ทำให้คณิตศาสตร์สนุกสำหรับเด็ก
Posted by malinee on Tuesday Nov 23, 2010 Under Uncategorized การเริ่มต้นการเรียนรู้สำหรับเด็กนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวนี้เราผู้เป็นพ่อ แม่ ผู้ปกครอง จะต้องสรรหาสิ่งต่าง ๆ ในสิ่งที่ลูกน้อยสนใจ นอกจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว คุณพ่อ คุณแม่ยังต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของพื้นฐานทางการศึกษาด้วย เมื่อกล่าวถึงการศึกษานั้นวิชาคณิตศาสตร์จะเป็นวิชาที่มีความท้าทาย เด็กหลาย ๆ คนจะมีความรู้สึกว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยากที่สุด เราสามารถเปลี่ยนวิชาคณิตศาสตร์ให้เป็นวิชาที่มีความสนุกสำหรับลุกได้ โดยการใช้กิจกรรมหรือเกมส์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจขั้นพื้นฐาน เช่น อาจคิดเกมส์การล่าขุมทรัพย์ ที่ใช้คณิตศาสตร์พื้นฐานเป็นการดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจหลักคณิตศาสตร์ หรือคุณอาจพาลูกไปห้างสรรพสินค้า ซึ่งเด็กสามารถมีความเข้าใจเรื่องเงิน เงินทอน หรือแม้แต่การคำนวณราคาเมื่อมีส่วนลด หรือการเรียนเรื่องเศษส่วน เราก็สามารถใช้พิซซ่า เค๊ก หรือพาย สอนการแบ่งส่วนที่เท่ากัน
จากตัวอย่างต่าง ๆ ด้านบน พบว่าเราสามารถสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กได้อย่างสร้างสรรค์ เพียงแต่พ่อ แม่ ผู้ปกครองจะต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าในการดูแลปลูกฝังลูกน้อย เพื่อให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
บทความจาก : ezinearticle โดย Connor R Sullivan
งานสัมนาดี ๆ สำหรับคุณพ่อ คุณแม่
Posted by malinee on Thursday Nov 18, 2010 Under ข่าวการศึกษากิจกรรม นิทานกับพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก
ภายใต้ โครงการศูนย์พัฒนาศักยภาพนิทานในการพัฒนาเด็ก
วิทยากร : อาจารย์ปรีดา ปัญญาจันทร์
วันเวลา : วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09.00-16.00 น.
สถานที่ : ณ ห้องประชุมสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
ค่าลงทะเบียน : 400 บาท (รวมอุปกรณ์/อาหารว่าง/อาหารกลางวัน)
กำหนดการ
08.30–09.00 น. ลงทะเบียน
09.00-10.30 น. อบรม “นิทานกับพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก” บรรยายสลับกับ workshop (1)
10.30-10.45 น. รับประทานอาหารว่าง
10.45-12.00 น. อบรม “นิทานกับพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก” บรรยายสลับกับ workshop (2)
12.00-13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.30 น. กิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มพัฒนาการทางสมองของเด็กปฐมวัย “วาด-ตัด-ปะ ศิลปะ”
14.30-14.45 น. รับประทานอาหารว่าง
14.45-16.00 น. อบรม “สื่อภาษาเพื่อพัฒนาการอ่าน” บรรยายสลับกับ workshop
16.00 น. จบการอบรม
การสร้างรากฐานที่มั่นคงในการเรียนคณิตศาสตร์
Posted by malinee on Wednesday Nov 10, 2010 Under ข่าวการศึกษา, หลักสูตร, เกร็ดความรู้ การปูพื้นฐานที่มั่นคงในการเรียนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเด็กขาดทักษะทางคณิตศาสตร์อาจทำให้เขามีปัญหาในการเรียน หรือขาดความมั่นใจในการเรียนรู้ เด็กที่ขาดทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์จะเพิ่มความรู้สึกยุ่งยากและความสับสนในการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อย ๆ แต่เมื่อเด็กได้รับการพัฒนาให้เกิดความเข้าใจพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เราจะพบว่าความกดดันที่เด็กได้รับจากทักษะทางคณิตศาสตร์ก็หมดไปเช่นกัน จนเราอาจจะได้ยินว่าลูกชอบคณิตศาสตร์ในที่สุด
การสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กนั้นจะมีวิธีการอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีส่วนในการสร้างความมั่นใจและความเข้าใจเชิงลึกให้กับเด็ก สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักสับสนกับการเป็นผู้สอนเด็กมีดังนี้
-อาจเกิดจากการมุ่งเน้นในบางเรื่องเท่านั้น เช่นการมุ่งเน้นในเรื่องของจำนวนจนลืมหัวข้ออื่น ๆ ที่เด็กต้องเรียนรู้ในระดับต้น การทบทวนแบบไม่มีลำดับขั้น
การมุ่นเน้นคณิตศาสตร์ให้กับชั้นประถมปีที่นั้นจะมีหัวข้อสำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้
– ระบบจำนวน ซึ่งหมายรวมลำดับขั้นของกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และค่าประจำหลักด้วย
– ความสัมพันธ์ ในชั้นประถมต้นจะเรียนแบบรูปที่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ซับซ้อน หรืออาจเป็นการหาตัวแปรแบบง่าย ๆ
– เรขาคณิต และมิติสัมพันธ์ เด็กจะเรียนรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐาน แล้วจึงเพิ่มในเรื่องของมิติสัมพันธ์ การอ่านแผนที่ และการแก้ปัญหาเรขาคณิต
– การวัด และการเปรียบเทียบเชิงปริมาณทั้งในเรื่องความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ความจุ เวลา และเรื่องเงิน
– การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น การใช้ตาราง แผนภูมิ กราฟ เพื่อจัดรูปแบบข้อมูล
คณิตศาสตร์สำหรับชั้นประถมปีที่ 1 – 3
ชั้นประถมปีที่ 1 มุ่งเน้นการเรียนเรื่องจำนวนและระบบปฏิบัติการ ซึ่งจะเรียนเรื่องการบวก-ลบ จำนวนจาก 1 – 100 นอกจากนี้ยังมีการเรียนเรื่องรูปทรงเรขาคณิต การวัด เงิน แผนภูมิ กราฟ การวิเคราะห์ข้อมูล และแบบรูปทางคณิตศาสตร์
ชั้นประถมปีที่ 2 เรียนเรื่องการจับกลุ่ม 10 , 100 และลำดับของระบบปฏิบัติการจำนวนไม่เกิน 1,000 ค่าประจำหลัก การคูณและการหาร
ชั้นประถมปีที่ 3 จะยังคงเรียนเรื่องเดิมแต่เน้นในเรื่องของการแก้โจทย์ปัญหา การเรียนเรื่องเศษส่วน และทศนิยม เด็กในวัยนี้จะเพิ่มความเข้าใจในเรื่องของการวัด รูปทรงเรขาคณิต และความสัมพันธ์
ชั้นประถมปีที่ 4 เรียนในเรื่องเดิมแต่มีความลึกมากขึ้น เช่นในเรื่องของเศษส่วน จะมีการเปรียบเทียบเศษส่วน การบวกลบ เศษส่วน มีการเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องของปริมาตร พื้นที่ เส้นรอบรูป และเรื่องของการวัดมุม
ชั้นประถมปีที่ 5 มีการเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องของตัวประกอบ ตัวประกอบเฉพาะ
ชั้นประถมปีที่ 6 มีการแปลงทศนิยมเป็นเศษส่วน และการบวกลบคูณหารเศษส่วนและทศนิยม การเรียนเรื่องเปอร์เซ็นต์ ร้อยละ อัตราส่วน การสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทางคณิตศาสตร์
จากแนวทางการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษานั้นจะเห็นได้ว่า โดยหลักสูตรไม่ได้เน้นหนักในเรื่องของจำนวนเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงต้องมีการเสริมเนื้อหาในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียน และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนวิชาต่าง ๆ อีกหลายวิชาในอนาคต
สร้างวินัยให้ลูกรัก
Posted by malinee on Tuesday Nov 9, 2010 Under เกร็ดความรู้การสร้างวินัยให้กับลูกรัก
การสร้างกิจวัตรและแบบแผนของอุปนิสัยให้กับเด็กนั้นเป็นเป้าหมายสำคัญอีกประการที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้กับลูกรักหลาย ๆ ครอบครัวมักวนกลับไปกลับมาระหว่างกิจกรรมแต่ละกิจกรรม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านมักยอมแพ้กับการต่อต่านของลูกรัก อีกทั้งความรู้สึกกระวนกระวายกับการบ้าน ความขัดแย้งกันเองระหว่างพ่อ-แม่ และความล่าช้าเมื่อต้องเปลี่ยนสถานที่ที่มีการนัดหมายกัน ความยากลำบาก หรือความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้อาจทำให้ลูกรักขาดการพัฒนาในเรื่องของกิจวัตร หรืออาจเป็นวินัยติดตัวจนกระทั่งเด็กนั้นโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งมันอาจส่งผลไปถึงเรื่องของการพึ่งพาตนเองและเรื่องความรับผิดชอบ ซึ่งในฐานะที่เราเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นเราสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งในการฝึกให้เด็กเกิดวินัยในตนเองนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของพ่อ-แม่เช่นกัน การฝึกให้เด็กมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตนั้นเราจะต้องฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไปในแต่ละวัย โดยแบ่งเป็นวัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
– วัยทารก เด็กจะสามารถเรียนรู้ถึงแบบแผนของการให้อาหาร , การนอน และการเล่นที่เป็นเวลา
– วัยเตาะแตะ ได้เรียนรู้แบบแผนของการตื่นนอน , แบบแผนของอาหารว่าง และเวลาในการทำความสะอาด
– ก่อนวัยเรียน จะได้เรียนรู้ถึงแบบแผนของกิจกรรม ,การฟัง ,การนั่ง และเวลานอน
– วัยประถม เรียนรู้แบบแผนของงานเล็ก ๆ , แบบแผนของการบ้าน และการอยู่ร่วมกันในสังคม
ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ผ่านการเรียนรู้ โดยที่มีพ่อแม่เป็นครูผู้ฝึก ซึ่งต้องมีความอดทนและเข้าใจในตัวเด็กด้วย
การฝึกวินัยและกิจวัตรให้กับเด็กในวัยประถมนั้นมี 4 ประการหลัก ๆ ด้วยกันดังนี้
– กิจวัตรยามเช้า ซึ่งหมายถึงเวลาในการตื่นนอน ,การแต่งตัว , การรับประทานอาหารเช้า , การทำความสะอาดร่างกาย
– แบบแผนในโรงเรียน ทางโรงเรียนและครูจะเป็นผู้ฝึกแบบแผนให้กับเด็ก ซึ่งมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับทางโรงเรียน
– แบบแผนหลังเลิกเรียน ซึ่งแบบแผนดังกล่าวจะรวมไปถึง กีฬา อาหารว่าง และการทำการบ้านด้วย
– กิจวัตรในเวลากลางคืน ซึ่งกิจวัตรดังกล่าวรวมถึงอาหารค่ำ การทำการบ้าน อาหารว่าง การทำการบ้าน การทำความสะอาดร่างกาย และการนอน
ซึ่งในการสร้างวินัยให้กับลูกนั้น เขาจะต้องรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย ดังนั้นพ่อ-แม่ต้องมีการฝึกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้สำเร็จจะมีแนวทางดังนี้
1. การสร้างแบบแผนของตนเอง โดยปกติทุก ๆ คนจะมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตของตนเองเนื่องจากภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราควรจะมีการสร้างแบบแผนในชีวิตประจำวันของเราเองซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ลูกมีแบบแผนในการใช้ชีวิตในแบบของเขา
2. สร้างความคาดหวังและกิจวัตรภายในบ้าน มีการปรึกษากับลุกเพื่อให้เขาได้ออกความคิดเห็นว่าสิ่งใดควรจะเป็นกิจวัตรในยามเช้า , กิจวัตรหลังเลิกเรียน และกิจวัตรในตอนกลางคืน ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นและฝึกให้เด็กนั้นมีวินัยไปจนโต
3. กระตุ้นให้เด็กมีการวางแผน และเน้นย้ำให้เด็กได้รู้ว่าชีวิตจะดำเนินไปได้ง่ายขึ้นถ้ามีวินัย
4. ทบทวนแบบแผนในโรงเรียน เด็กมักมีการต่อต้านและเบื่อหน่ายกับแบบแผนในโรงเรียน แต่ต้องมีการอธิบายให้เขาเข้าใจว่ามันจะเป็นการดีถ้าเขาสามารถจัดเวลาในโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม
การสร้างกิจวัตรให้แก่ลูกถือเป็นการสร้างวินัยให้กับลูกรัก ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มดำเนินการ คอยดูแลว่าสิ่งใดที่มีประโยชน์ในระยะยาว และมีการปรับแผนงานกับลูก และอย่าลืมว่าเราต้องมีส่วนรับผิดชอบในการฝึกวินัยให้กับลูก หลังจากการฝึกสร้างวินัยใน 30 วัน จะพบว่าเด็กจะยอมรับ และผ่อนคลายกับแบบแผนหรือกิจวัตรที่ได้สร้างขึ้นแล้ว
