Apr 19
เป็นเรื่องที่ดีที่ ผู้ปกครองคอยดูแลเอาใจใส่ในเรื่องเรียนของบุตรหลาน บ่อยครั้งที่หากิจกรรมการเรียนเสริมให้กับบุตรหลานเพื่อเป็นการเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ปีการศึกษาที่สูงขึ้น การส่งเสริมเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่มีความสำคัญคือ ช่วงเวลานั่น หมายถึงวัย และพื้นฐานความรู้ที่เหมาะสมในการส่งเสริมการเรียนในแต่ละช่วงอายุของบุตรหลาน เช่นการเรียนคณิตศาสตร์ ในวัยอนุบาลควรส่งเสริมให้มีทักษะด้านจำนวน (เช่นมากกว่า น้อยกว่า การปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น) การเรียนการสอนในโรงเรียนของเด็กในวัยดังกล่าว จะเน้นเรื่องจำนวนเป็นหลัก ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนการคิดวิเคราะห์หรือการแก้ไขโจทย์ปัญหา ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ว่าจะต้องใช้ปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์แบบใด การเรียนในวัยดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเรียนที่ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลา เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์โจทย์ หากการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้จากการอ่านของผู้สอน เมื่อถึงเวลาที่เขาจำเป็นจะต้องแก้โจทย์ปัญหาด้วยตนเอง เขาจะไม่สามารถอ่านจับใจความ ที่ถูกต้อง ส่งผลให้การวิเคราะห์ก็ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น
แต่ในหลายๆ ครอบครัวที่เด็กโตจนถึงประถมปลาย เมื่อเด็กมีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ มักจะกลับมาเน้นการเรียนคณิตศาสตร์แบบการแก้ไขเรื่องจำนวน ส่วนใหญ่มักหันกลับมาหาการเรียนจินตคณิต ซึ่งเราเคยมีการนำเสนอบทความเก่าๆ ไปแล้วว่า การเรียนจินตคณิตในช่วงของเด็กประถมปลายนั้น การเรียนจะตามหลังการเรียนในโรงเรียน ทำให้เด็กอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับการคำนวณตัวเลขแบบง่าย และเลิกไปในที่สุด การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กประถมปลาย จะเป็นการเรียนที่เน้นการแก้ไขปัญหาโจทย์เป็นสำคัญ
เด็กวัยอนุบาลจนถึงประถมต้น ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์โดยการแก้ไขเรื่องจำนวนควบคู่กับการเรียนภาษาไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนทุกๆ วิชา ส่วนนักเรียนประถมปลาย ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์ในแนวของการแก้ไขโจทย์ปัญหาเป็นหลัก
ดังนั้นหากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องการส่งเสริมการเรียนของบุตรหลาน ควรจะมีการดูเนื้อหาการเรียน และวัยของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ครูจา
Dec 21
เคยได้ยินเรื่องหมาขี้เรื้อนกันบ้างรึเปล่า เรื่องมีอยู่ว่า มีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง หลังจากเป็นขี้เรื้อนแล้ว ก็เฝ้าแต่ย้ายที่นอนไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าที่ที่ตนนอนอยู่นั้น มันสกปรกจึงทำให้ตัวเองคัน จึงเปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆ หวังว่าจะเจอที่นอนที่สะอาดแล้วทำให้มันหลับสบายซักที่ ได้แต่โทษว่าที่นอนไม่สะอาด แต่ลืมย้อนกลับมาดูที่ตนเองว่าจริงๆ แล้วสาเหตุของการคันจริงๆ เป็นเพราะตัวมันเองที่มีปัญหา
จากเรื่องหมาขี้เรื้อนก็เปรียบได้กับการหาที่เรียนของเด็กบางคน บางครั้งปัญหาอาจเกิดจากตัวเด็กเอง เช่น การที่เด็กอาจขาดสมาธิและความตั้งใจ หรือ การที่เด็กขาดการสื่อสารกับครูผู้สอน ซึ่งการสื่อสารกับครูผู้สอนเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจากว่าครูจะได้รู้ว่าเด็กยังติดกับตรงไหน เป็นต้น พ่อแม่ผู้ปกครองก็คอยแต่จะเปลี่ยนที่เรียนไปเรื่อยๆ เผื่อว่าจะสามารถหาที่ๆ เหมาะกับบุตรหลานตนเองในที่สุด แต่บางครั้งเราอาจต้องปรับปรุงหรือสำรวจตัวเราเองบ้าง เพื่อให้บุตรหลานของเราได้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในที่สุด
ครูจา
Nov 09
จากบทความในครั้งก่อนๆ ที่กล่าวว่าการเรียนจินตคณิตในวัยที่แตกต่างกัน จะมีผลต่อการเรียนคณิตศาสตร์ที่แตกต่างกัน
คราวนี้เราจะกล่าวถึงการเรียนจินตคณิตในระดับอนุบาล – ประถมต้น ซึ่งการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนนำกระบวนการคิดคำนวณ นั่นคือการเรียนจินตคณิตจะเป็นการเรียนนำการเรียนในโรงเรียน ให้เด็กๆ ได้รู้จักการบวกเพิ่ม และการหักลบ รวมถึงการนำให้รู้จักเรื่องค่าประจำหลักในวิชาคณิตศาสตร์อีกด้วย นอกจากนี้แล้วหากการเรียนจินตคณิตอย่างต่อเนื่องจะยิ่งทำให้เด็กๆ สามารถที่จะคิดคำนวณได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เมื่อผ่านการบวกลบ จนคล่องแคล่วแล้ว การเรียนในระดับต่อไปคือการคูณ การหาร ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน เด็กที่คุณพ่อคุณแม่ เห็นความสำคัญของการเรียนคณิตศาสตร์ ก็จะเห็นเป็นเรื่องดีที่สามารถเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานของตน แต่หลายๆ ครอบครัวไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเด็กๆ มักรู้สึกว่าการเรียนในโรงเรียนยังง่ายกว่า หากพ่อแม่ผู้ปกครองคล้อยตามเด็ก ก็จะปล่อยให้เด็กๆ หยุดเรียนก่อน รอเวลาจนเด็กได้เจอกับเนื้อหาจริงที่โรงเรียน แล้วจะกลับมาเรียนอีกครั้ง แต่การเรียนจินตคณิตหากเว้นช่วงไปเป็นระยะเวลานาน จนทำให้การเรียนในโรงเรียนนำ ร่วมกับการเรียนจินตคณิตที่หยุดนิ่ง จะทำให้เด็กลืม ทำให้ต้องเริ่มกลับมารื้อฟื้นและฝึกทักษะซ้ำเดิมใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งการเรียนจินตคณิตที่นำโรงเรียน จนเด็กใช้การจินตนาการ ทั้งการบวกลบ คูณหาร แล้ว มันจะติดตัวเขาไปตลอด โดยไม่ลืม สิ่งต่างๆ เหล่านี้สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองนั่นเองที่จะเป็นผู้ที่วางแนวทางให้กับบุตรหลานเอง นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกบุตรหลานให้ได้เรียนรู้กับสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
ครูจา
Aug 10
พ่อแม่ ผู้ปกครอง เมื่อส่งบุตรหลานเรียนพิเศษ ย่อมหวังว่าบุตรหลานของตน ต้องเรียนอยู่ในระดับชั้น หรือมีความรู้เทียบเท่า และสามารถต่อยอดกับสถาบันต่างๆ ได้ทันที
หลายๆ วิชาอาจเป็นเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงของการเรียนคณิตศาสตร์ อาจไม่เป็นเช่นนั้น บางสถาบันที่เป็นการเรียนในกลุ่มใหญ่ จะไม่มีการทดสอบพื้นฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์ สามารถเข้าไปเรียนในกลุ่มได้เลย ในการเรียนดังกล่าวจะไม่มีปัญหาใดๆ หากเด็กนั้นมีพื้นฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ แต่หลายๆ คนที่มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ไม่เป็นไปตามชั้นเรียน