เด็กทุก ๆ คนเมื่อเกิดมา นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก เขาจะใช้อวัยวะของร่างกายในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว  จึงเป็นที่มาของนักจิตวิทยาเด็ก ที่ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวมาวิจัยเกี่ยวกับเด็กทารก แล้วก็พบว่าประสบการณ์ทางด้านความรู้สึกทางอารมณ์และการเคลื่อนไหว ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของความฉลาดและการเจริญเติบโตของเด็กทารกจนกระทั่งอายุ 2 ปี หากเด็กมีการเรียนรู้ทั้งสองด้านอย่างต่อเนื่อง  ก็จะสะท้อนออกมาเป็นลักษณะทางกายภาพ (ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย) , วุฒิภาวะทางอารมณ์ และการเข้าสังคมเมื่อเขาเติบโตขึ้น (เรามักจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เมื่อลูกเข้าสู่วัยประถม)

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เรากล่าวถึงประสบการณ์ในวัยทารกอยู่ 2 ด้าน ซึ่งได้แก่

  1. ประสบการณ์ด้านอารมณ์และความรู้สึก เมื่อมองย้อนกลับไปในวัยทารก เด็กส่วนใหญ่จะได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่ ภาษากายที่แม่ส่งผ่านความรักให้กับลูกผ่านการอุ้ม การสัมผัสของแม่นั้น เป็นประสบการณ์ในเชิงบวกที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่าตนเองจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในอ้อมกอด หากแต่เมื่อใดที่ต้องการความช่วยเหลือ แค่เพียงร้องไห้ เขาก็จะได้สัมผัสที่เขาต้องการอีกครั้ง  ซึ่งประสบการณ์ในเชิงบวกนี้มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ในวัยทารกมาก เมื่อเขารู้สึกอบอุ่น และปลอดภัย เขาก็สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างผ่อนคลาย  แต่ในทางกลับกัน  หากครอบครัวใดไม่มีความพร้อม หรือยังไม่ได้เตรียมรับกับสถานการณ์ที่จะมีสมาชิกใหม่ตัวน้อย ๆ ที่ค่อนข้างเอาแต่ใจมาเพิ่ม การเรียนรู้ของเขาก็จะเป็นประสบการณ์ในเชิงลบ  เนื่องจากในสถานการณ์ที่ยังไม่พร้อมนั้น จะเป็นตัวกระตุ้นให้คุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกตลอด 24 ชั่วโมงนั้น หมดความอดทนลงได้ในเสี้ยววินาที  หากเป็นเช่นนั้น เด็กเองจะมีความรู้สึกหวั่นไหว ไม่ปลอดภัย ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเขาให้พัฒนาช้าลง จนอาจกลายเป็นกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้เมื่อโตชึ้น
  2. การเคลื่อนไหว  เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า ในวัยทารกนั้น เด็กในช่วง 7 เดือนแรกไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ทำให้การเรียนรู้ในช่วงนั้นจะต้องเป็นการเรียนรู้จากแขนขาที่ขยับได้เต็มที่ แล้วขยับไปเป็นนิ้วมือ นิ้วเท้า ในช่วงของวัยที่ต้องอยู่ในเปล คนโบราณจึงนำโมบายมาห้อยไว้ที่หัวเตียง เพื่อเป็นอุบายให้เด็กขยับแข้งขา ให้เขามองแล้วไขว่ขว้า  และก็เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า การเคลื่อนไหวเป็นพื้นฐานการพัฒนาในทุก ๆ ด้านของเด็ก ทั้งในเรื่องกล้ามเนื้อ  ความจำ และบุคลิกภาพ

หลาย ๆ ครอบครัวมักจำกัดกรอบการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ไม่ให้ปีนป่าย เนื่องจากกลัวการลาดเจ็บ  การจำกัดกรอบต่าง ๆ ดังกล่าว เท่ากับการปฏิเสธที่จะให้เขามีประสบการณ์ในการใช้กล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ  หรือในกรณีที่เกิดการบาดเจ็บ เขาก็ยังได้ประสบการณ์ว่าในการปีนป่ายต้องมีความระมัดระวังในจุดไหนมากกว่าปกติ  (จริง ๆ ผู้ใหญ่สามารถป้องกันการบาดเจ็บได้ หรือลดความเสี่ยงได้ โดยไม่ไปจำกัดกรอบการเล่น การเรียนรู้ของเด็ก)  ซึ่งประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวนี่เอง เป็นพื้นฐานที่ทำให้เขามีสุขภาพดี และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