ผู้เขียน : Laura Doerflinger, a licensed mental health counselor, is the Executive Director of the Parent Education Group at http://www.familyauthority.com and the author of the audio book, Emotionally Balanced Parenting
Copyright 2008 Parent Education Group
ร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพ ‘พระบิดาแห่งฝนหลวง’
Posted by malinee on Tuesday Nov 9, 2010 Under Uncategorizedจากเดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 08 พฤศจิกายน 2553
ในโลกนี้ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่จะทรงงานหนักที่สุดเพื่อปวงประชาของพระองค์ท่านได้เท่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของปวงชนชาวไทย ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์มีโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนมากมาย โดยเฉพาะโครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นโครงการที่ก่อกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภคและการทำเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้งซึ่งมีสาเหตุมาจากความผันแปรและคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่าส่งผลให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในทุกภาคของประเทศ ส่งผลต่อความเสียหายแก่เศรษฐกิจโดยรวมของชาติเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี
ด้วยพระอัจฉริยภาพในการประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวงจนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับสรรเสริญอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาประเทศ ตัวอย่างเช่นในปี 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำผลงานโครงการพระราชดำริฝนหลวงและตำราฝนหลวงพระราชทานไปร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางเทคโนโลยี ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม ปรากฏว่าได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นด้านสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสาธารณชน โดยคณะกรรมการจัดงานได้ถวายเหรียญทองและประกาศนียบัตรเชิดชูพระเกียรติแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่สำคัญโครงการพระราชดำริฝนหลวงได้รับการจัดสิทธิบัตรต่อสำนักงานสิทธิบัตรทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ชื่อ “การดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งในวันที่โปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลเข้าเฝ้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2548 ว่า…
…สิทธิบัตรนี้….เราคิดเอง…..คนไทยทำเอง…..เป็นของคนไทย…..มิใช่เพื่อพระเจ้าอยู่หัว…..ทำฝนนี้ทำสำหรับชาวบ้าน…..สำหรับประชาชน…..ไม่ใช่ทำสำหรับพระเจ้าอยู่หัว…..พระเจ้าอยู่หัวอยากได้น้ำ ก็ไปเปิดก๊อกเอาน้ำมาใช้ อยากได้น้ำสำหรับการเพาะปลูกก็ไปสูบจากน้ำคลองชลประทานได้ แต่ชาวบ้านชาวนาที่ไม่มีโอกาสมีน้ำสำหรับเกษตรก็ต้องอาศัยฝน ฝนไม่มีก็ต้องอาศัยฝนหลวง…
ดังนั้นเพื่อแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ที่มีต่อปวงชนชาวไทย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เป็นการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยให้ประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนุชนรุ่นหลังได้มีโอกาสชื่นชมในพระบารมีและร่วมกันถวายสดุดีเฉลิมพระเกียรติติดต่อกันไปทุกปี
กำหนดการดำเนินงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและจัดงานพิธีวันพระบิดาแห่งฝนหลวงระหว่างวันที่ 8-15 พฤศจิกายน 2553 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 83 พรรษาในปีนี้ และในฐานะทรงเป็น พระบิดาแห่งฝนหลวง ตลอดจนเป็นการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย.
