สองมือแม่นี้ที่หายไป

Posted by malinee on Tuesday Sep 20, 2011 Under Uncategorized

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศตึงเครียด จะมีเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้นที่ไม่ต้องกังวล แต่สังคมโดยรวม หรือประชากรส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ กับความฝืดเคือง ภาวะเงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดภาวะที่จะต้องดิ้นรนเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งอาจทำได้โดยการทุ่มเทกับงานให้มากขึ้น เพื่อโอกาสก้าวหน้าทางด้านการงาน ทำงานพิเศษ นอกเวลา ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวส่งผล 2 ด้าน นั่นคือ การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และ ผลทางด้านครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดี่ยว เนื่องจาก เมื่อพ่อแม่ให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานมาก ก็จะทำให้เห็นความสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูลูกน้อยลง เป็นสาเหตุของปัญหาสังคม จริยธรรม ที่เราได้ยินได้ฟังจนกลายเป็นความเคยชิน จนไม่มีใครมีสำนึกที่จะช่วยแก้ปัญหา
ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมเมื่อสืบสาวกันลึก ๆ มักเกิดจากปัญหาพื้นฐานทางครอบครัวเป็นหลัก ความรุนแรงของปัญหานั้น ๆ ขึ้นอยู่กับว่า คนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองนั้นตระหนักหรือรับทราบถึงปัญหาหรือไม่ มีสำนึกถึงหน้าที่ของความเป็นบุพการีมากน้อยเพียงใด ภาพรวมของผู้เป็นพ่อแม่ปัจจุบัน นิยมผลักเด็กออกจากตัวเองโดยไม่รู้ตัว แล้วมีคำพูดที่เป็นข้อแก้ต่างตลอดเวลาว่า ไม่มีเวลา ต้องทำงาน ไม่แม้กระทั่งหาข้อมูล (ที่แสนจะง่ายดาย และสะดวกสบาย) เกี่ยวกับพฤติกรรมในแต่ละวัย บางครอบครัวไม่มีเวลาถึงขนาดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกหลานของตนมีพฤติกรรมอย่างไร มีการเรียนย่ำแย่ หรือดีแค่ไหน ปล่อยให้หน้าที่ดังกล่าวเป็นของทางโรงเรียน และโรงเรียนกวดวิชา ส่วนตนเองมีหน้าที่หาปัจจัยต่าง ๆ มาบำรุง บำเรอ ความสุข ความสะดวกสบาย หรือหน้าตาทางสังคม โดยไม่เหลียวแลหน้าที่ในการอบรมบ่มนิสัย การขัดเกลาจิตใจ จึงทำให้เด็กมีความเชื่อ และค่านิยมผิด ๆ โดยขาดการชื้ทางที่ถูกที่ดี
ครอบครัวที่มีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น เมื่อดูภายนอกแล้ว เป็นครอบครัวที่มีความสุข สมบูรณ์ ก็เหมือนกับผลไม้ที่เน่าข้างใน โดยที่ผิวด้านนอกยังดูดีอยู่ เราจะไม่รู้เลยจนกว่าเราจะไปสัมผัส จับต้องมัน แล้วเจ้าหนอนตัวเล็ก ๆ ก็จะชอนไชออกมาพร้อมกลิ่นเหม็น เช่นเดียวกับปัญหาเล็ก ๆ ภายในครอบครัว หากเกิดในช่วงสั้น ๆ หากรู้แล้วสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ก็สามารถกำจัดหนอนน้อยเพียงไม่กี่ตัวไปได้จากเนื้อทั้งชิ้น แต่ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่รับรู้ และไม่พยายามที่จะหาสาเหตุของปัญหา ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ผูกจากปมหนึ่งไปอีกปมโดยไม่สิ้นสุด จนสุดท้ายปัญหาต่าง ๆ ไม่สามารถคลี่คลายได้ ก็ปล่อยไปตามยถากรรม เมื่อครอบครัวซึ่งถือเป็นฐานของบ้านเมือง หากฐานเองยังไม่มีความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ไหนเลยจะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับตึกทั้งหลังได้เล่า ซึ่งปัญหาดังกล่าวต่าง ๆ เหล่านี้จะเบาบางลงถ้า พ่อแม่ให้ความสำคํญกับหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่อย่างแท้จริง มิฉะนั้นก็รอวันที่ประเทศชาติจะล้มลงด้วยมือของทุกคนที่ไม่สำนึกในหน้าที่ของตนเอง

