเป็นพื้นฐานการพัฒนาในทุก ๆ ด้านของเด็ก ทั้งในเรื่องกล้ามเนื้อ  ความจำ และบุคลิกภาพ

หลาย ๆ ครอบครัวมักจำกัดกรอบการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ไม่ให้ปีนป่าย เนื่องจากกลัวการลาดเจ็บ  การจำกัดกรอบต่าง ๆ ดังกล่าว เท่ากับการปฏิเสธที่จะให้เขามีประสบการณ์ในการใช้กล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ  หรือในกรณีที่เกิดการบาดเจ็บ เขาก็ยังได้ประสบการณ์ว่าในการปีนป่ายต้องมีความระมัดระวังในจุดไหนมากกว่าปกติ  (จริง ๆ ผู้ใหญ่สามารถป้องกันการบาดเจ็บได้ หรือลดความเสี่ยงได้ โดยไม่ไปจำกัดกรอบการเล่น การเรียนรู้ของเด็ก)  ซึ่งประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวนี่เอง เป็นพื้นฐานที่ทำให้เขามีสุขภาพดี และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

จากบทความข้างต้น ชี้ให้เห็นแล้วว่าวัยทารกนี้เป็นช่วงที่มีความสำคัญมาก หากเราต้องการให้ลูกหลานเป็นเด็กฉลาด สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือ การยื่นความรัก ความอบอุ่น และการเล่นโดยใช้กล้ามเนื้อหลาย ๆ ส่วน ที่จำกัดกรอบการเล่นให้น้อยที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ครอบครัวในยุคปัจจุบันซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยวมีลูกเพียงคนเดียว หรือไม่เกินสองคน ทำให้คนที่เป็นพ่อแม่คาดหวังกับตัวเด็กว่าจะต้องเรียนเก่ง ฉลาด  เคยสังเกตกันหรือไม่ว่าคำว่า อัจฉริยะ หรือ อัจฉริยภาพ เป็นคำที่มักถูกขายออกมาเป็นสินค้าต่าง ๆ มากมาย ทั้งหลักสูตร หรืออุปกรณ์ ของเล่นชนิดต่าง ๆ นับไม่ถ้วน          สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมก็คือ ความต้องการความสะดวกสบาย ใช้เวลาน้อย หรือสิ่งที่ง่ายต่อวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง โดยไม่เคยมองย้อนกลับว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ดำเนินไปโดยผิดธรรมชาตินั้นมันไม่ยั่งยืน เช่นเดียวกับการดูแลเด็ก เราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ด้วยว่าในเด็กแต่ละคนมีธรรมชาติความสนใจ ที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ  พัฒนาการเป็นขั้น ๆ ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก หากแต่ทุกวันนี้ เด็กส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงมาให้อยู่ในกรอบหรือในธรรมชาติที่พ่อแม่คอยจัดสรรขึ้น เพื่อกระตุ้น(หรือบางครอบครัวอยู่ในขึ้นบีบบังคับ) ให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าดี          หากเราลองมองย้อนกลับไป เราจะพบว่าเด็กทุกคนนั้นจะมีการเรียนรู้ที่ดีผ่านการเล่น (ซึ่งไม่ใช่เกมส์คอมพิวเตอร์ หรือการดูทีวี) โดยเด็ก ๆ จะได้ทักษะหลาย ๆ ด้านขึ้นอยู่กับกฎ กติกาของการเล่นในแต่ละครั้ง การเล่นเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก เพื่อให้เกิดภาวะของการสังเกต จดจำ การเข้าร่วมกลุ่ม การรักษากฏ ระเบียบ นอกจากเด็ก ๆ  จะได้ฝึกทักษะแล้ว เรายังได้โบนัสชิ้นพิเศษ นั่นคือความสุขของเขา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นเด็ก นั่นหมายรวมถึงจินตนาการ ที่ไม่มีใครสามารเรียกมันกลับคืนมาได้          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงลูกให้เป็นอะไรดี ก็ยึดแนวที่ว่าเราจะเลี้ยงลูกให้เขามีความสุข ซึ่งไม่ได้หมายความว่าตามใจในทุก ๆ เรื่อง หากแต่คิดพิจารณาว่าความรัก (ที่ไม่ใช่วัตถุ) และเวลา เรามีให้ลูกเพียงพอแล้วหรือยัง ถ้าทั้งสองอย่างมีแล้ว มันควรจะมีสิ่งที่สามตามมานั่นคือ รอยยิ้ม และ เสียงหัวเราะที่มีความสุข         เมื่อเด็กมีความสุข ได้รับความรักที่สมบูรณ์มาจากครอบครัว เขาก็จะมีความกระตือรือร้นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ (ธรรมชาติของเด็ก) เมื่อโตขึ้น เขาก็จะมีทักษะในการเรียนรู้ที่ดี หรือมีวิธีการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองต่อไป หากในทางกลับกัน เมื่อเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว เสียงหัวเราะ หรือรอยยิ้มไม่เกิดขึ้น  นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวอย่างหนึ่ง นั่นอาจเป็นเพราะตัวเราหรือลูกเรามีกำแพงบางอย่างกั้นไว้ไม่ให้สื่อถึงกันได้  สัญญาณนี้เป็นเหตุเตือนภัยว่าพ่อแม่ต้องหยุดพฤติกรรมบางอย่าง แล้วปรับตัวเองเพื่อให้ความสุขนั้นกลับมา หากมิฉะนั้น ภาษิตที่ว่า เลี้ยงลูกได้แต่ตัวก็จะเกิดขึ้นจริง เพราะใจเขาพยายามที่จะหาคนที่รักเขาตลอดเวลา    นั่นก็สรุปได้ว่า การจะเลี้ยงลูกให้ได้ดี นั้น ต้องทำให้เขามีความรัก ความอบอุ่น ที่เต็มที่ ซึ่งควรคู่มากับความสุข เมื่อเขารู้สึกเต็มทางจิตใจ อารมณ์ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็จะเป็นอารมณ์เชิงบวก นั่นเอง

