ทัศนของผู้ปกครองหลาย ๆ คนที่ส่งบุตรหลานมาเรียนจินตคณิตส่วนใหญ่มุ่งหวังให้บุตรหลานมีการคิดคำนวณที่รวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเนื่องจากการทำการตลาดการตลาดของสถาบันการสอนจินตคณิตเกือบทุกแห่งมักเน้นเรื่องความเร็วในการคิดคำนวณ นอกจากนี้ยังมีการจัดการแข่งขันคณิตคิดเร็วกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ถ้าเด็ก ๆ ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง ที่ต้องให้เวลากับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาเรื่องความเร็วและความแม่นยำ แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้และฝึกฝนมีมากขึ้น เมื่อเทียบกับเวลาที่เด็ก ๆ มีอยู่ ทำให้การฝึกฝนของเขาต้องมีการจัดสรรเวลาให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว

นอกจากเรื่องของเวลา(ของการฝึกฝนที่ต้องแบ่งไปให้กับการเรียนที่มาก) แล้ว ธรรมชาติของเด็กที่ถูกอบรมเลี้ยงดู หรือสิ่งแวดล้อมของเด็ก หล่อหลอมให้เด็กแต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คงหนีไม่พ้นกระต่ายกับเต่า ซึ่งธรรมชาติของกระต่ายก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าเป็นสัตว์ที่มีความว่องไวมากเมื่อเทียบกับเต่า ดังนั้นหากเด็กที่ถูกเลี้ยงมาให้เป็นเด็กที่ทำงานทุกชิ้นอย่างประณีต มักใช้เวลากับงานแต่ละชิ้นเป็นเวลานาน หรือใช้เวลากับงานแต่ละอย่างแบบช้า ๆ การฝึกให้คิดเลขเร็ว ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของเด็กคนนั้น แต่เมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ถูกกระตุ้นให้ใช้เวลากับการทำงานแบบเร็ว ๆ การคิดเลขเร็วก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา หากเด็กได้รับการฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอจะทำให้เขาคิดเลขได้เร็วและแม่นยำ แต่ในทางตรงกันข้ามหากเด็กไม่ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่เกิดคู่กันกับความเร็วคือความผิดพลาด เมื่อเทียบกับเด็กที่ช้ากว่าแต่มีความรอบคอบ และแม่นยำมากกว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าการที่จะฝึกให้เด็กเน้นแต่ความเร็วเพียงอย่างเดียว  เช่นเดียวกับนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ที่เด็กหลาย ๆ คนที่ได้ฟังเรื่องนี้มักอยากเป็นเต่าที่มีมานะอดทนมากกว่าการเป็นกระต่ายที่มีแต่ความประมาท

หากเรามองถึงเรื่องเส้นชัย นั่นคือการที่เด็กสามารถสร้างศักยภาพของสมองทั้งสองด้าน ผ่านการคิดคำนวณ ก็ถือเป็นผลสำเร็จที่น่าชื่นชม

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | Comments Off on เส้นชัยของเต่ากับกระต่าย

images30JI2Q42                        ในการเรียนของเด็กตั้งแต่อนุบาลนั้น เด็ก ๆ จะต้องเรียนรู้ทั้งภาษา และ จำนวน (คณิตศาสตร์) การเรียนโดยทั่วไปของการเรียนภาษา ก็จะต้องเริ่มต้นให้เด็กท่องจำ พยัญชนะในภาษาต่าง ๆ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ก่อนที่เด็กจะสามารถอ่านออกเขียนได้ เด็ก ๆ จำเป็นที่จะต้องฝึกทักษะการอ่านจากการสะกดคำแบบค่อยเป็นค่อยไป

                        เช่นเดียวกับการเรียนภาษา การเรียนคณิตศาสตร์ในช่วงต้น ๆ ของชีวิต แน่นอน เด็ก ๆ จะต้องรู้จักจำนวนก่อน โดยที่จะต้องมีการเชื่อมโยงสัญลักษณ์ (ตัวเลข) กับจำนวนให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงค่อยมีการบวก การลบตามมาทีหลัง

