15191232-cartoon-podium-zwyciezcow---ilustracji-wektorowych          ควันหลงหลังจากประกาศผลการสอบกลางภาค ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียต่อเด็กในแต่ละกลุ่ม

เรามาพิจารณาถึงผลดีก่อน เด็กในกลุ่มที่ส่งสัญญานการต้องการความช่วยเหลือ ผู้ปกครองในกลุ่มนี้ควรจะไม่ควรจะละเลยสัญญานที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือโดยการกำจัดสิ่งที่ยังติดค้าง หรือความไม่เข้าใจให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้เขาได้ก้าวเดินต่อไปในระดับที่ยากขึ้น อย่าปล่อยให้เด็กเก็บสะสมความความไม่เข้าใจมากขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขได้

ส่วนกลุ่มที่ส่งผลเสีย ก็ได้แก่ กลุ่มที่มักนำผลการเรียนของบุตรหลานไปเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมชั้น การเปรียบเทียบกันในชั้นเรียนไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การเปรียบเทียบในกลุ่มดังกล่าวมักต้องการให้บุตรหลานของตนเองไม่เพียงแต่อยู่ในระดับต้นๆ เท่านั้น แต่ต้องการให้บุตรหลานเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ซึ่งในการสอบแต่ละครั้ง ไม่เพียงแต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ยังรวมถึงความพร้อมในเรื่องของสมาธิในวันนั้น ๆ ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นในเด็กกลุ่มนี้คือ การถูกส่งไปเรียนในสถาบันต่างๆ อย่างหนัก เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่หนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการ แต่เมื่อใดที่ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง เด็กๆ ก็จะต้องถูกเปลี่ยนที่เรียนหรือเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเหล่านั้นขาดความสดใส ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เนื่องจากถูกป้อนความรู้จนเคยชิน จนกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่มีความพยายามทำสิ่งต่างๆ ไม่กล้าลองผิดลองถูกในสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การต่อต้านการเรียนอย่างเงียบๆ มีหน้าที่ไปเรียน แต่ไม่ได้ตั้งใจ หรือมีสมาธิอยู่กับการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนใดๆ

ดังนั้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เราผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองควรเปลี่ยนทรรศนคติที่ต้องการให้บุตรหลานเป็นที่หนึ่ง มาร่วมกันปลูกฝังให้เขาได้ตระหนักและรู้จักทำหน้าที่ในเรื่องการเรียนให้ดีที่สุด น่าจะทำให้เขามีความทรงจำที่มีความสุขในช่วงวัยเรียนของเขาตลอดไป

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , | add comments

วันนี้เป็นวันสอบ TEDET ของเด็กหลายๆ โรงเรียน ผู้ปกครองหลายๆ คนก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นการสอบเพื่ออะไร รู้แต่เพียงว่าเป็นการสอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีความเข้าใจว่าเป็นการสอบเพื่ออะไร ส่วนตัวเด็กซึ่งเพิ่งสิ้นสุดการสอบปลายภาค แล้วยังต้องสอบนอกรอบอีก ซึ่งเป็นวิชาหลัก โดยมีข้อสอบที่ค่อนข้างยากอีก จะสอบไปเพื่ออะไร

คราวนี้เรามารู้จักการสอบ TEDET กันว่าคืออะไร TEDET เป็นโครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ TME ซึ่งโครงการนี้จัดสอบคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาปีที่ 2 –มัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 –มัธยมศึกษาปีที่ 3    ข้อสอบจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นข้อสอบเพื่อการวัดความรู้พื้นฐานในระดับชั้นนั้นๆ และ อีกส่วนเป็นข้อสอบวัดอัจฉริยภาพหรือการประยุกต์เนื้อหาการเรียนเพื่อการแก้ไขปัญหา

เมื่อรู้จักการสอบ TEDET แล้ว  มาดูความสำคัญของการสอบ การประเมินผลนอกจากจะเป็นการประเมินรายบุคคลแล้วยังมีการเปรียบเทียบกับกลุ่มโรงเรียน เด็กในระดับชั้นเดียวกันทั่วประเทศ การสอบดังกล่าวน่าจะเป็นผลดี เพื่อให้ผู้ปกครองที่ต้องการทราบว่าบุตรหลานมีอัจฉริยภาพ หรือบุตรหลานสามารถประยุกต์ใช้เนื้อหาที่เรียนมาในการแก้โจทย์ปัญหาได้ดีเพียงใด

เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ร่วมกันระหว่า สสวท กับประเทศเกาหลี ข้อสอบจะเป็นข้อสอบกลางที่เหมือนกันที่ส่งตรงมาจากประเทศเกาหลี ซึ่งเมื่อกล่าวถึงช่วงเวลาในการสอบนี้ ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลาการเรียนการสอนของบ้านเรา ซึ่งเมื่อเทียบกับการเปิดเรียนของโรงเรียนอินเตอร์ หรือ ต่างประเทศเป็นช่วงของภาคการศึกษาใหม่ การสอบจึงเป็นการสอบย้อนเนื้อหาเดิมทั้งหมด แต่บ้านเราเป็นการเปิดภาคการเรียนการสอนไปเพียง 1 ภาคการเรียนเท่านั้น ยังมีความรู้บางเรื่องที่เด็กๆ อาจยังไม่เรียนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อสอบ จึงมีผลให้เด็กๆ ได้ผลประเมินในเรื่องของความรู้พื้นฐานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อความรู้พื้นฐานยังเรียนไม่ครอบคลุม ก็ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องการประยุกต์ใช้ความรู้ นอกจากช่วงเวลาที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีการเน้นเนื้อหาในการเรียนรู้ หรือจุดประสงค์ของการเรียนรู้ระหว่างของบ้านเรากับต่างประเทศก็แตกต่างกัน ซึ่งก็ยังเป็นอีกปัจจัยหลักที่มีผลต่อการประเมินเช่นกัน หากจะมีการสอบในแนวนี้  ควรเลือกช่วงเวลาที่เด็กๆ ได้เรียนจบเนื้อหาในชั้นปีนั้นๆ ก่อน หรือเป็นการสอบย้อนเนื้อหา น่าจะเป็นธรรมกับเด็กไทยมากกว่า

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ruler_math_sign            หลาย ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองมักคาดหวังในการส่งบุตรหลานเรียนจินตคณิตว่า จะสามารถทำให้เด็กมีการเรียนคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่

            ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีกันก่อน ปัจจัยลำดับต้น ๆ เลยคงหนีไม่พ้นทัศนคติที่ดีในการเรียนก่อน เมื่อมีทัศนคติที่ดี จะทำให้มีความสนใจในการเรียนรู้ จนเกิดความเข้าใจได้ในที่สุด สำหรับช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เมื่อมีพื้นฐานที่ดีในระดับประถมต้น ก็จะทำให้สามารถต่อยอดไปสู่ประถมปลายและมัธยมในที่สุด  จินตคณิตเป็นการเรียนที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างทัศนคติในเชิงบวกได้สำหรับเด็กในช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เนื่องจากในช่วงชั้นดังกล่าว การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีความแม่นยำในเรื่องของค่าประจำหลัก และการคำนวณ ซึ่งจินตคณิตนั้นทำให้เด็กมีพื้นฐานที่ดี และมีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ด้วย  เนื่องจากเด็กสามารถคิดคำนวณได้อย่างแม่นยำ และเสริมสร้างสมาธิในการเรียนวิชาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่เด็กในช่วงของประถมปลาย จะมีการเรียนโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการตีความ เพื่อแก้ปัญหาโจทย์ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยนี้จะมีทักษะในการคิดคำนวณที่ดีอยู่แล้ว ปัญหาก็คือการตีโจทย์เท่านั้น แต่ในกรณีของเด็กที่มีปัญหาด้านการคำนวณด้วย  จินตคณิตอาจสามารถช่วยได้ แต่อาจไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด เนื่องจากการเรียนจินตคณิตอาจต้องใช้เวลาเพื่อให้เด็กเกิดทักษะ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับวัย ประกอบกับการเรียนที่จะต้องย้อนตั้งแต่แบบง่าย ซึ่งมักส่งผลให้เด็กรู้สึกเบื่อกับตัวเลขที่เขาได้เรียนรู้เมื่ออยู่ในวัยประถมต้น แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กที่อยู่ในช่วงของประถมปลาย จะไม่สามารถเรียนจินตคณิตได้ แต่จุดประสงค์ของการเรียนคณิตศาสตร์ของประถมปลายจะมีเนื้อหาที่เข้มข้นและเปลี่ยนเนื้อหาที่เร็วขึ้น ซึ่งจะใช้พื้นฐานการคำนวณเป็นฐานเท่านั้น ดังนั้นเด็กในช่วงของประถมปลายจึงไม่ควรเน้นแต่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการคิดคำนวณเพียงอย่างเดียว ในขณะที่เด็กในช่วงอนุบาลถึงประถมต้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของการคิดคำนวณให้กับบุตรหลาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้อนปัหาเมื่อเขาโตขึ้น