ครูจา

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

Tags : , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

“ดร.สุเมธ” เผย “ในหลวง” ทรงห่วงประชาชนตลอดตราบใดที่ปัญหายังมีอยู่  พร้อมเร่งเดินหน้าแผนรับมือน้ำท่วมให้เสร็จโดยเร็ว แนะผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่าง-ปลูกฝังให้เด็กเยาวชนรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   “มท.” ขีดเส้น 3 เดือน 31 ผู้ว่าฯสนองโครงการเร่งด่วนรัฐบาลป้องน้ำท่วมให้แล้วเสร็จ

 

             ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน วันที่ 2 มี.ค.  ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยภายหลังจาก 1 สัปดาห์ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายรายงานแผนป้องกันน้ำท่วมว่า พระองค์ทรงห่วงปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับประชาชนมา 65 ปีแล้ว จะให้พระองค์ทรงหยุดห่วงได้อย่างไร ดังนั้น เรื่องความห่วงยังทรงห่วงตลอดไปตราบใดที่ปัญหายังมีอยู่ ซึ่งภัยธรรมชาติประสบกันอยู่ทุกภูมิภาคทุกรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ลูกเห็บ ภัยแล้ง ต้องเตรียมพร้อมไม่ประมาท ขณะนี้แผนป้องกันรับมือน้ำท่วมเสร็จแล้ว ก็ต้องเร่งมือทำให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไร ปริมาณเท่าไร

ทั้งนี้ วันที่ 2 มี.ค.นี้ ดร.สุเมธ ได้มอบรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการ “จิ๋วผู้พิชิต ภารกิจกู้โลก” ให้แก่ โรงเรียนบ้านหนองกะท้าว จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งโครงการนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หวังจะสร้างต้นกล้าเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า แม้ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับเยาวชนก็ต้องทำและปลูกฝังให้เห็นตัวอย่างที่ดี ไม่ใช่เห็นแต่ตัวอย่างที่ผู้ใหญ่ตัดไม้ทำลายป่า ทิ้งขยะ รุกล้ำแม่น้ำลำคลอง สำคัญคือเด็กต้องอยู่ด้วยปัญญา ไม่ใช่ความอยาก อารมณ์และตัณหา โลกจึงวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้

มท.ขีดเส้น3เดือน31ผู้ว่าฯสนองโครงการเร่งด่วนรบ.ให้เสร็จ

นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ลงพื้นที่ติดตามแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงเกิดโครงการแก้ปัญหาอุทกภัย ที่มีความสำคัญเร่งด่วนเพิ่มเติม หรือ Flagship โดยให้จังหวัดในพื้นที่ดังกล่าว 31 จังหวัดรับผิดชอบ และต้องให้เสร็จภายใน 3 เดือน นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการต่างๆเพื่อให้การทำงานความคล่องตัว ไม่ต้องทำเรื่องมาที่กระทรวงงานที่ทำจะได้ไม่ล่าช้า เพราะฉะนั้น ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีความโปร่งใสเป็นธรรม ถือเป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญมาก อย่าให้มีข้อครหา ผู้ว่าฯทุกจริต กินค่าหัวคิว หรือถูกนำไปแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามขณะนี้มีหลายพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้ง จึงเป็นอำนาจของผู้ว่าฯที่จะประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ ดังนั้นการใช้จ่ายหรือแจกสิ่งของต่างๆเพื่อบรรเทาความเดือดของชาวบ้านนั้นจึงต้องทำอย่างโปร่งใสเช่นกัน

