ทำไมต้องใช้การวาด Block Model ในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์
Posted by malinee on Tuesday Jun 1, 2010 Under Uncategorizedในปัจจุบันการเรียนการสอนในวิชาคณิตศาสตร์นั้น จะมีแนวการสอนที่แตกต่างหลากหลายวิธี เพื่อเพิ่มทักษะในการคิดวิเคราะห์โจทย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญในวิชาคณิตศาสตร์สำหรับเด็กประถม หากเด็กมีความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์โจทย์แล้ว นั่นคือการทำให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกต่อวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของสาขาวิชาหลาย ๆ สาขา และนอกจากนี้แล้วเด็ก ๆ ยังมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นด้วย
Model Drawing เป็นแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแนวการสอนที่ได้รับความนิยมในกลุ่มโรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนนานาชาติหลายแห่ง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่เรานำมาใช้เพื่อช่วยเสริมทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาตร์ในระดับต่าง ๆ เด็ก ๆ จะสามารถเข้าใจคณิตศาสตร์ด้วยการวาด Model อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และนอกจากนี้เขายังสามารถแปลงความซับซ้อนของโจทย์ออกมาเป็นรูปภาพได้อย่างง่ายดาย ด้วยความเข้าใจ
นอกจากการเรียนการสอนแบบใช้ Model Drawing แล้ว ยังมีการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์อีกมากมาย ซึ่งเป็นวิธีที่มีประโยชน์ และสามารถนำมาใช้ในการแก้โจทย์ได้หลายวิธี เช่น การวาดรูป , การหาแบบรูป (pattern) , การสุ่มและการตรวจสอบ (Guess & Check) , การทำตารางข้อมูล และการทำย้อนกลับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์นั้นไม่จำเป็นจะต้องใช้เพียงวิธีเดียวในการหาคำตอบในแต่ละข้อ ให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง
หากท่านผู้ปกครองท่านใดสนใจในหลักสูตรแก้โจทย์คณิตศาตร์ (Math Trick) ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดของหลักสูตรได้ที่โทร 02-2414494, 02-6683201เจ้าหน้าี่ที่ประชาสัมพันธ์ของทางโรงเรียนได้ทุกวันนะคะ
ท่านผู้ปกครองสามารถดูตัวอย่างของ model drawing ได้จาก http://www.thesingaporemaths.com/ เขามีตัวอย่างดี ๆ ให้เราได้เรียนรู้การทำโจทย์คณิตศาสตร์ที่ง่ายและทำให้เด็ก ๆ ไม่เครียดเลยล่ะค่ะ
รับสมัครครูคณิตศาสตร์ Part time
Posted by malinee on Sunday May 9, 2010 Under Uncategorizedรับสมัครครูคณิตศาสตร์ Part time ผู้ที่สนใจสามารถติต่ได้ที่สถาบัน
โทร. 02-2414494 หรือ 081-8092525 ติดต่อครูจาค่ะ
ศิลปะกับการเรียนรู้ของเด็ก
Posted by malinee on Tuesday Mar 9, 2010 Under Uncategorizedศิลปะกับการเรียนรู้ของเด็ก
| ธรรมชาติของเด็กจะชอบในการเรียนศิลป ทั้งการว่าดภาพ ระบายสี และการร้องรำทำเพลง แต่เมื่อโรงเรียนต่าง ๆ มีการจำกัดงบประมาณ วิชาศิลปก็มักเป็นวิชาแรกที่จะนำออกนอกหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญทางสรีรศาสตร์ กล่าวว่าสมองมนุษย์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วนนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาสมองซีกซ้ายนั้นใช้ในการคิดทางด้านตรรก และกระบวนการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็น |