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ในช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน ก็มีข่าวการเสียชีวิตของเด็ก ๆ ติดต่อกัน 3 คน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อเด็ก พิจารณาถึงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วหาวิธี หรือหนทางป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่ผู้ปกครองฝากไว้ในมือของโรงเรียน ก็จะมีมากขึ้น

girls-playing-basketball-black-white      จากเหตุการณ์ล่าสุดที่น้องนนท์ หลังจากได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จุฬาเป็นเวลา 3 เดือน ที่ล่วงลับไป มันทำให้เกิดคำถามขึ้นหลายฝ่ายว่า เด็ก 2 คนที่ร่วมกันรุมทำร้ายน้องนนท์นั้น เกิดเนื่องจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการเลี้ยงดูของครอบครัว(ที่ปัจจุบันมักเป็นครอบครัวเดี่ยว ที่มีลูกเพียงคนเดียว) หรือมีเหตุปัจจัยอื่น เช่น เกมที่ไม่ได้รับการคัดกรองจากผู้ปกครอง แฝงด้วยความรุนแรง กันแน่ เราไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะครู หรือทางโรงเรียนเท่านั้นที่เป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อตัวเด็ก แต่หมายรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบพฤติกรรมของตัวเด็ก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดต่อพฤติกรรมเด็กที่แสดงออกมา นอกจากให้กำเนิดเขาเหล่านั้นแล้ว ยังต้องมีหน้าที่เลี้ยงดู อบรม บ่มนิสัย เพื่อให้เขาอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม โดยไม่เป็นภาระต่อสังคมในภายภาคหน้า

หลาย ๆ ครอบครัว ทั้งพ่อและแม่ให้ความสำคัญกับปากท้อง และความมีหน้ามีตาในสังคมมากกว่าการให้เวลาในการอบรม เลี้ยงดูบุตรหลาน คอยชี้นำในสิ่งที่ดี มีคุณธรรมให้เป็นคนดีในสังคม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการทำงานไม่สำคัญ แต่เป็นเรื่องของการแบ่งเวลา ให้มีความเหมาะสม  พ่อแม่มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลบุตรหลานเมื่อเขาอยู่ที่บ้าน ส่วนครูก็มีหน้าที่อบรมบ่มนิสัย ให้ความรู้กับเด็กนักเรียนเมื่อเขาอยู่ที่โรงเรียน หากมีการรับ-ส่งหน้าที่กันเป็นอย่างดี เชื่อว่าสังคมเราก็น่าอยู่ขึ้น

Tags : , , , , , , , , , , , | add comments

kiddsquare

Tags : , , , , , , , | add comments

          จากที่กล่าวมาแล้ว ก็จะพบว่าไม่ว่าจะเป็น IQ (ความฉลาด สติปัญญา) หรือ EQ (ความฉลาดทางอารมณ์) ต่างก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ดังนั้นเพื่อพัฒนาการที่ดีทั้งทางด้านอารมณ์และสติปัญญา เด็ก ๆ ควรจะได้รับการส่งเสริมทั้งสิ้น

นอกจาก 2Qs ดังกล่าวแล้ว สิ่งที่สำคัญลำดับต่อไป นักวิชาการมักเรียกว่า “AQ “ (Adversity quotient) ซึ่งหลาย ๆ คนเข้าใจว่า AQ เป็นเพียงความมุ่งมั่นในการทำให้สำเร็จ ความพยายามที่จะทำสิ่งที่ท้าทาย แต่ AQ หมายรวมถึง การเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส หรือ แม้กระทั่งการรู้จักยอมรับความผิดหวัง

