Dec 21
เคยได้ยินเรื่องหมาขี้เรื้อนกันบ้างรึเปล่า เรื่องมีอยู่ว่า มีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง หลังจากเป็นขี้เรื้อนแล้ว ก็เฝ้าแต่ย้ายที่นอนไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าที่ที่ตนนอนอยู่นั้น มันสกปรกจึงทำให้ตัวเองคัน จึงเปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆ หวังว่าจะเจอที่นอนที่สะอาดแล้วทำให้มันหลับสบายซักที่ ได้แต่โทษว่าที่นอนไม่สะอาด แต่ลืมย้อนกลับมาดูที่ตนเองว่าจริงๆ แล้วสาเหตุของการคันจริงๆ เป็นเพราะตัวมันเองที่มีปัญหา
จากเรื่องหมาขี้เรื้อนก็เปรียบได้กับการหาที่เรียนของเด็กบางคน บางครั้งปัญหาอาจเกิดจากตัวเด็กเอง เช่น การที่เด็กอาจขาดสมาธิและความตั้งใจ หรือ การที่เด็กขาดการสื่อสารกับครูผู้สอน ซึ่งการสื่อสารกับครูผู้สอนเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากว่าครูจะได้รู้ว่าเด็กยังติดกับตรงไหน เป็นต้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็คอยแต่จะเปลี่ยนที่เรียนไปเรื่อยๆ เผื่อว่าจะสามารถหาที่ๆ เหมาะกับบุตรหลานตนเองในที่สุด แต่บางครั้งเราอาจต้องปรับปรุงหรือสำรวจตัวเราเองบ้าง เพื่อให้บุตรหลานของเราได้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในที่สุด
ครูจา
Dec 01
หลายๆ ครอบครัวที่มีบุตรหลาน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงชั้นใด มักคาดหวังว่าการเรียนของบุตรหลานให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่สิ่งที่คาดหวังอาจเป็นจริงไม่ได้หากขาดการเอาใจใส่ดูแล กวดขันตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนคณิตศาสตร์ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้บุตรหลานมีปัญหา
คราวนี้เราลองมาพิจารณากันดูว่า การเรียนคณิตศาสตร์สามารถเกิดปัญหาด้านใดได้บ้าง เราต้องมาเริ่มกันตั้งแต่เด็กปฐมวัย เด็กในวัยนี้จะมีปัญหาคณิตศาสตร์หากเขาไม่สามารถแปลงภาษาคณิตศาสตร์ออกมาเป็นรูปธรรมได้ สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยได้ คือการให้จับต้องสิ่งของที่เป็นรูปธรรม พร้อมกับเชื่อมโยงกับตัวเลข ซึ่งถือเป็นภาษาคณิตศาสตร์ที่เด็กๆ จะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ วัยต่อมาที่มีความสำคัญไม่แพ้ช่วงปฐมวัย คือประถมต้น การเรียนคณิตศาสตร์เริ่มมีปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ต่างๆ นั่นคือการบวก ลบ คูณ หาร เข้ามา ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กวัยนี้ คือความไม่เข้าใจเรื่องจำนวน ความไม่แม่นยำ เนื่องจากการขาดการฝึกฝน หากเด็กไม่สามารถเข้าใจการเพิ่ม ก็ส่งผลต่อเนื่องให้เด็กไม่เข้าใจการบวกซ้ำ ๆ ซึ่งหมายถึงการคูณ และนอกจากนี้ หากการบวกมีปัญหา การลบก็ย่อมมีปัญหาด้วยเช่นกัน ปัญหาต่างๆ เหล่านี้หากไม่ได้รับการแก้ไข จะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเด็กก็จะหยุดเดินเพราะต้องสะดุดกับปมมากมาย ทำให้เด็กไม่มีความมั่นใจ และทัศนคติด้านการเรียนเป็นลบไป
การเรียนคณิตศาสตร์หากเกิดปมตั้งแต่ตอนต้นๆ ของการเรียน มักส่งผลให้การต่อยอดมีปัญหา เหมือนเชือกที่สั้นลงเนื่องจากการมัดปมไปเรื่อยๆ หากปัญหาได้รับการแก้ไข ก็เปรียบเหมือนการคลายปมให้เชือกได้ยาวขึ้น และต่อยอดได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นหากต้องการให้เด็กๆ สามารถต่อยอดทางคณิตศาสตร์ พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่ ติดตามผลการเรียนของเด็กๆ เผื่อว่าปมที่เพิ่งเกิดจะได้รับการแก้ไขก่อน ซึ่งแน่นอนว่าการแกะปมที่เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นย่อมใช้เวลาน้อยกว่า ปมที่ถูกสะสมมานาน แต่ก็ยังดีกว่าที่มันจะกลายเป็นเงื่อนจนไม่สามารถแกะมันออกในที่สุด
