Nov 09
จากบทความในครั้งก่อนๆ ที่กล่าวว่าการเรียนจินตคณิตในวัยที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อการเรียนคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกัน
คราวนี้เราจะกล่าวถึงการเรียนจินตคณิตในระดับอนุบาล – ประถมต้น ซึ่งการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนนำกระบวนการคิดคำนวณ นั่นคือการเรียนจินตคณิตจะเป็นการเรียนนำการเรียนในโรงเรียน ให้เด็กๆ ได้รู้จักการบวกเพิ่ม และการหักลบ รวมถึงการนำให้รู้จักเรื่องค่าประจำหลักในวิชาคณิตศาสตร์อีกด้วย นอกจากนี้แล้วหากการเรียนจินตคณิตอย่างต่อเนื่องจะยิ่งทำให้เด็กๆ สามารถที่จะคิดคำนวณได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เมื่อผ่านการบวกลบ จนคล่องแคล่วแล้ว การเรียนในระดับต่อไปคือการคูณ การหาร ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน เด็กที่คุณพ่อคุณแม่ เห็นความสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์ ก็จะเห็นเป็นเรื่องดีที่สามารถเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานของตน แต่หลายๆ ครอบครัวไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเด็กๆ มักรู้สึกว่าการเรียนในโรงเรียนยังง่ายกว่า หากพ่อแม่ผู้ปกครองคล้อยตามเด็ก ก็จะปล่อยให้เด็กๆ หยุดเรียนก่อน รอเวลาจนเด็กได้เจอกับเนื้อหาจริงที่โรงเรียน แล้วจะกลับมาเรียนอีกครั้ง แต่การเรียนจินตคณิตหากเว้นช่วงไปเป็นระยะเวลานาน จนทำให้การเรียนในโรงเรียนนำ ร่วมกับการเรียนจินตคณิตที่หยุดนิ่ง จะทำให้เด็กลืม ทำให้ต้องเริ่มกลับมารื้อฟื้นและฝึกทักษะซ้ำเดิมใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งการเรียนจินตคณิตที่นำโรงเรียน จนเด็กใช้การจินตนาการ ทั้งการบวกลบ คูณหาร แล้ว มันจะติดตัวเขาไปตลอด โดยไม่ลืม สิ่งต่างๆ เหล่านี้สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองนั่นเองที่จะเป็นผู้ที่วางแนวทางให้กับบุตรหลานเอง นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกบุตรหลานให้ได้เรียนรู้กับสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
ครูจา
Oct 28
Posted by malinee on Tuesday Oct 28, 2014 Under เกร็ดความรู้
หลังจากปิดภาคเรียนที่ 1 มา 3 สัปดาห์แล้ว ก็เข้าสู่ช่วงของการประกาศผลการสอบของภาคเรียนที่ผ่านมา อาจมีเด็กหลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวจากเด็กเล็ก (อนุบาล) ที่มีการเรียนไม่เข้มข้นนัก สู่การเรียนในชั้นประถม 1 ที่ต้องมีการเขียนอ่านกันอย่างขะมักเขม้น ต้องยอมรับว่าเด็กๆ ยังต้องการเวลาในการปรับตัวบ้าง แต่เด็กบางคนที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ส่งให้กับสถาบันกวดวิชาต่างๆ ย่อมจะต้องคาดหวังว่าคะแนนสอบน่าจะดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ แต่บางครั้งผลสอบที่ออกมาก็ยังไม่น่าพอใจนัก มักมีคำถามว่าทำไมเราส่งบุตรหลานเรียนแล้วคะแนนยังไม่ดีขึ้น
ก่อนที่จะดูถึงผล เราลองมาย้อนดูที่ต้นเหตุของคะแนนที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก อาจเกิดจากความไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาเรียนมีมากจนต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจำเป็นต้องให้เวลากับเด็กในการเรียนรู้วิธีการหรือเทคนิคที่จะได้จากสถาบันต่างๆ ให้เวลากับครูเพื่อที่จะถ่ายทอดเทคนิค หรือวิธีการต่างๆ ให้กับเด็ก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องให้เวลากับตัวเด็กและ ครูผู้มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ให้เวลากับบุตรหลานในการเรียนรู้ เด็กถูกย้ายที่เรียนบ่อยๆ กลายเป็นว่าต้องเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้สิ่งที่ควรจะได้กลับกลายเป็นคว้าน้ำเหลวไป การส่งบุตรหลานเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในแนววิชาการหรือกิจกรรม ควรให้เวลากับทั้งครูผู้สอน เพื่อถ่ายทอดความรู้ และเด็กๆ ที่จะต้องฝึกฝนวิธีการให้ชำนาญด้วยตัวของเขาเอง