                        ในการเรียนคณิตศาสตร์นั้น จะมีวิธีคิดหลาย ๆ วิธีที่ให้ได้คำตอบเดียวกัน เช่นเดียวกับการเดินทางให้ถึงจุดหมาย โดยที่แต่ละคนจะมีการเลือกใช้พาหนะที่แตกต่างกัน แต่ก็ไปถึงจุดหมายเดียวกันได้ โดยสิ่งที่แตกต่างกันก็คือเรื่องของเวลาเท่านั้น การเรียนคณิตศาสตร์ในโรงเรียน โดยทั่วไปจะมีการเชื่อมโยงจำนวนให้เป็นรูปธรรมโดยใช้นิ้ว (เป็นเครื่องมือที่อยู่กับเด็ก ๆ ตลอดเวลา) เช่นเดียวกับการบวก-ลบ เด็ก ๆ ก็จะถูกสอนให้ใช้นิ้วเป็นเครื่องมือช่วยคิด ซึ่งก็สามารถหาคำตอบในเรื่องการคำนวณได้เช่นกัน

                        ส่วนจินตคณิตนั้น เป็นการใช้ลูกคิดเป็นเครื่องมือ ซึ่งก่อนที่เด็กจะสามารถใช้ในการบวก-ลบได้คล่อง ก็ต่อเมื่อเขาเรียนรู้การใช้ลูกคิดได้ครบทุกสูตร แต่หากเด็กที่ถูกฝึกให้ใช้นิ้วเป็นเครื่องมือจนคล่องแล้ว มักคุ้นกับการนับนิ้ว (ซึ่งถูกฝึกในการเรียนทุกวัน) และการเรียนจินตคณิตไม่ได้มีใช้ในโรงเรียน มีผลให้เด็ก ๆ ไม่เอาใจใส่ต่อการบ้านที่ให้ทำเพื่อฝึกฝนระหว่างสัปดาห์ (ที่เรียนเพียงสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น) หากพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้เด็ก ๆ เรียนจินตคณิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ดังนั้นทางโรงเรียนหรือครูจะต้องทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองให้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำการบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการใช้ลูกคิดให้คล่องและเมื่อถึงช่วงของการจินตนาการ ก็สามารถที่จะคำนวณได้อย่างถูกต้องและแม่นยำในที่สุด     

ครูจา

Tags : , , , , , , | add comments

math_clipart              ในการเรียนคณิตศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในแนวใด ๆ เด็กทุกคนจะต้องเริ่มต้นพื้นฐานการบวก ลบก่อน ต่อจากนั้นในช่วงระดับชั้นประถมปีที่ 2 ก็จะเข้าสู่เนื้อหาของการคูณ และ การหาร ซึ่งในเบื้องต้นเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจให้เด็กได้เข้าใจว่าการคูณนั้นคือการบวกเลขซ้ำ ๆ  และการหารคือการลบเลขซ้ำ ๆ กันนั่นเอง

              หลังจากการเรียนให้เข้าใจเรื่องของการคูณ-หาร แล้วเด็ก ๆ ก็จะต้องใช้สูตรคูณในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีเรื่องการคูณ-หารเป็นพื้นฐานในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจะเห็นว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองจะมีส่วนช่วยผลักดันให้เด็กได้มีทัศนคติที่ดี หรือไม่กลัวคณิตศาสตร์นั้น เราจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมให้น้อง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้น หากเราเริ่มต้นเร็ว เด็ก ๆ ก็จะไม่มีแรงกดดันเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเรียนโดยที่เขายังไม่ถูกเตรียมความพร้อมมา การท่องสูตรคูณ 12 แม่ในช่วงเวลาสั้น ๆ จะทำให้เขารู้สึกว่าเขาถูกบีบให้ต้องจำในช่วงเวลาที่จำกัด  

               เช่นเดียวกับการเรียนจินตคณิต เมื่อเด็กสามารถจินตนาการการบวก-ลบ จนคล่องในระดับหนึ่งแล้ว การเรียนในขั้นต่อไปคือการเรียนคูณ-หาร ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องการใช้สูตรคูณ เด็กส่วนใหญ่ที่ถูกเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดีในเรื่องของการท่องสูตรคูณ จะสามารถเรียนรู้ และมีความเข้าใจการเรียนได้เป็นอย่างดี และเมื่อถึงขั้นจินตนาการ เขาจะสามารถทำโจทย์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ไม่ได้ท่องสูตรคูณ จะไม่สามารถเรียนได้ เพียงแต่ประสิทธิผลที่ได้จะช้ากว่ามาก และอาจส่งผลให้เด็กมีความรู้สึกในเชิงลบกับการเรียนคูณ-หาร เนื่องจากเขาไม่สามารถท่องสูตรคูณได้  

               ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ ควรจะมีการเตรียมความพร้อมของลูกน้อยในช่วงปฐมวัย เพื่อเป็นการปูพื้นฐานและสร้างทัศนคติเชิงบวกให้กับบุตรหลานในการเรียน หลังจากที่เขามีพื้นฐานการเรียนที่ดี ประกอบกับวัยที่โตขึ้นแล้ว เขาก็จะมีกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง โดยที่ความต้องการในการดูแลก็จะน้อยลงตามลำดับ

ครู จา

Tags : , , , , , , , | add comments

ruler_math_sign            หลาย ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองมักคาดหวังในการส่งบุตรหลานเรียนจินตคณิตว่า จะสามารถทำให้เด็กมีการเรียนคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่

            ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีกันก่อน ปัจจัยลำดับต้น ๆ เลยคงหนีไม่พ้นทัศนคติที่ดีในการเรียนก่อน เมื่อมีทัศนคติที่ดี จะทำให้มีความสนใจในการเรียนรู้ จนเกิดความเข้าใจได้ในที่สุด สำหรับช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เมื่อมีพื้นฐานที่ดีในระดับประถมต้น ก็จะทำให้สามารถต่อยอดไปสู่ประถมปลายและมัธยมในที่สุด  จินตคณิตเป็นการเรียนที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างทัศนคติในเชิงบวกได้สำหรับเด็กในช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เนื่องจากในช่วงชั้นดังกล่าว การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีความแม่นยำในเรื่องของค่าประจำหลัก และการคำนวณ ซึ่งจินตคณิตนั้นทำให้เด็กมีพื้นฐานที่ดี และมีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ด้วย  เนื่องจากเด็กสามารถคิดคำนวณได้อย่างแม่นยำ และเสริมสร้างสมาธิในการเรียนวิชาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่เด็กในช่วงของประถมปลาย จะมีการเรียนโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการตีความ เพื่อแก้ปัญหาโจทย์ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยนี้จะมีทักษะในการคิดคำนวณที่ดีอยู่แล้ว ปัญหาก็คือการตีโจทย์เท่านั้น แต่ในกรณีของเด็กที่มีปัญหาด้านการคำนวณด้วย  จินตคณิตอาจสามารถช่วยได้ แต่อาจไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด เนื่องจากการเรียนจินตคณิตอาจต้องใช้เวลาเพื่อให้เด็กเกิดทักษะ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับวัย ประกอบกับการเรียนที่จะต้องย้อนตั้งแต่แบบง่าย ซึ่งมักส่งผลให้เด็กรู้สึกเบื่อกับตัวเลขที่เขาได้เรียนรู้เมื่ออยู่ในวัยประถมต้น แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กที่อยู่ในช่วงของประถมปลาย จะไม่สามารถเรียนจินตคณิตได้ แต่จุดประสงค์ของการเรียนคณิตศาสตร์ของประถมปลายจะมีเนื้อหาที่เข้มข้นและเปลี่ยนเนื้อหาที่เร็วขึ้น ซึ่งจะใช้พื้นฐานการคำนวณเป็นฐานเท่านั้น ดังนั้นเด็กในช่วงของประถมปลายจึงไม่ควรเน้นแต่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการคิดคำนวณเพียงอย่างเดียว ในขณะที่เด็กในช่วงอนุบาลถึงประถมต้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของการคิดคำนวณให้กับบุตรหลาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้อนปัหาเมื่อเขาโตขึ้น

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

อึ้ง ! ครูคณิตสอบตก 60% ในวิชาที่ตัวเองสอน เผยคะแนนเด็กไทยเทียบนานาชาติ อยู่ในระดับแย่ ด้าน อดีต สวพ. ชี้ต้นเหตุมาจากนักการเมืองที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยล่มสลาย