ครูจา
Nov 17
บทความต่างๆ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของการเรียนของเด็กเล็ก ที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องคอยเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหนูน้อยทั้งหลาย ให้สามารถมีพละกำลังสู้กับบทเรียนที่ยากขึ้น
สำหรับครั้งนี้ จะกล่าวถึงเด็กประถมที่มีปัญหาในด้านการเรียนวิชาการต่างๆ การเรียนของเด็กๆ ในโรงเรียนเหมือนกับการดำเนินชีวิตทั่วๆ ไป จะมีการสอบเพื่อการทดสอบความเข้าใจ ซึ่งเปรียบเหมือนการเจาะเลือดเพื่อตรวจเช็คร่างกาย หากมีสัญญาณเตือนจากคะแนนสอบในโรงเรียน ก็เปรียบเหมือนการมีปัญหาต่อระบบการเรียนในโรงเรียน ส่วนใหญ่แล้วเมื่อมีสัญญาณเตือน เป็นปกติที่คุณพ่อคุณแม่ก็จะพาไปหาหมอ เช่นกันการเรียนพิเศษ ก็เปรียบได้กับการพาบุตรหลานไปรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น หากเด็กมีปัญหาด้านใด ก็จะพาไปปรึกษาหมอวิชาการด้านนั้นๆ
การเรียนคณิตศาสตร์ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่เด็กๆ มักส่งสัญญาณที่สื่อถึงปัญหาอยู่บ่อยครั้ง การรักษาหมอทางคณิตศาสตร์มักต้องเริ่มหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นก่อน เพื่อจะเลือกใช้ยาให้ถูกต้อง และให้ประสิทธิผลที่ดีที่สุด แต่การรักษานั้นต้องได้รับความร่วมมือจากคนไข้ด้วย เช่นการแนะนำการปฏิบัติตนที่จะทำให้อาการป่วยทุเลาลงเร็วที่สุด หรือแม้แต่การให้ยา หากคนไข้มีวินัย ปฏิบัติตามที่หมอแนะนำ อาการป่วยก็จะหายเร็วขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม หากคนไข้ละเลยอาการป่วยของตนเอง นอกจากอาการป่วยจะไม่หายแล้ว ยังส่งผลให้อาการทรุดหนักขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และยิ่งไปกว่านั้นยังต้องใช้เวลาในการรักษาเยียวยามากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นหากตัดสินใจที่จะไปรักษากับหมอแล้ว ต้องมีวินัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอเพื่อให้อาการป่วยทุเลาและหายไปในที่สุด
ครูจา
Nov 09
จากบทความในครั้งก่อนๆ ที่กล่าวว่าการเรียนจินตคณิตในวัยที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อการเรียนคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกัน
คราวนี้เราจะกล่าวถึงการเรียนจินตคณิตในระดับอนุบาล – ประถมต้น ซึ่งการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนนำกระบวนการคิดคำนวณ นั่นคือการเรียนจินตคณิตจะเป็นการเรียนนำการเรียนในโรงเรียน ให้เด็กๆ ได้รู้จักการบวกเพิ่ม และการหักลบ รวมถึงการนำให้รู้จักเรื่องค่าประจำหลักในวิชาคณิตศาสตร์อีกด้วย นอกจากนี้แล้วหากการเรียนจินตคณิตอย่างต่อเนื่องจะยิ่งทำให้เด็กๆ สามารถที่จะคิดคำนวณได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เมื่อผ่านการบวกลบ จนคล่องแคล่วแล้ว การเรียนในระดับต่อไปคือการคูณ การหาร ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน เด็กที่คุณพ่อคุณแม่ เห็นความสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์ ก็จะเห็นเป็นเรื่องดีที่สามารถเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานของตน แต่หลายๆ ครอบครัวไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเด็กๆ มักรู้สึกว่าการเรียนในโรงเรียนยังง่ายกว่า หากพ่อแม่ผู้ปกครองคล้อยตามเด็ก ก็จะปล่อยให้เด็กๆ หยุดเรียนก่อน รอเวลาจนเด็กได้เจอกับเนื้อหาจริงที่โรงเรียน แล้วจะกลับมาเรียนอีกครั้ง แต่การเรียนจินตคณิตหากเว้นช่วงไปเป็นระยะเวลานาน จนทำให้การเรียนในโรงเรียนนำ ร่วมกับการเรียนจินตคณิตที่หยุดนิ่ง จะทำให้เด็กลืม ทำให้ต้องเริ่มกลับมารื้อฟื้นและฝึกทักษะซ้ำเดิมใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งการเรียนจินตคณิตที่นำโรงเรียน จนเด็กใช้การจินตนาการ ทั้งการบวกลบ คูณหาร แล้ว มันจะติดตัวเขาไปตลอด โดยไม่ลืม สิ่งต่างๆ เหล่านี้สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองนั่นเองที่จะเป็นผู้ที่วางแนวทางให้กับบุตรหลานเอง นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกบุตรหลานให้ได้เรียนรู้กับสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
ครูจา
Nov 03
ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ที่คุณพ่อคุณแม่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในวิชาต่างๆ แต่ไม่ให้ความต่อเนื่อง จึงทำให้เด็กขาดการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เทคนิคที่ควรจะได้แต่ต้องใช้เวลา กลับไม่ได้ แต่ก็ยังมีอีกประเภทที่เมื่อบุตรหลานได้เรียนรู้ถึงเทคนิคจนทำให้ ผลการเรียนดีขึ้น เป็นที่น่าพอใจ ก็เลิกเรียนเสียกลางคัน เนื่องจากยังมีวิชาอีกหลายวิชาที่ยังมีผลการเรียนที่ไม่ดีนัก ต้องไปมุ่งเรียนวิชาอื่นต่อไป การส่งบุตรหลานเรียนจนได้ผลการเรียนเป็นที่น่าพอใจ แล้วเลิกเรียนกลางคัน จะไม่มีผลกับเด็กเลยหาก คุณพ่อคุณแม่ ให้แบบฝึกหัดเพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง หรือเขาเหล่านั้น สามารถนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับการเรียนในระดับที่ยากขึ้น แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นไปได้ยาก ทั้งลักษณะสังคมการทำงานของพ่อแม่ และตัวเด็กส่วนใหญ่ จะถูกป้อน จนการประยุกต์สิ่งต่างๆ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะวนกลับซ้ำเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนปมของปัญหาถูกคลี่ออก แต่ยังไม่คลายหมดซะทีเดียว
ครูจา
Oct 28
Posted by malinee on Tuesday Oct 28, 2014 Under เกร็ดความรู้
หลังจากปิดภาคเรียนที่ 1 มา 3 สัปดาห์แล้ว ก็เข้าสู่ช่วงของการประกาศผลการสอบของภาคเรียนที่ผ่านมา อาจมีเด็กหลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวจากเด็กเล็ก (อนุบาล) ที่มีการเรียนไม่เข้มข้นนัก สู่การเรียนในชั้นประถม 1 ที่ต้องมีการเขียนอ่านกันอย่างขะมักเขม้น ต้องยอมรับว่าเด็กๆ ยังต้องการเวลาในการปรับตัวบ้าง แต่เด็กบางคนที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ส่งให้กับสถาบันกวดวิชาต่างๆ ย่อมจะต้องคาดหวังว่าคะแนนสอบน่าจะดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ แต่บางครั้งผลสอบที่ออกมาก็ยังไม่น่าพอใจนัก มักมีคำถามว่าทำไมเราส่งบุตรหลานเรียนแล้วคะแนนยังไม่ดีขึ้น