ครูจา
Sep 28
ช่วงนี้เป็นฤดูกาลสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ในปีการศึกษา 2557 หลังจากจบการเรียนในภาคต้น ก็จะเข้าสู่ช่วงของการปิดภาคเรียนเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน คราวนี้ก็ถึงคราวที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องเสาะหากิจกรรมหรือการเรียนเสริมให้กับบุตรหลาน การเริ่มกิจกรรมในช่วงปิดภาคเรียนถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีให้กับบุตรหลาน เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆหรือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานในการเรียนต่อในภาคเรียนที่ 2 ต่อไป
เช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ จินตคณิตก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสนใจเรียนเสริมในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายอันดีในการเริ่มต้น แต่หลายๆ ครอบครัวคิดว่าการเรียนเสริมในช่วงสั้นๆ จะทำให้เด็กๆ มีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดและสามารถต่อยอดกับการเรียนในโรงเรียนได้ โดยใช้เวลาแค่ช่วงปิดภาคเรียนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การเรียนหรือการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ต้องให้เวลา มีการเรียนอย่างต่อเนื่องและมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจึงจะเห็นผลอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกเรียนจินตคณิตในช่วงเวลาสั้นๆ เฉพาะปิดภาคเรียนนั้น ผลสัมฤทธิ์จะยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก ดังนั้นการหากิจกรรมเสริมในช่วงปิดภาคเรียนควรเป็นการเริ่มปูพื้นฐานและเร่งเนื้อหาในช่วงปิดภาคเรียน และ ต่อยอดไปจนถึงช่วงเปิดภาคเรียนต่อไป
ครูจา
Sep 21
จากบทความเมื่อครั้งที่แล้ว ก็มีคำถามมากมายเกี่ยวกับอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ ขอเรียกง่ายๆ ว่า เซ้นส์ทางคณิตศาสตร์ มักมีคำถามมากมายตามมาว่า เราจะสังเกตบุตรหลานได้อย่างไรว่าเป็นเด็กมีเซ้นส์ทางคณิตศาสตร์หรือไม่ วิธีที่ง่ายๆ คือ การสังเกตความสนใจในการเรียนก่อนเป็นอันดับแรก ว่าหากมีโอกาสเขาจะเลือกเรียนอะไรก่อน ซึ่งเซ้นส์นั้นจะทำให้เขามีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้ดี มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบกว่า เด็กในวัยเดียวกัน คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ต้องใช้หลักการ การคิดเป็นระบบ มาวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา แต่การแก้ไขปัญหา ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดเหมือนๆ กัน เด็กที่มีเซ้นส์ทางคณิตศาสตร์ 2 คน อาจคิดโจทย์ปัญหาที่ต่างกัน แต่ให้คำตอบเดียวกันได้ เนื่องจากมุมมองที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างโจทย์การแข่งขันแนวคิดและการแก้ปัญหา คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ป. 3-4 เช่น
น้ำยาล้างจานขวดหนึ่งหนัก 250 กรัม เมื่อใช้ไป 1 ใน 4 ของขวด ปรากฏว่าหนัก 195 กรัม อยากทราบว่าขวดเปล่าหนักกี่กรัม
ตัวอย่างดังกล่าว เด็กที่มีเซ้นส์ทางคณิตศาสตร์จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ มีการใช้ความรู้พื้นฐานทั้งในเรื่องของเศษส่วน และโจทย์ระคนมาใช้ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ และเป็นรูปธรรม จึงสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่การที่เด็กจะมีอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ไม่ใช่ว่าจะพบกันได้ทุกคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ไม่มีเซ้นส์ทางคณิตศาสตร์จะไม่สามารถแก้ปัญหา หรือต้องเรียนคณิตศาสตร์อ่อนเสมอ เขาเหล่านั้นสามารถแก้ไขปัญหา หรือเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีเช่นกัน เพียงแต่ต้องมีการจัดระบบระเบียบการคิดวิเคราะห์ให้ดี และมีการฝึกฝนวิธีการคิดให้เป็นระบบ หรืออาจมีการสอนให้เด็กตีความจากประโยคบอกเล่า
ให้เป็นรูปธรรม และสิ่งที่ต้องมีอย่างเคร่งครัดคือ วินัยในการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เขามีความมั่นใจและมีทัศนคติที่ดีกับการเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ครูจา
Sep 14

ในการเรียนไม่ว่าจะอยู่ในระดับชั้นใด วิชาคณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นมีการทดสอบอัจฉริยภาพกันตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึง 6 ขวบ หลังจากทดสอบอัจฉริยภาพกันแล้วก็จะมีการมุ่งเน้นในด้านของอัจฉริยภาพในตัวเด็กอย่างเต็มที่ ซึ่งอัจฉริยภาพที่ทดสอบก็มีหลายด้าน และอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ด้านนั้น
การที่เด็กมีอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์นั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญและมีการสนับสนุนก็จะทำให้การเรียนของเด็กมีผลสัมฤทธิ์ที่ดี แต่หากไม่ได้รับการสนับสนุน เขาก็จะเรียนได้ตามศักยภาพที่มีอัจฉริยภาพของตัวเขาอยู่ แต่อัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์นั้น ไม่ได้มีกันทุกคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เด็กที่ไม่มีอัจฉริยภาพไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพียงแต่เด็กที่ไม่มีอัจฉริยภาพ จำเป็นต้องมีครูฝึกที่ดี ร่วมกับการมีวินัยในการฝึกฝน ซึ่งครูฝึก ณ ที่นี้หมายถึง ครูผู้สอน เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจในเนื้อหา แล้วยังรวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีหน้าที่ในการฝึกซ้อมให้เด็กๆ ได้มีทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้นได้ ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “พรแสวงฝึกได้” หรือคำว่า “อัจฉริยสร้างได้” เพียงแต่การไม่มีอัจฉริยภาพนั้นทำให้เด็กต้องมีวินัยในการฝึกปรือมากกว่าเท่านั้นเอง
แต่ในทางกลับกันพ่อแม่ผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน นอกจากจะไม่ส่งเสริมอัจฉริยภาพหรือการฝึกฝนให้กับเด็กๆ ยังทำให้ทุกอย่างดูแย่ลงด้วยการปล่อยปละละเลย ปล่อยให้เด็กขาดวินัย แม้แต่การทำการบ้านเลยทีเดียว แบบนี้ถึงตัวเด็กที่มีอัจฉริยภาพได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม อัจฉริยภาพไม่ว่าจะด้านใด ก็สามารถที่จะลดลงและหายไปในที่สุด
ครูจา
Aug 31
ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการสอบคัดเลือกเด็กนักเรียนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนในเครือคาทอลิก คุณพ่อคุณแม่ ส่วนใหญ่ก็มีการวางแผนกันว่าจะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนใด และมีการเตรียมตัวกันเป็นอย่างดี การเตรียมตัวของบุตรหลานที่คุณพ่อคุณแม่จัดสรรขึ้น เช่น การส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนในแนวของการเรียนที่ตรงกับในแนวของโรงเรียนในระดับประถมศึกษา ตัวอย่างเช่น หากเป็นโรงเรียนในแนวคาทอลิก ซึ่งเป็นโรงเรียนแบบเร่งเรียน คุณพ่อคุณแม่ ก็จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลแบบเร่งเรียน เร่งเขียน เร่งอ่าน เพื่อให้บุตรหลานปรับตัวได้เร็วที่สุด