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากบทความต่าง ๆ ที่ผ่านมา เราจะพบว่าครอบครัวนั้นมีส่วนสำคัญที่สุดกับเด็ก ทั้งในด้านการเรียน การเข้าสังคม ความมีระเบียบวินัย และ คุณธรรม จริยธรรมในตัวเด็ก ซึ่งจะเกิดการบ่มเพาะทีละเล็กละน้อยตั้งแต่เขาลืมตาวันแรก ครอบครัวจะเป็นกลไกหลักในการผลักดัน หรือ ขับเคลื่อน ให้เด็กแต่ละคนเติบโตไปในทิศทางใด ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวเป็นแหล่งพลังงานที่คอยประคองให้เขาได้ก้าวไปเผชิญกับโลกภายนอกในภายภาคหน้า
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กไม่ได้รับความรัก ความอบอุ่นในวัยที่เขาต้องการแล้ว เขาก็จะคอยไขว่ขว้าความรักจากคนที่ผ่านเข้ามา ซึ่งปัจจุบันนี้เรามักพบว่าทั้งพ่อและแม่ต่างพากันออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน ส่วนใหญ่แล้วออกจากบ้านก่อนหน้าลูกตื่น และกลับเข้าบ้านเพื่อพาตัวเองมาให้ถึงที่นอนเท่านั้น เด็กไม่ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นการพูดคุย เล่าประสบการณ์ การกอด โดยที่พ่อแม่ไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งที่ลูกต้องการ รู้เพียงสิ่งที่ตนเองต้องการโดยมีลูกเป็นข้ออ้างว่าทำเพื่อเขา สุดท้ายเด็กก็เกิดความเคยชิน จนกลายเป็นความชินชาต่อความรู้สึกต้องการ ไม่มีความกระตือรือร้น เก็บตัว ไม่เข้าสังคม เป็นคนไม่มีความพยายาม เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป เขาก็เรียนรู้ที่จะไปหาสิ่งที่คิดว่าตนเองต้องการ จึงทำให้ติดเพื่อน หรือเสียคนในที่สุด เปรียบไปก็เหมือนแม๊กมาที่อยู่ใต้ภูเขาไฟ รอจนกว่าพลังงานจะเพียงพอที่จะประทุระเบิดออกมา จนเกิดความเสียหายไปทั่วเป็นบริเวณกว้าง

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ขอแสดงความยินดีกับครูและเด็ก ๆ ทุกคน ที่ได้รับรางวัล การแข่งขันคณิตคิดเร็วและภาษาอังกฤษชิงแชมป็ประเทศไทยครั้งที่ 12 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2554 ณ ม.เอเชียอาคเนย์ ส่วนเด็กที่ไม่ได้รับรางวัล เราก็ยังได้ประสบการณ์ในการแข่งขัน ได้เรียนรู้ถึงการรู้จักแพ้ชนะ และได้แสดงออกถึงความสามารถที่แต่ละคนได้ฝึกฝนมา เป็นอย่างดี ขอให้เด็ก ๆ มีความมานะ พยายาม ในการฝึกฝนต่อไปนะจ๊ะ