จะไม่สามารถเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนในกลุ่มใหญ่ เนื่องจากความรู้พื้นฐานที่ต้องใช้ในการต่อยอดความรู้ไม่เพียงพอ เช่น เด็กๆ จะเรียนเรื่องร้อยละได้ยาก หากไม่มีความเข้าใจ หรือความรู้พื้นฐานเรื่องเศษส่วน และทศนิยม หรือเด็กจะไม่สามารถเข้าใจเรื่องเศษส่วนได้ ถ้าเขาไม่มีความเข้าใจเรื่องการคูณการหาร นั่นเอง ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรติดตามความเข้าใจในบทเรียนของบุตรหลาน โดยการติดตามจากผลการสอบกลางภาค และการสอบย่อยต่างๆ
การเรียนอีกรูปแบบหนึ่ง คือการเรียนในแนวของการปูพื้นฐาน หลายๆ สถาบันเลือกที่จะมีการทดสอบความรู้พื้นฐาน หรือทักษะทางคณิตศาสตร์ก่อน ว่าเด็กอยู่ในระดับใด ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้ง เด็กถูกดันไปเรียนในระดับที่ยากกว่า หรือโตกว่าระดับชั้นจริง และในทางกลับกัน เด็กก็ต้องถูกลดระดับการเรียนลงเพื่อปรับพื้นฐานก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาในระดับจริงได้ ดังนั้นการเลือกสถานที่เรียน ต้องเลือกให้เหมาะกับความรู้พื้นฐานของบุตรหลานด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา และได้ประโยชน์สูงสุด
ครูจา
Aug 03
มักมีข้อสงสัยมากมายกับการเรียนจินตคณิต คำถามหนึ่งที่มักถูกถามบ่อยๆ คือ เมื่อเลิกเรียนแล้วเด็กจะลืมไหม? สิ่งที่ต้องตั้งคำถามกลับไปก่อนที่จะตอบคำถามคือ เขาได้นำมันไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือการเรียนคณิตศาสตร์บ้างหรือไม่ การเรียนจินตคณิตจนถึงขึ้นที่สามารถจินตนาการเป็นภาพลูกคิดได้นั้น เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ในการเรียน แต่เมื่อเด็กเรียนจนสามารถจินตนาการได้คล่องแล้ว ก็เปรียบเสมือนการพกเครื่องคิดเลขล่องหนในหัว ซึ่งไม่มีใครสามารถขโมยมันไปได้ แต่มันก็มีแนวโน้มที่จะเสื่อมได้ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้แบตเตอร์รี่เครื่องคิดเลขเครื่องนี้ไม่เสื่อม หรืออยู่ทนได้ ก็คือการที่เด็กต้องใช้มันทุกๆ วัน เพื่อเป็นการเพิ่มทั้งความแม่นยำและความเร็วให้มากขึ้น แต่ในทางกลับกันหากคุณพ่อคุณแม่ ส่งให้บุตรหลานเรียนจินตคณิต แต่ไม่มีการเชื่อมโยง หรือประยุกต์ให้เด็กได้นำไปใช้ เขาก็จะไม่ได้มีการฝึกฝนแบบเป็นกิจวัตร มันจะทำให้หน่วยความจำในเครื่องลดลงและเสื่อมไปในที่สุด
ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการประโยชน์สูงสุดในการเรียน ซึ่งการเรียนจนิตคณิตเปรียบได้กับการติดอาวุธล่องหนให้กับบุตรหลานแล้ว เพียงแต่สอนวิธีใช้ในช่วงแรก เพื่อให้เขามีความมั่นใจ และเชื่อมความสัมพันธ์กันระหว่างจินตคณิตกับคณิตศาสตร์ เท่านี้ก็เป็นการติดอาวุธสมองให้เจ้าตัวน้อยได้แล้ว
ครูจา
Jul 20
หลังจากเปิดภาคเรียนกันมาระยะหนึ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงของการเข้าสู่ฤดูสอบกลางภาค หลายๆ ครอบครัวจะเตรียมตัวบุตรหลานอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้เด็กๆ ได้ทบทวนบทเรียน ซึ่งในแต่ละครอบครัวก็จะมีแนวคิดที่แตกต่างกัน บางครอบครัว ก็จะปล่อยให้เด็กๆ เรียนรู้หรืออ่านหนังสือด้วยตนเอง แต่หลายๆ ครอบครัว พ่อแม่จะเป็นผู้ย่อยและคัดกรองเนื้อหาต่างๆ ให้กับบุตรหลาน เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนที่ดี
แนวทางแบบใดที่ดีกว่า หากมองกันจริงๆ การเรียนในบางวิชา เช่น คณิตศาสตร์ ก็เหมือนกับการฝึกให้เด็กมีความมุมานะ พยายาม ในการแก้ปัญหา หากเพียงเรื่องเรียนซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเด็กๆ ยังไม่สามารถที่จะทำได้ เราก็ต้องตั้งคำถามก่อนว่าเราจะสามารถช่วยเขาได้ถึงเมื่อไร และหลังจากที่เราไม่ช่วยเขาแล้ว เขาจะสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองเมื่อใด หากเป็นเช่นนี้ ทำไมเราไม่ใช้วิธีที่ค่อยๆ ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ลองผิดลองถูก เหมือนกับการเดิน ก่อนการเดินเขาจะต้องเรียนรู้ที่จะคืบ คลานและตั้งไข่ตามลำดับ คงไม่มีใครที่ไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าวหรือข้ามขั้นใดขั้นหนึ่งไปได้ การเรียนก็เช่นกัน หากเราทำหน้าที่เป็นโค้ชที่คอยแนะนำ ให้กำลังใจ อยู่ข้างสนามเพื่อคอยชี้นำหรือแนะวิธีการที่ถูกต้องก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เขาได้มุมานะ พยายามด้วยความสามารถของตนเอง ไม่เคยมีโค้ชคนไหนเข้าไปเล่นแทนนักกีฬาเลย โค้ชมีหน้าที่เพียงชี้แนะและฝึกหัดให้มีข้อด้อย น้อยที่สุดเท่านั้น เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่คอบชี้แนะ ให้เขาได้ลองผิดลองถูกและสร้างกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ซักวันเขาก็จะกลายเป็นนักเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดในที่สุด
ครูจา
Jul 13
Posted by malinee on Sunday Jul 13, 2014 Under กิจกรรม
นับถอยหลังจากนี้ไปอีก 5 สัปดาห์ จะมีการจัดการแข่งขันคณิตคิดเร็ว ของ PAMA Thailand ซึ่งประกาศรับสมัครทั้งบุคคลทั่วไป และสำหรับเด็กตามวัย ในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2557 นี้ หากท่านผู้ปกครองมีความสนใจ สามารถส่งบุตรหลานเข้าร่วมการแข่งขันได้
ในการแข่งขันคณิตคิดเร็วนั้น ไม่จำเป็นว่าเด็กจะต้องเรียนจินตคณิตมาถึงจะสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่ในความเป็นจริงคือ แนวการแข่งขันในรูปแบบนี้ เหมาะสำหรับเด็กที่ถูกฝึกมาให้คิดแบบต่อเนื่อง โดยไม่ใช้วิธีการจับคู่คิดในใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีดังกล่าวใช้ไม่ได้ เนื่องจากการแข่งขันดังกล่าวทางคณะกรรมการจะใช้ความเร็วและ ความถูกต้องแม่นยำ เป็นตัวตัดสินการแพ้ชนะ แต่หากต้องการเปิดหูเปิดตา พ่อแม่ผู้ปกครองก็สามารถพาบุตรหลานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันและจะได้พบกับกลุ่มเด็กๆ ที่เรียนจินตคณิตที่มีประสิทธิผล เด็กนับร้อย ที่ใช้วิธีการคิดเลขแบบจินตคณิต เพียงชั่วพริบตาก็สามารถหาคำตอบได้เป็นสิบๆ ข้อ
ทางสถาบันก็มีการจัดการซ้อมเพื่อส่งเด็ก ๆเข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อให้เด็กๆ ได้พบกับกลุ่มเพื่อนที่ใช้วิธีการคิดเลขในแบบเดียวกัน ได้มีประสบการณ์ของการแข่งขัน โดยมีความตั้งใจ และ มุ่งมั่นในการฝึกซ้อม ต้องขอขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ ที่เสียสละเวลาอันมีค่า เพื่อสร้างความมุมานะให้กับบุตรหลานด้วยคะ
ครูจา
Jun 29
เคยลองนึกภาพไหม ว่าเราจะสารถทำงานท่ามกลางผับหรือสถานบันเทิงที่มีสิ่งเร้ามากมาย หลายๆ คนคงคิดว่าใครจะไปเพี้ยนนั่งทำงานในสถานที่แบบนั้น หากลองนึกกันดูดีๆ การดูแลเด็กในปัจจุบันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน หลายๆ ครั้งที่เด็กต้องนั่งทำการบ้านท่ามกลางสิ่งเร้า เช่น ทีวี หรือเกมส์ อย่าว่าแต่เด็กๆ จะไม่สามารถจัดการกับสมาธิของตนเองเลย ถึงเป็นผู้ใหญ่เองที่มีวุฒิภาวะ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมสมาธิของตนให้อยู่กับงานได้ตลอดเวลาการทำงาน ท่ามกลางสิ่งเร้าต่างๆ ดังกล่าวได้เช่นกัน
ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีความเอาใจใส่บุตรหลาน เราควรสร้างวินัยเล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าวให้เกิดขึ้นกับตัวผู้ปกครองเองก่อน ไม่ให้สิ่งเร้าต่างๆ อยู่ใกล้ หรืออยู่ในระยะสายตาของเขาที่เขาจะวอกแวกมาได้ และการสร้างวินัยในบ้าน ควรจะเป็นวินัยของทั้งครอบครัว ไม่ใช่ว่าเพียงแค่พ่อ หรือแม่เท่านั้น เมื่อคุณสร้างวินัยกับตัวเองแล้ว นอกจากประโยชน์ในเรื่องของสมาธิจะเกิดกับตัวเด็กๆ แล้ว ยังส่งผลให้เด็กในด้านวินัยอีกด้วย นั่นคือเมื่อเขาเห็นวินัยในบ้าน (ที่มีการจัดระเบียบเรื่องของการสันทนาการในบ้านให้เป็นเวลา) ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่เขาจะจัดเวลาสันทนาการได้อย่างมีระบบระเบียบเช่นกัน
หากเรามัวแต่ห่วงกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพียงชั่วขณะ มันอาจเป็นสัญญาณอันตรายทั้งในแง่ของการเรียนรู้ สมาธิ และ ระเบียบวินัยของเด็กให้เสียไปในที่สุด
ครูจา
Apr 01
ในช่วงของการปิดภาคเรียนแต่ละครั้งนั้น หลายๆ ครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดี่ยว มักส่งบุตรหลานเรียนภาคฤดูร้อนกับทางโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้มีการทบทวนบทเรียนเก่า พร้อมกับการเรียนรู้เนื้อหาล่วงหน้า ในขณะที่บางครอบครัวที่มีญาติผู้ใหญ่อยู่บ้าน อาจเลือกให้เด็กอยู่บ้าน เพื่อให้เด็กได้พักในช่วงปิดภาคเรียน สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กรุ่นนี้ที่แตกต่างจากรุ่นที่เมื่อพ่อแม่ยังเด็กคือ ในช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ยังเด็กนั้น มักมีคุณยาย ซึ่งเป็นแม่บ้านสามารถดูแลบุตรหลานที่บ้านได้ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องส่งบุตรหลานเข้าเรียน ทำให้เด็กๆ มีกลุ่มการเล่นในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้จากประสบการณ์จากรุ่นพี่ รุ่นน้อง เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่รู้ตัว
แต่เด็กรุ่นใหม่ ครอบครัวส่วนใหญ่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานนอกบ้านจึงให้บุตรหลานอยู่กับผู้ใหญ่ (คุณตา คุณยาย หรือ คุณปู่ คุณย่า) พร้อมกับเกมส์หรือทีวีที่บ้าน ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่า ความแตกต่างของวัยที่ต่างกันถึง 2 รุ่นนั้น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยอย่างชัดเจน ทำให้ปฏิสัมพันธ์ที่น้อยลงเนื่องจากความไม่เข้าใจ และความต้องการลดความขัดแย้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตร ก็คือ เด็กๆ ถูกปล่อยให้อยู่กับเกมส์หรือทีวี ตลอดช่วงเช้าจรดเย็น ตลอดระยะเวลาช่วงปิดภาคเรียน ผลที่ตามมาคือ การบ่มเพาะนิสัย ที่เกิดขึ้น 2 แบบคือ เด็กไม่มีสมาธิในการทำงานใด ๆ เนื่องจากสมาธิที่เสียไปกับการจดจ่อกับเกมส์หรือทีวีมากจนเกินไป อีกกรณืคือ เด็กอาจเป็นเด็กที่ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่สามารถจดจ่อทำอะไรให้สำเร็จลุล่วง ปัญหาดังกล่าวนี้ พ่อแม่มักหาวิธีแก้ไข โดยการหากิจกรรมให้บุตรหลานเรียน เพื่อเพิ่มสมาธิ ต้องการให้เด็กนิ่งขึ้น สำหรับกรณีแรก ส่วนกรณีที่เด็กไม่มีความกระตือรือร้น พ่อแม่ผู้ปกครองอาจสังเกตได้ช้ากว่า เนื่องจากเด็กจะดูนิ่ง (ไปเลย)
สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น หากถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นนิสัยของเด็กแล้ว เป็นสิ่งที่แก้ยาก หากแต่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถปรับพฤติกรรมได้บ้าง จากการแยกสื่อ และเกมส์ออกจากเด็กให้ได้มากที่สุด แล้วจึงหากิจกรรมเพื่อเสริม เมื่อเด็กทำกิจกรรม ก็จะมีสมาธิ หรือจดจ่อ ในการทำกิจกรรมอยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ และจะเพิ่มสมาธิมากขึ้น เมื่อกิจกรรมดังกล่าวนั้นยากขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
ครูจา
Feb 20
ทัศนของผู้ปกครองหลาย ๆ คนที่ส่งบุตรหลานมาเรียนจินตคณิตส่วนใหญ่มุ่งหวังให้บุตรหลานมีการคิดคำนวณที่รวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเนื่องจากการทำการตลาดการตลาดของสถาบันการสอนจินตคณิตเกือบทุกแห่งมักเน้นเรื่องความเร็วในการคิดคำนวณ นอกจากนี้ยังมีการจัดการแข่งขันคณิตคิดเร็วกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ถ้าเด็ก ๆ ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง ที่ต้องให้เวลากับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาเรื่องความเร็วและความแม่นยำ แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้และฝึกฝนมีมากขึ้น เมื่อเทียบกับเวลาที่เด็ก ๆ มีอยู่ ทำให้การฝึกฝนของเขาต้องมีการจัดสรรเวลาให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว
นอกจากเรื่องของเวลา(ของการฝึกฝนที่ต้องแบ่งไปให้กับการเรียนที่มาก) แล้ว ธรรมชาติของเด็กที่ถูกอบรมเลี้ยงดู หรือสิ่งแวดล้อมของเด็ก หล่อหลอมให้เด็กแต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คงหนีไม่พ้นกระต่ายกับเต่า ซึ่งธรรมชาติของกระต่ายก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าเป็นสัตว์ที่มีความว่องไวมากเมื่อเทียบกับเต่า ดังนั้นหากเด็กที่ถูกเลี้ยงมาให้เป็นเด็กที่ทำงานทุกชิ้นอย่างประณีต มักใช้เวลากับงานแต่ละชิ้นเป็นเวลานาน หรือใช้เวลากับงานแต่ละอย่างแบบช้า ๆ การฝึกให้คิดเลขเร็ว ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของเด็กคนนั้น แต่เมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ถูกกระตุ้นให้ใช้เวลากับการทำงานแบบเร็ว ๆ การคิดเลขเร็วก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา หากเด็กได้รับการฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอจะทำให้เขาคิดเลขได้เร็วและแม่นยำ แต่ในทางตรงกันข้ามหากเด็กไม่ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่เกิดคู่กันกับความเร็วคือความผิดพลาด เมื่อเทียบกับเด็กที่ช้ากว่าแต่มีความรอบคอบ และแม่นยำมากกว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าการที่จะฝึกให้เด็กเน้นแต่ความเร็วเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ที่เด็กหลาย ๆ คนที่ได้ฟังเรื่องนี้มักอยากเป็นเต่าที่มีมานะอดทนมากกว่าการเป็นกระต่ายที่มีแต่ความประมาท
หากเรามองถึงเรื่องเส้นชัย นั่นคือการที่เด็กสามารถสร้างศักยภาพของสมองทั้งสองด้าน ผ่านการคิดคำนวณ ก็ถือเป็นผลสำเร็จที่น่าชื่นชม
ครูจา