การสอบแข่งขันกันนั้น โรงเรียนส่วนใหญ่มักดูความพร้อมของเด็ก เช่น การฟังคำสั่ง และการเข้าสังคม เนื่องจากเด็กๆ จะต้องก้าวเข้าสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น โดยมีจำนวนครู : เด็ก ที่มีอัตราส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น จากอนุบาลที่มีอัตราส่วน ครู : นักเรียน = 1 : 15 อาจกลับกลายเป็น 1 : 40 – 50 คน ซึ่งแน่นอนเด็กจะต้องสามารถฟังคำสั่งครูประจำชั้น หรือประจำวิชาได้เป็นอย่างดี หากเด็กยังขาดความพร้อม ก็อาจไม่สามารถผ่านเกณฑ์เข้าไปได้ แต่หากเด็กที่มีเส้นสาย พอจะเข้าได้ ก็ส่งผลต่อตัวเด็กว่า อาจทำงานหรือฟังคำสั่งช้ากว่าเพื่อนในห้อง ซึ่งนั่นก็จะเป็นปัญหาการเรียนรู้ตามมา
นอกจากเรื่องของวุฒิภาวะแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ ความรู้พื้นฐาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวมักเกิดกับการเรียนในระดับอนุบาลแบบบูรณาการ ที่มีการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป (ซึ่งจะเหมาะกับโรงเรียนประถมในแบบเดียวกันมากกว่า) แต่เข้าสู่ระดับประถมในแนวโรงเรียนแบบเร่งเรียน ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดกับเด็กทุกๆ คน แต่มักเกิดปัญหากับเด็กที่ปรับตัวยาก ซึ่งมักใช้เวลาในการปรับตัวนาน พ่อแม่ต้องเป็นส่วนช่วยผลักดัน ให้กำลังใจ และคอยช่วยเหลือ (บ้าง) เพื่อให้เขาได้มีพัฒนาการไปพร้อมๆ กับเพื่อนในห้อง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะเกิดผลสำเร็จได้ หากคุณพ่อคุณแม่มีการวางแผนการเรียนของบุตรหลาน โดยพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ และเหนืออื่นใดคือศักยภาพของบุตรหลานด้วย นอกจากครูในโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังมีส่วนที่จะสามารถดึงศักยภาพที่อยู่ในตัวเด็กออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด เปรียบเหมือนการพายเรือที่มี มือพาย 2 อันย่อมไปได้เร็วกว่าที่มีมือพายเพียงมือเดียว แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักผลักให้เรือจ้างทำหน้าที่พายเรือเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พ่อแม่ต้องเป็นพายมือหนึ่งที่คอยควบคุมทิศทางของเรือ ด้วยตนเอง มันน่าจะดีกว่าหากเราช่วยกัน เพื่ออนาคตของเขาเหล่านั้นต่อไป
ครูจา
Jul 20
หลังจากเปิดภาคเรียนกันมาระยะหนึ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงของการเข้าสู่ฤดูสอบกลางภาค หลายๆ ครอบครัวจะเตรียมตัวบุตรหลานอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้เด็กๆ ได้ทบทวนบทเรียน ซึ่งในแต่ละครอบครัวก็จะมีแนวคิดที่แตกต่างกัน บางครอบครัว ก็จะปล่อยให้เด็กๆ เรียนรู้หรืออ่านหนังสือด้วยตนเอง แต่หลายๆ ครอบครัว พ่อแม่จะเป็นผู้ย่อยและคัดกรองเนื้อหาต่างๆ ให้กับบุตรหลาน เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนที่ดี
แนวทางแบบใดที่ดีกว่า หากมองกันจริงๆ การเรียนในบางวิชา เช่น คณิตศาสตร์ ก็เหมือนกับการฝึกให้เด็กมีความมุมานะ พยายาม ในการแก้ปัญหา หากเพียงเรื่องเรียนซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเด็กๆ ยังไม่สามารถที่จะทำได้ เราก็ต้องตั้งคำถามก่อนว่าเราจะสามารถช่วยเขาได้ถึงเมื่อไร และหลังจากที่เราไม่ช่วยเขาแล้ว เขาจะสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองเมื่อใด หากเป็นเช่นนี้ ทำไมเราไม่ใช้วิธีที่ค่อยๆ ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ลองผิดลองถูก เหมือนกับการเดิน ก่อนการเดินเขาจะต้องเรียนรู้ที่จะคืบ คลานและตั้งไข่ตามลำดับ คงไม่มีใครที่ไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าวหรือข้ามขั้นใดขั้นหนึ่งไปได้ การเรียนก็เช่นกัน หากเราทำหน้าที่เป็นโค้ชที่คอยแนะนำ ให้กำลังใจ อยู่ข้างสนามเพื่อคอยชี้นำหรือแนะวิธีการที่ถูกต้องก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เขาได้มุมานะ พยายามด้วยความสามารถของตนเอง ไม่เคยมีโค้ชคนไหนเข้าไปเล่นแทนนักกีฬาเลย โค้ชมีหน้าที่เพียงชี้แนะและฝึกหัดให้มีข้อด้อย น้อยที่สุดเท่านั้น เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่คอบชี้แนะ ให้เขาได้ลองผิดลองถูกและสร้างกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ซักวันเขาก็จะกลายเป็นนักเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดในที่สุด
ครูจา
Jul 07
พอกล่าวถึงการเรียนจินตคณิต ร้อยละ 90 มักมีความเข้าใจว่า การเรียนจินตคณิต เปรียบเหมือนเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ช่วยในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กๆ เนื่องจากผู้ปกครองหลายๆ คนมักส่งบุตรหลานให้เรียนจินตคณิต เมื่อพบว่าบุตรหลานมีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ก่อนอื่นต้องมอง ปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ การอ่าน , การคำนวณ และการตีความ ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในช่วงชั้นแรก (ป.1 – 2) ปัจจัยในการเรียนคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในเรื่องจำนวน หรือเรื่องค่าประจำหลัก เท่านั้น เนื่องจากในช่วงวัยนี้ยังไม่มีการแก้ไขโจทย์ปัญหาเท่าใดนัก เป็นการเรียนรู้เพื่อปูความรู้พื้นฐานเข้าสู่การแก้ไขโจทย์ปัญหาในระดับที่โตขึ้น ซึ่งหากเด็กมีปัญหาในข่วงวัยนี้ การเรียนจินตคณิต เป็นการเรียนที่ตอบโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้อย่างแน่นอน แต่หากเด็ก อยู่ในวัยที่โตขึ้น (ตั้งแต่ ป.3 ขึ้นไป) การเรียนคณิตศาสตร์จะเริ่มมาจากปัจจัย เรื่องการอ่าน หรือ เป็นเพียงปัญหาการตีความ แต่ในเด็กบางคน ที่มีปัญหาเรื่องจำนวน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการไม่ยอมท่องสูตรคูณ หรือความไม่เข้าใจเรื่องการคูณ หรือการหาร หากบุตรหลานประสบปัญหาในการเรียนคณิตศาสตร์ พ่อแม่ผู้ปกครอง จำเป็นต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา และแก้ไข
เราจะทราบได้อย่างไรว่าสาเหตุของปัญหา อยู่ตรงไหน หากเด็กมีปัญหาในเรื่องของการอ่าน เด็กจะมีปัญหากับทุกๆ วิชา ไม่ใช่วิชาคณิตศาสตร์เพียงวิชาเดียว แต่หากเด็กมีปัญหาเพียงวิชาคณิตศาสตร์ ก็ต้องมาดูว่าปัญหาเกิดเพียงอย่างเดียวคือเรื่องของการตีความ หรือมีปัญหาทั้งสองด้าน ทั้งการตีความและการคำนวณ หากเด็กมีปัญหาในเรื่องของการคำนวณ ในความเป็นจริงการแก้ไขในเรื่องของการคำนวณทำได้ไม่ยาก นั่นคือให้เด็กมีการฝึกทักษะ หรือทำแบบฝึกหัดให้มากขึ้น ส่วนการตีความนั้น เราสามารถแก้ได้ด้วยการวาดเป็นภาพในช่วงแรกเด็กยังต้องมีการชี้นำ แต่เมื่อเขามีความเข้าใจ เขาจะสามารถตีความเป็นภาพออกมาได้ชัดเจน และสามารถแก้ไขปัญหาโจทย์ได้อย่างเป็นระบบดังนั้นหากบุตรหลานมีปัญหาในเรื่องของการเรียน อย่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นทัศนคติที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
ครูจา
Jun 29