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

IQ หรือ I kill

Posted by malinee on Monday Sep 5, 2011 Under Uncategorized, ทฤษฎีลูกคิด

อย่างที่เรารู้ ๆ กันอยู่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ในบ้านเรามีแนวการศึกษาให้เลือกในแบบต่าง ๆ มากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังไม่เห็นความโดดเด่นในเรื่องของวิชาการในเด็กรุ่นนี้มากนัก หากแต่สิ่งที่เราเห็นนั้นมันกับตรงกันข้าม บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินได้ฟังจากพ่อแม่ผู้ปกครองว่า ลูกเรียนแล้วไม่ได้อะไร ไม่มีความรับผิดชอบ ต้องคอยดูแลจนกระทั่งโต หรือได้ยินได้ฟังจากครูว่าเด็กรุ่นนี้ ไม่เอาใจใส่ต่อการเรียน ไม่มีความพยายาม หรือแม้กระทั่งบทความต่าง ๆ ที่เรามักจะได้อ่านพบว่าเด็กไทย ไอคิวต่ำลง ทั้งนี้ทั้งนั้นมันคงไม่ได้เป็นที่กลุ่มของเด็ก หรือวัยของเด็ก หากเกิดมาจากหลายปัจจัย ซึ่งพอจะประมวลได้ดังนี้
– กฏกระทรวงที่สร้างสรรค์ ให้โรงเรียนรับนโยบายที่ว่าไม่มีการตกซ้ำชั้น ซึ่งไม่ว่าเด็กคนนั้นจะไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ก็สามารถสอบขึ้นชั้นได้ โดยที่มีคะแนนเก็บ ซึ่งเป็นรายงาน คะแนนความประพฤติ แล้วนำมารวมกับคะแนนสอบ กลางภาค (ประมาณ 10%) กับคะแนนสอบปลายภาค (อีก 20%) ซึ่งรวมคะแนนสอบแล้วไม่สามารถบอกความสามารถ หรือความรู้พื้นฐานของเด็กได้ ซึ่งเมื่อเด็กเรียนในชั้นที่สูงขึ้นไป ความสามารถในการรับรู้ หรือในเรื่องของการอ่านยังไม่ได้ถูกฝึกให้พัฒนาขึ้น ทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถที่จะต่อยอดความรู้หรือเนื้อหาใหม่ให้เด็กได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ได้ ปล่อยให้ครูผู้สอนระดับต่อไปรับเด็กต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเมื่อเด็กไปโรงเรียนก็ขาดความกระตือรือร้นในการเรียน ไม่ขวนขวายหาความรู้ เพราะติดขัด ไม่มีความสุข ไม่มีความภูมิใจในตัวเอง เด็กกลุ่มนี้ก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และรวมกลุ่มกันหาสิ่งที่ทำโดยที่ตัวเองมีความสุข ซึ่งถ้าสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขเป็นประโยชน์กับตัวเองก็ไม่น่าเป็นห่วงซักเท่าใด แต่ความสุขที่เด็กกลุ่มนี้พบมักเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา กว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะรู้เท่าทันทุกอย่างก็สายเสียแล้ว
– สิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว นอกจากจะเป็นในส่วนของการบริหารระบบแล้ว ยังเกิดจากสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการคือ ความใกล้ชิด ดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งมักมีข้ออ้างหลักที่คนกลุ่มนี้ใช้คือ ไม่มีเวลา ต้องทำงาน แล้วให้จัดหาคน หรือ สิ่งของที่ดูแลลูกอย่างขาดวิจารณญาน ไม่ได้ไตร่ตรองถึงข้อเสียว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่เรายอมเสียให้กับลูกหรือไม่ ผู้ใหญ่มักคิดว่าตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบต่าง ๆ มากมาย เห็นว่าเด็กยังไงก็ไม่ยอมรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ซึ่งมีเพียงการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ขาดความรู้เท่าทันไปว่า สิ่งที่ตนเองให้กับลูก (เกมส์ , iPad , iPhone หรือแม้กระทั่งทีวี) นั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กขาดวินัย และความรับผิดชอบ เห็นเพียงแต่ว่าเมื่อเด็กอยู่กับอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ทำให้เขาไม่เข้ามากวนใจ หรือต้องคอยหาอะไรให้ทำ เพราะเด็กจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้นานเป็นหลายชั่วโมง
สิ่งที่น่าเศร้าคือ เคยได้ยินว่าจะมีนโยบายจากกระทรวงให้เด็กชั้นประถม 1 (ซึ่งยังจับดินสอไม่ถนัด เขียนหนังสือยังไม่ได้ ต้องหัดลากตามรอยเส้นประ) ใช้ tablet เพื่อให้เด็กได้เข้าถึงเทคโนโลยี คาดว่านโยบายนี้จะเป็นนโยบายเพิ่ม I kill เด็กไทย ไม่ใช่ IQ ซะแล้ว