จากคำจำกัดความต่าง ๆ ข้างต้น เราสามารถจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริม AQ ได้ ตัวอย่าง การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กที่อยู่ในช่วงก่อนวัยเรียน เราสามารถหากิจกรรมที่ท้าทายความสามารถให้เหมาะกับอายุได้ เช่นการให้เด็กร้อยเชือกผ่านชิ้นงานในแบบต่าง ๆ โดยมีต้นแบบให้ และเพิ่มความยากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และความสนุก เมื่อได้ทำกิจกรรมที่ยากขึ้น  ก็เป็นการส่งเสริมความพยายามที่จะทำให้สำเร็จได้  หรือเมื่อเข้าสู่วัยเรียน เด็ก ๆ ก็จะต้องเข้าเล่น หรือทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อน ซึ่งในการเล่นย่อมจะมีผู้แพ้ และผู้ชนะ ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงความผิดหวังบ้าง และเมื่อเขาโตขึ้น เขาก็สามารถยอมรับ และเผชิญกับปัญหาได้มากขึ้น

แต่ในทางกลับกัน หากครอบครัวใดไม่เคยส่งเสริมพัฒนาการทาง AQ อาจเป็นเพราะไม่รู้ว่าการตามใจ หรือให้ความช่วยเหลือจนเกินขอบเขตเป็นการบ่อนทำลายภูมิต้านทานเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ถึงความลำบาก ความพยายาม ความผิดหวัง หรือแม้กะทั่งการยอมรับในความพ่ายแพ้ เมื่อเขาเหล่านั้นโตขึ้น เข้าสังคมที่ใหญ่ขึ้น โดยไม่มีใครสามารถปกป้องเขาได้อีก เขาจะรู้สึกท้อแท้ ผิดหวัง จนมีโอกาสที่จะทำอะไรโดยขาดสติยั้งคิดได้ หากวันนี้เรายังคงพอมีเวลา เราควรหันกลับมาส่งเสิรมพัฒนาการทางด้านนี้ เพื่อให้เขาเติบโตในสังคมได้อย่างมีความสุข

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments

เชาวน์ปัญญา เป็นสิ่งที่ท่านมีมาแต่กำเนิด มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตท่านตั้งแต่แรกเริ่ม เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมเชาวน์ปัญญา พวกเขามีความแหลมคม แต่พอพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้กลับหายไปจนเกือบจะหมดสิ้น มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นระหว่างทางเป็นแน่

เพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่งได้ส่งเรื่องที่ชื่อว่า “โรงเรียนของสัตว์” ให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยากจะเล่าให้ท่านฟัง เรื่องมีอยู่ว่า…

“ในวันหนึ่งสัตว์ทั้งหลายในป่าได้มารวมตัวกัน และตัดสินใจว่าจะตั้งโรงเรียนของสัตว์ขึ้นมา กระต่าย นก กระรอก ปลา และปลาไหล ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการพัฒนาหลักสูตร กระต่ายยืนกรานว่าเรื่องการวิ่งจะต้องเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตร นกบอกว่าเรื่องการบินก็ต้องอยู่ในหลักสูตร ปลาบอกว่าการว่ายน้ำจะต้องอยู่ในหลักสูตรเช่นกัน ส่วนกระรอกนั้นบอกว่าการปีนขึ้นต้นไม้ในแนวดิ่งก็เป็นสิ่งที่จำเป็น และเห็นว่าน่าจะต้องรวมไว้ในหลักสูตรด้วย ซึ่งในที่สุดพวกสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับมอบหมายให้ร่างหลักสูตรก็ได้นำวิชาต่างๆ เหล่านี้มารวมกัน และจัดทำเป็นหลักสูตรขึ้นมา พวกมันได้ป่าวประกาศไปยังสัตว์ทั้งหลาย และบังคับให้สัตว์ที่เข้าเรียนหลักสูตรนี้จะต้องผ่านทุกวิชาตามที่กำหนดไว้