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ อดีตประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพ (สวพ.) กล่าวถึงกรณีที่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะทำการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า เป็นการรีบปรับเปลี่ยนเกินไป และไม่ได้ดูบริบทอื่น ๆ เลยว่า เขตพื้นที่การศึกษาจะมีปัญหาเรื่องการจัดการหรือไม่ และการผลิตครูมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด แต่กลับไปปรับหลักสูตรจากเดิม 8 สาระกลุ่มการเรียนรู้ ให้เหลือ 6 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากสับสนและวุ่นวาย ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง

โดยเฉพาะตัวครูเองก็คงจะลำบากมากขึ้น เนื่องจากหลักสูตรเดิมก็ยังสอนไม่ได้เลย อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการทดสอบครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์แล้วพบว่า ครู 60% สอบตกในวิชาที่ตัวเองเป็นคนสอน ดังนั้น หากมีหลักสูตรใหม่เกิดขึ้น เชื่อว่าก็จะต้องมีการอบรมครูเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก เนื่องจากครูต้องทิ้งนักเรียนไว้ ทำให้ไม่มีเวลาสอนอย่างเต็มที่

นายชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า ตนมองว่าขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับหลักสูตรใด ๆ และการระบุว่าการปรับหลักสูตรให้เหลือ 6 กลุ่มสาระ จะทำให้เด็กมีชั่วโมงเรียนที่น้อยลงนั้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระ เนื่องจากวิชายังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่แค่มาจัดหมวดหมู่และเปลี่ยนชื่อใหม่เท่านั้นเอง ส่วนกระบวนการคิดของคนปรับหลักสูตรก็ยังเป็นแบบวิทยาศาสตร์ ที่คิดถึงแต่ผลผลิต พอผลผลิตออกมาไม่ดีก็คิดแต่จะเปลี่ยน ซึ่งตนคิดว่าระบบนี้นำมาใช้กับระบบการศึกษาไม่ได้

นอกจากนี้ นายชัยณรงค์ กล่าวถึงผลการสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ว่า การประเมินดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเด็กไทยมีคุณภาพการศึกษาที่ล้มเหลว โดยคะแนนของเด็กนั้นได้มาจากการท่องจำเพียงอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ PISA มีคะแนนในหลายด้าน อาทิ การคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์จินตนาการ และการนำไปใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์จากคะแนนนานาชาติ จะเห็นได้ว่า คุณภาพของเด็กไทยลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับ 30 ปี ที่แล้วที่เด็กไทยมีคะแนนอยู่ในระดับดี แต่หลังจากนั้นคะแนนก็ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ในระดับที่แย่ ส่วนสาเหตุเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน ศธ. และนักการเมืองทั้งหลายที่เข้ามาแย่งงบประมาณหลายแสนล้าน อีกทั้งใช้บุคลากร ศธ. มาเป็นฐานเสียงให้กับพรรคของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของระบบการศึกษาไทย

ที่มา : http://education.kapook.com/view74467.html

Tags : , , , , , , , , | add comments

math_clipart            การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อนั้น ถ้าเด็กสามารถใช้จินตนาการได้ ก็ถือเป็นประโยชน์สูงสุดที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของการเรียน ซึ่งในการเรียนในช่วงของการบวก ลบเราจะมีการแทรกการดีดต่อเนื่อง (การบวกซ้ำ ๆ) เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในเรื่องของการคูณ เป็นการเตรียมน้องให้พร้อมกับการเรียนลูกคิดในระดับที่สูงขึ้น เมื่อเด็กได้เข้าใจเรื่องการบวกต่อเนื่อง ก็สามารถต่อยอดไปถึงการคูณ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เด็ก(เล็ก) ยังไปไม่ถึงบทเรียนในโรงเรียน ในขณะที่ทำให้เด็ก(โต) มีความเข้าใจภาพของการคูณที่ชัดขึ้น เมื่อเด็ก ๆ ดีดต่อเนื่อง (ทั้งบวกเพิ่ม = การคูณ หรือ การดีดแบบลด = การหาร) จนเกิดความเคยชิน ก็เสมือนการท่องสูตรคูณ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้สูตรคูณในการดีด หรือการจิน ก็จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากสำหรับเด็กที่ยังไม่เรียนการคูณ การหารในโรงเรียน ได้อย่างสบาย