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ในวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2554 ทางโรงเรียนจัดให้มีการซ้อมใหญ่เพื่อแข่งขันจินตคณิตคิดเร็ซขึ้น ในเวลา 15 : 30 – 16:15 น. หากท่านใดสนใจดูคลิป เข้าชมได้ที่ facebook “จินตคณิต ลูกคิดญี่ปุ่น”

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม 2554
บอกลาความคิดเชื่องช้า ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ ช่วยเติมความปราดเปรื่องให้สมอง เพิ่มพลังเรียนรู้เร็ว

เริ่มวันใหม่เติมพลังการเรียนรู้ด้วย “โปรตีน” จากเมนูข้าวต้ม โจ๊ก แซนด์วิช สลัด หรือซีเรียล พร้อมนม 1 แก้ว จะช่วยคงสภาวะระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงเป็นเวลานาน ตรงกันข้ามหากมีพฤติกรรมงดอาหารเช้า จะสังเกตว่า ช่วงสายมักเริ่มหิว ไม่มีสมาธิ ขาดความฉับไวในการคิด และแก้ปัญหา

“จิบน้ำอุณหภูมิห้อง” เพราะสมองประกอบด้วยน้ำถึง 85% และระหว่างวันร่างกายจะสูญเสียไปจากเหงื่อ และปัสสาวะ ดังนั้น จึงต้องเติมน้ำให้ร่างกายเป็นระยะ โดยควรเป็นน้ำธรรมดา ไม่เย็นจัด ซึ่งร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที มีผลต่อเซลล์สมองส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น

“สลับมือบริหารสมอง” ด้วยกิจกรรมง่าย ๆ เช่น แปรงฟัน หวีผม หรือกวาดบ้านด้วยมือที่ไม่ถนัด จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานให้แอคทีฟขึ้น

“อารมณ์ดีสมองแล่น” อารมณ์ขันส่งผลต่อกระบวนการคิดเชิงบวก และแก้ปัญหาในเชิงสร้างสรรค์ ในทางกลับกันถ้าอยู่ในอารมณ์เครียดเกินไป จะทำให้การประมวลข้อมูลของสมองช้า ทำความคิดแคบ

“เลี่ยงอดนอนทำสมองเบลอ” ควรนอนหลับให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยไม่ควรนอนคลุมโปง เพราะจะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ และลดออกซิเจน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

ลองนำวิธีข้างต้นไปใช้อย่างสม่ำเสมอ แล้วน้อง ๆ จะพบว่า “สมองฟิตความคิดปิ๊ง” นั้น สร้างได้ง่าย ๆ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม 2554
พระเทพภาวนาวิกรม รองเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ประธานมูลนิธิร่มฉัตร เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา และเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนด้านวิชาการแก่นักเรียนทั่วประเทศ ทางมูลนิธิจึงจะจัดแข่งขัน “โครงการ 9 เพชรยอดมงกุฎ” ประจำปีการศึกษา 2554 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมโล่เกียรติยศและทุนการศึกษา โดยกำหนดการแข่งขัน ได้แก่ วันที่ 20-21 ส.ค. แข่งขันคณิตศาสตร์ที่ รร.วัดสุทธิวราราม, 27-28 ส.ค. แข่งขันภาษาไทย ที่รร.สันติราษฎร์วิทยาลัย , 3-4 ก.ย. แข่งขันวิทยาศาสตร์ที่ รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า , 11 ก.ย. แข่งขันภาษาจีนที่ม.ราชภัฏสวนสุนันทา , 24-25 ก.ย. แข่งขันเศรษฐศาสตร์ ที่ รร.สตรีวิทยา 2 , 13 พ.ย. แข่งขันภาษาญี่ปุ่น ที่ม.เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา , 19-20 พ.ย.54 แข่งขันภาษาอังกฤษ ที่ รร.ฤทธิยะวรรณาลัย , 26-27 พ.ย.54 แข่งขันประวัติศาสตร์ ที่ รร.สตรีวิทยา และ 17-18 ธ.ค.54 แข่งขันพระพุทธศาสนา ที่ รร.เทพศิรินทร์ ทั้งนี้นักเรียนที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 08-1408-4503