“หากประชาชนพบความไม่โปร่งใสต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ สามารถโทรมาแจ้งที่สายด่วน 1567 ของศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ที่แจ้งไม่จำเป็นต้องบอกชื่อนามสกุลเพื่อการตรวจสอบทุจริตมีหลายช่องทางมากขึ้น จึงอยากเห็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ภาคประชาชน ในระดับจังหวัด และอำเภอ โดยต้องผ่านการอบรมจากปปช.ส่วนกลางก่อน เพราะเห็นว่าประชาชนก็เป็นส่วนสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ ” นายประชา กล่าว

 

“ยิ่งลักษณ์”เตรียมชงครม.ไฟเขียวตั้งงบฯปรับปรุงการเตือนภัยประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 6 มี.ค. ที่จะถึงนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์  จะเสนอการตั้งงบประมาณของเเผนงานปรับปรุงระบบการเตือนภัยของประเทศภายใต้กยน. ไว้ที่สำนักปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ จะเสนอร่างพรบ.มาตราชั่งตวงวัด

พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯเสนอ การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการThe Canada- Asia Regional Emerging Infectious Diseases เเละเสนอเเผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์พ.ศ.2555-57(เเผนระยะสั้น)ตามพรบ.คุ้มครองเเละส่งเสริมภูมิปัญญาการเเพทย์เเผนไทยพ.ศ.2542เพิ่มเติม

“สุขุมพันธุ์”ปัดกทม.ขุดลอกคลองทั่วกรุงอืด

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานพิธีมอบเงินให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ประสบอุทกภัย กองทุนร่วมสร้างกรุงเทพมหานคร รวมกันเราทำได้ พร้อมกล่าวถึงความคืบหน้าการขุดลอกคลองในพื้นที่กทม.ว่า ไม่ได้ล่าช้า เพราะแต่ละเขตก็เร่งเดินหน้า คาดว่าคลองหลักๆ และท่อระบายน้ำในเส้นทางสำคัญจะเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมแน่นอน

“การลอกคลองไม่ได้อืด ผมไม่เคยบอกว่าทุกคลองในพื้นที่จะสร็จภายในเดือนพฤษภาคม แต่ที่ต้องเร่งดำเนินการคือคลองสำคัญและท่อระบายน้ำในเส้นทางหลัก ที่ต้องเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

กมธ.สธ.วุฒิ-สสส.จัดถกรับมือปัญหาสุขภาพภาวะน้ำท่วม

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาสุขภาพของคนไทยและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโครงการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรทางนิติบัญญัติ จัดสัมมนา “ถอดบทเรียนน้ำท่วม 2554 : เตรียมรับมือปัญหาสุขภาพ” โดยมีวิยากรจากหลายองค์กรมาร่วมแสดงความเห็น

พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ อภิปรายในหัวข้อ “ผลกระทบต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากน้ำท่วม” ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้สูงกว่า 1,000 ราย สาเหตุจากการจมน้ำตาย และโดนไฟฟ้าช็อต ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถวางแนวทางป้องกันได้ รวมถึงควรทบทวนหลักสูตรการว่ายน้ำเพื่อให้คนไทยมีทักษะในการป้องกันตนเองจากภัยธรรมชาติ  จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องวางแนวทางป้องกันในอนาคต หากชุมชนสามารถรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง มีการสื่อสารที่ดีจะสามารถต่อสู้กับภัยธรรมชาติได้ดีกว่า

รศ.วิจิตร ฟุ้งลัดดา หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์สังคมและสิ่งแวดล้อม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  ควรมีการสื่อสารให้ประชาชนมีวิธีป้องกันตนเองจากการสัมผัสน้ำเน่าเสียโดยตรง เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและส่งผลให้เกิดปัญหา สุขภาพตามมา

นพ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของการจัดระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งเป็นสิทธิขั้น พื้นฐานที่ต้องจัดให้กับประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ควรมีการเตรียมความพร้อมไม่ใช่พอน้ำมาแล้วจึงค่อยมาเตรียมความพร้อม สิ่งสำคัญในกรณีที่เกิดภัยพิบัติต้องมีระบบตรวจจับถ้าระบบตรวจจับไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาเรื่องข้อมูลคลาดเคลื่อน

ขณะที่ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาสุขภาพจิตในภาวะน้ำท่วมออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้สูงอายุที่พบว่ามีความเสี่ยงมาก 2. กลุ่มที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือคนพิการที่ความแข็งแรงทางสภาพร่างกายและจิตใจ น้อย 3. กลุ่มคนไข้ทางจิตเวชเดิม อาทิ คนไข้โรคจิตที่อาจมีอาการคุกคั่งได้ตรวจเวลา และ 4. กลุ่มที่มีการสูญเสียทั้งทางด้านทรัพย์สินและญาติพี่น้องในครอบครัว  อยากให้มีการคัดกรองบุคคลทั้ง 4 กลุ่มให้ชัด

Tags : , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันพฤหัสที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันนี้ ( 29 ก.พ.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2555 ว่า ในปีนี้ สพฐ. พยายามทำให้การรับนักเรียนมีความเป็นระบบ และต้องการให้ผู้ปกครอง และนักเรียนได้มีข้อมูลก่อนที่จะตัดสินใจเข้าเรียนต่อ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม มีความชัดเจนในการวางแผน และเตรียมตัวที่ดี

ดังนั้น สพฐ. จึงจะจัดงานมหกรรมตลาดนัดเรียนต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ในวันที่ 15-17 มี.ค.นี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งผู้ปกครองและนักเรียนจะได้รับทราบนโยบาย ตลอดจนแนวทางการรับนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 290 แห่งทั่วประเทศ เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เทพศิรินทร์ สตรีวิทยา เป็นต้น ซึ่งในปีนี้จะเปิดรับสมัครเพียงรอบเดียวเท่านั้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ภายในงานยังจัดให้มีการทดลองทำข้อสอบแข่งขันคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง หรือข้อสอบ Pre-Test ด้วย ซึ่งข้อสอบดังกล่าวออกโดยครูของโรงเรียนนั้นๆ โดยจะมีความใกล้เคียงกับข้อสอบที่จะใช้ในการสอบเข้าเรียนจริง ดังนั้นหากนักเรียนต้องการเข้าเรียนที่โรงเรียนใดก็สามารถมาลองทำข้อสอบได้ เพื่อจะได้ทราบว่าแนวข้อสอบของแต่ละโรงเรียนเป็นอย่างไร และตนเองทำคะแนนได้เท่าใด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเข้าเรียนต่อไป ซึ่งหากคะแนนออกมาไม่ดีเด็กก็อาจจะไปศึกษาข้อมูลของโรงเรียนที่เป็นเครือข่ายได้ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนเหล่านี้มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง

“การสอบจะมีทั้งหมด 19 สนามสอบ เปิดให้สมัครและสอบได้ภายในงาน โดยเปิดสอบวันละ 6 รอบ แบ่งเป็น เช้า 3 รอบ และบ่าย 3 รอบ สอบรอบละ 1 ชั่วโมง จากนั้นจะทำการตรวจข้อสอบโดยคอมพิวเตอร์ และประกาศผลให้เด็กทราบทันที”

ดร.ชินภัทร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามยืนยันว่าขณะนี้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั้ง 290 แห่งได้จัดทำแผนการรับนักเรียนเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะรับนักเรียนห้องละกี่คน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 40-50 คน ดังนั้นเมื่อมีการประการผลสอบ โรงเรียนเหล่านี้จะไม่สามารถเปิดรับสมัครรอบสองได้อีก ซึ่งเด็กที่พลาดจากการสอบรอบแรก ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะเป็นผู้จัดที่นั่งให้แก่นักเรียนเอง โดยจะพิจารณาจากโรงเรียนเครือข่ายที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการ

ดังนั้นหากนักเรียนต้องการเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่บริการ ก็ควรจะเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมกับตัวเอง มากกว่าที่จะไปเลือกเข้าโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะต้องมีการสอบคัดเลือก และใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET 20% ในการคัดเลือกเด็กด้วย

Tags : , , , | add comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อพูดถึง “อีคิว” หรือความฉลาดทางอารมณ์
นับได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้ “ไอคิว” ที่หมายถึงระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาเลย
เพราะเด็กที่มีอีคิวดีย่อมสามารถจัดการอารมณ์ และดำเนินชีวิตอย่างเข้าใจตนเอง
และผู้อื่น ซึ่งพ่อแม่สามารถฝึกฝนให้ลูกมีอีคิวที่ดีขึ้นได้
แต่ถ้าปล่อยให้เด็กอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หรือถูกเปรียบเทียบอยู่บ่อย ๆ
เป็นการยากที่จะมีการพัฒนาอีคิวที่ดีได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้
พญ.สุธีรา ริ้วเหลือง
จิตแพทย์ กลุ่มงานจิตเวช สาขาจิตเวชเด็ก และวัยรุ่น
รพ.พระนั่งเกล้าฯ กล่าวภายหลังจบการเสวนาในงานเทศกาลนิทานในสวนครั้งที่ 8 เมื่อเร็ว
ๆ นี้ว่า ทุกวันนี้ระดับอีคิว หรือความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กหลาย ๆ
คนกำลังถูกทำลายด้วยความคาดหวัง ช่างเปรียบเทียบ และมุ่งแข่งขันของผู้ใหญ่
ส่งผลให้เด็กหาความพอดีทางจิตใจไม่ได้ กลายเป็นคนอารมณ์ร้อน
ขาดทักษะทางสังคมที่ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ
โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหน้าที่การงาน
และชีวิตส่วนตัวย่อมมีได้น้อย

“การเปรียบเทียบเป็นส่วนหนึ่งของการที่พ่อแม่รู้สึกว่า
ลูกยังทำได้ไม่ดีพอ แล้วส่วนมากจะมีคำพูดที่ทำให้ลูกรู้สึกแย่ตามออกมาโดยลืมมองว่า
ลูกก็ทำได้มากแล้วนะ เช่น ทำไมทำไม่ได้ เรื่องแค่นี้เอง ดูสิ ขนาดเพื่อน ๆ
เขายังทำกันได้เลย ทำให้เด็กรู้สึกว่า
พ่อแม่มองไม่เห็นเลยหรือว่าตัวเขาเองก็พยายามเต็มที่แล้วนะ
มองแต่ส่วนที่พลาดแล้วย้ำมันอยู่นั่นแหละ หรือบางบ้าน ทำผิดไม่ได้เลย
ผิดเมื่อไรถูกตี หรือถูกตำหนิทันที ทำให้อีคิวในด้านของการรู้จักคุณค่าในตัวเองลดลง
กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ขี้โมโห
และไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์”

หากเด็กยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต่อไปเรื่อย
ๆ พญ.สุธีรา สะท้อนต่อไปว่า เมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อาจเกิดปัญหาต่าง ๆ
ตามมาได้

“พอเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจะเริ่มรู้จักตัวเอง
และมองอย่างมีอคติว่า พ่อกับแม่ไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเขาเลย ซึ่งอันตรายมาก
เพราะเด็กจะขาดแรงยึดเหนี่ยว รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเกิดขึ้นในชีวิตของเขาเลย
ทำให้เสี่ยงต่อการหลงผิด และออกนอกลู่นอกทางได้สูงมาก เช่น ติดเพื่อน ตามเพื่อน
หรือบางคนอาจติดอยู่กับโลกออนไลน์อย่างเกม และโปรแกรมสนทนาต่าง ๆ
จนไม่สนใจสิ่งรอบตัวไปเลยก็มี”

“ดังนั้น มาสร้างแรงยึดเหนี่ยวให้ลูกตั้งแต่เล็ก ๆ
กันเถอะค่ะ เพราะถ้าเด็กมีคนที่เข้าใจ ยอมรับ และให้กำลังใจ
พวกเขาก็จะมีความภาคภูมิใจในตัวเองว่าเขาก็ทำได้นะ ถึงแม้จะทำได้ไม่ดีก็ตาม
แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ และรักเขาอยู่ เมื่อเด็กได้รับสิ่งเหล่านี้
หมอเชื่อว่า เด็กจะสามารถก้าวผ่านช่วงวัยรุ่นไปได้ด้วยดี ต่อให้หลุดนอกวงโคจร
เด็กก็ยังรู้สึกว่า บ้านคือสิ่งที่อบอุ่น บ้านคือสิ่งที่ให้อภัยเขา
บ้านคือสิ่งที่รอรับเขาตลอดเวลา ซึ่งหมอบอกได้เลยว่า
ในช่วงวัยรุ่นมีโอกาสหลุดได้สูง แต่ถ้าเขามีทักษะทางอารมณ์ที่ดี หลุดไม่นานค่ะ
แล้วเขาจะกลับมา”
พญ.สุธีราทิ้งท้าย

Tags : , , , , , , , | add comments