เคยลองนึกภาพไหม ว่าเราจะสารถทำงานท่ามกลางผับหรือสถานบันเทิงที่มีสิ่งเร้ามากมาย หลายๆ คนคงคิดว่าใครจะไปเพี้ยนนั่งทำงานในสถานที่แบบนั้น หากลองนึกกันดูดีๆ การดูแลเด็กในปัจจุบันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน หลายๆ ครั้งที่เด็กต้องนั่งทำการบ้านท่ามกลางสิ่งเร้า เช่น ทีวี หรือเกมส์ อย่าว่าแต่เด็กๆ จะไม่สามารถจัดการกับสมาธิของตนเองเลย ถึงเป็นผู้ใหญ่เองที่มีวุฒิภาวะ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมสมาธิของตนให้อยู่กับงานได้ตลอดเวลาการทำงาน ท่ามกลางสิ่งเร้าต่างๆ ดังกล่าวได้เช่นกัน
ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีความเอาใจใส่บุตรหลาน เราควรสร้างวินัยเล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าวให้เกิดขึ้นกับตัวผู้ปกครองเองก่อน ไม่ให้สิ่งเร้าต่างๆ อยู่ใกล้ หรืออยู่ในระยะสายตาของเขาที่เขาจะวอกแวกมาได้ และการสร้างวินัยในบ้าน ควรจะเป็นวินัยของทั้งครอบครัว ไม่ใช่ว่าเพียงแค่พ่อ หรือแม่เท่านั้น เมื่อคุณสร้างวินัยกับตัวเองแล้ว นอกจากประโยชน์ในเรื่องของสมาธิจะเกิดกับตัวเด็กๆ แล้ว ยังส่งผลให้เด็กในด้านวินัยอีกด้วย นั่นคือเมื่อเขาเห็นวินัยในบ้าน (ที่มีการจัดระเบียบเรื่องของการสันทนาการในบ้านให้เป็นเวลา) ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่เขาจะจัดเวลาสันทนาการได้อย่างมีระบบระเบียบเช่นกัน
หากเรามัวแต่ห่วงกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพียงชั่วขณะ มันอาจเป็นสัญญาณอันตรายทั้งในแง่ของการเรียนรู้ สมาธิ และ ระเบียบวินัยของเด็กให้เสียไปในที่สุด
ครูจา
Jun 24
Posted by malinee on Tuesday Jun 24, 2014 Under เกร็ดความรู้
หลายๆ คน คงได้ติดตามข่าวที่ว่าเด็กไทยเกินครึ่งไอคิวต่ำ เมื่ออ่านเจาะลึกลงในรายละเอียดไม่ใช่แต่เพียง IQ เท่านั้นที่ต่ำ EQ (ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์)และ AQ (ความพยายามในการแก้ปัญหา) ก็ต่ำด้วย หลายๆ ครอบครัวก็กังวลว่าบุตรหลานเราจะเข้าข่ายดังกล่าวหรือไม่ ก็พากันไปปรึกษาจิตแพทย์ หรือวัด IQ กันเป็นการใหญ่ ส่วนใหญ่คุณหมอก็มักซักประวัติกิจวัตรประจำวันของบุตรหลาน จากคุณพ่อคุณแม่ และแนะนำให้เปลี่ยนหรือปรับพฤติกรรม โดยปรับวิธีการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง หากเรามามองวิธีการเลี้ยงดู หรือการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กในปัจจุบัน ก็อาจจะไม่แปลกใจสักเท่าใดนัก นั่นหมายความว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ประเด็นอยู่ที่วิธีการเลี้ยงดูเป็นหลัก
ข้อผิดพลาดในการเลี้ยงดูในปัจจุบันนี้ เรามักพบว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองรุ่นใหม่ มักมีเวลาในการดูแลบุตรหลานที่จำกัด กิจกรรมทุกอย่างจะทำด้วยความเร่งรีบ ซึ่งปลูกฝังนิสัยของการไม่รู้จักรอคอยให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เด็กใม่มีพัฒนาการทางด้านวุฒิภาวะทางอารมณ์ บางครั้งอาจเป็นเรื่องของรางวัลที่เด็กได้มาอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้ความมานะ พยายามเท่าใดนัก เป็นตัวกระตุ้นให้เด็กไม่มีความพยายามที่จะทำผลงานในชิ้นที่ยากขึ้น ส่งผลถึงการเรียนที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เด็กก็จะไม่มีความพยายามในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่เหมือนกับการเล่นเกมส์ที่มีการแข่งขันกันในกลุ่มเพื่อนเพื่อการเอาชนะ เพียงเพื่อให้ได้คะแนนที่สูงที่สุดในวันนั้น
หากเป็นเช่นนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจต้องลองย้อนมองพฤติกรรมบุตรหลาน ว่าสาเหตุจริงๆ อาจจะเกิดจากข้อผิดพลาดในการเลี้ยงดู ซึ่งเราสามารถปรับปรุง แก้ไข ให้ทุกอย่างดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งจิตแพทย์เลย
ครูจา