กระต่ายซึ่งเคยได้เกรดเอจากการวิ่ง มีปัญหามากในเรื่องการปีนต้นไม้ในแนวดิ่ง มันปีนขึ้นไปแล้วก็ตกลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดหัวสมองของมันก็ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถจะวิ่งต่อไปได้ จากที่มันเคยได้เกรดเอในการวิ่ง ตอนนี้มันกลับได้เกรดซี และที่แน่นอนก็คือมันได้เอฟ (สอบตก) ในการปีนต้นไม้ นกที่เคยเก่งมากในเรื่องการบิน แต่พอต้องเรียนวิชาขุดโพรงลงไปในดิน มันก็ทำได้ไม่ดีนัก จะงอยปากของมันแตกและปีกของมันก็หัก ไม่ช้าไม่นานมันก็ได้เกรดซีในวิชาการบิน และได้เอฟในวิชาขุดโพรง และมันก็ประสบปัญหาในเรื่องการปีนต้นไม้ในแนวดิ่งเช่นกัน

ในที่สุดสัตว์ที่สามารถเรียนจบผ่านหลักสูตรนี้ไปได้กลับกลายเป็นเจ้าปลาไหล ที่ทำทุกอย่างผ่านได้แบบครึ่งๆ กลางๆ แต่มันก็ทำให้ผู้สร้างหลักสูตรมีความสุข ที่เห็นว่าสัตว์เหล่านั้นได้เรียนรู้ทุกวิชาที่เหล่าบรรดากรรมการหลักสูตรได้พัฒนาขึ้นมา และต่างพากันเรียกการศึกษาแบบนี้ด้วยความภูมิใจว่าการศึกษาแบบ “ครอบจักรวาล”

ฟังเรื่องนี้แล้วเราอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าขบขัน แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษาของพวกเรา เราพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้คนทุกคนเหมือนกัน เราได้ทำลายศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในคนแต่ละคน เราบั่นทอนความเป็นตัวของตัวเองในคนแต่ละคนจนหมดสิ้น

เชาวน์ปัญญาที่ติดตัวมาเริ่มตายไปในขณะที่เราพยายามจะลอกเลียนคนอื่น หากท่านต้องการจะให้เชาวน์ปัญญาที่มีมาคงอยู่ ท่านต้องเลิกการเลียนแบบ เชาวน์ปัญญาจะถูกกำจัดไปโดยปริยายหากท่านทำตามผู้อื่น เมื่อใดก็ตามที่ท่านเริ่มคิดจะเป็นเหมือนคนอื่น ท่านจะสูญเสียเชาวน์ปัญญาทีท่านมีอยู่ไป ท่านเริ่มจะโง่เขลานับตั้งแต่วินาทีที่ท่านเริ่มเปรียบเทียบตัวท่านกับคนอื่น ท่านจะสูญเสียความสามารถตามธรรมชาติของท่าน ท่านจะไม่มีความสุขอีกต่อไป ท่านจะไม่ได้สัมผัสกับความใสสะอาด ท่านจะสูญเสียความคมชัด เสียวิสัยทัศน์ของท่านไป ท่านจะต้องหยิบยืมดวงตาของผู้อื่นมาใช้ แล้วเราจะมองผ่านดวงตาของคนอื่นได้อย่างไร? เราต้องใช้ดวงตาของเราเอง เราต้องเดินด้วยลำแข้งของเราเอง เราต้องใช้หัวใจที่เป็นของเราเอง คนหลายคนมีชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยของที่หยิบยืมมาจากผู้อื่น คนเหล่านี้จะรู้สึกว่าชีวิตของเขาติดขัดเป็นอัมพาต มันทำให้พวกเขารู้สึกว่าโง่เง่าเบาปัญญา

โลกเราต้องการการศึกษาในรูปแบบใหม่ คนที่เกิดมาเป็นกวี จะรู้สึกว่าตัวเองนั้นโง่มากในวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนคนที่อัจฉริยะในทางคณิตศาสตร์ก็ต้องมามะงุมมะงาหราอยู่กับการท่องวิชาประวัติศาสตร์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางค่อนข้างยุ่งเหยิง เป็นเพราะว่าการศึกษาไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติของคนแต่ละคน ไม่ได้ให้ความเคารพในสิ่งที่คนแต่ละคนมี ควบคุมบังคับให้ทุกคนเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด อาจจะมีคนบางคนที่เดินไปกับรูปแบบนี้ได้ แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