การเรียนลูกคิดคืออะไร
Posted by malinee on Sunday Nov 7, 2010 Under ทฤษฎีลูกคิดมักมีคำถามมากมายว่า “เรียนลูกคิดเพื่ออะไร”
จุดประสงค์ของการเรียนลูกคิดนั้นมีหลายประการ แต่ในเบื้องต้นของการเรียนนั้นเพื่อปรับทัศนคติของการเรียนคณิตศาสตร์ การใช้ลูกคิดในการคิดคำนวณพบว่าเป็นที่รู้จกแพร่หลายในอดีต ซึ่งมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมาก นอกจากนี้แล้วการเรียนลูกคิดยังช่วยเพิ่มระดับของการจินตนาการ กระบวนการคิดโดยการวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ และยังช่วยในเพิ่มทักษะทางคณิตศาสตร์ (ในเรื่องของการแก้โจทย์ปัญหา)
ในการเรียนลูกคิดในระดับที่ผ่านการฝึกฝนการใช้ลูกคิดจนชำนาญแล้ว หลังจากนั้นเด็กจะถูกฝึกให้มีการคำนวณโดยการจินตนาการเป็นเม็ดลูกคิดในระหว่างการคิดคำนวณ ซึ่งในการเรียนลูกคิดจะเป็นระดับคร่าว ๆ ดังนี้
1.ขั้นพื้นฐาน เป็นขั้นที่ให้เด็กมีการใช้งานลูกคิด โดยการฝึกฝนการดีดจนชำนาญในระดับนี้เด็กควรจะใช้เวลาในการฝึกฝนประมาณ 10 – 20 นาทีต่อวัน
2.กระบวนการซึมซับการจินตนาการ
หลังจากการฝึกฝน เด็กๆจะจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการในการพัฒนาการคิดคำนวณ โดยการจดจำภาพเม็ดของลูกคิดเข้าสู่สมอง เด็กจะได้เริ่มหัดคิดคำนวณอย่างง่าย ซึ่งเราจะเรียกกระบวนการดังกล่าวว่า “การดีดอากาศ”
3.ขั้นตอนการ จินตนาการ
เป็นขั้นตอนที่ เด็กจะสามารถคิดคำนวณได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ลูกคิดอีกต่อไป เด็กจะสามารถคำนวณ โดยอัตโนมัติ จากการจดจำของสมองได้โดยตรง (mental arithmetic) กระบวนการดังกล่าวจะทำให้เด็กสามารถคิดคำนวณได้อย่างรวดเร็ว
อายุที่เหมาะสมในการเริ่มต้นเรียนลูกคิด?
ผลการศึกษาพบว่า เด็กจะมีความสามารถในการเรียนรู้ต่อสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่าเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ 6 ขวบ มีความสามารถในการเรียนรู้ที่ดีกว่าและเร็วกว่าเด็กที่อายุมากกว่า การเรียนจินตคณิตยังเป็นการกระตุ้นการพัฒนาสมองทั้งสองข้าง และยังเป็นการปลูกฝังและพัฒนาทัศนะคติในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับต่อไปอีกด้วย อายุที่เหมาะสมในการเริ่มต้นเรียน จะประมาณที่อายุ 4-5 ปีเป็นต้นไป
Singapore Math
Posted by malinee on Thursday Nov 4, 2010 Under เกร็ดความรู้ในปัจจุบันนี้การเรียน การสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษามีแนวการสอนหลาย
รูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบนั้นมีจุดมุ่งหมายเดียวกันนั่นคือเพื่อให้เด็กเกิดทักษะในการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ซึ่ง Singapore Math ก็เป็นอีกรูปแบบที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
Singapore Math เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการพิจารณาว่ามีประสิทธิภาพในการสอนคณิตศาสตร์แก่เด็ก
Singapore Math เป็นการสอนคณิตศาสตร์พื้นฐานในการแก้โจทย์ปัญหาในระดับ
ประถมศึกษา โดยการวาดเป็นแผนภาพ (model drawing)
เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจในเชิงลึกและแก่นแท้ของวิชาคณิตศาสตร์
ข้อดีของการใช้ Singapore Math มีหลายประการ คือ
1.เด็ก ๆ สามารถวิเคราะห์โจทย์และตีความโจทย์ที่เป็นนามธรรมให้เป็นแผนภาพที่เป็นรูปธรรม
2.เด็กๆ มีความเข้าใจโจทย์ในเชิงลึกได้มากขึ้น โดยไม่ขาดใจความสำคัญที่ให้ไว้ในโจทย์
3.เด็ก ๆ สามารถวิเคราะห์โจทย์และแก้โจทย์ได้อย่างเป็นระบบโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
4.เด็ก ๆ มีสมาธิดีขึ้น เนื่องจากเป็นการใช้สมองซีกขวา (ส่วนจินตนาการ) ในการแก้โจทย์
5.เด็กๆ มีทัศนคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์
โดย : Smantha Watson
ภาพบรรยากาศการทำกิจกรรมในสวนรถไฟ
Posted by malinee on Friday Oct 29, 2010 Under Uncategorized, กิจกรรมศธ.ผ่านโรดแม็พพัฒนาโรงเรียนอัพเกรดรร.3หมื่นแห่งทั่วประเทศ
Posted by malinee on Monday Oct 4, 2010 Under ข่าวการศึกษาจากเดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 04 ตุลาคมวันจันทร์ ที่ 04 ตุลาคม 2553
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษา ธิการ เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบ โรดแม็พการพัฒนาโรงเรียนทั่วไปจำนวน 32,000 แห่ง ให้เป็นโรงเรียนดีในชุมชนในหมู่บ้าน 22,000 แห่ง โรงเรียนดีประจำตำบล 7,000 แห่ง โรงเรียนดีประจำอำเภอ 2,500 แห่ง และโรงเรียนระดับโลกหรือดีประจำจังหวัด 500 แห่งทั้งสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน โดยมีแผนและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน ดังนี้ ภายใน 4 เดือนแรกตั้งแต่ ก.ย.-ธ.ค. 2553 โรงเรียนมีแผนยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจน มีเป้าหมายพัฒนานักเรียนที่ทุกคน เข้าใจถูกต้องตรงกัน มีความสะอาดทุกแห่ง
ที่เกิดจากจิตสำนึกของนักเรียน บริเวณโดยรอบร่มรื่น บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้านสีสันสดใส มีความปลอดภัย ปลอดสารเสพติด และเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและพัฒนา
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นในเดือน ม.ค.-เม.ย. 2554 โรงเรียนดีประจำตำบล จะต้องมีห้องสมุด 3 ดี ห้องปฏิบัติการภาษา วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์มีศูนย์การเรียนรู้อาชีพ ศูนย์กีฬาชุมชน ห้องสุขาถูกสุขลักษณะ ครูใช้แหล่งเรียนรู้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้สื่อเทคโนโลยีทัน สมัยในการสอน และผู้บริหารเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค. 2554 โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น มีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเดิม นักเรียนอ่านคล่อง เขียนคล่องตั้งแต่ชั้น ป.2 ขึ้นไปมีความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ยิ้มไหว้ทักทายกัน มีสุขภาพดี และใช้ไอซีทีได้ รักงานอาชีพ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงบฯสนับสนุน ทั้งนี้ ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดตัวโครงการโรงเรียนดีประจำตำบล เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสถานศึกษายุคใหม่ ที่เป็นศูนย์รวมในการสร้างสังคมในการเรียนรู้ให้แก่ชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายในองค์กรต่าง ๆ.