ส่วนที่ได้รับการฝึกจากการทำงานในโรงเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ , การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ส่วนสมองซีกขวาจะถูกใช้ในเรื่องของอารมณ์ การรับรู้ สัญชาตญาณ และความคิดสร้างสรร สมองซีกขวาจะถูกใช้งานเป็นหลักเมื่อคนผู้นั้นทำงานศิลปะ และต้องใช้จินตนาการอย่างมากมายเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้สมองส่วนนี้จะถูกละเลยด้วยกิจกรรมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน จากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเด็กที่มีอัจฉริยภาพ (gifted kids) แก้ไขปัญหาในด้านอัจฉริยภาพของเขา จะเกิดคลื่นแม่เหล็กเหนียวนำให้ใช้สมองทั้งสองข้าง นั่นแสดงให้เห็นว่าการทำงานของสมองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการทำงานของสมองร่วมกันทั้งสองด้าน ศิลปะสามารถทำให้เกิดการกระตุ้นและการฝึกสมองซีกขวา และยังช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงเกิดเครือข่ายของสมองทั้งสองด้าน ดังนั้นเด็กที่มีการเรียนศิลปก็จะฝึกใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อม ๆ กัน และจะเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ศักยภาพ ประโยชน์ที่จะได้รับในการเรียนศิลป – เด็กจะคิดอย่างสร้างสรร ด้วยหัวใจที่เปิด – เด็กจะเรียนรู้ในการสังเกตุ การอธิบาย การคิดวิเคราะห์ และการตีความ – เรียนรู้ที่จะแสดงออก ทั้งทางวาจาและกาย – เด็กจะสามารถฝึกการแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์ ภาษา และศัพท์ต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมทางศิลปะ – เด็กจะค้นพบว่าวิธีการแก้ปัญหา หรือคำตอบของปัญหาไม่ได้มีแค่วิธีเดียว และเค้าจะมีมุมมองที่แตกต่าง – เด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่จะมีส่วนช่วยเหลือผู้อื่นทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือผู้ใหญ่ – ศิลปะจะช่วยให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมต่าง ๆ รอบตัวและรอบโลก – เด็ก ๆ จะมีการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย จิดตใจ หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งผ่านประสบการณ์ในความสำเร็จจากงานศิลป – เสิรมสร้างความมั่นใจ เนื่องจากงานศิลปไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียวและเค้าก็จะภาคภูมิใจกับงานที่ได้แสดงต้วตนของตนเอง
ความเอาใจใส่ของพ่อแม่
Posted by malinee on Friday Jan 1, 2010 Under Uncategorizedเหตุใดพ่อแม่จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนของลูก
เนื่องจากในปัจจุบันเราพบว่าการเรียนของเด็กไทยนั้นต่ำกว่ามารฐาน ซึ่งเราสามารถดูผลได้จากการสอบ TIMSS2007 (Trends in International Mathematics and Science Study 2007) ซึ่งเป็นการวัดระดับมาตรฐานทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในแต่ละ ประเทศ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวมวิชาคณิตศาสตร์ ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุด 5 ประเทศ ได้แก่ จีน-ไทเป เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยประเทศไทยอยู่อันดับที่ 29 ได้ 441 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติที่กำหนดไว้ 500 คะแนน ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนสูงสุด 5 ประเทศ คือ สิงคโปร์ จีน-ไทเป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอังกฤษ ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 21ได้ 471 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติที่ 500 คะแนนเช่นกัน และเมื่อเปรียบเทียบกับผลประเมินปี 2542 พบว่า ประเทศไทยลดลงทั้ง 2 วิชา คือ คณิตศาสตร์ จาก 467 คะแนน เหลือ 441 คะแนน และวิทยาศาสตร์ จาก 482 คะแนน เหลือ 471 คะแนนซึ่งเราควรมองย้อนกลับมาว่าเหตุใด จากงานวิจัยต่าง ๆ มากมายพบว่าพ่อแม่มีส่วนในการปลูกฝังว่าการเรียนรู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญให้กับ ลูกอย่างไม่รู้ตัว และนอกจากนี้แล้วยังทำให้เด็ก ๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการอ่าน พ่อแม่ยังมั่นใจได้ว่าบุตรหลานของตนนั้นจะสามารถอ่านออกเขียนได้ตามวัยที่ ควรจะเป็นด้วย เนื่องจากการอ่านเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ดังนั้นพ่อแม่จึงมีส่วนในการข่วยเหลือ หรือกระตุ้นการอ่านให้กับลูกหลานของตน และพัฒนาไปในเรื่องการศึกษาในอนาคต หรือแม้กระทั่งเป้าหมายในชีวิตต่อไปการที่พ่อแม่มีความเอาใจใส่ในการเรียนของลูกนั้น ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นว่าเด็ก ๆ จะถูกกระตุ้นให้มีความเอาใจใส่ในการเรียนเช่นกัน และนั่นก็เป็นที่แน่ชัดว่าพ่อแม่จะมีหนังสือหลากหลายประเภทให้ลูกได้เลือก อ่านแน่นแน นั่นหมายรวมถึงแหล่งข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เช่น นิตยสาร หนังสือสารคดี หรือแม้กระทั่งปากกา กระดาษ ดินสอนอกจากนี้ยังควรมีมุมสงบเพื่อให้เด็กสามารถมีสมาธิกับการทำแบบฝึกหัด หรือการบ้าน ซึ่งยังรวมถึงการมีพื้นที่ของทีวี และเวลาที่จำกัดด้วยเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการที่พ่อแม่ควรดูและเอาใจใส่การเรียนของ บุตรหลานคือ การรู้ถึงจุดอ่อน จุดแข็งในการเรียน และสามารถแก้ไขข้อด้อยหรือจุดอ่อน หรือแม้กระทั่งความไม่เข้าใจ ในการเรียน ให้กับลูกหลานได้อย่างทันท่วงที แต่ในปัจจุบันนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจะถือว่าตนมีหน้าที่แค่เพียงส่งบุตรหลานของท่านไปเรียนในโรงเรียนหรือส่งไปยังโรงเรียนกวดวิชาก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรมีส่วนช่วยหรือร่วมมือกับทางโรงเรียน เพื่อส่งเสริมหรือแก้ไขจุดอ่อนร่วมกันให้กับเด็ก
กิจกรรม
Posted by malinee on Thursday Aug 27, 2009 Under Uncategorizedภาพบรรยากาศการเรียนการสอน และภาพบรรยากาศการจัดกิจกรรมทางเลือก
ในงาน
เลือกได้อย่างที่อยากให้เป็น วันที่ 15 กันยายน 2551 ณ โรงเรียนโสมาภานุสสรณ์
FAQ
Posted by malinee on Monday Aug 17, 2009 Under Uncategorizedคำถามที่ถามบ่อย
FAQ ( Frequently Asked Questions )
1. Q : มีหลักสูตรอะไรบ้าง
A : หลักสูตรจินตลีลาคณิต (Mental Math Glow)
หลักสูตร โจทย์คณิตคิดง่าย ( Math Trick Glow )
หลักสูตรยุวคณิตคิดไว (Mental Math)
1. Q : รับสมัครเด็กอายุตั้งแต่เท่าไหร่
A : เด็กอายุตั้งแต่ 4 – 12 ปี
1. Q : ครูจบจากที่ไหนมาสอน
A : ขั้น ต่ำปริญญาตรี ไม่ยึดเรื่องสถาบันที่จบมา เนื่องจากหลักสูตรมีมาตรฐานอยู่แล้ว บุคลากรที่รับเข้ามาทำการสอนจะต้องผ่านการทดสอบความสามารถด้านคณิตศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษ ตามเกณฑ์ของสถาบันฯ และจะต้องได้รับการอบรมหลักสูตรจากทางสำนักงานใหญ่ อีกทั้งจะต้องมีจิตวิทยาในการสอนเด็ก เนื่องจากการสอนเด็ก ความยากไม่ได้อยู่ที่ตัวหลักสูตรแต่ อยู่ที่ทำอย่างไรให้เด็กรักที่จะเรียนและเข้าใจในบทเรียน
1. Q : มีเด็กจำนวนกี่คนในแต่ละชั้นเรียน
A : สำหรับวิชา PSS , MGB ชั้นเรียนมีนักเรียนไม่เกิน 12 คน ต่อครู 1 คน สำหรับวิชา MAT มีนักเรียนไม่เกิน 6 คน ต่อครู 1 คน
1. Q : เวลาเรียนมีช่วงไหนบ้าง
A : เวลาเรียนมีตอน เย็นวันธรรมดา เวลา 16.30 – 18.30 น และ วันเสาร์ – อาทิตย์ เริ่มตั้งแต่ 08.30 น. เป็นต้นไป หยุดทุกวันจันทร์ ( ปรับเปลี่ยนตามความเป็นจริงของแต่ละสาขา )
1. Q : มีการชดเชยให้ไนกรณีที่ขาด / ลา หรือไม่
A : มีการชดเชยให้ ตามระเบียบการกล่าวคือ ชดเชยให้ฟรี 2 ครั้ง สำหรับวิชา PSS , MGBชดเชยให้ฟรี 1 ครั้งสำหรับวิชา MAT ครั้งต่อไปจะคิดค่าเรียนเสริม 199 บาท / ชั่วโมง
1. Q : มีส่วนลดอะไรให้หรือไม่
A : ชี้แจงตามความเป็นจริง
1. Q : มีเวลาพักบ้างไหม
A : มี ประมาณ 10 – 15 นาที
1. Q : กรณีเรียนทั้งวันมีอาหารกลางวันให้ไหม (กรณีมีการชดเชยช่วงบ่าย)