ก่อนที่จะดูถึงผล เราลองมาย้อนดูที่ต้นเหตุของคะแนนที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก อาจเกิดจากความไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาเรียนมีมากจนต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจำเป็นต้องให้เวลากับเด็กในการเรียนรู้วิธีการหรือเทคนิคที่จะได้จากสถาบันต่างๆ ให้เวลากับครูเพื่อที่จะถ่ายทอดเทคนิค หรือวิธีการต่างๆ ให้กับเด็ก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องให้เวลากับตัวเด็กและ ครูผู้มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ให้เวลากับบุตรหลานในการเรียนรู้ เด็กถูกย้ายที่เรียนบ่อยๆ กลายเป็นว่าต้องเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้สิ่งที่ควรจะได้กลับกลายเป็นคว้าน้ำเหลวไป การส่งบุตรหลานเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในแนววิชาการหรือกิจกรรม ควรให้เวลากับทั้งครูผู้สอน เพื่อถ่ายทอดความรู้ และเด็กๆ ที่จะต้องฝึกฝนวิธีการให้ชำนาญด้วยตัวของเขาเอง
ครูจา
Sep 28
ช่วงนี้เป็นฤดูกาลสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ในปีการศึกษา 2557 หลังจากจบการเรียนในภาคต้น ก็จะเข้าสู่ช่วงของการปิดภาคเรียนเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน คราวนี้ก็ถึงคราวที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องเสาะหากิจกรรมหรือการเรียนเสริมให้กับบุตรหลาน การเริ่มกิจกรรมในช่วงปิดภาคเรียนถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีให้กับบุตรหลาน เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆหรือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานในการเรียนต่อในภาคเรียนที่ 2 ต่อไป
เช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ จินตคณิตก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสนใจเรียนเสริมในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายอันดีในการเริ่มต้น แต่หลายๆ ครอบครัวคิดว่าการเรียนเสริมในช่วงสั้นๆ จะทำให้เด็กๆ มีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดและสามารถต่อยอดกับการเรียนในโรงเรียนได้ โดยใช้เวลาแค่ช่วงปิดภาคเรียนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การเรียนหรือการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ต้องให้เวลา มีการเรียนอย่างต่อเนื่องและมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจึงจะเห็นผลอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกเรียนจินตคณิตในช่วงเวลาสั้นๆ เฉพาะปิดภาคเรียนนั้น ผลสัมฤทธิ์จะยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก ดังนั้นการหากิจกรรมเสริมในช่วงปิดภาคเรียนควรเป็นการเริ่มปูพื้นฐานและเร่งเนื้อหาในช่วงปิดภาคเรียน และ ต่อยอดไปจนถึงช่วงเปิดภาคเรียนต่อไป
ครูจา
Sep 14

ในการเรียนไม่ว่าจะอยู่ในระดับชั้นใด วิชาคณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นมีการทดสอบอัจฉริยภาพกันตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึง 6 ขวบ หลังจากทดสอบอัจฉริยภาพกันแล้วก็จะมีการมุ่งเน้นในด้านของอัจฉริยภาพในตัวเด็กอย่างเต็มที่ ซึ่งอัจฉริยภาพที่ทดสอบก็มีหลายด้าน และอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ด้านนั้น
การที่เด็กมีอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์นั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญและมีการสนับสนุนก็จะทำให้การเรียนของเด็กมีผลสัมฤทธิ์ที่ดี แต่หากไม่ได้รับการสนับสนุน เขาก็จะเรียนได้ตามศักยภาพที่มีอัจฉริยภาพของตัวเขาอยู่ แต่อัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์นั้น ไม่ได้มีกันทุกคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เด็กที่ไม่มีอัจฉริยภาพไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพียงแต่เด็กที่ไม่มีอัจฉริยภาพ จำเป็นต้องมีครูฝึกที่ดี ร่วมกับการมีวินัยในการฝึกฝน ซึ่งครูฝึก ณ ที่นี้หมายถึง ครูผู้สอน เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจในเนื้อหา แล้วยังรวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีหน้าที่ในการฝึกซ้อมให้เด็กๆ ได้มีทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้นได้ ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “พรแสวงฝึกได้” หรือคำว่า “อัจฉริยสร้างได้” เพียงแต่การไม่มีอัจฉริยภาพนั้นทำให้เด็กต้องมีวินัยในการฝึกปรือมากกว่าเท่านั้นเอง
แต่ในทางกลับกันพ่อแม่ผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน นอกจากจะไม่ส่งเสริมอัจฉริยภาพหรือการฝึกฝนให้กับเด็กๆ ยังทำให้ทุกอย่างดูแย่ลงด้วยการปล่อยปละละเลย ปล่อยให้เด็กขาดวินัย แม้แต่การทำการบ้านเลยทีเดียว แบบนี้ถึงตัวเด็กที่มีอัจฉริยภาพได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม อัจฉริยภาพไม่ว่าจะด้านใด ก็สามารถที่จะลดลงและหายไปในที่สุด
ครูจา
Sep 07
ข่าวล่ามาแรงเรื่องการรับจ้างทำการบ้านผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งหากตามข่าวกันจริงๆ แล้ว การรับจ้างทำงานทั้งการบ้านและงานวิจัยต่างๆ มีมานานแล้ว และมีอยู่มากมายหลากหลายเจ้าให้เลือก แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ อายุที่น้อยลงของการว่าจ้าง ตอนนี้ไม่ใช่การว่าจ้างในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว แต่เป็นการว่าจ้างในระดับเด็กประถม ถึงมัธยม
หากใครได้สัมผัสกับ เด็กๆ หรือเยาวชนในยุคปัจจุบันบ่อยๆ จะพอทราบว่ากระแสสังคมในยุคดิจิตอลนั้นค่อนข้างก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความอดทน ความพยายามในการทำงานให้สำเร็จลุล่วง นอกจากนี้เด็กในยุคปัจจุบันยังมีแนวโน้มของการเป็นสมาธิสั้น หรือขาดความสนใจในทุกๆ เรื่อง จนกลายเป็นเด็กเฉื่อยในที่สุด หลายๆ คนคงสงสัยว่ามันเกี่ยวกันอย่างไรกับเรื่องของการบ้านที่เป็นที่ฮือฮากันในปัจจุบัน ผลของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้คนเกิดความสะดวกสบาย จนไม่มีความอดทนพอที่จะรออะไรที่ต้องใช้เวลา เด็กๆ ก็จะซึมซับพฤติกรรมดังกล่าวจากสิ่งแวดล้อมที่เร่งรีบ จนกลายเป็นนิสัย จนอาจเกิดเป็นเด็กสมาธิสั้น ที่ไม่สามารถอยู่นิ่งๆ หรือมีสมาธิในการทำงานแต่ละชิ้น (ซึ่งเกิดเนื่องมาจากการเลี้ยงดู) หรือเด็กอีกกลุ่มที่พ่อแม่ ดูแลเอาใจใส่แบบเกินร้อย จนทำให้เด็กไม่มีความกระตือรือร้นในการทำอะไรเลย ทุกอย่างเดี๋ยวก็มีคนจัดการให้ เขาทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ “รอ” ในที่สุดเด็กก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีความพยายามในการเรียนรู้ หรือทำงานใดๆ เลย สาเหตุเกิดจากการที่พ่อแม่ไม่ฝึกวินัยหรือความรับผิดชอบใดๆ เลย เขาก็จะไม่มีความรู้สึกเดือดร้อนกับการบ้านหรืองานที่ถูกมอบหมายมา แต่ผู้ที่จะกระวนกระวายคือตัวพ่อแม่ ผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องให้บุตรหลาน สะสมคะแนนเก็บจากงานต่างๆ จึงต้องหาทางออก โดยการทำให้ด้วยตนเอง หรือหากทำด้วยตนเองไม่ได้ ก็ต้องไปว่าจ้าง สุดท้ายสิ่งที่ตามมาคือ เด็กที่ไม่มีคุณภาพ (ที่มีปัจจัยหลักเกิดจากการเลี้ยงดูเป็นต้นเหตุ) แม้แต่สิ่งเดียวที่รับผิดชอบยังไม่สามารถทำให้ดีได้ ไม่ต้องพูดถึงอนาคตของเขาที่จะมาเป็นผู้ใหญ่ หรือ พ่อแม่ในรุ่นต่อไปเลย หากพ่อแม่ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างวินัยให้กับบุตรหลาน ก็ต้องยอมรับกับผลที่ตามมา คือ เขาจะไม่สามารถรับผิดชอบอะไรเลยแม้แต่ตัวเขาเองไม่ว่าเขาจะอยู่วัยใดก็ตาม
ครูจา
Aug 31
ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการสอบคัดเลือกเด็กนักเรียนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนในเครือคาทอลิก คุณพ่อคุณแม่ ส่วนใหญ่ก็มีการวางแผนกันว่าจะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนใด และมีการเตรียมตัวกันเป็นอย่างดี การเตรียมตัวของบุตรหลานที่คุณพ่อคุณแม่จัดสรรขึ้น เช่น การส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนในแนวของการเรียนที่ตรงกับในแนวของโรงเรียนในระดับประถมศึกษา ตัวอย่างเช่น หากเป็นโรงเรียนในแนวคาทอลิก ซึ่งเป็นโรงเรียนแบบเร่งเรียน คุณพ่อคุณแม่ ก็จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลแบบเร่งเรียน เร่งเขียน เร่งอ่าน เพื่อให้บุตรหลานปรับตัวได้เร็วที่สุด
การสอบแข่งขันกันนั้น โรงเรียนส่วนใหญ่มักดูความพร้อมของเด็ก เช่น การฟังคำสั่ง และการเข้าสังคม เนื่องจากเด็กๆ จะต้องก้าวเข้าสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น โดยมีจำนวนครู : เด็ก ที่มีอัตราส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น จากอนุบาลที่มีอัตราส่วน ครู : นักเรียน = 1 : 15 อาจกลับกลายเป็น 1 : 40 – 50 คน ซึ่งแน่นอนเด็กจะต้องสามารถฟังคำสั่งครูประจำชั้น หรือประจำวิชาได้เป็นอย่างดี หากเด็กยังขาดความพร้อม ก็อาจไม่สามารถผ่านเกณฑ์เข้าไปได้ แต่หากเด็กที่มีเส้นสาย พอจะเข้าได้ ก็ส่งผลต่อตัวเด็กว่า อาจทำงานหรือฟังคำสั่งช้ากว่าเพื่อนในห้อง ซึ่งนั่นก็จะเป็นปัญหาการเรียนรู้ตามมา
นอกจากเรื่องของวุฒิภาวะแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ ความรู้พื้นฐาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวมักเกิดกับการเรียนในระดับอนุบาลแบบบูรณาการ ที่มีการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป (ซึ่งจะเหมาะกับโรงเรียนประถมในแบบเดียวกันมากกว่า) แต่เข้าสู่ระดับประถมในแนวโรงเรียนแบบเร่งเรียน ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดกับเด็กทุกๆ คน แต่มักเกิดปัญหากับเด็กที่ปรับตัวยาก ซึ่งมักใช้เวลาในการปรับตัวนาน พ่อแม่ต้องเป็นส่วนช่วยผลักดัน ให้กำลังใจ และคอยช่วยเหลือ (บ้าง) เพื่อให้เขาได้มีพัฒนาการไปพร้อมๆ กับเพื่อนในห้อง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะเกิดผลสำเร็จได้ หากคุณพ่อคุณแม่มีการวางแผนการเรียนของบุตรหลาน โดยพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ และเหนืออื่นใดคือศักยภาพของบุตรหลานด้วย นอกจากครูในโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังมีส่วนที่จะสามารถดึงศักยภาพที่อยู่ในตัวเด็กออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด เปรียบเหมือนการพายเรือที่มี มือพาย 2 อันย่อมไปได้เร็วกว่าที่มีมือพายเพียงมือเดียว แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักผลักให้เรือจ้างทำหน้าที่พายเรือเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พ่อแม่ต้องเป็นพายมือหนึ่งที่คอยควบคุมทิศทางของเรือ ด้วยตนเอง มันน่าจะดีกว่าหากเราช่วยกัน เพื่ออนาคตของเขาเหล่านั้นต่อไป
ครูจา