Dec 14
หลายๆ คนคงสงสัยว่าจินตคณิตมีความเกี่ยวข้องอะไรกับการลดความอ้วน หลายๆ ครั้งมีการเปรียบเทียบการเรียนจินตคณิตให้สัมฤทธิ์ผล เพื่อให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน ครั้งนี้จึงนำมาเปรียบเทียบกับการลดความอ้วนของสาวๆ
การเรียนจินตคณิตเหมือนกับการลดความอ้วนอย่างไร การลดความอ้วนหลายๆ คนใช้วิธีการอดอาหาร วิธีนี้อาจได้ผลกับคนที่มีความมุ่งมั่นอดทน แต่หลายๆ คนมักถอดใจก่อนที่จะไปได้ถึงจุดหมาย ในช่วงแรกของการลดความอ้วน จะไม่ค่อยเห็นผลชัดเจน พอไม่มีคนทักหรือไม่เห็นผลชัดเจนก็มักถอดใจก่อน เช่นเดียวกับการเรียนจินตคณิต เนื่องจากการเรียนจินตคณิตจำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่การบวกลบแบบง่าย ซึ่งต้องใช้เวลา หากผู้ปกครองใจร้อนก็จะมีความรู้สึกว่าการเรียนไม่มีประโยชน์อะไร ก็เลิกเรียนก่อนที่จะเห็นผล
การลดความอ้วนอีกแบบหนึ่ง คือการออกกำลังกาย การลดความอ้วนประเภทนี้ ก็จำเป็นต้องมีตารางกำหนดอย่างมีระเบียบ และความสม่ำเสมอ เช่นกันหากการออกกำลังกายไม่มีระเบียบวินัย ผลของการลดความอ้วนก็อาจช้าลง หรือไม่เห็นผลเลย การออกกำลังกายของสาวๆ บางคน ยังจำเป็นต้องมีนักโภชนากรให้คำแนะนำในเรื่องของโภชนาการ เพื่อให้การลดความอ้วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เปรียบได้กับ การพาบุตรหลานเรียนจินตคณิตต้องให้ความสม่ำเสมอ มีระเบียบวินัยในการให้บุตรหลานฝึกทักษะอยู่ที่บ้าน ครูก็เหมือนเทรนเนอร์ในโรงยิม คอยให้คำปรึกษา ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็เปรียบได้กับนักโภชนากรที่คอยให้กำลังใจ และดูแลเอาใจใส่ให้การเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีความร่วมมือกันทั้งสามฝ่ายข้างต้น การเรียนจินตคณิตก็จะสัมฤทธิ์ผลได้อย่างแน่นอน
ครูจา
Sep 28
Posted by malinee on Monday Sep 28, 2015 Under กิจกรรม
เปิดแล้ว ซัมเมอร์คอร์สกับสถาบันคิดสแควร์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ครุจิ๋ม 084-5273651 คะ
Jun 14
หลังจากโรงเรียนเปิดเทอมมาได้ประมาณ 1 เดือน เด็กๆ เริ่มจะสามารถปรับตัวให้เข้าที่เข้าทางกับการเรียนในปีการศึกษาใหม่ ทั้งเนื้อหาที่ลึกขึ้น เนื่องจากเด็กหลายๆ คนใช้ช่วงเวลาปิดเทอมในการทบทวนเนื้อหาเก่า และเรียนเสริมกับเนื้อหาใหม่ที่จ้ะต้องเจอ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่จะต้องใช้เวลาในการฝึกทักษะ และเรียนรู้เนื้อหาใหม่เพื่อให้เข้าใจ ก็จะใช้เวลาในการปรับตัวไม่นานนัก แต่สำรหับน้องๆ ที่ในช่วงปิดเทอมไม่ได้ทบทวน หรือฝึกทักษะเพิ่มเติม คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องให้เวลาในการรื้อฟื้นความทรงจำกันนิดหน่อย แต่ในบางกรณีเด็กมุ่งเรียน และฝึกทักษะในช่วงปิดเทอมจนมีทักษะที่ดีขึ้น แล้วไม่มีการฝึกแบบฝึกหัดอย่างต่อเนื่องในช่วงเปิดเทอม หรือถูกปล่อยปละละเลย อาจทำให้หลงลืมและอาจทำให้เสียประโยชน์ในช่วงของการเรียนในช่วงปิดเทอมก็เป็นไปได้
การเรียนคณิตศาสตร์ เปรียบเหมือนการเล่นกีฬาของนักกีฬา ซึ่งมีอยู่ 2 ระยะ คือ ระยะของการเริ่มเป็นนักกีฬาใหม่ การฝึกซ้อม จุดประสงค์เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และฝึกเทคนิค ส่งนอีกระยะก็คือ การเป็นนักกีฬาเมืออาชีพ การฝึกซ้อมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องฝึก จุดประสงค์เพื่อฟิตร่างกายให้คล่องตัว และพร้อมใช้เทคนิคที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ให้นำออกมาใช้ได้ตลอดเวลา คณิตศาสตร์ก็แบ่งเป็น 2 ช่วงเช่นกัน นั่นคือช่วงของการขึ้นบทเรียนใหม่ ต้องมีการฝึกใช้ทักษะให้เกิดความชำนาญ ส่วนในระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการวนกลับมาเรียนซ้ำ เพื่อให้เด็กได้เกิดการประยุกต์ใช้พื้นฐานความรู้ที่เรียนมา ซึ่งหมายความว่าการเรียนคณิตศาสตร์จะประสบความสำเร็จได้นอกจากจะอาศัยความเข้าใจแล้ว ยังต้องมีการประยุกต์ใช้ประสบการณ์นั่นเอง
ครูจา
Apr 19
เป็นเรื่องที่ดีที่ ผู้ปกครองคอยดูแลเอาใจใส่ในเรื่องเรียนของบุตรหลาน บ่อยครั้งที่หากิจกรรมการเรียนเสริมให้กับบุตรหลานเพื่อเป็นการเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ปีการศึกษาที่สูงขึ้น การส่งเสริมเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่มีความสำคัญคือ ช่วงเวลานั่น หมายถึงวัย และพื้นฐานความรู้ที่เหมาะสมในการส่งเสริมการเรียนในแต่ละช่วงอายุของบุตรหลาน เช่นการเรียนคณิตศาสตร์ ในวัยอนุบาลควรส่งเสริมให้มีทักษะด้านจำนวน (เช่นมากกว่า น้อยกว่า การปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น) การเรียนการสอนในโรงเรียนของเด็กในวัยดังกล่าว จะเน้นเรื่องจำนวนเป็นหลัก ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนการคิดวิเคราะห์หรือการแก้ไขโจทย์ปัญหา ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ว่าจะต้องใช้ปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์แบบใด การเรียนในวัยดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเรียนที่ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลา เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์โจทย์ หากการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้จากการอ่านของผู้สอน เมื่อถึงเวลาที่เขาจำเป็นจะต้องแก้โจทย์ปัญหาด้วยตนเอง เขาจะไม่สามารถอ่านจับใจความ ที่ถูกต้อง ส่งผลให้การวิเคราะห์ก็ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น
แต่ในหลายๆ ครอบครัวที่เด็กโตจนถึงประถมปลาย เมื่อเด็กมีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ มักจะกลับมาเน้นการเรียนคณิตศาสตร์แบบการแก้ไขเรื่องจำนวน ส่วนใหญ่มักหันกลับมาหาการเรียนจินตคณิต ซึ่งเราเคยมีการนำเสนอบทความเก่าๆ ไปแล้วว่า การเรียนจินตคณิตในช่วงของเด็กประถมปลายนั้น การเรียนจะตามหลังการเรียนในโรงเรียน ทำให้เด็กอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับการคำนวณตัวเลขแบบง่าย และเลิกไปในที่สุด การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กประถมปลาย จะเป็นการเรียนที่เน้นการแก้ไขปัญหาโจทย์เป็นสำคัญ
เด็กวัยอนุบาลจนถึงประถมต้น ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์โดยการแก้ไขเรื่องจำนวนควบคู่กับการเรียนภาษาไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนทุกๆ วิชา ส่วนนักเรียนประถมปลาย ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์ในแนวของการแก้ไขโจทย์ปัญหาเป็นหลัก
ดังนั้นหากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องการส่งเสริมการเรียนของบุตรหลาน ควรจะมีการดูเนื้อหาการเรียน และวัยของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ครูจา
Mar 29
ในช่วงปิดภาคเรียน ผู้ปกครองหลายๆ คนมักส่งบุตรหลานเรียนจินตคณิตเพื่อเป็นการพัฒนาสมอง จริงอยู่ที่ว่าการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนเพื่อการพัฒนาสมอง แต่สิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้เพิ่มเติมคือ การเรียนในระยะสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนอะไร มักให้ผลสัมฤทธิ์ที่ไม่ดีนัก การเรียนจินตคณิตนอกจากข้อจำกัดว่าต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอแล้ว ยังเป็นการเรียนที่ลงรายละเอียดแม้กระทั่งวิธีการที่จะได้มาซึ่งคำตอบ ทั้งการบังคับใช้ลูกคิด และวิธีการดีด เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุด การที่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจการเรียนของบุตรหลานเป็นเรื่องที่ดี แต่วิธีการที่คลาดเคลื่อนอาจก่อให้เกิดผลเสียนั่นเนื่องจากพ่อแม่มักพยายามที่จะสอนเนื้อหาโดยให้บุตรหลานดีดลูกคิดด้วยวิธีการของตนเองที่ใช้กับการคิดในใจ ซึ่งส่งผลให้เด็กสับสนและก้าวไปในเนื้อหาได้ไม่เร็วเท่าที่ควร วิธีการที่คลาดเคลื่อน ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น เช่นการส่งบุตรหลานไปเรียนภาษาจีน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้วิธีการเขียนภาษาจีน ซึ่งมีรายละเอียดของลำดับขีดที่สำคัญต่อการเขียน มันทำให้เด็กเกิดความสับสนระหว่างสิ่งที่พ่อแม่สอน ซึ่งใช้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของตนเองมาสอนเด็ก กับวิธีการที่ถูกต้องกับการเรียนในชั้นเรียน ทำให้เด็กไม่สามารถก้าวผ่านบทเรียนดังกล่าวได้เลย การเรียนจินตคณิตดูแล้วเหมือนการสอนให้เด็กคิดเลขในใจ ซึ่งผู้ใหญ่เกือบทุกคนมีประสบการณ์ในการคิดในใจอยู่แล้ว จึงพยายามช่วยบุตรหลานในวิธีที่ตนเองเข้าใจ ซึ่งคลาดเคลื่อนไปจากวิธีที่ใช้ในการเรียนการสอนจินตคณิต ดังนั้น การทำการบ้านจินตคณิตของบุตรหลาน พ่อแม่ผู้ปกครองเพียงแค่สอดส่องดูแลไม่ให้บุตรหลานนับนิ้ว หรือคิดในใจมา ส่วนวิธีการต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของผู้เรียนให้ได้ฝึกทบทวนการเรียนด้วยตัวของเขาเอง จะเป็นการดีที่สุด
ครูจา
Mar 10
Posted by malinee on Tuesday Mar 10, 2015 Under เกร็ดความรู้
เนื่องจากช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี จะเป็นช่วงของการสอบคัดเลือก ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกเข้าชั้น ป.1 , ม.1 หรือแม้กระทั่งการสอบเข้า ม.4 ของโรงเรียนทั้งประเทศ เนื่องจากเคยเขียนบทความถึงการสอบเข้าชั้น ป.1 มาแล้ว ครั้งนี้จึงขอเก็บตกการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 ในโรงเรียนต่างๆ
การสอบคัดเลือกเข้าชั้น ม.1 นั้นโดยปกติก็แยกออกเป็น 2 รอบคือรอบแรกเป็นการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในห้องเด็กพิเศษ หรือ gifted และในรอบของการสอบคัดเลือกแบบธรรมดา ในช่วงปลายเดือนนี้
การสอบในรอบคัดเลือกเข้าห้อง gifted ของโรงเรียนส่วนใหญ่ การสอบจะมีเพียง 3 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษ ซึ่งการออกข้อสอบของโรงเรียนส่วนใหญ่จะใช้ข้อสอบส่วนใหญ่จะต้องใช้ความรู้ขั้นพื้นฐานถึง ม.3 เด็กที่มีความสามารถผ่านเข้าเรียนได้ ก็จะเป็นเด็กที่มีการเตรียมตัวเรียนล่วงหน้า และทำข้อสอบมาเป็นปีๆ ซึ่งโรงเรียนจะได้เด็กที่มีการเตรียมตัวเรียนล่วงหน้าอยู่แล้ว ส่วนเด็กที่เรียนอยู่ในระดับดีตามระดับชั้นที่เรียนก็จะพลาดโอกาสไป นี่คือแนวการศึกษาแบบประเทศไทย นั่นคือ ใครที่เรียนรู้ก่อนจะได้เปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียนรู้ตามระดับจะไม่เก่ง
การสอบคัดเลือกในรอบปกติ จะมีการสอบวิชาหลัก 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ ข้อสอบในชุดดังกล่าวจะมีข้อสอบส่วนใหญ่ที่ใช้จะใช้ความรู้พื้นฐานที่เรียนมามากกว่า ดังนั้นหากพ่อแม่ผู้ปกครองมีจุดมุ่งหมายให้บุตรหลานสอบคัดเลือกเข้าในรอบ gifted หรือโรงเรียนกระแสต่างๆ ต้องมีการวางแผนล่วงหน้ากันเป็น ปี 2 ปีเลยทีเดียว
ครูจา
Feb 22
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับการเรียนจินตคณิตก่อน การเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนที่พัฒนาสมองผ่านการบวกลบคูณหารทางคณิตศาสตร์ โดยการใช้ลูกคิดเป็นสื่อก่อนในช่วงแรก หลังจากที่มีการฝึกฝนจนในที่สุดสามารถถอดลูกคิดออก และคิดคำนวณได้ด้วยการคิดเป็นภาพได้จากสมองซีกขวา
หลังจากทราบแล้วการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนเพื่อพัฒนาสมอง แต่กว่าที่จะสามารถคิดคำนวณเป็นภาพ จะต้องผ่านการฝึกฝนอย่างมีวินัยอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบกันระหว่างเด็ก 2 คน ที่มีหัวปานกลางแต่มีวินัยด้านการฝึกฝน กับเด็กเก่งๆ ที่ไม่ค่อยได้รับการฝึกฝน เด็กที่ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะสามารถพัฒนาตนเองไปในแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมา คือเด็กจะมีความมั่นใจในเรื่องจำนวน มีสมาธิและความแม่นยำในการคิดคำนวณ ในแต่ละข้อ หลังจากที่มีความมั่นใจ ร่วมกับความแม่นยำในการคำนวณ ก็ทำให้ทัศนคติทางคณิตศาสตร์เป็นบวกแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากในการเรียนคณิตศาสตร์ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานที่ดีในการเรียน เมื่อเขาโตขึ้นการเรียนคณิตศาสตร์ที่จะมีเรื่องของการแก้ไขปัญหาโจทย์ต่างๆ ก็ไม่มีปัญหาเรื่องจำนวนมาเกี่ยวข้องอีก ถือว่าเป็นทางเลือกในการปูพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ดีอีกทางเลือกหนึ่งให้กับบุตรหลานด้วย
ครูจา
Feb 10
Posted by malinee on Tuesday Feb 10, 2015 Under กิจกรรม

ทางสถาบันเริ่มเปิด Summer Course ตั้งแต่ 9 มีนาคม– 9 พฤษภาคม 2558 นี้ สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ ครูจิ๋ม 0845273651 คะ
Feb 08
บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่เข้าใจ หรือค่อนข้างอ่อน หลังจากที่ส่งไปเรียนตามสถาบันต่างๆ หลายสถาบันก็ยังไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของบุตรหลาน มักจะมีความคิดที่จะหาครูเพื่อสอนบุตรหลานแบบตัวต่อตัว ก่อนที่จะคิดแก้ปัญหาโดยการหาครูเพื่อมาสอนบุตรหลานแบบตัวต่อตัวนั้น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีไหมว่าบุตรหลานของเรามีความจำเป็นในการเรียนแบบตัวต่อตัวเหมือนเด็กพิเศษหรือ เนื่องจากการเรียนคณิตศาสตร์แบบตัวต่อตัวนั้น มักเหมาะกับการที่เด็กไม่สามารถเรียนรวมกับกลุ่มได้ มีสมาธิอยู่ในช่วงสั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เหมาะกับเด็กที่เป็นเด็กพิเศษ ดังนั้นจึงต้องมีครูพี่เลี้ยงคอยประกบในการเรียนอยู่ค่อนข้างตลอดเวลา
หากบุตรหลานไม่ได้เป็นเด็กพิเศษ การเรียนแบบตัวต่อตัวในมุมมองของครู แทบไม่ได้ส่งผลดีเลยในการเรียนคณิตศาสตร์ ครูเคยเขียนบทความเรื่องที่ว่าทำไมเด็กบางคนไม่สามารถเรียนในกลุ่มใหญ่ได้ (ลองย้อนกลับไปดูได้นะคะ) การที่เด็กบางคนเรียนตามกลุ่มเพื่อนไม่ทัน ไม่ได้หมายความว่าเขาจำเป็นต้องเรียนตัวต่อตัว เพียงแต่ว่าพื้นฐานและทักษะทางคณิตศาสตร์ของเขาไม่ทันกับกลุ่ม เนื่องจากความเข้าใจยังไม่สามารถเข้ากลุ่มที่เรียนไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งการเรียนคณิตศาสตร์ที่เหมาะกับเด็กกลุ่มนี้คือการเรียนที่ไม่ได้ไปพร้อมกันการเรียนเป็นการแบ่งกลุ่มเล็กๆ ที่มีเนื้อหาขึ้นอยู่กับเด็กและทักษะความเข้าใจของเด็กแต่ละคน ครูจะต้องทำความเข้าใจหรืออธิบายเนื้อหาให้กับเด็กก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ต้องปล่อยให้เขาทำแบบฝึกหัดในการแก้ไขปัญหา นอกจากเด็กจะเกิดทักษะ และมีกระบวนการคิดแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แล้วยังเป็นการวัดความเข้าใจในบทเรียนที่ครูสอน ว่าเขามีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้แล้วการเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ จะทำให้เด็กมีสังคม มีเพื่อน คอยกระตุ้นกันเองด้วย การเรียนแบบตัวต่อตัว ผู้ปกครองมักคิดว่าบุตรหลานจะได้รับความรู้ความเข้าใจเต็มชั่วโมง แต่ในทางกลับกันการเรียนคณิตศาสตร์แบบตัวต่อตัว เป็นความจริงที่ครูจะต้องเป็นคนประกบเด็กตลอดเวลา ถ้าเด็กเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจ ก็จะไม่กล้าที่จะเริ่มคิดวิเคราะห์ปัญหาด้วยตนเอง ครูก็จะเป็นฝ่ายที่จะเริ่มชี้นำวิธีคิดให้เขา เช่นเดียวกับเด็กที่เฉื่อย เนื่องจากเป็นเด็กที่เฉื่อยจะไม่พยายามทำอะไรด้วยตนเองอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่มีความพยายามที่จะคิดเมื่อมีคนคอยช่วย กระบวนการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองก็ไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้แล้วยังเกิดปัญหาการเข้าสังคมด้วย เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเป็นลูกคนเดียว โดยปกติก็มีปัญหาการเข้าสังคมอยู่แล้ว หากยิ่งจัดสรรการเรียนให้เป็นแบบตัวต่อตัว นอกจากปัญหายังแก้ไม่ถูกจุดแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปัญหาด้านสังคมเพิ่มขึ้นอีกปัญหาด้วย
ครูจา