Tags : , , , , , , , , | add comments

ยิ่งเรียนยิ่งแย่

Posted by malinee on Tuesday Aug 16, 2011 Under Uncategorized

เด็กในปัจจุบันนี้ แทบทุกบ้านไม่ค่อยมีเวลาหยุดพักแม้กระทั่งวันหยุด เนื่องจากต้องออกไปเรียนพิเศษกันมากมาย ทั้งดนตรี กีฬา และวิชาการต่าง ๆ แต่กระนั้นยังมีผู้ปกครองจำนวน ไม่น้อยที่มักพบว่า เด็ก ๆ หรือลูกหลานนั้นยิ่งเรียนยิ่งแย่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น อาจพอจำแนกได้พอสังเขปดังนี้
– พ่อแม่ผู้ปกครองให้เด็ก ๆ เรียนทุก ๆ อย่าง โดยที่ไม่มีเวลาในการฝึกซ้อมในสิ่งที่เรียน และไม่เกิดความชำนาญ เมื่อถึงเวลาเรียน (1 ครั้ง/สัปดาห์) ทำให้เด็กไม่เกิดความก้าวหน้า จึงต้องทบทวนในสิ่งที่เรียนเมื่อครั้งก่อน เพื่อให้เกิดความชำนาญ เหมือนกับย่ำอยู่กับที่ ทำให้ทั้งเด็กเกิดความเบื่อหน่าย (เรียนแต่สิ่งเดิม ๆ) และไม่เกิดความสนใจ แต่พอเรียนยากขึ้น ก็เกิดความท้อแท้ เมื่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง เห็นว่าลูกหลานเรียนแล้วเกิดความเบื่อหน่ายและไม่ได้ผล ก็เลิกเรียน ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก็เป็นการบ่มเพาะนิสัยของเด็ก กลายเป็นไม่ฝ่าฝันต่ออุปสรรค โดยไม่รู้ตัว
– สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งถือเรื่องธรรมดาในยุคปัจจุบัน เราจะพบว่าเด็กในยุคปัจจุบันนี้แม้แต่พจนานุกรมหรือ dictionary ยังเปิดกันไม่เป็นเลย เนื่องจากมีทั้ง talking dic และ iPad ซึ่งสามารถให้คำแปลได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เด็กขาดทักษะในการใช้พจนานุกรม นั่นหมายถึงการใช้สมองในการพิจารณาว่าอะไรมาก่อนหลัง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการคิดวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ นอกจากนี้แล้วเด็กยังไม่มีความพยายาม ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ เพราะทุกอย่างได้มาง่าย ๆ
– การให้เด็กอยู่ในภาวะลอยตัวจากความรับผิดชอบ เมื่อเด็กมีหน้าที่ในการเรียนในทุกวัน การบ้านที่หนักหนา จึงทให้เขาไม่เหลือเวลาในการรับผิดชอบหน้าที่ในบ้าน บางบ้านแม้แต่เสื้อผ้าที่ใส่แล้วยังต้องตามไปเก็บในที่ต่าง ๆ ที่อยากวาง ซึ่งเป็นการเพาะบ่มนิสัยเกียจคร้าน มักง่าย ไม่มีวินัยให้กับลูกหลาน โดยไม่รู้ตัว เมื่อเขาโตขึ้น ก็จะกลายเป็นนิสัยที่แก้ยาก โดยที่พ่อแม่ไม่รู้เลยว่ามันเริ่มจากจุดไหน
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง เราต้องพยายามไม่บ่มเพาะนิสัยต่าง ๆ ที่ไม่พึงประสงค์แก่ลูกของเรา อย่าปล่อยให้การเลี้ยงดูที่ดี (เกินไป) กลายเป็นหลุมพรางที่เขาตกลงไปแล้วไม่มีใครที่จะช่วยเขาได้แม้แต่ตัวของเขาเอง

Tags : | add comments

ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ขณะนี้ มศว รับสมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี ปีที่ 1 (สอบตรง) ประจำปี 2554 ตั้งแต่บัดนี้ -15 สิงหาคม 2553 จำนวนกว่า 2,400 คน

มีคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สหเวชศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ศึกษาศาสตร์ พลศึกษาและศิลปกรรมศาสตร์ และวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย ซึ่งแต่ละคณะจะรับนักเรียนในระบบแอดมิชชั่นส์กลางด้วย ส่วนคณะศิลปกรรมศาสตร์นั้น มศว รับตรงครั้งเดียว

“นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.6 และกำลังจะสำเร็จการศึกษาในปี 2553 สามารถเลือกสอบตรงได้ ซึ่งนักเรียนแต่ละคนควรจะมีข้อมูลในแต่ละมหาวิทยาลัยว่าจัดสอบตรงในวันไหน และการเลือกสอบตรงนักเรียนแต่ละคนควรจะเลือกจากความสนใจที่จะเข้าเรียนในสาขาคณะนั้นๆ จริงๆ หากนักเรียนคนใดสนใจและต้องการสอบตรงที่ มศว สามารถหาข้อมูลรายละเอียดได้ที่ โดยสมัครทางอินเทอร์เนต หรือติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์การประเมินผลและรับนิสิต มศว โทร.0-2649-5712-14″ ศ.ดร.วิรุณ กล่าว

จากคมชัดลึกออนไลน์
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Tags : , , | add comments

ความแก่เป็นความทุกข์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ คนส่วนมากกลัวความแก่ไม่มากก็น้อย คนบางคนกลัวมากบางคนกลัวน้อย บางคนกลัวหน้าแก่ บางคนกลัวเซ็กส์แก่ แต่ที่ทุกคนกลัวเหมือนกันคือสมองแก่ สมองเสื่อม เนื่องจากสมองเป็นที่อยู่ของจิตใจ ซึ่งสามารถทำให้เกิดความรู้สึกสุขทุกข์ได้มาก เมื่อมีอาการสมองแก่ เช่นขี้หลงขี้ลืม ทำเงินหาย ทำบัตรเอทีเอ็มหายบ่อยๆ ทำให้เกิดความทุกข์ใจมาก หลายคนจึงต้องดิ้นรนเสาะแสวงหาทางป้องกันความแก่ทุกวิถีทาง
ในสมัยก่อนคนเราเที่ยวเสาะแสวงหายาอายุวัฒนะ เสียเงินเสียทอง เสียค่าโง่กันไปมากมาย โดยหลงเชื่อคำเล่าลือปากต่อปาก เช่น แนะให้กินสมองสัตว์ โสมเกาหลี แปะก๊วย มีเมียสาว ฯลฯ แต่ปัจจุบันนี้การแพทย์สมัยใหม่มีข้อมูลความเข้าใจ ในเรื่องสมองเสื่อมมากขึ้น ทำให้การชะลอภาวะสมองเสื่อมดีขึ้นบ้าง

เอาแค่สิ่งพื้นๆ ที่มีอยู่ตามบ้านเรา เช่น กาแฟซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีกินกันมานานนม มีการศึกษาวิจัยเรื่องการกินกาแฟกันมามาก ทุกวันนี้สามารถบอกได้ว่าคาเฟอีนในกาแฟ สามารถช่วยเพิ่มการทำงานของสมองหรือเพิ่มไอคิวของคนกินได้ การดื่มกาแฟช่วยกระตุ้นสมองให้แจ่มใสทำงานดีขึ้น เคยมีการทดลองที่อินสบรูคโดยใช้อาสาสมัคร 15 คน เขาให้อาสาสมัครกินกาเฟอีน 100 มก. (เท่ากับคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ 2 แก้ว) แล้วทดลองความจำ ในเวลาต่อมาใช้อาสาสมัครกลุ่มเดียวกันทดลองให้กินยาหลอกเปรียบเทียบกัน ผลปรากฎว่าคนที่กินคาเฟอีนมีความจำระยะสั้นดีกว่าคนที่กินยาหลอกอย่างชัดเจน และเมื่อเขาใช้เครื่องตรวจสแกนสมองที่เรียกว่า Functional MRIS เขาพบว่าสมองบริเวณ anterior cingular cortex และสมองส่วนหน้า frontal lobe ทำงานมากขึ้นจากผลของคาเฟอีน สรุปได้ว่าการดื่มกาแฟทำให้การทำงานของสมองในระยะสั้นดีขึ้น แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไปซึ่งจะมีผลข้างเคียงที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้

การเข้าสมาธิหรือกรรมฐานช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้ไหม คำถามนี้เป็นคำถามที่ถูกถามมานาน แต่เพิ่งจะมีคำตอบออกมาเมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นที่รู้กันแล้วว่าการฝึกกรรมฐานทำให้ใจสงบ มีสมาธิ ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น จากการวิจัยในประเทศอุตสาหกรรมพบว่า ทำให้ผลผลิตของพนักงานในบริษัท ในโรงงานดีขึ้น การลาป่วยขาดงานของพนักงานน้อยลง จนบริษัทใหญ่ๆ เช่น บริษัทรถยนต์ฟอร์ด และบริษัทใหญ่ๆ อีกหลายแห่งที่สหรัฐฯ รับเอาการฝึกกรรมฐานไปใช้กับพนักงานมากขึ้น ทุกวันนี้ชาวตะวันตกสนใจวิชากรรมฐานมากขึ้น จึงมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นตามไปด้วย

เมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาโดยการตรวจสแกนสมองอาสาสมัคร 20 คน ที่ทำกรรมฐานเป็นประจำวันละ 40 นาที เขาพบว่าสมองส่วนเปลือกนอก (Cortex) ซึ่งเป็นที่อยู่ของเซลล์สมองมากมีขนาดหนาขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ทำกรรมฐาน อันนี้เป็นหลักฐานพิสูจน์ทางกายภาพที่ชัดเจนว่าการฝึกกรรมฐานมีผลดี สามารถต้านความเสื่อมของสมองได้ คนที่ต้องการลดความเสื่อมของสมองจึงควรฝึกหัดทำกรรมฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิปัสสนากรรมฐานของพระพุทธเจ้า ซึ่งรู้กันมานานแล้วว่ามีผลดีต่อจิตใจ และเราเพิ่งรู้กันตอนนี้ว่ามีผลดีต่อกายภาพของสมองด้วย

อาหารสมองเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันมานาน มีการเอาสารเสริม-อาหารมาขายกันมาก บางอย่างเขาก็อ้างว่าทำให้สมองดีขึ้น ความจำดีขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจน ระยะหลังนี้มีข้อมูลจากการวิจัยมากขึ้น หมอแอนดรู วีล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแพทย์ทางเลือก เขียนแนะนำเรื่องอาหารสมองไว้หลายอย่าง เช่น เนื้อปลา น้ำมันปลา ขมิ้น ผักผลไม้ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม คาโรตีนอยด์

กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 Fatty Acid) ที่อยู่ในน้ำมันปลามีคุณสมบัติบำรุงสมองได้ ทั้งนี้เพราะสารตัวนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์สมอง ถ้าขาดไปจะทำให้เซลล์สมองอ่อนแอ เป็นโรคได้ง่าย อาหารของชนชาติญี่ปุ่น และเมดิเตอเรเนียน ทำให้คนของเขาอายุยืนล้วนมีกรดไขมันโอเมก้า 3 มาก เนื่องจากมีเนื้อปลาอยู่มาก ผู้รู้จึงแนะนำให้กินเนื้อปลาบำรุงสมองมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น คนที่ไม่ถนัดกินเนื้อปลาก็อาจจะใช้น้ำมันปลาที่ทำขายเป็นเม็ด (แต่ไม่ใช่น้ำมันตับปลาที่เหม็นคาว อย่างที่เด็กสมัยผมเคยถูกบังคับให้กิน) เช่น Krill Oil ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสสระและไม่เหม็นคาว เขาใช้สารตัวนี้รักษาโรคซึมเศร้า สมาธิสั้น ออทิซึม สำหรับนักมังสวิรัติ อาจจะหากรดไขมันโอเมก้า 3 กินในถั่ววอลนัท เม็ดแฟล็กซ์ ปอ หรือ สาหร่ายทะเล

ขมิ้นที่เราเอามาทำเครื่องแกงมีสาร Curcumin ต้านการอักเสบ ช่วยลดการเสื่อมของสมองจากโรคอัลโซเมอร์ได้ มีผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตไว้ว่าคนอินเดียมีอัตราการเกิดโรคอัลโซเมอร์ต่ำที่สุดในโลก อาจเป็นเพราะคนอินเดียมีการใช้ขมิ้นทำเครื่องแกงกินกันมากนั่นเอง

หมอวีลแนะนำว่าควรกินผักผลไม้ให้มากเข้าไว้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระและต้านสารพิษ ที่ทำให้เกิดมะเร็งและทำลายสมอง วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม และคาโรทีนอยด์ ถ้ากินเสริมอาหารเข้าไปอาจช่วยป้องกันความเสื่อมของสมองได้ แต่ในบรรดาสิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด หมอแอนดรู วีล กล่าวว่าไม่มีอะไรที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์สนับสนุนแข็งขันเท่ากับเนื้อปลาและน้ำมันปลา

ตั้งแต่ที่นายกรัฐมนตรีไทยสมัยต้มยำกุ้งถูกกล่าวหาว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ ทำให้โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์นี้ มีคนรู้จักกันมาก ใครๆ ก็กลัวโรคนี้จนมีคำถามว่าโรคนี้ป้องกันได้หรือไม่ คำตอบคือป้องกันได้บางส่วน คือชะลอมันลงไปได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการป้องกันหรือชะลอโรคอัลไซเมอร์นี้คือ การรักษาสุขภาพของระบบหลอดเลือด และหัวใจให้อยู่ในสภาพดี โดยการออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว เต้นแอโรบิค ว่ายน้ำ เต้นรำ หรือที่ดีที่สุดคือ ทำหลายกิจกรรมอย่างว่า แบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป จะช่วยรักษาสมองของเราได้ดีกว่าอย่างอื่น (และทำให้บาดเจ็บจากการออกกำลังกายน้อยลง) นอกจากนี้ควรเลิกสูบบุหรี่ กินอาหารไขมันต่ำ ถ้าเป็นโรคเบาหวาน ต้องใส่ใจควบคุมรักษาให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับดี กินผักผลไม้ให้เพียงพอ กินปลา และน้ำมันปลา (ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) ทุกอย่างที่ว่ามานี้ร่วมช่วยกัน รักษาให้หลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งของสมองด้วยไม่ให้ตีบตัน สามารถนำออกซิเจนไปต้านความเสื่อมได้ดี

เมื่อไม่นานมานี้พบว่าการออกกำลังกายนอกจากจะมีผลดีต่อหลอดเลือด หัวใจ และสมองแล้ว ยังกระตุ้นให้มีการผลิตสารเร่งการเสริมสร้าง (Growth Factor) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เซลล์ประสาทมีสุขภาพดีด้วย

การฝึกสมองทดลองปัญญาเป็นประจำก็สามารถช่วยรักษาคุณภาพของสมองเอาไว้ได้ดี เช่น การเรียนภาษาใหม่ๆ ฝึกทดสอบความจำ ทำข้อสอบไอคิว ฯลฯ จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการใช้สมองอ่านหนังสือ แก้ปริศนาอักษรไขว้ เล่นหมากรุก เล่นดนตรี สามารถลดการเกิดสมองเสื่อมได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ และพบว่ายิ่งทำมากยิ่งมีผลดีมาก เช่น คนแก้ปริศนาอักษรไขว้อาทิตย์ละ 4 ครั้ง สมองเสื่อมน้อยกว่าคนแก้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ถึง 47%

จากข้อมูลของผู้รู้เท่าที่กล่าวมานี้ ก็สามารถช่วยให้เรารักษาประคับประคองสมองอันเป็นที่รักของเรา ให้อยู่ยั้งยืนยงไปได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งสำคัญคือต้องลงมือทำตั้งแต่บัดนี้เลย ไม่ว่าท่านจะยังหนุ่มยังสาวซิงๆ แค่ไหนก็ตาม
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร – HealthToday

Tags : , , , , , , | add comments