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

a_happy_little_girl_learning_to_count                        ผู้ปกครองหลาย ๆ คนมีข้อสงสัยว่าการเรียนลูกคิดทำไมจึงมี 2 หลักสูตร หากเรียนยุวคณิตแล้ว ยังต้องเรียนจินตคณิตอีกหรือไม่

ขออธิบายพอสังเขปต่อไปนี้ ยุวคณิตเป็นการเรียนลูกคิดสำหรับเด็กเล็ก (อนุบาลจนถึงประถม 1) ซึ่งเป็นการเรียนแบบค่อย เป็น ค่อยไป เพื่อไม่ให้เด็กที่มีกล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง เครียดจนเกินไปกับการดีดลูกคิด และการเขียนคำตอบในเวลาไล่เลี่ยกัน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความมั่นใจเรื่องจำนวน ค่าประจำหลัก ให้กับเด็กเล็กเมื่อเรียนคณิตศาสตร์ต่อไป เมื่อผ่านการหลักสูตรยุวคณิตแล้ว ก็จะเข้าสู่หลักสูตรจินตคณิต ซึ่งเหมาะกับเด็กในวัยประถม ซึ่งมีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือที่ดีและเรื่องจำนวนที่ดีพอ จะนำเขาเข้าสู่การจินตนาการในเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์นอกจากนี้ยังต้องมีการจับเวลาร่วมด้วยเพื่อกระตุ้นเด็กที่ต้องการการกระตุ้น แต่หากเป็นเด็กที่โดยธรรมชาติเป็นเด็กใจร้อน ทางสถาบันจะไม่กระตุ้นด้วยการจับเวลา เนื่องจากจะเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ทำงานพอให้เสร็จไป โดยไม่มีความรอบคอบ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับธรรมชาติของเด็กแต่ละคนว่าจะต้องการการกระตุ้นแบบใด

Tags : , , , , , , , | add comments

ฉลาดใช้…….

Posted by malinee on Wednesday Aug 21, 2013 Under เกร็ดความรู้

can-stock-photo_csp6433030            ปัจจุบันเรามีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะต้องการรู้อะไรก็นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์และค้นหาได้ทันทีโดยใช้เวลาไม่นานนัก เช่นเดียวกับความรู้หรือแบบฝึกหัดต่าง ๆ ที่มีเปิดแชร์ข้อมูล มากมายราวกับร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทุกถนน ความสะดวกเหล่านี้น่าจะทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถค้นหาความรู้ หรือแบบฝึกหัดเพื่อให้ลูกได้ฝึกฝนกันอย่างง่ายดาย เรามักได้ยินข่าวการลดชั่วโมงเรียนเด็ก การลดการบ้านเด็กอยู่บ่อยครั้ง จริง ๆ แล้วการลดชั่วโมงเรียนของเด็กเพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะด้านอื่น ๆ ด้วยเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ถ่ายทอดทักษะ วิธีคิดให้เด็ก จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ในสิ่งที่ตนเองจะสอนเด็ก ๆ ด้วย  ส่วนในแง่ของการลดการบ้านนั้น เราต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า การบ้านในแต่ละวิชามีไว้เพื่ออะไร ส่วนใหญ่มักจะได้รับคำตอบว่าเพื่อการฝึกฝน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับในบางวิชา อย่างเช่น คณิตศาสตร์ หลังจากเด็กเรียนจนเข้าใจแล้ว ก็จะต้องมีการให้แบบฝึกหัดเพื่อให้เด็ก ๆ เกิดทักษะในการคิดที่ดีขึ้นเป็นลำดับได้ และยังเป็นพื้นฐานต่อยอดไปเรื่องต่อไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

เราจะพบว่าเด็กในยุคปัจจุบัน  สถิติการเข้าโรงเรียนจะเริ่มกันตั้งแต่วัยก่อนอนุบาล ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับสถิติของการอ่านออกเขียนได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ความจริงมันกลับตรงกันข้าม นั่นอาจเป็นเพราะการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องออกมาทำงานนอกบ้านทั้งคู่ และปล่อยให้เทคโนโลยีเป็นเพื่อน เป็นพี่เลี้ยง โดยเข้าใจว่ามันเป็นการเพิ่มสมาธิของเขา หรือมันทำให้เขาอยู่นิ่งได้นาน แต่หากเราสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อเขาเหล่านั้น  เขาจะเติบโต มีพัฒนาการทางการเรียนรู้ที่ดีต่อไปในอนาคต

Tags : , , , , , , , , | add comments

            coins            ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้เด็กในปัจจุบันขาดประสบการณ์ในบางเรื่องที่เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้สังเกต หรือนึกถึง ตัวอย่างง่าย ๆ คือ ในการเรียนเรื่องเงินของเด็กในประถมต้น ยังมีหน่วยของ 50 สตางค์ และ 25 สตางค์อยู่ แต่ในชีวิตความเป็นจริง โอกาสที่เด็กจะได้พบหรือใช้กับเหรียญทั้งสองชนิดนี้แทบไม่มีแล้ว เนื่องจากในชีวิตประจำวันของพวกเขา เช้ามาพ่อแม่ผู้ปกครองก็ให้เงินเป็นธนบัตร หลังจากนั้นก็พาขึ้นรถ(ส่วนตัว) ซึ่งไม่ใช่รถโดยสารประจำทางที่จะต้องมีการจ่ายค่าโดยสารเป็นสตางค์ พอมาถึงโรงเรียน โรงเรียนบางโรงเรียนก็ให้เด็กนำเงินไปแลกเป็นชิพ ไม่ได้ใช้เงินที่จะต้องแลกเปลี่ยน หรือทอนกลับมา นี่เป็นเพียงตัวอย่างของหัวข้อในการเรียนเพียงหัวข้อเดียวซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะใกล้ตัวเด็กมากที่สุด แล้วในหัวข้ออื่น ๆ เช่นเรื่องมาตราชั่ง ตวง วัด (ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่กระเถิบออกมาจากเรื่องเงิน) วิถีการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบัน ยากนักที่จะพาลูกเดินตลาดที่ยังมีตาชั่งในรูปแบบของเข็ม แต่จะเป็นการซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีตาชั่งแบบดิจิตอล หากในช่วงเวลาของการจับจ่ายของ ของผู้ปกครองสามารถเชื่อมโยงความรู้ในตำรา หรือคอยเสริมประสบการณ์ในห้างสรรพสินค้าแล้ว หัดให้เด็ก ๆ ได้รู้จักปริมาณ ปริมาตร หรือน้ำหนัก ให้เขาได้รู้ว่าสิ่งที่เรียนไม่ได้อยู่แต่ในตำราเท่านั้น มันมีความเกี่ยวโยงในชีวิตประจำวัน เขาก็จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงเหล่านี้ มาเป็นข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นในช่วงของการเรียนได้เป็นอย่างดี

                        ความไม่เข้าใจในการเรียนที่มีอยู่แต่ในหนังสือเรียน ไม่มีการนำอุปกรณ์ เป็นตัวอย่างในชั้นเรียน ไม่เห็นภาพหรือของจริงที่จับต้องได้ หรือนำมาเปรียบเทียบกัน หากเราจะทำให้เด็กมีความเข้าใจง่ายขึ้นนั้น เราจำเป็นจะต้องเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้เด็ก ๆ บ้างในวันหยุดสุดสัปดาห์ หากเขาได้มีประสบการณ์หรือการเห็นตัวอย่างที่แท้จริง เพียงเท่านี้ก็เป็นตัวช่วยให้เด็กมีความเข้าใจ ที่ได้จากประสบการณ์ที่มากขึ้นได้

 

 

 

 

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

หากใครได้ติดตstudyingามข่าวการศึกษา หรือข่าวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้ก็คงได้ยินคำว่า แอดมิชชั่น กัน หลาย ๆ คนอาจมีความเข้าใจเกี่ยวกับการสอบแอดมิชชั่นเป็นอย่างดี แต่หลาย ๆ คน ก็ยังงง ๆ กับการสอบดังกล่าวว่าคืออะไร

แอดมิชชั่น (Admission) เป็นระบบกลางที่คัดเลือกนักเรียนนักศึกษาเข้าสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นการสอบที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องสอบและนำคะแนนที่ได้มายื่นเพื่อเลือกคณะที่ตนเองจะเข้าศึกษาอีกที

ระบบแอดมิชชั่นนี้ บริหารงานโดย สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า สทศ. โดยที่หน้าที่ของสทศ. คือพัฒนาข้อสอบเพื่อวัดและประเมินมาตรฐานการศึกษา วัดความรู้ความสามารถของผู้เข้าสอบแต่ละคน สทศ.จะรับผิดชอบการประเมินผลด้านการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียนหลักสูตรไทย ในประเทศไทย หลายครั้งด้วยกันคือ ป.3, ป.6, ม.3, และ ม.6 แต่ในการสอบแอดมิชชั่นนั้นจะนับกันเฉพาะ การสอบวัดผลในระดับชั้น ม.6 เท่านั้น

ยังมีอีก 1 องค์การที่จะไม่กล่าวถึงก็คงจะไม่ได้ คือ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้วางมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆในประเทศไทย เรียกง่ายๆว่า กระทรวงศึกษาเป็นผู้กำหนดหลักสูตร โรงเรียนมีหน้าที่สอนนักเรียนตามหลักสูตร และสทศ.มีหน้าที่สอบวัดผลโรงเรียนและนักเรียนแต่ละคนตามหลักสูตรนั่นเอง

และยังมีอีก 1 องค์การที่จะไม่กล่าวถึงก็คงจะไม่ได้ คือ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้วางมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆในประเทศไทย เรียกง่ายๆว่า กระทรวงศึกษาเป็นผู้กำหนดหลักสูตร โรงเรียนมีหน้าที่สอนนักเรียนตามหลักสูตร และสทศ.มีหน้าที่สอบวัดผลโรงเรียนและนักเรียนแต่ละคนตามหลักสูตรนั่นเอง

คราวนี้เรากลับมาที่การสอบแอดมิชชั่นว่า เด็กนักเรียนจะต้องสอบข้อสอบดังต่อไปนี้

1. O-NET (Ordinary National Education Test) หรือการสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน ในตอนนี้จะพูดถึงการสอบ O-NET ในระดับชั้น ม.6 เพียงอย่างเดียว แนวคิดของ O-NET คือ การวัดผลของโรงเรียนแต่ละโรงเรียนว่า ได้สอนนักเรียนของตัวเองตามหลักสูตรกระทรวงขนาดไหน ข้อสอบ O-NET นี้จะเป็นข้อสอบง่ายๆที่วัดเฉพาะพื้นฐานจริงๆเท่านั้น

2. GAT (Genetal Aptitude Test) หรือมีชื่อเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า การสอบความถนัดทั่วไป ซึ่งจะเน้นเนื้อหาทางด้าน การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ รวมไปถึงการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ข้อสอบ GAT นี้จะมีความซับซ้อนมากกว่าความยาก

3. PAT (Professional Aptitude Test) หรือมีชื่อเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า การสอบความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ เป็นข้อสอบที่ยากที่สุดในสามตัวที่พูดถึง วิชาเฉพาะด้านที่มีสอบคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ พื้นฐานวิศวกรรม พื้นฐานสถาปัตยกรรม พื้นฐานความเป็นครู และวิชาด้านภาษาอื่นๆนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าเด็กในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะต้องมีการเตรียม ตัวกับการสอบคัดเลือกดังกล่าว แต่ในปัจจุบันนี้สถาบันอุดมศึกษาหลาย ๆ แห่งก็เปิดรับสมัครสอบตรง โดยไม่อิงคะแนนแอดมิชชั่น แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีการเตรียมตัวในการสอบเช่นกัน นอกจากนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมและมีการวางแผนร่วมกับบุตรหลานของตนว่าจะเรียนในสาขาวิชาใด หากคุณพ่อคุณแม่มีการวางแผนที่ดี ก็จะทำให้บุตรหลานมีอนาคตที่ดีเช่นกัน ดังคำที่ว่า “If your today is good not only your past was good but your future also good.”

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments