Jan 04
สังเกตไหม ว่าทำไมลูกถึงมีพฤติกรรมที่ทดถอย ในช่วงวันหยุดยาวๆ เคยสังเกตพฤติกรรมบุตรหลานหรือไม่ว่าในช่วงที่เป็นช่วงวันหยุดยาวเช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือ สงกรานต์ หรือรวมถึงช่วงปิดเทอม ว่าพฤติกรรมการเรียน หรือพฤติกรรมโดยรวมทดถอยลง จากเด็กที่เคยมีสมาธิดี ร่าเริ่ง กลับกลายเป็นเด็กที่มีสมาธิน้อยลงเรื่อยๆ หรือมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว
สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักโดยทั่วไปที่ส่งผลให้เด็กๆ มีพฤติกรรมดังกล่าวคือการที่พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ถือว่าเป็นช่วงวันหยุดพักผ่อนทั้งของตนเองและบุตรหลาน จึงปล่อยเวลาให้เด็กๆ อยู่กับกรอบสี่เหลี่ยมประเภท จอทีวี หรือจอคอมพิวเตอร์มาก จนเด็กๆ ไม่สนใจกับการทำกิจกรรมอื่นๆ การเสพจอสี่เหลี่ยมที่ไม่ได้มีการจำกัดเวลา หรือมีกรอบของเวลาไว้ เด็กหลายๆ คนสมาธิก็เสียไปกับมันเลยทีเดียว จากเด็กที่เคยมีสมาธิ อยู่กับอะไรได้นานๆ สมาธิก็จะลดลงจนในที่สุด ก็อาจส่งผลให้เกิดสมาธิสั้นเนื่องจากการเลี้ยงดูในที่สุด หากคุณพ่อคุณแม่ สังเกตพฤติกรรมที่ทดถอยของบุตรหลานได้ตั้งแต่ในช่วงต้นๆ ก็ยังพอสามารถที่จะหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที แต่ในยุคของเทคโนโลยี ที่ทุกคนต่างเร่งรีบในทุกกิจกรรม ยากนักที่จะรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ในช่วงต้นๆ และเด็กๆ จะถูกละเลย จนปัญหาเรื่องสมาธิแก้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่า เป็นปัญหาใหญ่จนแก้ไม่ได้ เพียงแต่ยิ่งปล่อยให้เวลานานเท่าไร ปัญหายิ่งทับถมทวีคูณ จนไม่ใช่เป็นปัญหาเพียงปัญหาเดียว อาจมีปัญหาอื่นซ้อนขึ้นมาได้ การแก้ปัญหาทำได้โดยการมีกรอบเรื่องเงื่อนของเวลามาเป็นเกณฑ์ ไม่ควรปล่อยให้เขามีกิจกรรมอยู่กับจอสี่เหลี่ยมเพียงอย่างเดียว ควรมีกิจกรรมที่เสิรมทักษะที่เหมาะกับวัย เพื่อให้เขาได้รู้สึกว่ามันน่าสนใจ มากกกว่าการนั่งจ้องเจ้าจอสี่เหลี่ยมไปตลอดวัน มาช่วยกันใส่กรอบให้กับเด็ก เพื่อให้เขาได้เรียนรู้เรื่องวินัยไปพร้อมๆ กัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ครูจา
Dec 21
เคยได้ยินเรื่องหมาขี้เรื้อนกันบ้างรึเปล่า เรื่องมีอยู่ว่า มีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง หลังจากเป็นขี้เรื้อนแล้ว ก็เฝ้าแต่ย้ายที่นอนไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าที่ที่ตนนอนอยู่นั้น มันสกปรกจึงทำให้ตัวเองคัน จึงเปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆ หวังว่าจะเจอที่นอนที่สะอาดแล้วทำให้มันหลับสบายซักที่ ได้แต่โทษว่าที่นอนไม่สะอาด แต่ลืมย้อนกลับมาดูที่ตนเองว่าจริงๆ แล้วสาเหตุของการคันจริงๆ เป็นเพราะตัวมันเองที่มีปัญหา
จากเรื่องหมาขี้เรื้อนก็เปรียบได้กับการหาที่เรียนของเด็กบางคน บางครั้งปัญหาอาจเกิดจากตัวเด็กเอง เช่น การที่เด็กอาจขาดสมาธิและความตั้งใจ หรือ การที่เด็กขาดการสื่อสารกับครูผู้สอน ซึ่งการสื่อสารกับครูผู้สอนเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากว่าครูจะได้รู้ว่าเด็กยังติดกับตรงไหน เป็นต้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็คอยแต่จะเปลี่ยนที่เรียนไปเรื่อยๆ เผื่อว่าจะสามารถหาที่ๆ เหมาะกับบุตรหลานตนเองในที่สุด แต่บางครั้งเราอาจต้องปรับปรุงหรือสำรวจตัวเราเองบ้าง เพื่อให้บุตรหลานของเราได้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในที่สุด
ครูจา
Dec 14
เคยมีผู้ปกครองหลายๆ คนถามว่า เด็กที่เรียนเก่งอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเรียนเสริมอีก และบางทีอาจเป็นคำถามจากตัวเด็กเอง คำอธิบายมีอยู่ว่า การเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาคณิตศาสตร์นั้น ในแต่ละช่วงชั้น หรือแม้กระทั่งในแต่ละปีระดับการศึกษาที่เพิ่มขึ้น จะสอดคล้องกับระดับของความยาก ความซับซ้อนของการแก้ไขปัญหาโจทย์ก็จะมากขึ้นตามลำดับ ในการเรียนคณิตศาสตร์นั้น สิ่งที่จำเป็นในการเรียน เบื้องต้นคือความเข้าใจ สิ่งต่อมาที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือทักษะ นั่นหมายความว่าเด็กจะต้องมีความเข้าใจในการเรียน และมีการฝึกทักษะโดยการทำแบบฝึกหัดอย่างสม่ำเสมอ จากโจทย์ปัญหาที่ผ่านการฝึกฝนโจทย์ปัญหาก็จะกลายเป็นแบบฝึกหัดธรรมดาในที่สุด การฝึกทักษะไม่จำเป็นต้องส่งบุตรหลานเรียนเสริมก็ได้ หากที่บ้านสามารถฝึกฝนให้เด็กมีการฝึกทักษะได้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริงของยุคปัจจุบัน พ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถฝึกทักษะต่างๆ ด้วยตนเองได้ การส่งบุตรหลานไปเรียน เป็นทั้งการฝึกทักษะเดิมให้มีความชำนาญมากขึ้น และนอกจากนี้แล้วยังเป็นการเรียนรู้เนื้อหาที่ลึกซึ้งมากขึ้น หรืออาจเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วย
นอกจากนี้การเรียนเพื่อเพิ่มทักษะ และความเข้าใจแล้ว ยังเป็นการเตรียมตัวให้เด็ก ซึ่งต้องมีวันใดวันหนึ่งที่เขาจะต้องเข้าสู่สนามสอบแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการคัดเด็กเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาทั้งตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือในที่สุดก็เป็นสนามสอบเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยนั่นเอง
ครูจา
Dec 08
มีคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการเรียนจินตคณิตหลายๆ คำถาม แต่ครั้งนี้ขอมาที่ประเด็นที่ว่า หลังจากเด็กโตขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้ใช้แล้ว ดังนั้นจึงมักมีคำถามว่า การเรียนจินตคณิต จะเป็นการเรียนที่เปล่าประโยชน์หรือไม่ จากที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนๆ ว่าการเรียนจินตคณิตนั้นจะสอดคล้องกับวัยที่เริ่มเรียนด้วยเช่นกัน เช่น หากเรียนในวัยอนุบาล จินตคณิตจะเป็นการเรียนที่นำการเรียนคณิตศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะมีวิธีคิดคณิตศาสตร์ผ่านการใช้ลูกคิด แต่หากเริ่มเรียนในชั้นประถมต้น การเรียนจินตคณิตจะเป็นการเรียนคู่กับคณิตศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งเด็กๆ จะต้องเลือกการคิดคำนวณที่เขาถนัดกว่ามาใช้ (หากเขาถนัดการใช้จินตนาการ เขาก็จะใช้วิธีคิดแบบลูกคิด) และยิ่งเขาเรียนในวัยที่จินตคณิตตามหลังการเรียน คณิตศาสตร์ในโรงเรียน น้อยคนนักที่จะนำวิธีการจินตนาการไปใช้ (เนื่องจากการจินตนาการนั้น เด็กจะต้องใช้สมาธิมากการคิดเลขแบบปกติ เนื่องจากต้องจินตนาการเป็นภาพ แต่เขาอาจคิดในใจโดยใช้สูตรลูกคิดเข้ามาช่วย) แต่ไม่ใช่ว่าการเรียนในระดับที่โตขึ้นจะไม่ได้ผลเสมอไป เนื่องจากการเรียนจินตคณิตในหลายๆ ประเทศเป็นที่นิยมมาก และนอกจากนี้แล้ว หากการเรียนจินตคณิตไม่ให้ผลสัมฤทธิ์กับเด็กจริงๆ มันน่าจะหายไปตามกาลเวลา แต่ยังมีการเรียนการสอนมาจนถึงปัจจุบันในหลากหลายประเทศ
นอกจากวัยที่เริ่มเรียนจะมีผลต่อความถนัดแล้ว การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่ทำให้ความคุ้นเคย หรือความถนัดเกิดขึ้นเช่นกัน เปรียบเหมือนกับการเรียนภาษาที่สอง หรือที่สาม หากเด็กเรียนภาษาแล้ว ไม่ได้รับการฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการฟัง พูด อ่าน หรือเขียน หากเรียนเพียงอย่างเดียว แล้วขาดการฝึกฝน หรือการใช้งาน เด็กก็จะลืมในที่สุด แต่หากได้ใช้งานทุกวัน ทักษะนั้นก็จะติดตัวเขาไป จะนำมาใช้เมื่อใดก็ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนอะไร ควรได้รับการฝึกฝนจนติดตัว เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั่นเอง
ครูจา
Nov 24
เคยสงสัยมั้ยว่า เรียนคณิตศาสตร์ไปเพื่ออะไร ทำไมคณิตศาสตร์ จึงเป็นวิชาหลักตั้งแต่ปฐมวัย หรือเด็กหลายๆ คนอ่ตเคยตั้งคำถามนี้กับคุณพ่อคุณแม่ สำหรับวิชาอื่นๆ คงไม่ยากกับการอธิบายให้บุตรหลานได้เข้าใจ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เราก็รู้อยู่แล้วว่าเรียนเพื่อการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น ส่วนวิชาสังคม ก็เพื่อให้รู้ประวัติศาสตร์ วิชาพละ ก็เพื่อออกกำลังกายให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ส่วนคณิตศาสตร์ละ ในเมื่อในที่สุดเราก็มีเครื่องช่วยอย่างเครื่องคิดเลขอยู่แล้ว และการทำงานหากไม่ได้เรียนเกี่ยวกับบัญชี คณิตศาสตร์แทบไม่มีส่วนในชีวิตประจำวันเลย
จุดประสงค์หลักในการเรียนคณิตศาสตร์นั้น เพื่อฝึกการคิดแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผล โดยใช้ความรู้พื้นฐานที่ได้เรียนมา หรือการประยุกต์ใช้ความรู้พื้นฐานในการแก้ปัญหาหลายขั้นตอน เพื่อให้เด็กๆ ได้ฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ เนื่องจากคำตอบในโจทย์ปัญหาแต่ละข้อนั้นมักมีคำตอบเพียงคำตอบเดียว แต่ในการหาคำตอบสามารถคิดได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรู้พื้นฐานของเด็กแต่ละวัยที่จะใช้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราจะเห็นว่าเด็กๆ แทบจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองเลย แม้กระทั่งการเรียน คราวนี้เรามาดูรายละเอียดการเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กปัจจุบัน การเรียนในปัจจุบันนี้ เด็กๆ จะถูกส่งเรียนกวดวิชา ซึ่งเป็นการเรียนในแนวติว (นั่นคือการประยุกต์ใช้ความรู้พื้นฐานแล้ว) การเรียนในแนวติว เปรียบเหมือนกับการชี้ทางให้เด็กเรียบร้อยแล้ว โดยที่เด็กๆ ไม่ต้องฝึกทักษะหรือกระบวนการคิดขั้นพื้นฐานก่อน เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองเน้นผลการสอบหรือเกรดของเด็กเป็นหลัก จึงมักส่งเด็กเรียนในแนวดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เด็กขาดการฝึกฝนทักษะกระบวนการคิดของตนเอง ดังนั้นหากต้องการให้เด็ก สามารถที่จะคิดเป็นระบบ เราควรให้อาวุธคือความรู้พื้นฐานแก่เด็กๆ ให้โอกาสและเวลากับเขา ในการฝึกทักษะและกระบวนการซึ่งเด็กๆ จะต้องเป็นผู้สร้างเองจากการทำแบบฝึกหัด เพื่อสั่งสมประสบการณ์ในการแก้ปัญหาได้อย่างรอบคอบและเป็นระบบในที่สุด
ครูจา
Nov 17
บทความต่างๆ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของการเรียนของเด็กเล็ก ที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องคอยเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหนูน้อยทั้งหลาย ให้สามารถมีพละกำลังสู้กับบทเรียนที่ยากขึ้น
สำหรับครั้งนี้ จะกล่าวถึงเด็กประถมที่มีปัญหาในด้านการเรียนวิชาการต่างๆ การเรียนของเด็กๆ ในโรงเรียนเหมือนกับการดำเนินชีวิตทั่วๆ ไป จะมีการสอบเพื่อการทดสอบความเข้าใจ ซึ่งเปรียบเหมือนการเจาะเลือดเพื่อตรวจเช็คร่างกาย หากมีสัญญาณเตือนจากคะแนนสอบในโรงเรียน ก็เปรียบเหมือนการมีปัญหาต่อระบบการเรียนในโรงเรียน ส่วนใหญ่แล้วเมื่อมีสัญญาณเตือน เป็นปกติที่คุณพ่อคุณแม่ก็จะพาไปหาหมอ เช่นกันการเรียนพิเศษ ก็เปรียบได้กับการพาบุตรหลานไปรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น หากเด็กมีปัญหาด้านใด ก็จะพาไปปรึกษาหมอวิชาการด้านนั้นๆ
การเรียนคณิตศาสตร์ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่เด็กๆ มักส่งสัญญาณที่สื่อถึงปัญหาอยู่บ่อยครั้ง การรักษาหมอทางคณิตศาสตร์มักต้องเริ่มหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นก่อน เพื่อจะเลือกใช้ยาให้ถูกต้อง และให้ประสิทธิผลที่ดีที่สุด แต่การรักษานั้นต้องได้รับความร่วมมือจากคนไข้ด้วย เช่นการแนะนำการปฏิบัติตนที่จะทำให้อาการป่วยทุเลาลงเร็วที่สุด หรือแม้แต่การให้ยา หากคนไข้มีวินัย ปฏิบัติตามที่หมอแนะนำ อาการป่วยก็จะหายเร็วขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม หากคนไข้ละเลยอาการป่วยของตนเอง นอกจากอาการป่วยจะไม่หายแล้ว ยังส่งผลให้อาการทรุดหนักขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และยิ่งไปกว่านั้นยังต้องใช้เวลาในการรักษาเยียวยามากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นหากตัดสินใจที่จะไปรักษากับหมอแล้ว ต้องมีวินัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอเพื่อให้อาการป่วยทุเลาและหายไปในที่สุด
ครูจา
Nov 09
จากบทความในครั้งก่อนๆ ที่กล่าวว่าการเรียนจินตคณิตในวัยที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อการเรียนคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกัน
คราวนี้เราจะกล่าวถึงการเรียนจินตคณิตในระดับอนุบาล – ประถมต้น ซึ่งการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนนำกระบวนการคิดคำนวณ นั่นคือการเรียนจินตคณิตจะเป็นการเรียนนำการเรียนในโรงเรียน ให้เด็กๆ ได้รู้จักการบวกเพิ่ม และการหักลบ รวมถึงการนำให้รู้จักเรื่องค่าประจำหลักในวิชาคณิตศาสตร์อีกด้วย นอกจากนี้แล้วหากการเรียนจินตคณิตอย่างต่อเนื่องจะยิ่งทำให้เด็กๆ สามารถที่จะคิดคำนวณได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เมื่อผ่านการบวกลบ จนคล่องแคล่วแล้ว การเรียนในระดับต่อไปคือการคูณ การหาร ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน เด็กที่คุณพ่อคุณแม่ เห็นความสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์ ก็จะเห็นเป็นเรื่องดีที่สามารถเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานของตน แต่หลายๆ ครอบครัวไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเด็กๆ มักรู้สึกว่าการเรียนในโรงเรียนยังง่ายกว่า หากพ่อแม่ผู้ปกครองคล้อยตามเด็ก ก็จะปล่อยให้เด็กๆ หยุดเรียนก่อน รอเวลาจนเด็กได้เจอกับเนื้อหาจริงที่โรงเรียน แล้วจะกลับมาเรียนอีกครั้ง แต่การเรียนจินตคณิตหากเว้นช่วงไปเป็นระยะเวลานาน จนทำให้การเรียนในโรงเรียนนำ ร่วมกับการเรียนจินตคณิตที่หยุดนิ่ง จะทำให้เด็กลืม ทำให้ต้องเริ่มกลับมารื้อฟื้นและฝึกทักษะซ้ำเดิมใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งการเรียนจินตคณิตที่นำโรงเรียน จนเด็กใช้การจินตนาการ ทั้งการบวกลบ คูณหาร แล้ว มันจะติดตัวเขาไปตลอด โดยไม่ลืม สิ่งต่างๆ เหล่านี้สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองนั่นเองที่จะเป็นผู้ที่วางแนวทางให้กับบุตรหลานเอง นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกบุตรหลานให้ได้เรียนรู้กับสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
ครูจา
Nov 03
ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ที่คุณพ่อคุณแม่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในวิชาต่างๆ แต่ไม่ให้ความต่อเนื่อง จึงทำให้เด็กขาดการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เทคนิคที่ควรจะได้แต่ต้องใช้เวลา กลับไม่ได้ แต่ก็ยังมีอีกประเภทที่เมื่อบุตรหลานได้เรียนรู้ถึงเทคนิคจนทำให้ ผลการเรียนดีขึ้น เป็นที่น่าพอใจ ก็เลิกเรียนเสียกลางคัน เนื่องจากยังมีวิชาอีกหลายวิชาที่ยังมีผลการเรียนที่ไม่ดีนัก ต้องไปมุ่งเรียนวิชาอื่นต่อไป การส่งบุตรหลานเรียนจนได้ผลการเรียนเป็นที่น่าพอใจ แล้วเลิกเรียนกลางคัน จะไม่มีผลกับเด็กเลยหาก คุณพ่อคุณแม่ ให้แบบฝึกหัดเพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง หรือเขาเหล่านั้น สามารถนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับการเรียนในระดับที่ยากขึ้น แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นไปได้ยาก ทั้งลักษณะสังคมการทำงานของพ่อแม่ และตัวเด็กส่วนใหญ่ จะถูกป้อน จนการประยุกต์สิ่งต่างๆ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะวนกลับซ้ำเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนปมของปัญหาถูกคลี่ออก แต่ยังไม่คลายหมดซะทีเดียว
ครูจา
Oct 28
Posted by malinee on Tuesday Oct 28, 2014 Under เกร็ดความรู้
หลังจากปิดภาคเรียนที่ 1 มา 3 สัปดาห์แล้ว ก็เข้าสู่ช่วงของการประกาศผลการสอบของภาคเรียนที่ผ่านมา อาจมีเด็กหลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวจากเด็กเล็ก (อนุบาล) ที่มีการเรียนไม่เข้มข้นนัก สู่การเรียนในชั้นประถม 1 ที่ต้องมีการเขียนอ่านกันอย่างขะมักเขม้น ต้องยอมรับว่าเด็กๆ ยังต้องการเวลาในการปรับตัวบ้าง แต่เด็กบางคนที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ส่งให้กับสถาบันกวดวิชาต่างๆ ย่อมจะต้องคาดหวังว่าคะแนนสอบน่าจะดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ แต่บางครั้งผลสอบที่ออกมาก็ยังไม่น่าพอใจนัก มักมีคำถามว่าทำไมเราส่งบุตรหลานเรียนแล้วคะแนนยังไม่ดีขึ้น
ก่อนที่จะดูถึงผล เราลองมาย้อนดูที่ต้นเหตุของคะแนนที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก อาจเกิดจากความไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาเรียนมีมากจนต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจำเป็นต้องให้เวลากับเด็กในการเรียนรู้วิธีการหรือเทคนิคที่จะได้จากสถาบันต่างๆ ให้เวลากับครูเพื่อที่จะถ่ายทอดเทคนิค หรือวิธีการต่างๆ ให้กับเด็ก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องให้เวลากับตัวเด็กและ ครูผู้มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ให้เวลากับบุตรหลานในการเรียนรู้ เด็กถูกย้ายที่เรียนบ่อยๆ กลายเป็นว่าต้องเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้สิ่งที่ควรจะได้กลับกลายเป็นคว้าน้ำเหลวไป การส่งบุตรหลานเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในแนววิชาการหรือกิจกรรม ควรให้เวลากับทั้งครูผู้สอน เพื่อถ่ายทอดความรู้ และเด็กๆ ที่จะต้องฝึกฝนวิธีการให้ชำนาญด้วยตัวของเขาเอง
ครูจา
Oct 20
หลายครั้งที่เขียนเกี่ยวกับแนวการเรียนการสอนจินตคณิตไปแล้ว คราวนี้จะเป็นเรื่องของวัยที่เหมาะสมกับการเรียนจินตคณิต
อันที่จริงแล้วการเรียนจินตคณิตไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องว่าเด็กโตแล้วเรียนไม่ได้ แต่สำหรับเด็กที่เล็กเกินไป เป็นข้อจำกัดเรื่องกล้ามเนื้อมือเป็นหลัก
คราวนี้มาดูที่รายละเอียดกันว่าการเรียนจินตคณิตสำหรับวัยไหนที่เหมาะสมที่สุด เริ่มตั้งแต่ปฐมวัย หรืออนุบาลก่อน เนื่องจากเด็กอนุบาลการเรียนคณิตศาสตร์จะเริ่มตั้งแต่จำนวนและตัวเลข แล้วจึงค่อยพัฒนาเข้าสู่การเรียนการบวก-ลบ การเรียนจินตคณิตจะเป็นการแนะนำตัวเลขให้กับเด็กได้จับต้องได้เป็นรูปธรรม และยังเป็นการนำการบวกเพิ่ม หรือการลด ให้เด็กได้มีความเข้าใจถึงการบวก-ลบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงถือว่าการเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อนำให้เขาเข้าใจในการเรียนคณิตศาสตร์ได้อย่างดี วัยประถม(ต้น) เป็นวัยที่การเรียนจินตคณิตจะเป็นการจัดระบบความคิด ทั้งเรื่องของค่าประจำหลัก และการบวก-ลบ คูณ หาร ซึ่งเด็กบางคนที่มีปัญหากับคณิตศาสตร์อาจมีผลเนื่องจากความไม่เข้าใจเรื่องค่าประจำหลัก การบวก-ลบ เลขขอยืม ซึ่งในการเรียนลูกคิดจะเห็นเป็นภาพที่ชัดเจน และเด็กๆ จะสามารถปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง แต่ในเด็กประถม(ปลาย) ส่วนใหญ่จะมีกระบวนการคิดคำนวณคณิตศาสตร์ที่คล่องแล้ว การใช้ลูกคิดจะถือว่าตามหลังสิ่งที่เขารู้มาแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียน เพราะเป็นสิ่งที่ตนเองเรียนรู้จนชำนาญแล้ว จึงไม่แนะนำให้เด็กประถม(ปลาย) เรียนจินตคณิตสักเท่าใด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะเรียนไม่ได้ เพียงแต่ผลสัมฤทธิ์ที่จะนำไปใช้ ช้ากว่าบทเรียนคณิตศาสตร์ที่เรียนในโรงเรียน แต่เนื่องจากผู้ปกครองหลายๆ คนมักเข้าใจว่าเด็กประถม(ปลาย)ที่มีปัญหาทางคณิตศาสตร์เกิดจากการคิดคำนวณผิดพลาด ควรได้รับการแก้ไข แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กที่มีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ อาจไม่มีปัญหาการคำนวณเลยก็เป็นได้ ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของเด็กโตจะอยู่ที่ความเข้าใจเป็นหลัก หากจะแก้ปัญหาจริง ๆ ต้องหาสาเหตุที่แท้จริงกันก่อนจะเสียทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา ในการเรียนที่ไม่ได้แก้ปัญหาผิดทาง
ครูจา