Jun 30
Posted by malinee on Wednesday Jun 30, 2010 Under เกร็ดความรู้
ธรรมชาติของเด็กจะชอบในการเรียนศิลป ทั้งการว่าดภาพ ระบายสี และการร้องรำทำเพลง แต่เมื่อโรงเรียนต่าง ๆ มีการจำกัดงบประมาณ วิชาศิลปก็มักเป็นวิชาแรกที่จะนำออกนอกหลักสูตร
ผู้เชี่ยวชาญทางสรีรศาสตร์ กล่าวว่าสมองมนุษย์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วนนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาสมองซีกซ้ายนั้นใช้ในการคิดทางด้านตรรก และกระบวนการคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับการฝึกจากการทำงานในโรงเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ , การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ส่วนสมองซีกขวาจะถูกใช้ในเรื่องของอารมณ์ การรับรู้ สัญชาตญาณ และความคิดสร้างสรร สมองซีกขวาจะถูกใช้งานเป็นหลักเมื่อคนผู้นั้นทำงานศิลปะ และต้องใช้จินตนาการอย่างมากมายเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้สมองส่วนนี้จะถูกละเลยด้วยกิจกรรมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน
จากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเด็กที่มีอัจฉริยภาพ (gifted kids) แก้ไขปัญหาในด้านอัจฉริยภาพของเขา จะเกิดคลื่นแม่เหล็กเหนียวนำให้ใช้สมองทั้งสองข้าง นั่นแสดงให้เห็นว่าการทำงานของสมองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการทำงานของสมองร่วมกันทั้งสองด้าน ศิลปะสามารถทำให้เกิดการกระตุ้นและการฝึกสมองซีกขวา และยังช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงเกิดเครือข่ายของสมองทั้งสองด้าน ดังนั้นเด็กที่มีการเรียนศิลปก็จะฝึกใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อม ๆ กัน และจะเกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ศักยภาพ
ประโยชน์ที่จะได้รับในการเรียนศิลป
– เด็กจะคิดอย่างสร้างสรรค์ ด้วยหัวใจที่เปิด
– เด็กจะเรียนรู้ในการสังเกตุ การอธิบาย การคิดวิเคราะห์ และการตีความ
– เรียนรู้ที่จะแสดงออก ทั้งทางวาจาและกาย
– เด็กจะสามารถฝึกการแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์ ภาษา และศัพท์ต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมทางศิลปะ
– เด็กจะค้นพบว่าวิธีการแก้ปัญหา หรือคำตอบของปัญหาไม่ได้มีแค่วิธีเดียว และเค้าจะมีมุมมองที่แตกต่าง
– เด็กจะเกิดการเรียนรู้ที่จะมีส่วนช่วยเหลือผู้อื่นทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือผู้ใหญ่
– ศิลปะจะช่วยให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมต่าง ๆ รอบตัวและรอบโลก
– เด็ก ๆ จะมีการเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย จิดตใจ หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งผ่านประสบการณ์ในความสำเร็จจากงานศิลป
– เสิรมสร้างความมั่นใจ เนื่องจากงานศิลปไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียวและเค้าก็จะภาคภูมิใจกับงานที่ได้แสดงต้วตนของตนเอง
Aug 17
Total Physical Response
Dr. James J. Asher ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Learning Another Through Actions ของท่านถึงเทคนิคต่างๆ พร้อมกับตอบคำถามต่างๆเกี่ยวกับการสอนภาษาตามแบบวิธีการที่เรียกว่า “ Total Physical Response “ หรือที่รู้จักกันดีทั่วโลกว่า TPR ซึ่งเป็นการเรียนรู้ภาษาที่สองโดยการแสดงท่าทางต่างๆ การเรียนรู้ด้วยวิธี TPR สามารถนำมาปรับใช้ได้ตั้งแต่ระดับเด็กเล็กไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย และเนื่องจาก TPR เป็นการเรียนรู้แบบเดียวกับการเรียนรู้ภาษาแรก วิธีนี้จึงเหมาะสมกับการเรียนการสอนสำหรับเด็กเล็กๆมาก
การเรียนรู้แบบ TPR นี้ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมาก จนครูผู้สอนเองอาจจะรู้สึกว่าได้ใช้สิ่งเหล่านี้ในห้องเรียนอยู่แล้ว และถ้าเป็ฯเช่นนั้น แสดงว่าครูกำลังพัฒนาตัวเองเป็นครูสอนภาษาที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย และ Dr.James J. Asher ยังบอกว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทักษะในการใช้ภาษาจากการฝึกอบรมการสอนด้วย TPR โดยเฉพาะ
การนำเสนอวิธีการสอนแบบ TPR ที่ Dr.James J. Asher “ ได้เคยอธิบายไว้ว่าต้องทำอะไรบ้างซึ่งท่านได้กล่าวไว้ ดังต่อไปนี้
ใน ขั้นแรกของการเรียนรู้ภาษาใด ภาษาหนึ่งนั้นคือการเข้าใจอย่างซึมซับ รหัสของภาษานั้นเข้าไปในลักษณะเดียวกันกับการเรียนรู้ภาษาที่หนึ่งของคุณโดย ใช้วิธีการเรียนรู้ผ่านคำสั่งต่างๆซึ่งบางทีคุณเองอาจลืมเหตุการณ์ต่างๆใน ช่วงวัยเด็กไปแล้ว เหมือนกับคนส่วนใหญ่ แต่จากการวิจัยพบว่าตอนที่คุณเป็นเด็กส่วนใหญ่แล้ว ครึ่งหนึ่งของเสียงที่เปล่งหรือคำพูดที่คุณได้ยินนั้นล้วนเป็นประโยคคำสั่ง เช่น “ อย่าถ่มน้ำลายลงบนกระโปรงนะ “ หรือ “ ให้มองนกที่เกาะบนกิ่งต้นโอ๊คซิ “
จาก ตัวอย่างข้างต้น ข้าพเจ้ากำลังจะพูดว่า ตอนที่คุณเป็นเด็กคุณจะถอดรหัสภาษาและซึมซับภาษาที่หนึ่งของคุณจากพฤติกรรม ที่เกิดจากการออกคำสั่งโดยตรง ในช่วงร้อยชั่วโมงแรกๆเด็กจะยังคงเงียบอยู่ ยกเว้นตอนที่เด็กพูดอ้อแอ้ แต่ในช่วงระหว่างนั้นเองคุณกำลังถอดรหัสภาษาที่คุณได้ยิน โดยในช่วงแรกคุณอาจจะแปลรหัสของภาษาที่ได้ยิน ได้จากสีหน้าของผู้พูด หลังจากที่คุณได้รับข้อมูลที่ได้มีการแปลรหัสคำต่างๆ มาเป็นเวลาหลายเดือน คุณจะเริ่มพูดได้ แต่ทักษะด้านความเข้าใจต่อรหัสคำต่างๆนั้นจะยังอยู่ได้นานและล้ำหน้ากว่า ทักษะการพูดมาก และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี และนี่คือวิธีที่คุณจะเรียนรู้ภาษาใหม่จากการออกคำสั่ง ข้าพเจ้า ( Dr. James J. Asher ) จะ ออกคำสั่งและแสดงท่าทางต่างๆไปพร้อม ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง จากนั้นข้าพเจ้าจะเพียงแต่ออกคำสั่ง โดยให้คุณแสดงท่าทาง ด้วยวิธีนี้คุณจะเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คุณจะเริ่มพูดภาษาใหม่ได้และนี่คือวิธีที่คุณจะเรียนรู้ภาษาอื่นๆ จากการออกคำสั่งดังกล่าว
การเรียนรู้ด้วยวิธี TPR เป็น วิธีการที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาใดภาษาหนึ่งโดยไม่มีการแปล แต่เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เหมือนกับการเรียนรู้ภาษาที่หนึ่งของคน เหล่านั้น