จากบทความข้างต้น ชี้ให้เห็นแล้วว่าวัยทารกนี้เป็นช่วงที่มีความสำคัญมาก หากเราต้องการให้ลูกหลานเป็นเด็กฉลาด สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือ การยื่นความรัก ความอบอุ่น และการเล่นโดยใช้กล้ามเนื้อหลาย ๆ ส่วน ที่จำกัดกรอบการเล่นให้น้อยที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ด้วยยุคสมัยที่มีความก้าวหน้าทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้สังคม การสื่อสาร โทรคมนาคม ใช้เวลาสั้นลง ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับกลไกหรือกระบวนการคิดของคนในสังคม ให้มีแนวทางที่แตกฉาน รอบรู้มากขึ้น  แต่น่าเสียดาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นเสมือนดาบสองคม ที่ส่งผลให้กระบวนการในการเรียนรู้แบบลัดขั้นตอน ไม่ผ่านกระบวนการคิด การลองผิดลองถูก ของเด็ก ,เยาวชน หรือแม้แต่คนในวัยทำงาน  ซึ่งเป็นเหตุให้ทักษะหลาย ๆ อย่างที่ควรได้รับการพัฒนา หายไปโดยสิ้นเชิง

หากลองพิจารณาแล้ว จะพบว่า ปัญหาหลัก ๆ ที่เราพบกันอยู่บ่อย ๆ เป็นปัญหาของคน 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ เด็ก ซึ่งรวมถึงกลุ่มนิสิต นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ และกลุ่มคนทำงาน ถ้าสาวปัญหากันอย่างจริงจัง ก็จะพบว่าทั้งสองกลุ่มดังกล่าว เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมและกระบวนการคิด ทั้งสิ้น

หากท่านเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือรู้สึกขับข้องใจ กับปัญหาดังกล่าว มาช่วยกันคิดดีกว่าว่า “ทำไมแนวโน้มของเด็ก เยาวชน นิสิต นักศึกษา หรือแม้กระทั่งคนทำงาน จึงขาดทักษะในเรื่องกระบวนการคิดเหมือน ๆ กันไปหมด     ”

จากแนวโน้มดังกล่าวมันทำให้เราพอจะจับแนวทางของการเลี้ยงดูกลุ่มดังกล่าวได้ว่าจะต้องมีวิถีการดำเนินชีวิต กระบวนการการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกัน เมื่อมองย้อนมาถึงจุดนี้ สิ่งที่ปรากฏเป็นภาพชัดขึ้นก็คือ

เด็กรุ่นใหม่                เรียนกัน                    จันทร์ ถึง ศุกร์

พ่อแม่สุข                   ทุกอย่างครบ             จบทุกงาน

พอถึงบ้าน                 สุขี                              มี IPad

บางที chat                บางที face                 อัพเดทข้อมูล

ได้เพิ่มพูน                 เพื่อนใหม่                  ใน profile

น่าสงสัย                    คนอยู่ใกล้                 ไม่ทักกัน

เล่นข้ามวัน                 ข้ามคืน                     ไม่หลับนอน

แต่ตอนเช้า                 หาวหวอด                ไม่ปลอดโปร่ง

โคลงเคลงหัว            ตัวหนัก ๆ                  ชักไม่สบาย

พอตกบ่าย                 คลายง่วง                  ก็ห่วงหา

นับเวลา                      ถอยหลัง                     นั่งหน้าจอ

ใจจดจ่อ                      ไม่เพียร                       เขียนอ่านเลย

ครูจา

 

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ครอบครัวในยุคปัจจุบันซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยวมีลูกเพียงคนเดียว หรือไม่เกินสองคน ทำให้คนที่เป็นพ่อแม่คาดหวังกับตัวเด็กว่าจะต้องเรียนเก่ง ฉลาด  เคยสังเกตกันหรือไม่ว่าคำว่า อัจฉริยะ หรือ อัจฉริยภาพ เป็นคำที่มักถูกขายออกมาเป็นสินค้าต่าง ๆ มากมาย ทั้งหลักสูตร หรืออุปกรณ์ ของเล่นชนิดต่าง ๆ นับไม่ถ้วน          สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมก็คือ ความต้องการความสะดวกสบาย ใช้เวลาน้อย หรือสิ่งที่ง่ายต่อวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง โดยไม่เคยมองย้อนกลับว่า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ดำเนินไปโดยผิดธรรมชาตินั้นมันไม่ยั่งยืน เช่นเดียวกับการดูแลเด็ก เราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ด้วยว่าในเด็กแต่ละคนมีธรรมชาติความสนใจ ที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ  พัฒนาการเป็นขั้น ๆ ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก หากแต่ทุกวันนี้ เด็กส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงมาให้อยู่ในกรอบหรือในธรรมชาติที่พ่อแม่คอยจัดสรรขึ้น เพื่อกระตุ้น(หรือบางครอบครัวอยู่ในขึ้นบีบบังคับ) ให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าดี          หากเราลองมองย้อนกลับไป เราจะพบว่าเด็กทุกคนนั้นจะมีการเรียนรู้ที่ดีผ่านการเล่น (ซึ่งไม่ใช่เกมส์คอมพิวเตอร์ หรือการดูทีวี) โดยเด็ก ๆ จะได้ทักษะหลาย ๆ ด้านขึ้นอยู่กับกฎ กติกาของการเล่นในแต่ละครั้ง การเล่นเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก เพื่อให้เกิดภาวะของการสังเกต จดจำ การเข้าร่วมกลุ่ม การรักษากฏ ระเบียบ นอกจากเด็ก ๆ  จะได้ฝึกทักษะแล้ว เรายังได้โบนัสชิ้นพิเศษ นั่นคือความสุขของเขา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นเด็ก นั่นหมายรวมถึงจินตนาการ ที่ไม่มีใครสามารเรียกมันกลับคืนมาได้          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงลูกให้เป็นอะไรดี ก็ยึดแนวที่ว่าเราจะเลี้ยงลูกให้เขามีความสุข ซึ่งไม่ได้หมายความว่าตามใจในทุก ๆ เรื่อง หากแต่คิดพิจารณาว่าความรัก (ที่ไม่ใช่วัตถุ) และเวลา เรามีให้ลูกเพียงพอแล้วหรือยัง ถ้าทั้งสองอย่างมีแล้ว มันควรจะมีสิ่งที่สามตามมานั่นคือ รอยยิ้ม และ เสียงหัวเราะที่มีความสุข         เมื่อเด็กมีความสุข ได้รับความรักที่สมบูรณ์มาจากครอบครัว เขาก็จะมีความกระตือรือร้นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ (ธรรมชาติของเด็ก) เมื่อโตขึ้น เขาก็จะมีทักษะในการเรียนรู้ที่ดี หรือมีวิธีการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองต่อไป หากในทางกลับกัน เมื่อเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว เสียงหัวเราะ หรือรอยยิ้มไม่เกิดขึ้น  นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวอย่างหนึ่ง นั่นอาจเป็นเพราะตัวเราหรือลูกเรามีกำแพงบางอย่างกั้นไว้ไม่ให้สื่อถึงกันได้  สัญญาณนี้เป็นเหตุเตือนภัยว่าพ่อแม่ต้องหยุดพฤติกรรมบางอย่าง แล้วปรับตัวเองเพื่อให้ความสุขนั้นกลับมา หากมิฉะนั้น ภาษิตที่ว่า เลี้ยงลูกได้แต่ตัวก็จะเกิดขึ้นจริง เพราะใจเขาพยายามที่จะหาคนที่รักเขาตลอดเวลา    นั่นก็สรุปได้ว่า การจะเลี้ยงลูกให้ได้ดี นั้น ต้องทำให้เขามีความรัก ความอบอุ่น ที่เต็มที่ ซึ่งควรคู่มากับความสุข เมื่อเขารู้สึกเต็มทางจิตใจ อารมณ์ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็จะเป็นอารมณ์เชิงบวก นั่นเอง

ครูจา

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

Tags : , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

“ดร.สุเมธ” เผย “ในหลวง” ทรงห่วงประชาชนตลอดตราบใดที่ปัญหายังมีอยู่  พร้อมเร่งเดินหน้าแผนรับมือน้ำท่วมให้เสร็จโดยเร็ว แนะผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่าง-ปลูกฝังให้เด็กเยาวชนรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   “มท.” ขีดเส้น 3 เดือน 31 ผู้ว่าฯสนองโครงการเร่งด่วนรัฐบาลป้องน้ำท่วมให้แล้วเสร็จ

 

             ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน วันที่ 2 มี.ค.  ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยภายหลังจาก 1 สัปดาห์ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายรายงานแผนป้องกันน้ำท่วมว่า พระองค์ทรงห่วงปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับประชาชนมา 65 ปีแล้ว จะให้พระองค์ทรงหยุดห่วงได้อย่างไร ดังนั้น เรื่องความห่วงยังทรงห่วงตลอดไปตราบใดที่ปัญหายังมีอยู่ ซึ่งภัยธรรมชาติประสบกันอยู่ทุกภูมิภาคทุกรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ลูกเห็บ ภัยแล้ง ต้องเตรียมพร้อมไม่ประมาท ขณะนี้แผนป้องกันรับมือน้ำท่วมเสร็จแล้ว ก็ต้องเร่งมือทำให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไร ปริมาณเท่าไร

ทั้งนี้ วันที่ 2 มี.ค.นี้ ดร.สุเมธ ได้มอบรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการ “จิ๋วผู้พิชิต ภารกิจกู้โลก” ให้แก่ โรงเรียนบ้านหนองกะท้าว จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งโครงการนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หวังจะสร้างต้นกล้าเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า แม้ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับเยาวชนก็ต้องทำและปลูกฝังให้เห็นตัวอย่างที่ดี ไม่ใช่เห็นแต่ตัวอย่างที่ผู้ใหญ่ตัดไม้ทำลายป่า ทิ้งขยะ รุกล้ำแม่น้ำลำคลอง สำคัญคือเด็กต้องอยู่ด้วยปัญญา ไม่ใช่ความอยาก อารมณ์และตัณหา โลกจึงวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้

มท.ขีดเส้น3เดือน31ผู้ว่าฯสนองโครงการเร่งด่วนรบ.ให้เสร็จ

นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ลงพื้นที่ติดตามแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงเกิดโครงการแก้ปัญหาอุทกภัย ที่มีความสำคัญเร่งด่วนเพิ่มเติม หรือ Flagship โดยให้จังหวัดในพื้นที่ดังกล่าว 31 จังหวัดรับผิดชอบ และต้องให้เสร็จภายใน 3 เดือน นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการต่างๆเพื่อให้การทำงานความคล่องตัว ไม่ต้องทำเรื่องมาที่กระทรวงงานที่ทำจะได้ไม่ล่าช้า เพราะฉะนั้น ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีความโปร่งใสเป็นธรรม ถือเป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญมาก อย่าให้มีข้อครหา ผู้ว่าฯทุกจริต กินค่าหัวคิว หรือถูกนำไปแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามขณะนี้มีหลายพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้ง จึงเป็นอำนาจของผู้ว่าฯที่จะประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ ดังนั้นการใช้จ่ายหรือแจกสิ่งของต่างๆเพื่อบรรเทาความเดือดของชาวบ้านนั้นจึงต้องทำอย่างโปร่งใสเช่นกัน

“หากประชาชนพบความไม่โปร่งใสต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ สามารถโทรมาแจ้งที่สายด่วน 1567 ของศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ที่แจ้งไม่จำเป็นต้องบอกชื่อนามสกุลเพื่อการตรวจสอบทุจริตมีหลายช่องทางมากขึ้น จึงอยากเห็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ภาคประชาชน ในระดับจังหวัด และอำเภอ โดยต้องผ่านการอบรมจากปปช.ส่วนกลางก่อน เพราะเห็นว่าประชาชนก็เป็นส่วนสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ ” นายประชา กล่าว

 

“ยิ่งลักษณ์”เตรียมชงครม.ไฟเขียวตั้งงบฯปรับปรุงการเตือนภัยประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 6 มี.ค. ที่จะถึงนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์  จะเสนอการตั้งงบประมาณของเเผนงานปรับปรุงระบบการเตือนภัยของประเทศภายใต้กยน. ไว้ที่สำนักปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ จะเสนอร่างพรบ.มาตราชั่งตวงวัด

พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯเสนอ การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการThe Canada- Asia Regional Emerging Infectious Diseases เเละเสนอเเผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์พ.ศ.2555-57(เเผนระยะสั้น)ตามพรบ.คุ้มครองเเละส่งเสริมภูมิปัญญาการเเพทย์เเผนไทยพ.ศ.2542เพิ่มเติม

“สุขุมพันธุ์”ปัดกทม.ขุดลอกคลองทั่วกรุงอืด

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานพิธีมอบเงินให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ประสบอุทกภัย กองทุนร่วมสร้างกรุงเทพมหานคร รวมกันเราทำได้ พร้อมกล่าวถึงความคืบหน้าการขุดลอกคลองในพื้นที่กทม.ว่า ไม่ได้ล่าช้า เพราะแต่ละเขตก็เร่งเดินหน้า คาดว่าคลองหลักๆ และท่อระบายน้ำในเส้นทางสำคัญจะเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมแน่นอน

“การลอกคลองไม่ได้อืด ผมไม่เคยบอกว่าทุกคลองในพื้นที่จะสร็จภายในเดือนพฤษภาคม แต่ที่ต้องเร่งดำเนินการคือคลองสำคัญและท่อระบายน้ำในเส้นทางหลัก ที่ต้องเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

กมธ.สธ.วุฒิ-สสส.จัดถกรับมือปัญหาสุขภาพภาวะน้ำท่วม

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาสุขภาพของคนไทยและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโครงการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรทางนิติบัญญัติ จัดสัมมนา “ถอดบทเรียนน้ำท่วม 2554 : เตรียมรับมือปัญหาสุขภาพ” โดยมีวิยากรจากหลายองค์กรมาร่วมแสดงความเห็น

พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ อภิปรายในหัวข้อ “ผลกระทบต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากน้ำท่วม” ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้สูงกว่า 1,000 ราย สาเหตุจากการจมน้ำตาย และโดนไฟฟ้าช็อต ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถวางแนวทางป้องกันได้ รวมถึงควรทบทวนหลักสูตรการว่ายน้ำเพื่อให้คนไทยมีทักษะในการป้องกันตนเองจากภัยธรรมชาติ  จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องวางแนวทางป้องกันในอนาคต หากชุมชนสามารถรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง มีการสื่อสารที่ดีจะสามารถต่อสู้กับภัยธรรมชาติได้ดีกว่า

รศ.วิจิตร ฟุ้งลัดดา หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์สังคมและสิ่งแวดล้อม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  ควรมีการสื่อสารให้ประชาชนมีวิธีป้องกันตนเองจากการสัมผัสน้ำเน่าเสียโดยตรง เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและส่งผลให้เกิดปัญหา สุขภาพตามมา

นพ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของการจัดระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งเป็นสิทธิขั้น พื้นฐานที่ต้องจัดให้กับประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ควรมีการเตรียมความพร้อมไม่ใช่พอน้ำมาแล้วจึงค่อยมาเตรียมความพร้อม สิ่งสำคัญในกรณีที่เกิดภัยพิบัติต้องมีระบบตรวจจับถ้าระบบตรวจจับไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาเรื่องข้อมูลคลาดเคลื่อน

ขณะที่ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาสุขภาพจิตในภาวะน้ำท่วมออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้สูงอายุที่พบว่ามีความเสี่ยงมาก 2. กลุ่มที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือคนพิการที่ความแข็งแรงทางสภาพร่างกายและจิตใจ น้อย 3. กลุ่มคนไข้ทางจิตเวชเดิม อาทิ คนไข้โรคจิตที่อาจมีอาการคุกคั่งได้ตรวจเวลา และ 4. กลุ่มที่มีการสูญเสียทั้งทางด้านทรัพย์สินและญาติพี่น้องในครอบครัว  อยากให้มีการคัดกรองบุคคลทั้ง 4 กลุ่มให้ชัด

Tags : , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันพฤหัสที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันนี้ ( 29 ก.พ.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2555 ว่า ในปีนี้ สพฐ. พยายามทำให้การรับนักเรียนมีความเป็นระบบ และต้องการให้ผู้ปกครอง และนักเรียนได้มีข้อมูลก่อนที่จะตัดสินใจเข้าเรียนต่อ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม มีความชัดเจนในการวางแผน และเตรียมตัวที่ดี

ดังนั้น สพฐ. จึงจะจัดงานมหกรรมตลาดนัดเรียนต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ในวันที่ 15-17 มี.ค.นี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งผู้ปกครองและนักเรียนจะได้รับทราบนโยบาย ตลอดจนแนวทางการรับนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 290 แห่งทั่วประเทศ เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เทพศิรินทร์ สตรีวิทยา เป็นต้น ซึ่งในปีนี้จะเปิดรับสมัครเพียงรอบเดียวเท่านั้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ภายในงานยังจัดให้มีการทดลองทำข้อสอบแข่งขันคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง หรือข้อสอบ Pre-Test ด้วย ซึ่งข้อสอบดังกล่าวออกโดยครูของโรงเรียนนั้นๆ โดยจะมีความใกล้เคียงกับข้อสอบที่จะใช้ในการสอบเข้าเรียนจริง ดังนั้นหากนักเรียนต้องการเข้าเรียนที่โรงเรียนใดก็สามารถมาลองทำข้อสอบได้ เพื่อจะได้ทราบว่าแนวข้อสอบของแต่ละโรงเรียนเป็นอย่างไร และตนเองทำคะแนนได้เท่าใด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเข้าเรียนต่อไป ซึ่งหากคะแนนออกมาไม่ดีเด็กก็อาจจะไปศึกษาข้อมูลของโรงเรียนที่เป็นเครือข่ายได้ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนเหล่านี้มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง

“การสอบจะมีทั้งหมด 19 สนามสอบ เปิดให้สมัครและสอบได้ภายในงาน โดยเปิดสอบวันละ 6 รอบ แบ่งเป็น เช้า 3 รอบ และบ่าย 3 รอบ สอบรอบละ 1 ชั่วโมง จากนั้นจะทำการตรวจข้อสอบโดยคอมพิวเตอร์ และประกาศผลให้เด็กทราบทันที”

ดร.ชินภัทร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามยืนยันว่าขณะนี้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั้ง 290 แห่งได้จัดทำแผนการรับนักเรียนเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะรับนักเรียนห้องละกี่คน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 40-50 คน ดังนั้นเมื่อมีการประการผลสอบ โรงเรียนเหล่านี้จะไม่สามารถเปิดรับสมัครรอบสองได้อีก ซึ่งเด็กที่พลาดจากการสอบรอบแรก ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะเป็นผู้จัดที่นั่งให้แก่นักเรียนเอง โดยจะพิจารณาจากโรงเรียนเครือข่ายที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการ

ดังนั้นหากนักเรียนต้องการเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่บริการ ก็ควรจะเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมกับตัวเอง มากกว่าที่จะไปเลือกเข้าโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะต้องมีการสอบคัดเลือก และใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET 20% ในการคัดเลือกเด็กด้วย

Tags : , , , | add comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อพูดถึง “อีคิว” หรือความฉลาดทางอารมณ์
นับได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้ “ไอคิว” ที่หมายถึงระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาเลย
เพราะเด็กที่มีอีคิวดีย่อมสามารถจัดการอารมณ์ และดำเนินชีวิตอย่างเข้าใจตนเอง
และผู้อื่น ซึ่งพ่อแม่สามารถฝึกฝนให้ลูกมีอีคิวที่ดีขึ้นได้
แต่ถ้าปล่อยให้เด็กอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หรือถูกเปรียบเทียบอยู่บ่อย ๆ
เป็นการยากที่จะมีการพัฒนาอีคิวที่ดีได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้
พญ.สุธีรา ริ้วเหลือง
จิตแพทย์ กลุ่มงานจิตเวช สาขาจิตเวชเด็ก และวัยรุ่น
รพ.พระนั่งเกล้าฯ กล่าวภายหลังจบการเสวนาในงานเทศกาลนิทานในสวนครั้งที่ 8 เมื่อเร็ว
ๆ นี้ว่า ทุกวันนี้ระดับอีคิว หรือความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กหลาย ๆ
คนกำลังถูกทำลายด้วยความคาดหวัง ช่างเปรียบเทียบ และมุ่งแข่งขันของผู้ใหญ่
ส่งผลให้เด็กหาความพอดีทางจิตใจไม่ได้ กลายเป็นคนอารมณ์ร้อน
ขาดทักษะทางสังคมที่ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ
โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหน้าที่การงาน
และชีวิตส่วนตัวย่อมมีได้น้อย

“การเปรียบเทียบเป็นส่วนหนึ่งของการที่พ่อแม่รู้สึกว่า
ลูกยังทำได้ไม่ดีพอ แล้วส่วนมากจะมีคำพูดที่ทำให้ลูกรู้สึกแย่ตามออกมาโดยลืมมองว่า
ลูกก็ทำได้มากแล้วนะ เช่น ทำไมทำไม่ได้ เรื่องแค่นี้เอง ดูสิ ขนาดเพื่อน ๆ
เขายังทำกันได้เลย ทำให้เด็กรู้สึกว่า
พ่อแม่มองไม่เห็นเลยหรือว่าตัวเขาเองก็พยายามเต็มที่แล้วนะ
มองแต่ส่วนที่พลาดแล้วย้ำมันอยู่นั่นแหละ หรือบางบ้าน ทำผิดไม่ได้เลย
ผิดเมื่อไรถูกตี หรือถูกตำหนิทันที ทำให้อีคิวในด้านของการรู้จักคุณค่าในตัวเองลดลง
กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ขี้โมโห
และไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์”

หากเด็กยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต่อไปเรื่อย
ๆ พญ.สุธีรา สะท้อนต่อไปว่า เมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อาจเกิดปัญหาต่าง ๆ
ตามมาได้

“พอเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจะเริ่มรู้จักตัวเอง
และมองอย่างมีอคติว่า พ่อกับแม่ไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเขาเลย ซึ่งอันตรายมาก
เพราะเด็กจะขาดแรงยึดเหนี่ยว รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเกิดขึ้นในชีวิตของเขาเลย
ทำให้เสี่ยงต่อการหลงผิด และออกนอกลู่นอกทางได้สูงมาก เช่น ติดเพื่อน ตามเพื่อน
หรือบางคนอาจติดอยู่กับโลกออนไลน์อย่างเกม และโปรแกรมสนทนาต่าง ๆ
จนไม่สนใจสิ่งรอบตัวไปเลยก็มี”

“ดังนั้น มาสร้างแรงยึดเหนี่ยวให้ลูกตั้งแต่เล็ก ๆ
กันเถอะค่ะ เพราะถ้าเด็กมีคนที่เข้าใจ ยอมรับ และให้กำลังใจ
พวกเขาก็จะมีความภาคภูมิใจในตัวเองว่าเขาก็ทำได้นะ ถึงแม้จะทำได้ไม่ดีก็ตาม
แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ และรักเขาอยู่ เมื่อเด็กได้รับสิ่งเหล่านี้
หมอเชื่อว่า เด็กจะสามารถก้าวผ่านช่วงวัยรุ่นไปได้ด้วยดี ต่อให้หลุดนอกวงโคจร
เด็กก็ยังรู้สึกว่า บ้านคือสิ่งที่อบอุ่น บ้านคือสิ่งที่ให้อภัยเขา
บ้านคือสิ่งที่รอรับเขาตลอดเวลา ซึ่งหมอบอกได้เลยว่า
ในช่วงวัยรุ่นมีโอกาสหลุดได้สูง แต่ถ้าเขามีทักษะทางอารมณ์ที่ดี หลุดไม่นานค่ะ
แล้วเขาจะกลับมา”
พญ.สุธีราทิ้งท้าย

Tags : , , , , , , , | add comments

คอร์สปิดเทอม 2555

Posted by malinee on Friday Feb 24, 2012 Under กิจกรรม

คอร์สปิดเทอม  2555

เปิดตั้งแต่ช่วง
19 มี.ค. – 4 พ.ค. 2555

สามารถติดต่อ
สอบถามรายละเอียด ได้ที่สถาบันคิดสแควร์ ค่ะ

Tags : , , , , , , , , , , , | add comments

จากมุมคุณครู หนังสือพิมพ์เมเนเจอร์ออนไลน์

MyfirstBrain.com

 

ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนสนุก และในขณะเดียวกัน ก็ได้ความรู้ด้วยนั้น มิใช่มีแต่การทดลอง การสำรวจเท่านั้น การใช้เกม บทบาทสมมติ ฯลฯ ก็
เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและชวนให้นักเรียนสนุกเพลิดเพลินด้วยเช่นกัน

เกมที่เป็นที่รู้จักกันดีและครูคุ้นเคย คือการเล่นโดยใช้แผ่นเกมซึ่งเกมนี้จะมีผู้เล่นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อแข่งขันเดินตัวหมาก  โดยผู้เล่นแต่ละคนจะทอดลูกเต๋า เพื่อเดินตัวหมากของตนเองผู้ที่เดินตัวหมากถึงช่องหมายเลขสุดท้ายก่อนจะเป็นผู้ชนะ เนื้อหาที่อาจใช้เป็นแนว ในการพัฒนาแผ่นเกม เช่น การใช้พลังงานอย่างฉลาด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้น้ำอย่าง ฉลาด
เป็นต้น

เกมอีกชนิดหนึ่งที่ครูคงรู้จักกันดีและนำมาใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาได้คือ โดมิโน
เนื้อหาที่อาจใช้เป็นแนวในการพัฒนา เช่น โซ่อาหาร ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของสัตว์ พืชใบเลี้ยง เดี่ยว – พืชใบเลี้ยงคู่ สถานะของสาร เป็นต้น ครูควรวาดรูปหรือติดรูปสีที่บัตรทั้ง 2 ด้านหรือ
ด้านหนึ่งเป็นตัวอักษรอีกด้านเป็นรูป แทนการใช้ตัวอักษรเพียงอย่างเดียวทั้ง
2 ด้าน เพื่อดึง ดูดความสนใจ

ยังมีเกมอีกหลายชนิด เช่น Jigsaw อักษรปริศนา กรรไกร – ค้อน – กระดาษ บิงโก  ซึ่งครู อาจนำแนวและกติกาการเล่นมาใช้ในการพัฒนาเกมที่มีเนื้อหาวิทยาศาสตร์ได้หรืออาจซื้อเกมสำเร็จรูปที่มีผู้ผลิตขึ้นมาใช้ เช่น แผ่นเกม ดังรูป ซึ่งเป็นแผ่นเกม ที่ออกแบบโดย สสวท. เป็นต้น ซึ่งอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะพัฒนาขึ้นเองหรือซื้อ ครูต้องศึกษาถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์ เนื้อหาและวัยของนักเรียนในระดับนั้นๆ 

ครูอาจจัดเกมต่างๆ เหล่านี้ไว้ที่มุมห้องเพื่อให้นักเรียนได้เล่นในเวลาว่าง หรือท้ายคาบการ
เรียนเพื่อเป็นการสรุปหรือทบทวนในระหว่างเล่นครูอาจให้นักเรียนอธิบายเหตุผลถึงข้อ
ความที่ปรากฎในช่องบนแผ่นเกม หรือสาเหตุที่เลือกภาพหรือข้อความนั้นๆ

การใช้เกมเป็นกิจกรรมประกอบ
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้นจะช่วยให้นักเรียนรู้สึกสนุกสนานไม่เคร่งเครียดมากนักกับการเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิด ความรักความสนใจและต้องการเรียนวิทยาศาสตร์หรือมีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ได้

โดย สมศรี ตั้งมงคลเลิศ

Tags : , , , , , , | add comments

        ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง หรือมีวิวัฒนาการเพียงไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงดำรงอยู่อย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือ การอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมเล็ก ๆ ซึ่งก็คือ ครอบครัว จนกระทั่งสังคมที่ใหญ่ขึ้น
จากกระแสข่าวต่างๆ ที่เผยแพร่ทั้งทางสถานีโทรทัศน์ ,วิทยุ หรือแม้กระทั่งทางสังคมออนไลน์ หลายคนคงตระหนักได้ถึงแนวโน้มและทิศทางของสังคมที่แย่ลงเรื่อย ๆ หากแต่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างจิตสำนึกทางจริยธรรม ศีลธรรม มัวมุ่งเน้นแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ตัวเลขทางการตลาด มุ่งหาแต่ประโยชน์ตน จนขาดสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม ปัญหาต่าง ๆ จะไม่ลุกลามใหญ่โต เป็นไฟไหม้ฟาง หากสังคมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “ครอบครัว” มีการเตรียมความพร้อม โดยการสร้างภูมิต้านทาน นั่นก็คือ การร่วมกันสร้างสมาชิกที่มีคุณภาพ นั่นหมายถึงสมาชิกตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ ให้ความรัก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
ไม่ว่าสิ่งใด ๆ จะเปลี่ยนแปลงไป ยังคงมีอีกอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือ เรื่องของพัฒนาการในแต่ละวัย เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปฐมวัย ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ และการตอบสนองอย่างถูกทาง จากพ่อแม่ผู้ปกครอง จนเมื่อเขาเหล่านั้นก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เขาก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องการเป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้น แต่เขาก็ยังต้องการความรัก ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ เมื่อเขาเกิดความผิดพลาด คอยบอกข้อผิดพลาดเพื่อเป็นบทเรียนให้เขาก้าวต่อไปในสังคมที่กว้างขึ้น
หากลองสืบค้นกัน จะพบว่าปัญหาของเด็กที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และก้าวร้าว มักเกิดจากครอบครัวที่ขาดความรัก ความเอาใจใส่ หรือตอบสนองต่อความต้องการของเด็กที่ผิด โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่นบางครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องข้าวของเงินทอง จนลืมสร้างจิตสำนึกของความเป็นคน คือความกตัญญู ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คุณค่าของคนอื่น หรือแม้กระทั่งตัวเอง ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการเท่านั้น โดยไม่สนใจถึงความถูกต้อง
ดังนั้น หากเราต้องการสังคมคุณภาพ ก็ต้องเริ่มปรับพฤติกรรมของตนเอง ในการเลี้ยงดูสมาชิกตัวน้อย นั่นคือการให้ความรัก ความเอาใจใส่ สร้างจิตสำนึกของความรู้จักผิดชอบชั่วดี โดยการทำโทษเมื่อทำผิด ชื่นชมเมื่อเขาเป็นคนดี ให้อภัยเมื่อเกิดความผิดพลาด ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง ความผิดพลาด เพื่อเป็นบทเรียนให้เขาก้าวเดินไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ดวงตา เป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน ไวต่อเชื้อโรคมากที่สุด การดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันต้องเผชิญกับมลภาวะ และฝุ่นละอองเป็นจำนวนมาก จึงอาจเป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความผิดปกติได้
โรคตาแดง เป็นอีกโรคฮิตที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตาจากการติดเชื้อไวรัส เป็นกลุ่มอาดิโนไวรัส สามารถพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย และในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก โรคตาแดงมักจะระบาดในช่วงฤดูฝน อาการของโรคเกิดได้ภายใน 1-2 วัน ระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน
ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล เจ็บตา มักมีขี้ตามาร่วมด้วย ต่อมน้ำเหลือง หน้าหูมักเจ็บ และบวม มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน และจะติดต่อมายังอีกข้างได้ ถ้าระมัดระวังไม่ให้น้ำตาข้างที่ติดเชื้อไวรัสมาถูกตาอีกข้าง ก็จะช่วยป้องกันตาข้างที่ยังไม่มีอาการได้

อาการแทรกซ้อนของโรคตาแดง คือจะมีอาการเคืองตามาก ลืมตาไม่ค่อยได้ มักมีอาการกระจกตาอักเสบ ซึ่งจะดีขึ้นได้ประมาณ 3 สัปดาห์ หรือบางรายเป็น 1-2 เดือน ทำให้ตามัวพร่าอยู่เป็นเวลานาน

การป้องกันโรคตาแดง ทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

1.ล้างมือด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ง

2.ไม่คลุกคลีหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยโรคตาแดง

3.ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที

4.อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา เพราะเป็นพาหะของโรค

5.หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ให้สะอาดอยู่เสมอ

6.ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรค

7.หลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกสัมผัสที่ตา

การรักษา

ตาแดงเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส และยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง หากมีอาการป่วยเกิดขึ้น อาทิ มีขี้ตามาก ควรใช้ยาหยอดตา ถ้ามีไข้ เจ็บคอร่วมด้วย ก็ควรรับประทานยาลดไข้ หรือยาแก้อักเสบ ผู้ป่วยโรคตาแดง ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ห้ามขยี้ตา ไม่จำเป็นต้องปิดตาไว้ตลอด ยกเว้นถ้ามีอาการกระจกตาอักเสบ เคืองตามาก จึงปิดตาเป็นครั้งคราว และควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันแสง ควรงดการใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน ก่อนใช้มือสัมผัสที่ตา ควรล้างมือให้สะอาด ผู้ป่วยไม่ควรลงเล่นน้ำในสระ เพราะเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายทางน้ำได้

อย่าปล่อยให้เชื้อไวรัสมาแผลงฤทธิ์ เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการป่วยเป็นโรคตาแดง ต้องรีบทำการรักษา ถ้ารักษาด้วยการหยอดตาแล้วอาการยังไม่ทุเลา หรือมีอาการอื่นแทรกซ้อน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที หากชะล่าใจอาจเป็นอันตรายถึงขั้นตาบอดได้

Tags : , , , , | add comments