คนส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนหลงทาง และลำบากใจ

ความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคือความรู้สึกที่ว่าตัวเองโง่ ไม่มีค่า ไม่มีเชาวน์ปัญญา เราต้องอย่าลืมว่าทุกคนเกิดมาพร้อมกับเชาวน์ปัญญา เราเกิดมาพร้อมกับความงดงามนี้ มันเป็นสิ่งที่หอมหวานที่ติดตามเรามาจากดินแดนอันไกลโพ้น แต่ครั้นเมื่อมาถึงโลกนี้ สังคมก็เริ่มโจมตีเรา เข้ามาจัดแจง เปลี่ยนแปลง สั่งสอน ตัดต่อ เติมแต่ง จนในที่สุดเราก็สูญเสียสิ่งเดิมที่มีติดมาจนไม่เหลืออะไรเลย นั่นคือวิถีทางที่ทำให้เชาวน์ปัญญาของเราถูกทำลาย

จากหนังสือ “ปัญญาญาณ” ของ OSHO แปลโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด สำนักพิมพ์ Free MIND

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

คอร์สปิดเทอม 2555

Posted by malinee on Friday Feb 24, 2012 Under กิจกรรม

คอร์สปิดเทอม  2555

เปิดตั้งแต่ช่วง
19 มี.ค. – 4 พ.ค. 2555

สามารถติดต่อ
สอบถามรายละเอียด ได้ที่สถาบันคิดสแควร์ ค่ะ

Tags : , , , , , , , , , , , | add comments

ในยุคก่อน ๆ ซึ่งเป็นยุคสมัยที่คุณปู่ คุณย่าของเด็กในยุคปัจจุบัน หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างว่า คนในรุ่นนั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่าใดนัก แต่เขาเหล่านั้นก็มีอยู่หลายครอบครัวที่สามารถก่ร่างสร้างตัวจนมีฐานะร่ำรวยในรุ่นต่อมา
กลับกันในยุคปัจจุบัน เด็กไทยทุกคนจะต้องเข้าโรงเรียนเพื่อให้ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แม้กระทั่งชุดนักเรียนยังได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้แนวโน้มของความเสมอภาคกันทางด้านการศึกษา และน่าจะรวมไปถึงความเป็นอยู่ในสังคม แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เมื่อภาครัฐกำหนดนโยบายให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนครูกับจำนวนนักเรียนไม่สอดคล้องกัน (จำนวนเด็กมากเกินกว่าที่ครูจะสามารถเข้าถึงเด็กทุกคน) ประกอยกับความพร้อมของเด็กแต่ละคน ร่วมกับปัจจัยหลักนั่นคือ ความเอาใจใส่ ดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้เด็กบางส่วน หรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในเนื้อหา หรือบทเรียนในแต่ละเรื่อง หากจะให้พ่อแม่ช่วยอธิบาย พวกท่านก็ไม่มีเวลา หรือพ่อแม่บางกลุ่มก็จะปฏิเสธที่จะสอนลูก เพียงเพราะว่าตนเองมีพื้นฐานทางวิชาการไม่ดี ครั้นจะไปถามครู ครูก็ดูน่ากลัวเกินกว่าที่จะเข้าใกล้ประชิดตัว
ปัญหาในกลุ่มเด็กดังกล่าวมักเกิดกับคนในสังคมที่มีฐานะค่อนข้างขัดสน ส่วยในกลุ่มที่อยู่ในฐานะปานกลาง ก็พร้อมที่จะส่งลูกเข้าสู่ระบบโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าที่ตนเองจะพยายามทำความเข้าใจในความรู้พื้นฐานที่ตนเองได้ผ่านมาแล้ว จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ช่องว่างที่เกิดขึ้นในสังคมจะถ่างออกไปเรื่อย ๆ โอกาสทางสังคมที่ทางรัฐได้หยิบยื่นให้ก็เปรียบเสมือนอากาศที่ลองลอยไปโดยไม่มีใครใส่ใจ และมองเห็นมันอย่างไร้ค่า เช่นเดียวกับเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ได้ตระหนักว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นรากฐานให้ตนเอง เพื่อความมั่นคงของตนเองและครอบครัวต่อไปในอนาคต

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

สองมือแม่นี้ที่หายไป

Posted by malinee on Tuesday Sep 20, 2011 Under Uncategorized

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศตึงเครียด จะมีเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้นที่ไม่ต้องกังวล แต่สังคมโดยรวม หรือประชากรส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ กับความฝืดเคือง ภาวะเงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดภาวะที่จะต้องดิ้นรนเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งอาจทำได้โดยการทุ่มเทกับงานให้มากขึ้น เพื่อโอกาสก้าวหน้าทางด้านการงาน ทำงานพิเศษ นอกเวลา ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวส่งผล 2 ด้าน นั่นคือ การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และ ผลทางด้านครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดี่ยว เนื่องจาก เมื่อพ่อแม่ให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานมาก ก็จะทำให้เห็นความสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูลูกน้อยลง เป็นสาเหตุของปัญหาสังคม จริยธรรม ที่เราได้ยินได้ฟังจนกลายเป็นความเคยชิน จนไม่มีใครมีสำนึกที่จะช่วยแก้ปัญหา
ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมเมื่อสืบสาวกันลึก ๆ มักเกิดจากปัญหาพื้นฐานทางครอบครัวเป็นหลัก ความรุนแรงของปัญหานั้น ๆ ขึ้นอยู่กับว่า คนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองนั้นตระหนักหรือรับทราบถึงปัญหาหรือไม่ มีสำนึกถึงหน้าที่ของความเป็นบุพการีมากน้อยเพียงใด ภาพรวมของผู้เป็นพ่อแม่ปัจจุบัน นิยมผลักเด็กออกจากตัวเองโดยไม่รู้ตัว แล้วมีคำพูดที่เป็นข้อแก้ต่างตลอดเวลาว่า ไม่มีเวลา ต้องทำงาน ไม่แม้กระทั่งหาข้อมูล (ที่แสนจะง่ายดาย และสะดวกสบาย) เกี่ยวกับพฤติกรรมในแต่ละวัย บางครอบครัวไม่มีเวลาถึงขนาดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกหลานของตนมีพฤติกรรมอย่างไร มีการเรียนย่ำแย่ หรือดีแค่ไหน ปล่อยให้หน้าที่ดังกล่าวเป็นของทางโรงเรียน และโรงเรียนกวดวิชา ส่วนตนเองมีหน้าที่หาปัจจัยต่าง ๆ มาบำรุง บำเรอ ความสุข ความสะดวกสบาย หรือหน้าตาทางสังคม โดยไม่เหลียวแลหน้าที่ในการอบรมบ่มนิสัย การขัดเกลาจิตใจ จึงทำให้เด็กมีความเชื่อ และค่านิยมผิด ๆ โดยขาดการชื้ทางที่ถูกที่ดี
ครอบครัวที่มีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น เมื่อดูภายนอกแล้ว เป็นครอบครัวที่มีความสุข สมบูรณ์ ก็เหมือนกับผลไม้ที่เน่าข้างใน โดยที่ผิวด้านนอกยังดูดีอยู่ เราจะไม่รู้เลยจนกว่าเราจะไปสัมผัส จับต้องมัน แล้วเจ้าหนอนตัวเล็ก ๆ ก็จะชอนไชออกมาพร้อมกลิ่นเหม็น เช่นเดียวกับปัญหาเล็ก ๆ ภายในครอบครัว หากเกิดในช่วงสั้น ๆ หากรู้แล้วสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ก็สามารถกำจัดหนอนน้อยเพียงไม่กี่ตัวไปได้จากเนื้อทั้งชิ้น แต่ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่รับรู้ และไม่พยายามที่จะหาสาเหตุของปัญหา ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ผูกจากปมหนึ่งไปอีกปมโดยไม่สิ้นสุด จนสุดท้ายปัญหาต่าง ๆ ไม่สามารถคลี่คลายได้ ก็ปล่อยไปตามยถากรรม เมื่อครอบครัวซึ่งถือเป็นฐานของบ้านเมือง หากฐานเองยังไม่มีความมั่นคงแข็งแรงแล้ว ไหนเลยจะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับตึกทั้งหลังได้เล่า ซึ่งปัญหาดังกล่าวต่าง ๆ เหล่านี้จะเบาบางลงถ้า พ่อแม่ให้ความสำคํญกับหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่อย่างแท้จริง มิฉะนั้นก็รอวันที่ประเทศชาติจะล้มลงด้วยมือของทุกคนที่ไม่สำนึกในหน้าที่ของตนเอง

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments