บททดสอบบทแรก
Posted by malinee on Sunday Apr 3, 2016 Under เกร็ดความรู้….ส่วนคนที่พลาดหวัง..ไม่
……………..เชื่อครูเ
เล่นแต่มือถือ เล่นแต่เกม ก็สอบตกได้เหมือนกัน..
………………แต่ถ้าหา
สถาบันคิดสแควร์เปิดรับนักเรียนช่วงซัมเมอร์ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ครูจิ๋ม 084-5273651 คะ
เลขโจทย์..โอ้ย!ยากกกก…หลายคนร้องเสียหลงเมื่อโดนโจทย์เลขยาวๆๆๆถามโน่น นี่ นั่น เยอะมากบางคนถอดใจตั้งแต่ยังอ่านโจทย์ไม่จบ บางข้อถาม2คำถาม..ตายแล้ว..คำถามเดียวยังตอบไม่ได้เลย ทำไงดีหละ.. สุดท้าย..หนูเบื่อเลขค่ะ หนูไม่อยากทำ มันยาก.. นี่คือปัญหาและคำตอบของเด็กเวลาทำเลขไม่ได้และในขณะดียวกันเป็นปัญหาของผู้ปกครองว่าจะทำอย่างไงให้ลูกแก้ปัญหาโจทย์ได้เพราะมันมีผลกับคะแนนและการเรียน..ครูมีภาพตัวอย่างเด็กที่เรียนแก้ปัญหาโจทย์กับทางสถาบันมาให้ดูกัน เป็นการสอนเทคนิคพิเศษ..จากโจทย์ยาวๆๆๆยากๆๆๆ วาดออกมาเป็นกล่องสี่เหลี่ยม..เชื่อมั้ย..แค่วาดกล่องสี่เหลี่ยมก็แก้ปัญหาโจทย์ยากๆ ได้จริงๆ(ครูเอาภาพโดยรวมมาให้ดูก่อนแล้วจะเจาะลึกลงในรายละเอียดอีกครั้ง)มาดูภาพกันเลย…
หลังจากมีการเชื่อมโยงเครือข่ายประเทศอาเซียน หรือการเปิด AEC ตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 หลายๆ หน่วยงาน โดยเฉพาะสถาบันทางการศึกษากระตุ้นให้มีการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น
ตอนนี้เรามาพิจารณาการเปิด AEC ว่ามีจุดประสงค์เพื่ออะไรก่อน การรวมกลุ่มประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ AEC นั้น เพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองกับกลุ่มอื่นๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งกลุ่มอาเซียนจะมีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน สามารถที่จะเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานมีฝีมือได้อย่างเสรี
โดยที่ประเด็นในเรื่องของทั้งการเคลื่อนย้ายการลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างอิสระนั่นเอง ที่ส่งผลให้สถาบันการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงอุดมศึกษา เน้นให้มีการเรียนการสอนในหลักสูตรภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่บางครั้งการส่งเสริมถูกเน้นไปด้านเดียวจนลืมภาษาไทยซึ่งนอกจากจะเป็นภาษาแรกที่เราใช้ในการสื่อสารแล้ว การเรียนการสอนวิชาพื้นฐานในโรงเรียนภาษาไทยก็ยังเป็นภาษาที่เป็นสื่อกลางการเรียนในทุกวิชา ดังนั้นในเด็กปฐมวัย เรายังต้องให้ความสำคัญกับภาษาไทยไม่ให้น้อยกว่าภาษาที่สอง หากเด็กๆ ไม่สามารถที่จะอ่านออก เขียนได้ (ภาษาไทย) ก็จะส่งผลให้กับการเรียนในทุกๆ วิชาของเขามีปัญหาแน่นอน ดังนั้น การส่งเสริมให้บุตรหลานมีการเรียนภาษาที่สอง แต่เราต้องไม่ลืมภาษาของเราเอง
ครูจา
หลังจากปิดภาคเรียนกันมาซักระยะหนึ่งแล้ว เราจะพักเรื่องการเรียนไว้ซักระยะหนึ่ง แต่คราวนี้เราจะกล่าวถึงพฤติกรรมของเด็กในช่วงปิดเทอม หลายๆครอบครัวในช่วงปิดภาคเรียนเลือกที่จะให้เด็กๆหยุดอยู่กับบ้านเพื่อเป็นการพักผ่อน พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนปล่อยเด็กให้อยู่กับเกมส์ โดยไม่ได้สอดส่องว่าเด็กเล่นเกมส์ประเภทไหน ปล่อยให้เด็กอิสระอยู่กับเกมส์เป็นเวลานาน ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกมส์การแต่งตัว แต่งหน้าตุ๊กตา แต่สำหรับเด็กผู้ชายเกมส์ที่เด็กๆ นิยมเล่นก็ไม่พ้นเกมส์การต่อสู้ ซึ่งการจะเอาชนะในเกมส์มักใช้ความรุนแรง เด็กๆ จะถูกหล่อหลอมโดยไม่รู้ตัวว่าการใช้กำลังเป็นสิ่งที่ทำให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ จนทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว เมื่อเข้าสังคมในโรงเรียนก็จะใช้ความรุนแรงกับเพื่อนๆ จนไม่มีใครต้องการจะเล่นด้วย ในที่สุดก็ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เมื่อเค้ารู้สึกโดดเดี่ยว ยิ่งส่งผลให้มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจโดยใช้ความรุนแรงมากขึ้น ปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นเราจึงควรป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว โดยจำกัดเวลา และเลือกประเภทของเกมส์ให้กับบุตรหลานเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงหรือพฤติกรรมก้าวร้าว
ครูจา
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงของฤดูการสอบปลายภาคอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านพ้นการประกาศผลการเรียนกลางภาคที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างผู้ปกครอง 2 กลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างกัน คือ กลุ่มแรกสอนให้บุตรหลานเดาข้อสอบเพื่ออย่างน้อยให้ได้คะแนนมาบ้าง แต่อีกกลุ่มสอนให้บุตรหลานเว้นข้อที่ทำไม่ได้ หรือส่งกระดาษเปล่า เพื่อเป็นการแจ้งให้ทั้งครูและพ่อแม่ผู้ปกครองได้ทราบว่าตนเองเรียนไม่รู้เรื่อง แล้วคุณผู้ปกครองทั้งหลายคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ
ครูจา
จากประสบการณ์ในการสอน พบว่าเด็กๆในปัจจุบันมีแนวโน้ม อ่านออกเขียนได้ช้าลง ซึ่งมักส่งผลกับการเรียนในทุกวิชาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากปัจจัยหลายๆด้าน
ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากตัวเด็กเองที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (ซึ่งพบไม่บ่อยนักที่เกิดจากตัวเด็กเอง) หรือการเข้าเรียนก่อนวัยอันควรซึ่งส่งผลให้พัฒนาการช้ากว่ากลุ่มเพื่อนจนเกิดเป็นความไม่มั่นใจ เก็บตัว แต่ปัจจัยหลักที่พบเห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบันนั้นมักเกิดเนื่องมาจากเทคโนโลยี เราจะสังเกตเห็นว่าเครื่องมือทางเทคโนโลยีมีบทบทมาก ไม่ว่าจะอยู่มุมไหน บริเวณไหน เราจะพบเห็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่มี tablet หรือโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา ซึ่งดูกลายเป็นเรื่องปกติ
ผู้ที่จะลดบทบาทของเทคโนโลยีได้ก็มีแต่พ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้น เปรียบเหมือนกับ ครูกับเทคโนโลยีอยู่กันคนละฝั่ง โดยมีเด็กอยู่ตรงกลาง แค่ลำพังเทคโนโลยี ครูก็ต้องใช้พลังพอสมควรเพื่อที่จะได้เสมอกับเทคโนโลยี คราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่จะเลือกฝั่งให้กับเด็กว่าจะช่วยฉุดให้เด็กไปด้านไหน หากพ่อแม่ผู้ปกครองเลือกที่จะส่ง tablet ให้กับบุตรหลาน ก็ไม่มีทางที่ฝั่งของครูจะชนะได้ แต่หากพ่อแม่ผู้ปกครองเทแรงมาที่ฝั่งครูโดยให้เด็กรู้จักหน้าที่ มีระเบียบวินัย ดูแลเอาใจใส่ด้านการเรียนของบุตรหลาน เพียงเท่านี้พ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่ต้องนั่งกลุ้มใจภายหลัง ว่าจะแก้ปัญหาด้านการเรียนของบุตรหลานอย่างไร
ครูจา
จากข่าวเรื่องของการลดเวลาเรียนให้น้อยลง โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชาให้น้อยลง เพื่อให้เด็กได้มีการผ่อนคลาย ไม่เครียดในการเรียนมากเกินไป หรือต้องหอบการบ้านไปทำต่อที่บ้าน ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีเวลาที่จะอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น
จากข่าวดังกล่าว ครูขอแชร์ความคิดเห็นกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัว หากใครต้องการแสดงความคิดเห็น ร่วมกันแชร์ได้นะคะ ใจความของข่าวกล่าวว่าจะมีการน่ำร่องกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ ประมาณ 10% เริ่มดำเนินการได้ในเทอม 2 ของปีการศึกษา 2558 นี้ ซึ่งเป็นการส่งนโยบายสู่โรงเรียน โดยยังไม่ชี้ชัดว่าจะปรับลดชั่วโมงเรียนในวิชาใด และจะจัดกิจกรรมประเภทใด การวางนโยบายดังกล่าวโดยไม่มีกรอบหรือแนวปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยให้เริ่มปฏิบัติทันทีในเทอมหน้า การทำกิจกรรมก็ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนเพียงผ่ายเดียว หากครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมให้สอดรับกับบทเรียนในห้องเรียนที่ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กๆก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกันหากกิจกรรมที่จัดขึ้นไม่ได้รับความสนใจ หรือไม่มีการจัดกิจกรรมใดๆเลย การลดเวลาเรียน ให้เด็กมีเวลาว่างมากขึ้น อาจเป็นการผลักให้เด็กไปอยู่กับสิ่งที่เขาชอบ เช่น เกมส์ สังคมออนไลน์ มากขึ้น ซึ่งหลายๆคนก็ทราบถึงพิษภัยและน่าจะทราบว่าเป็นเรื่องยากที่จะดึงบุตรหลานออกจากเกมส์หรือ สังคมออนไลน์ดังกล่าว แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของครู ซึ่งอยากแชร์และขอความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆท่านด้วยนะคะ
ครูจา