A_Confused_Boy_Taking_a_Test_Royalty_Free_Clipart_Picture_081205-164540-318018            หลังจากเปิดเรียนไปจนมาถึงช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ผ่านการสอบกลางภาคแล้วของหลายๆ โรงเรียน มีการประกาศผลการสอบแล้ว การประกาศผลการสอบมีผล 2 แง่ ถ้าในแง่ดีก็คือเป็นการแจ้งให้ผู้ปกครองได้รับทราบและปรับปรุงแก้ไขปัญหาของบุตรหลานที่ไม่เข้าใจเนื้อหา แต่ในทางตรงกันข้ามหากพ่อแม่ผู้ปกครอง พยายามให้บุตรหลานของตนแข่งขันกับเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งหากเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดความท้าทายและหาวิธีการเรียนรู้ต่างๆ ให้มากขึ้น แต่การแข่งขันที่เกิดขึ้นมักไม่เป็นเช่นนั้น การแข่งขันดังกล่าวมักส่งผลกระทบทำให้เด็กต้องถูกขับเคี่ยวให้อ่านหนังสือ หรือเรียนพิเศษเพิ่มขึ้น จนอาจทำให้เกิดความเครียด บางกรณีเด็กจะไม่กล้าพูดความจริงในเรื่องของการเรียน กรณีที่แย่ที่สุดคือการต่อต้านการเรียนในทุกๆวิชาได้

หากเป็นเช่นนั้นการแข่งขันกันในชั้นเรียนมักส่งผลในด้านลบกับเด็กมากที่สุด ดังนั้นหากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องการให้บุตรหลานเกิดความเครียดจนต่อต้านการเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองควรเปลี่ยนทรรศนคติที่จะนำบุตรหลานไปเปรียบเทียบหรือแข่งขันกับเด็กในวัยเดียวกัน เป็นการพัฒนาตนเองน่าจะดีกว่า

ครูจา

Tags : , , , , , , , | add comments

13300502-illustration-of-a-girl-using-a-tablet-computer            ในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ๆ หลายๆคนจะสังเกตเห็นแนวโน้มพฤติกรรมของเด็กในยุคนี้ว่า เด็กส่วนใหญ่จะต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่าปกติ ต้องให้มีผู้ดูแลคอยจี้ หรือกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สามารถมีสมาธิกับสิ่งที่ตนเองทำได้นานนัก ซึ่งเราสามารถแยกเด็กออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เด็กบางกลุ่มจะไม่สามารถนั่งนิ่งได้นานๆ กับอีกประเภทคือเด็กที่นั่งอยู่นิ่งนานจนผิดปกติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขามีสมาธิอยู่กับงานที่ทำ แต่เป็นอาการลอย ไม่มีสมาธิกับอะไรเลย เด็กทั้งสองกลุ่มดังกล่าวหากต้องทำงานที่ต้องใช้สมาธิ จะต้องมีคนคอยช่วยจี้ เพื่อกระตุ้นสมาธิให้อยู่กับงานที่ทำตลอดเวลา

เราลองมาย้อนดูสาเหตุของการต้องการการประกบดูแล หรือต้องคอยจี้อยู่เป็นประจำ ส่วนใหญ่สาเหตุหลักเกิดจากในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่ควรพาออกไปสู่การกระตุ้นให้ได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ร่วมกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ให้มีความแข็งแรง แต่ในปัจจุบันเหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เด็กๆ มักถูกละเลย โดยการให้ทีวี เกมส์ หรือแท็บเล็ต เป็นผู้ช่วย หรือพี่เลี้ยง แทนที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็เหลือเพียง ตา กับ นิ้วเล็กๆ เพียงนิ้วเดียวเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้การฝึกทักษะการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสอีก 4 ด้านก็ไม่พัฒนา อีกทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ก็ไม่แข็งแรง นอกจากนี้แล้ว เด็กๆ มักใจจดใจจ่อกับเกมส์ จนกลายเป็นเด็กที่ขาดสมาธิ ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า ได้ง่าย เป็นเหตุให้การเรียนในโรงเรียนที่กลุ่มใหญ่ขึ้นเมื่อโตขึ้น โดยที่ครูผู้สอนเริ่มประกบ หรือจี้น้อยลง จะทำให้ผลการเรียนไม่ค่อยดีนัก

ด้วยสาเหตุดังกล่าว การเลี้ยงดูบุตรหลานควรจะต้องมีกรอบ เช่นการมีกติกาในเรื่องของเวลา เพื่อไม่ให้เด็กๆ หลุดไปอยู่ในโลกจินตนาการที่ดึงเขาเหล่านั้นออกมายาก จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ในที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

winner            หลังจากโรงเรียนเปิดเทอมมาได้ประมาณ 1 เดือน เด็กๆ เริ่มจะสามารถปรับตัวให้เข้าที่เข้าทางกับการเรียนในปีการศึกษาใหม่ ทั้งเนื้อหาที่ลึกขึ้น เนื่องจากเด็กหลายๆ คนใช้ช่วงเวลาปิดเทอมในการทบทวนเนื้อหาเก่า และเรียนเสริมกับเนื้อหาใหม่ที่จ้ะต้องเจอ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่จะต้องใช้เวลาในการฝึกทักษะ และเรียนรู้เนื้อหาใหม่เพื่อให้เข้าใจ ก็จะใช้เวลาในการปรับตัวไม่นานนัก แต่สำรหับน้องๆ ที่ในช่วงปิดเทอมไม่ได้ทบทวน หรือฝึกทักษะเพิ่มเติม คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องให้เวลาในการรื้อฟื้นความทรงจำกันนิดหน่อย  แต่ในบางกรณีเด็กมุ่งเรียน และฝึกทักษะในช่วงปิดเทอมจนมีทักษะที่ดีขึ้น แล้วไม่มีการฝึกแบบฝึกหัดอย่างต่อเนื่องในช่วงเปิดเทอม หรือถูกปล่อยปละละเลย อาจทำให้หลงลืมและอาจทำให้เสียประโยชน์ในช่วงของการเรียนในช่วงปิดเทอมก็เป็นไปได้

การเรียนคณิตศาสตร์ เปรียบเหมือนการเล่นกีฬาของนักกีฬา ซึ่งมีอยู่ 2 ระยะ คือ ระยะของการเริ่มเป็นนักกีฬาใหม่ การฝึกซ้อม จุดประสงค์เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และฝึกเทคนิค ส่งนอีกระยะก็คือ การเป็นนักกีฬาเมืออาชีพ การฝึกซ้อมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องฝึก จุดประสงค์เพื่อฟิตร่างกายให้คล่องตัว และพร้อมใช้เทคนิคที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ให้นำออกมาใช้ได้ตลอดเวลา คณิตศาสตร์ก็แบ่งเป็น 2 ช่วงเช่นกัน นั่นคือช่วงของการขึ้นบทเรียนใหม่ ต้องมีการฝึกใช้ทักษะให้เกิดความชำนาญ ส่วนในระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการวนกลับมาเรียนซ้ำ เพื่อให้เด็กได้เกิดการประยุกต์ใช้พื้นฐานความรู้ที่เรียนมา ซึ่งหมายความว่าการเรียนคณิตศาสตร์จะประสบความสำเร็จได้นอกจากจะอาศัยความเข้าใจแล้ว ยังต้องมีการประยุกต์ใช้ประสบการณ์นั่นเอง

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

ถึงเวลารึยัง?

Posted by malinee on Sunday Apr 19, 2015 Under เกร็ดความรู้

engcomp4            เป็นเรื่องที่ดีที่ ผู้ปกครองคอยดูแลเอาใจใส่ในเรื่องเรียนของบุตรหลาน บ่อยครั้งที่หากิจกรรมการเรียนเสริมให้กับบุตรหลานเพื่อเป็นการเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ปีการศึกษาที่สูงขึ้น  การส่งเสริมเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่มีความสำคัญคือ ช่วงเวลานั่น หมายถึงวัย และพื้นฐานความรู้ที่เหมาะสมในการส่งเสริมการเรียนในแต่ละช่วงอายุของบุตรหลาน เช่นการเรียนคณิตศาสตร์  ในวัยอนุบาลควรส่งเสริมให้มีทักษะด้านจำนวน (เช่นมากกว่า น้อยกว่า การปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น) การเรียนการสอนในโรงเรียนของเด็กในวัยดังกล่าว จะเน้นเรื่องจำนวนเป็นหลัก ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนการคิดวิเคราะห์หรือการแก้ไขโจทย์ปัญหา ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ว่าจะต้องใช้ปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์แบบใด การเรียนในวัยดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเรียนที่ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลา เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์โจทย์ หากการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้จากการอ่านของผู้สอน เมื่อถึงเวลาที่เขาจำเป็นจะต้องแก้โจทย์ปัญหาด้วยตนเอง เขาจะไม่สามารถอ่านจับใจความ ที่ถูกต้อง ส่งผลให้การวิเคราะห์ก็ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น

แต่ในหลายๆ ครอบครัวที่เด็กโตจนถึงประถมปลาย เมื่อเด็กมีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ มักจะกลับมาเน้นการเรียนคณิตศาสตร์แบบการแก้ไขเรื่องจำนวน ส่วนใหญ่มักหันกลับมาหาการเรียนจินตคณิต ซึ่งเราเคยมีการนำเสนอบทความเก่าๆ ไปแล้วว่า การเรียนจินตคณิตในช่วงของเด็กประถมปลายนั้น การเรียนจะตามหลังการเรียนในโรงเรียน ทำให้เด็กอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับการคำนวณตัวเลขแบบง่าย และเลิกไปในที่สุด การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กประถมปลาย จะเป็นการเรียนที่เน้นการแก้ไขปัญหาโจทย์เป็นสำคัญ

เด็กวัยอนุบาลจนถึงประถมต้น ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์โดยการแก้ไขเรื่องจำนวนควบคู่กับการเรียนภาษาไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนทุกๆ วิชา  ส่วนนักเรียนประถมปลาย ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์ในแนวของการแก้ไขโจทย์ปัญหาเป็นหลัก

ดังนั้นหากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องการส่งเสริมการเรียนของบุตรหลาน ควรจะมีการดูเนื้อหาการเรียน และวัยของผู้เรียนเป็นสำคัญ

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

โอ้ย! สับสน

Posted by malinee on Sunday Mar 29, 2015 Under เกร็ดความรู้

ดาวน์โหลด          ในช่วงปิดภาคเรียน ผู้ปกครองหลายๆ คนมักส่งบุตรหลานเรียนจินตคณิตเพื่อเป็นการพัฒนาสมอง  จริงอยู่ที่ว่าการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนเพื่อการพัฒนาสมอง แต่สิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้เพิ่มเติมคือ การเรียนในระยะสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนอะไร มักให้ผลสัมฤทธิ์ที่ไม่ดีนัก การเรียนจินตคณิตนอกจากข้อจำกัดว่าต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอแล้ว ยังเป็นการเรียนที่ลงรายละเอียดแม้กระทั่งวิธีการที่จะได้มาซึ่งคำตอบ ทั้งการบังคับใช้ลูกคิด และวิธีการดีด เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุด การที่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจการเรียนของบุตรหลานเป็นเรื่องที่ดี แต่วิธีการที่คลาดเคลื่อนอาจก่อให้เกิดผลเสียนั่นเนื่องจากพ่อแม่มักพยายามที่จะสอนเนื้อหาโดยให้บุตรหลานดีดลูกคิดด้วยวิธีการของตนเองที่ใช้กับการคิดในใจ ซึ่งส่งผลให้เด็กสับสนและก้าวไปในเนื้อหาได้ไม่เร็วเท่าที่ควร วิธีการที่คลาดเคลื่อน ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น เช่นการส่งบุตรหลานไปเรียนภาษาจีน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้วิธีการเขียนภาษาจีน ซึ่งมีรายละเอียดของลำดับขีดที่สำคัญต่อการเขียน มันทำให้เด็กเกิดความสับสนระหว่างสิ่งที่พ่อแม่สอน ซึ่งใช้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของตนเองมาสอนเด็ก กับวิธีการที่ถูกต้องกับการเรียนในชั้นเรียน ทำให้เด็กไม่สามารถก้าวผ่านบทเรียนดังกล่าวได้เลย การเรียนจินตคณิตดูแล้วเหมือนการสอนให้เด็กคิดเลขในใจ ซึ่งผู้ใหญ่เกือบทุกคนมีประสบการณ์ในการคิดในใจอยู่แล้ว จึงพยายามช่วยบุตรหลานในวิธีที่ตนเองเข้าใจ ซึ่งคลาดเคลื่อนไปจากวิธีที่ใช้ในการเรียนการสอนจินตคณิต ดังนั้น การทำการบ้านจินตคณิตของบุตรหลาน พ่อแม่ผู้ปกครองเพียงแค่สอดส่องดูแลไม่ให้บุตรหลานนับนิ้ว หรือคิดในใจมา ส่วนวิธีการต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของผู้เรียนให้ได้ฝึกทบทวนการเรียนด้วยตัวของเขาเอง จะเป็นการดีที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , | add comments

I love Math Clip Art            ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับการเรียนจินตคณิตก่อน การเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนที่พัฒนาสมองผ่านการบวกลบคูณหารทางคณิตศาสตร์ โดยการใช้ลูกคิดเป็นสื่อก่อนในช่วงแรก หลังจากที่มีการฝึกฝนจนในที่สุดสามารถถอดลูกคิดออก และคิดคำนวณได้ด้วยการคิดเป็นภาพได้จากสมองซีกขวา

หลังจากทราบแล้วการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนเพื่อพัฒนาสมอง แต่กว่าที่จะสามารถคิดคำนวณเป็นภาพ จะต้องผ่านการฝึกฝนอย่างมีวินัยอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบกันระหว่างเด็ก 2 คน ที่มีหัวปานกลางแต่มีวินัยด้านการฝึกฝน กับเด็กเก่งๆ ที่ไม่ค่อยได้รับการฝึกฝน เด็กที่ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะสามารถพัฒนาตนเองไปในแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมา คือเด็กจะมีความมั่นใจในเรื่องจำนวน มีสมาธิและความแม่นยำในการคิดคำนวณ ในแต่ละข้อ หลังจากที่มีความมั่นใจ ร่วมกับความแม่นยำในการคำนวณ ก็ทำให้ทัศนคติทางคณิตศาสตร์เป็นบวกแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากในการเรียนคณิตศาสตร์ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานที่ดีในการเรียน เมื่อเขาโตขึ้นการเรียนคณิตศาสตร์ที่จะมีเรื่องของการแก้ไขปัญหาโจทย์ต่างๆ ก็ไม่มีปัญหาเรื่องจำนวนมาเกี่ยวข้องอีก ถือว่าเป็นทางเลือกในการปูพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ดีอีกทางเลือกหนึ่งให้กับบุตรหลานด้วย

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

Summer Course 58

Posted by malinee on Tuesday Feb 10, 2015 Under กิจกรรม

download

ทางสถาบันเริ่มเปิด Summer Course ตั้งแต่ 9 มีนาคม– 9 พฤษภาคม 2558 นี้ สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ ครูจิ๋ม 0845273651 คะ

Tags : , , , , , , , | add comments

images            บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่เข้าใจ หรือค่อนข้างอ่อน หลังจากที่ส่งไปเรียนตามสถาบันต่างๆ หลายสถาบันก็ยังไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของบุตรหลาน มักจะมีความคิดที่จะหาครูเพื่อสอนบุตรหลานแบบตัวต่อตัว ก่อนที่จะคิดแก้ปัญหาโดยการหาครูเพื่อมาสอนบุตรหลานแบบตัวต่อตัวนั้น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีไหมว่าบุตรหลานของเรามีความจำเป็นในการเรียนแบบตัวต่อตัวเหมือนเด็กพิเศษหรือ เนื่องจากการเรียนคณิตศาสตร์แบบตัวต่อตัวนั้น มักเหมาะกับการที่เด็กไม่สามารถเรียนรวมกับกลุ่มได้ มีสมาธิอยู่ในช่วงสั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เหมาะกับเด็กที่เป็นเด็กพิเศษ ดังนั้นจึงต้องมีครูพี่เลี้ยงคอยประกบในการเรียนอยู่ค่อนข้างตลอดเวลา

หากบุตรหลานไม่ได้เป็นเด็กพิเศษ การเรียนแบบตัวต่อตัวในมุมมองของครู แทบไม่ได้ส่งผลดีเลยในการเรียนคณิตศาสตร์ ครูเคยเขียนบทความเรื่องที่ว่าทำไมเด็กบางคนไม่สามารถเรียนในกลุ่มใหญ่ได้ (ลองย้อนกลับไปดูได้นะคะ) การที่เด็กบางคนเรียนตามกลุ่มเพื่อนไม่ทัน ไม่ได้หมายความว่าเขาจำเป็นต้องเรียนตัวต่อตัว เพียงแต่ว่าพื้นฐานและทักษะทางคณิตศาสตร์ของเขาไม่ทันกับกลุ่ม เนื่องจากความเข้าใจยังไม่สามารถเข้ากลุ่มที่เรียนไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งการเรียนคณิตศาสตร์ที่เหมาะกับเด็กกลุ่มนี้คือการเรียนที่ไม่ได้ไปพร้อมกันการเรียนเป็นการแบ่งกลุ่มเล็กๆ ที่มีเนื้อหาขึ้นอยู่กับเด็กและทักษะความเข้าใจของเด็กแต่ละคน ครูจะต้องทำความเข้าใจหรืออธิบายเนื้อหาให้กับเด็กก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ต้องปล่อยให้เขาทำแบบฝึกหัดในการแก้ไขปัญหา นอกจากเด็กจะเกิดทักษะ และมีกระบวนการคิดแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แล้วยังเป็นการวัดความเข้าใจในบทเรียนที่ครูสอน ว่าเขามีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้แล้วการเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ จะทำให้เด็กมีสังคม มีเพื่อน คอยกระตุ้นกันเองด้วย การเรียนแบบตัวต่อตัว ผู้ปกครองมักคิดว่าบุตรหลานจะได้รับความรู้ความเข้าใจเต็มชั่วโมง แต่ในทางกลับกันการเรียนคณิตศาสตร์แบบตัวต่อตัว เป็นความจริงที่ครูจะต้องเป็นคนประกบเด็กตลอดเวลา ถ้าเด็กเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจ ก็จะไม่กล้าที่จะเริ่มคิดวิเคราะห์ปัญหาด้วยตนเอง ครูก็จะเป็นฝ่ายที่จะเริ่มชี้นำวิธีคิดให้เขา เช่นเดียวกับเด็กที่เฉื่อย เนื่องจากเป็นเด็กที่เฉื่อยจะไม่พยายามทำอะไรด้วยตนเองอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่มีความพยายามที่จะคิดเมื่อมีคนคอยช่วย กระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองก็ไม่เกิดขึ้น  นอกจากนี้แล้วยังเกิดปัญหาการเข้าสังคมด้วย เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเป็นลูกคนเดียว โดยปกติก็มีปัญหาการเข้าสังคมอยู่แล้ว หากยิ่งจัดสรรการเรียนให้เป็นแบบตัวต่อตัว นอกจากปัญหายังแก้ไม่ถูกจุดแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปัญหาด้านสังคมเพิ่มขึ้นอีกปัญหาด้วย

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ตกเขา!

Posted by malinee on Sunday Jan 25, 2015 Under เกร็ดความรู้

mountain-climber-clipart-A_scout_with_a_backpack_and_a_stick_climbing_a_mountain_101009-236578-329009            ครูขอเล่าประสบการณ์ในการสอนจินตคณิตให้ฟัง เรื่องก็มีอยู่ว่า มีเด็กหญิงชายคู่หนึ่ง เร่มเข้ามาเรียนจินตคณิตกับทางสถาบันเรา โดยที่เด็กผู้หญิงเข้ามาเริ่มเรียนก่อน เด็กผู้หญิงเป็นเด็กที่มีความมั่นใจ ตั้งใจเรียน จนสามารถเรียนอยู่ในระดับที่ดีมาตลอด เด็กผู้หญิงคนนี้ สามารถเรียนโดยมีอัตราเร็วในระดับที่สามารถเร่งได้ จึงเรียนแบบเร่งมาตลอด ต่อมาเด็กผู้ชายที่เป็นเพื่อนเรียนในโรงเรียนเดียวกันมาเรียน เขาเริ่มไต่จากระดับเด็กเล็กมาเรื่อยๆ โดยเรียนตามอัตราเร็วของเด็กปกติทั่วไป การเรียนก็ดำเนินต่อไปโดยที่เด็กผู้ชายค่อยๆ ไต่ระดับไปเรื่อยๆ โดยมีเด็กผู้หญิงเป็นเหมือนต้นแบบ เขาอยากเก่งแบบเด็กผู้หญิง จึงใส่ความตั้งใจในการเรียน การฝึกฝนอย่างเต็มที่ ในขณะที่เด็กผู้หญิงมีความรู้สึกว่าตนเองนำหน้าเด็กผู้ชายไปแล้ว เกิดความประมาท ความตั้งใจที่เคยมีจึงลดลง สมาธิที่เคยดีก็กลับแย่ลงเรื่อยๆ เชื่อหรือไม่ว่าขณะนี้การเรียนของทั้งสองอยู่ในระดับเดียวกัน โดยมีเด็กผู้ชายมีแนวโน้มที่จะจินตนาการได้แม่นยำ และใช้เวลาสั้นกว่าเด็กผู้หญิง

ตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นจริง เหตุการณ์ในลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สาเหตุเกิดเนื่องจากการเปรียบเทียบกัน เด็กผู้หญิงคิดว่าตนเองเรียนได้เร็วกว่าก็เกิดความประมาท ไม่ฝึกฝนตนเอง มีความมั่นใจเกินไป ในขณะที่เด็กผู้ชายมีความพยายามเพื่อให้ถึงจุดหมายที่วางไว้ จึงมีความตั้งใจ และฝึกฝนตนเองเพื่อให้ถึงจุดหมายได้ในเร็ววัน เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นหากเด็กทุกๆ คนไม่คอยเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น เพียงแต่ทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด ความสามารถที่มีอยู่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การคอยแต่พะวงกับคู่แข่ง เปรียบเสมือนกับการปีนเขา ถ้าเราคอยพะวงข้างหลังสมาธิที่จะไต่ขึ้นสูงจะเสียไปจนอาจทำให้เราตกเขาลงมาเลยก็ได้ การเรียนจินตคณิตก็เช่นกันเด็กๆ จะต้องมีสมาธิในส่วนของตนเอง หากคอยไปพะวงเรื่องอื่น ก็เป็นเหตุให้สมาธิของตนเองในการก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้นเสียไป ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรมีส่วนช่วยโดยการไม่สร้างความกดดันบุตรหลาน โดยการเปรียบเทียบบุตรหลานกับเพื่อนๆ เพื่อให้เขาได้ฝึกฝนทักษะ รักษาระดับสมาธิของตนเองให้มีศักยภาพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากฝึกเด็กได้ตามแนวทางดังกล่าวไม่ว่าเขาจะเรียนอะไร ก็จะสัมฤทธิ์ผลที่สูงที่สุดแน่นอน

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , | add comments

teaching_large          เคยสังเกตพฤติกรรมการเรียนคณิตศาสตร์ของบุตรหลานไหมว่า เป็นเด็กที่ชอบคิดโจทย์คณิตศาสตร์ในหลายๆ รูปแบบ หรือหยุดทุกครั้งเมื่อเจอกับโจทย์ปัญหา

การเรียนคณิตศาสตร์นั้น เราต้องเริ่มตั้งแต่วัยอนุบาล ซึ่งการเรียนจะเป็นการที่ครู หรือผู้ปกครองจะเป็นผู้ชี้แนะ หรือแนะนำวิธีการคิดคณิตศาสตร์ในขั้นพื้นฐานให้ ตั้งแต่การเชื่อมโยงตัวเลขให้เป็นรูปธรรม ไปจนถึงการนับ การบวก การลบ ซึ่งการเรียนในวัยนี้จะต้องพึ่งพิงครูเป็นผู้แนะนำวิธีการให้กับเด็กๆ เป็นหลัก คอยให้กำลังใจเมื่อเด็กๆ เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ยังคอยชื่นชมที่เด็กๆ ทำสิ่งใหม่ๆได้ จนถึงวัยประถม การแนะนำหรือการชี้แนะยังคงวิธีการจะเป็นการสอนในช่วงเข้าสู่บทเรียนใหม่ และจะต้องปล่อยให้เด็กได้ฝึกฝนและฝึกทักษะเพื่อให้เกิดประสบการณ์ หรือรวมไปถึงการประยุกต์ใช้วิธีที่ได้รับแต่สิ่งที่ถูกลืมคือ การคอยให้กำลังใจและชื่นชมที่ขาดหายไป การแนะนำจากครูผู้สอน เนื่องจากเมื่อเด็กเริ่มที่จะฝึกฝน มักจะเกิดข้อผิดพลาดในช่วงแรกได้บ้าง ครูหรือผู้ปกครองไม่ควรตำหนิในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เนื่องจากเด็กจะมีความรู้สึกกลัวที่จะเริ่มในสิ่งใหม่ๆ กลัวจะทำผิดเพราะจะถูกตำหนิได้ เมื่อเด็กถูกตำหนิ หรือลงโทษในข้อผิดพลาดบ่อยๆ ทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ว่าไม่ควรเริ่มคิด หรือฝึกฝนอะไรด้วยตนเอง เพราะมักถูกตำหนิหรือลงโทษ เด็กที่อยู่ภายใต้ภาวะดังกล่าวจะไม่ยอมเริ่มเรียนรู้สิ่งใดๆ ด้วยตนเอง มักรอคอยการชี้แนะตลอดเวลาเป็นการเรียนแบบป้อน ซึ่งจะเป็นผลเสียกับการเรียนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนคณิตศาสตร์ เพราะการเรียนคณิตศาสตร์เป็นการเรียนที่ต้องคิดวิธีการแก้ปัญหาในแบบต่างๆ ซึ่งจะเพิ่มลำดับความยากมากขึ้นเรื่อยๆ ตามปีการศึกษาที่เพิ่มขึ้น การเรียนคณิตศาสตร์ในเด็กประเภทดังกล่าวจะย่ำอยู่กับที่และถอยหลังไปเรื่อยๆ เนื่องจากจะรอคอยการชี้แนะตลอดเวลา ไม่มีกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบด้วยตนเอง สิ่งที่ครูหรือผู้ปกครองควรทำคือ การชี้แนะให้เข้าใจว่าข้อผิดพลาดเกิดจากอะไร คอยให้กำลังใจ และชมเชยที่เด็กมีความพยายามในการฝึกฝนทักษะด้วยตนเอง ทำให้เด็กๆ ตองการที่จะฝึกทักษะและเกิดการเรียนรู้ในที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments