Jul 10
วันนี้ครู
มีเรื่องเล่าอีกแล้ว เรื่องมีอยู่ว่ามีเด็กแฝดคู่หนึ่งที่ถูกเลี้ยงด้วยพี่เลี้ยงคนละคนกัน แฝดผู้พี่ไม่มีปัญหาการเรียนใดๆ เลย ในขณะที่แฝดผู้น้องไม่ว่าจะมีการประเมินผลอย่างไร ไม่เคยได้คะแนนไล่เลี่ยกันซักที ซ้ำร้ายล่าสุด แฝดผู้น้องไม่สามารถผ่านเกณฑ์การประเมิน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เป็นลูกฝาแฝดจากพ่อแม่เดียวกัน
คราวนี้เรามาวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้ผลการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เราสามารถตัดปัจจัยหลักเรื่องพันธุกรรมได้อย่างแน่นอน คราวนี้เรามาพิจารณาที่สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เนื่องจากการดูแลเด็กทั้งสองคนที่แตกต่างกันของพี่เลี้ยงแต่ละคน กลายเป็นปัจจัยหลักของการเรียนรู้ (ณ ที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์) ที่แตกต่างกันของทั้งคู่
ก่อนอื่น จะกล่าวถึงเนื้อหาการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ใน ประถม 1 ก่อน การเรียนยังไม่มีการคิดวิเคราห์โจทย์ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เตรียมความพร้อมทางด้านภาษาก่อน เด็ก ๆ ทุกคนจะต้องเรียนรู้เรื่องการนับเพิ่ม นับลด แบบรูป ความสัมพันธ์ ซึ่งมีเพียงแต่เรื่องของการคำนวณเท่านัน ซึ่งเด็กๆ ที่ถูกปูพื้นฐานทางด้านจำนวน หรือการคำนวณ จะไม่มีปัญหาในการเรียนในชั้น ป.1 แต่เมื่อขึ้น ป.2 การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีการคิด วิเคราะห์ โจทย์มากขึ้น ให้เด็กๆ วิเคราะห์ว่าต้องใช้วิธีใดในการแก้ไขโจทย์ปัญหาดังกล่าว และการวิเคราะห์โจทย์ก็จะซับซ้อนมากขึ้นๆ เมื่อเรียนในระดับที่สูงขึ้น
หลังจากที่เรามองเห็นภาพรวมของการเรียนคณิตศาสตร์แล้ว เราย้อนกลับมาดูสิ่งที่แตกต่างของพี่น้องฝาแฝดคู่ดังกล่าว แฝดผู้พี่ มีพี่เลี้ยงที่เมื่อมีปัญหาในการแก้โจทย์ จะมีการติดต่อกับครูที่สถาบัน เพื่อขอคำชี้แนะ หรือวิธีการสอน โดยทางสถาบันย้ำว่าต้องให้ตัวเด็กเป็นผู้คิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง ส่วนแฝดผู้น้อง เนื่องจากถูกเลี้ยงอยู่กับคุณยาย ซึ่งมีทีวีเป็นเพื่อน เมื่อน้องกลับจากโรงเรียน กิจกรรมทุกอย่างรวมไปถึงการบ้านก็อยู่หน้าทีวี เมื่อทำการบ้านช้า หรือคำที่เด็กๆ มักอ้างนั่นคือ “หนูทำไม่ได้” พี่เลี้ยงกลัวว่าจะไม่มีการบ้านส่งในวันที่กำหนด จึงคิดและวิเคราะห์โจทย์ หรือบางครั้งก็บอกคำตอบให้กับตัวน้องเลย สิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่น้องจะค่อยๆ มีกระบวนการในการฝึกประสบการณ์ในการคิด และวิเคราะห์โจทย์จากการบ้าน (ซึ่งถือเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เรียนในแต่ละวัน) ก็ขาดไป เมื่อสอบวัดความรู้ ก็ไม่มีทางที่เค้าจะสามารถคิด วิเคราะห์โจทย์ได้เลย และเมื่อนานวันเข้า สิ่งที่เค้าต้องฝึกมันยากขึ้นเรื่อยๆ การประเมินผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะกลายเป็นปมที่ส่งผลให้เกิดทรรศนะคติที่ในเชิงลบต่อการเรียนในที่สุด
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็น่าจะพอสรุปได้แล้วว่า พันธุกรรม ส่งผลต่อการเรียนรู้ก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรจะมีการดูแล เอาใจใส่ในเรื่องการเรียนของบุตรหลานอย่างสมเหตุสมผล และมีขอบเขต เพื่อประโยชน์ของตัวบุตรหลานของท่านเอง
ครูจา
Jun 12
แนวโน้มเด็กไทยในยุคสังคมก้มหน้า เนื่องจากหลายๆ ครอบครัวที่เป็นครอบครัวขยาย เด็กกลายเป็นศูนย์กลางของครอบครัว อยู่กับลุง ป้า น้า อา ทุกคนจะแห่แหนกันดูแล เอาใจเด็กอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากทำอะไรก็ได้ในบ้าน ซึ่งเกินความพอดี จนบ่มเพาะนิสัยที่เฉื่อย เหม่อลอย เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีความพยายามหรือกระตือรือร้นในการทำอะไรให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง เขาจะไม่มีการลองผิดลองถูก ไม่มีประสบการณ์ของความล้มเหลว รวมไปถึงไม่มีประสบการณ์ของความสำเร็จด้วยเช่นกัน เนื่องจากการทำอะไรก็ต้องมีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา
สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ดาบสองคม แต่เป็นดาบเพียงด้านเดียวที่ทำร้ายเด็กโดยตรง เนื่องจากเด็กๆ จะไม่มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทุกอย่างที่รู้เกิดจากการป้อนข้อมูลที่สำเร็จแล้วทั้งสิ้น ไม่มีการคิดวิเคราะห์เหตุผล ไม่มีการฝึกทักษะทางด้านการควบคุมอารมณ์ เนื่องจากทุกอย่างที่ได้มา ได้มาอย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาในการรอคอย ขาดการฝึกทักษะด้านการเข้าสังคม เด็กกลุ่มนี้จะมีเพื่อนช้า หรืออาจไม่มีเลย ไม่ถูกฝึกให้รู้จักความผิดหวัง และสุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ข้างต้นจะส่งผลแย่ลงอย่างรวดเร็วถ้ามีตัวกระตุ้นจากการส่งเทคโนโลยีให้กับเขาเหล่านั้น หากไม่ต้องการทำร้ายบุตรหลานที่เรารัก เราจำเป็นต้องปรับวิธีการเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยให้เค้ามีความทักษะรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยให้เค้าได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ให้รู้จักการรอคอย รู้จักความผิดหวัง รู้จักใช้เหตุและผล ไม่ใช่การเรียนรู้ผ่านจออย่างแท๊ปเล็ค มือถือ หรือทีวี ที่ได้แต่ความพึงพอใจของเด็กเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
ครูจา
May 29
ในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ทำให้โลกดูแคบลง วิวัฒนาการรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ มีการแผ่ขยายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว การเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดนส่งผลให้การใช้เวลาในการหาข้อมูล การติดต่อสื่อสารได้แม่นยำและรวดเร็ว แต่ในทางกลับกัน การรับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เราให้เวลาในการศึกษาถึงผลดี ผลเสียน้อยเกินไปจนทำให้เกิดผลเสีย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ เกมส์
เกมส์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มของเด็กในยุคปัจจุบัน คือเกมส์ที่ผู้เล่นมักเป็นตัวทำลายล้าง หรือ โจรปล้นธนาคาร ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหนีตำรวจ หรือแม้กระทั่งการยิงตำรวจเพื่อให้ได้แต้มมา ในเกมส์จะสอนวิธีการปล้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเด็กได้เริ่มเล่น ในช่วงแรกจะเป็นการเรียนรู้วิธีเล่นจนรู้สึกสนุก จนเกิดการหล่อหลอมจนเด็กเป็นเด็กที่ก้าวร้าวโดยไม่รู้ตัว พ่อแม่ผู้ปกครองก็ปล่อยปละละเลย เพราะถือว่าเป็นเพียงเรื่องในเกมส์ จนกระทั่งการหล่อหลอมนานวันเข้า จนความก้าวร้าวกลายเป็นนิสัยของเด็กโดยที่พ่อแม่หลายๆ ครอบครัวไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ไม่สามารถดึงเด็กออกจากเกมส์ได้ ไม่สามารถใช้เหตุผลกับเค้าได้ ก็ได้แต่มานึกเสียใจกับการหาเพื่อน (ผู้ก้าวร้าว) ให้กับลูกในวันที่ผ่านมา
อย่าให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับครอบครัวของใครเพิ่มขึ้นอีกเลย มิฉะนั้นสังคมเมืองไทยจะกลายเป็นสังคมแห่งความก้าวร้าว เห็นแก่ตัว ในอนาคตอันสั้นไม่นาน
ครูจา
Oct 11
หลังจากปิดภาคเรียนกันมาซักระยะหนึ่งแล้ว เราจะพักเรื่องการเรียนไว้ซักระยะหนึ่ง แต่คราวนี้เราจะกล่าวถึงพฤติกรรมของเด็กในช่วงปิดเทอม หลายๆครอบครัวในช่วงปิดภาคเรียนเลือกที่จะให้เด็กๆหยุดอยู่กับบ้านเพื่อเป็นการพักผ่อน พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนปล่อยเด็กให้อยู่กับเกมส์ โดยไม่ได้สอดส่องว่าเด็กเล่นเกมส์ประเภทไหน ปล่อยให้เด็กอิสระอยู่กับเกมส์เป็นเวลานาน ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ก็จะเป็นเกมส์การแต่งตัว แต่งหน้าตุ๊กตา แต่สำหรับเด็กผู้ชายเกมส์ที่เด็กๆ นิยมเล่นก็ไม่พ้นเกมส์การต่อสู้ ซึ่งการจะเอาชนะในเกมส์มักใช้ความรุนแรง เด็กๆ จะถูกหล่อหลอมโดยไม่รู้ตัวว่าการใช้กำลังเป็นสิ่งที่ทำให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ จนทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว เมื่อเข้าสังคมในโรงเรียนก็จะใช้ความรุนแรงกับเพื่อนๆ จนไม่มีใครต้องการจะเล่นด้วย ในที่สุดก็ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เมื่อเค้ารู้สึกโดดเดี่ยว ยิ่งส่งผลให้มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจโดยใช้ความรุนแรงมากขึ้น ปัญหาดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นเราจึงควรป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว โดยจำกัดเวลา และเลือกประเภทของเกมส์ให้กับบุตรหลานเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงหรือพฤติกรรมก้าวร้าว
ครูจา
Sep 13
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงของฤดูการสอบปลายภาคอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านพ้นการประกาศผลการเรียนกลางภาคที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างผู้ปกครอง 2 กลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างกัน คือ กลุ่มแรกสอนให้บุตรหลานเดาข้อสอบเพื่ออย่างน้อยให้ได้คะแนนมาบ้าง แต่อีกกลุ่มสอนให้บุตรหลานเว้นข้อที่ทำไม่ได้ หรือส่งกระดาษเปล่า เพื่อเป็นการแจ้งให้ทั้งครูและพ่อแม่ผู้ปกครองได้ทราบว่าตนเองเรียนไม่รู้เรื่อง แล้วคุณผู้ปกครองทั้งหลายคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ
ครูจา
Aug 23
ควันหลงหลังจากประกาศผลการสอบกลางภาค ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียต่อเด็กในแต่ละกลุ่ม
เรามาพิจารณาถึงผลดีก่อน เด็กในกลุ่มที่ส่งสัญญานการต้องการความช่วยเหลือ ผู้ปกครองในกลุ่มนี้ควรจะไม่ควรจะละเลยสัญญานที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือโดยการกำจัดสิ่งที่ยังติดค้าง หรือความไม่เข้าใจให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้เขาได้ก้าวเดินต่อไปในระดับที่ยากขึ้น อย่าปล่อยให้เด็กเก็บสะสมความความไม่เข้าใจมากขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขได้
ส่วนกลุ่มที่ส่งผลเสีย ก็ได้แก่ กลุ่มที่มักนำผลการเรียนของบุตรหลานไปเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมชั้น การเปรียบเทียบกันในชั้นเรียนไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การเปรียบเทียบในกลุ่มดังกล่าวมักต้องการให้บุตรหลานของตนเองไม่เพียงแต่อยู่ในระดับต้นๆ เท่านั้น แต่ต้องการให้บุตรหลานเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ซึ่งในการสอบแต่ละครั้ง ไม่เพียงแต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ยังรวมถึงความพร้อมในเรื่องของสมาธิในวันนั้น ๆ ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นในเด็กกลุ่มนี้คือ การถูกส่งไปเรียนในสถาบันต่างๆ อย่างหนัก เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่หนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการ แต่เมื่อใดที่ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง เด็กๆ ก็จะต้องถูกเปลี่ยนที่เรียนหรือเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเหล่านั้นขาดความสดใส ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เนื่องจากถูกป้อนความรู้จนเคยชิน จนกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่มีความพยายามทำสิ่งต่างๆ ไม่กล้าลองผิดลองถูกในสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การต่อต้านการเรียนอย่างเงียบๆ มีหน้าที่ไปเรียน แต่ไม่ได้ตั้งใจ หรือมีสมาธิอยู่กับการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนใดๆ
ดังนั้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เราผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองควรเปลี่ยนทรรศนคติที่ต้องการให้บุตรหลานเป็นที่หนึ่ง มาร่วมกันปลูกฝังให้เขาได้ตระหนักและรู้จักทำหน้าที่ในเรื่องการเรียนให้ดีที่สุด น่าจะทำให้เขามีความทรงจำที่มีความสุขในช่วงวัยเรียนของเขาตลอดไป
ครูจา
Jun 14
หลังจากโรงเรียนเปิดเทอมมาได้ประมาณ 1 เดือน เด็กๆ เริ่มจะสามารถปรับตัวให้เข้าที่เข้าทางกับการเรียนในปีการศึกษาใหม่ ทั้งเนื้อหาที่ลึกขึ้น เนื่องจากเด็กหลายๆ คนใช้ช่วงเวลาปิดเทอมในการทบทวนเนื้อหาเก่า และเรียนเสริมกับเนื้อหาใหม่ที่จ้ะต้องเจอ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่จะต้องใช้เวลาในการฝึกทักษะ และเรียนรู้เนื้อหาใหม่เพื่อให้เข้าใจ ก็จะใช้เวลาในการปรับตัวไม่นานนัก แต่สำรหับน้องๆ ที่ในช่วงปิดเทอมไม่ได้ทบทวน หรือฝึกทักษะเพิ่มเติม คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องให้เวลาในการรื้อฟื้นความทรงจำกันนิดหน่อย แต่ในบางกรณีเด็กมุ่งเรียน และฝึกทักษะในช่วงปิดเทอมจนมีทักษะที่ดีขึ้น แล้วไม่มีการฝึกแบบฝึกหัดอย่างต่อเนื่องในช่วงเปิดเทอม หรือถูกปล่อยปละละเลย อาจทำให้หลงลืมและอาจทำให้เสียประโยชน์ในช่วงของการเรียนในช่วงปิดเทอมก็เป็นไปได้
การเรียนคณิตศาสตร์ เปรียบเหมือนการเล่นกีฬาของนักกีฬา ซึ่งมีอยู่ 2 ระยะ คือ ระยะของการเริ่มเป็นนักกีฬาใหม่ การฝึกซ้อม จุดประสงค์เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และฝึกเทคนิค ส่งนอีกระยะก็คือ การเป็นนักกีฬาเมืออาชีพ การฝึกซ้อมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องฝึก จุดประสงค์เพื่อฟิตร่างกายให้คล่องตัว และพร้อมใช้เทคนิคที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ให้นำออกมาใช้ได้ตลอดเวลา คณิตศาสตร์ก็แบ่งเป็น 2 ช่วงเช่นกัน นั่นคือช่วงของการขึ้นบทเรียนใหม่ ต้องมีการฝึกใช้ทักษะให้เกิดความชำนาญ ส่วนในระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการวนกลับมาเรียนซ้ำ เพื่อให้เด็กได้เกิดการประยุกต์ใช้พื้นฐานความรู้ที่เรียนมา ซึ่งหมายความว่าการเรียนคณิตศาสตร์จะประสบความสำเร็จได้นอกจากจะอาศัยความเข้าใจแล้ว ยังต้องมีการประยุกต์ใช้ประสบการณ์นั่นเอง
ครูจา
May 03
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดแนวโน้มของเด็กก็เปลี่ยนไป นั่นคือในปัจจุบันเราจะพบว่าเด็กมีแนวโน้มเป็นเด็กพิเศษกันมากขึ้น ครั้งนี้จะขอกล่าวถึงกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองสงสัยว่าบุตรหลานเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือไม่
เนื่องจากแนวโน้มของเด็กในปัจจุบันที่มีมากขึ้นที่เกิดภาวะสมาธิสั้นนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆคน ก็มีความกังวลว่าบุตรหลานของตนเองจะเข้าข่ายสมาธิสั้น จึงมีการปรึกษา หากไปปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร เนื่องจากแพทย์จะสามารถแนะนำวิธีการปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูของพ่อแม่ร่วมกับการใช้ยา พร้อมกับการติดตามผล เป็นระยะ และมีการปรับขนาดของยาตามอาการ แต่ในหลายๆ รายไม่ปรึกษาแพทย์แต่ซื้อยามาให้บุตรหลานรับประทานเอง เพื่อหวังว่ายาจะสามารถปรับสมาธิของบุตรหลานของตน โดยไม่ผ่านการวินิจฉัยของแพทย์ เนื่องจากแพทย์จะใช้ยาในเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น การให้ยาดังกล่าวกับเด็กนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาประเภทใด จะต้องวินิจฉัยจากน้ำหนักตัว และความรุนแรงของอาการเป็นสำคัญ และยาประเภทดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท ซึ่งผลที่ได้คือเด็กนิ่งขึ้น เนื่องจากยาไปกดระบบประสาท ดังนั้นในการใช้ยาในเด็กควรได้รับการเห็นชอบหรือสั่งจ่ายจากแพทย์จะปลอดภัยกว่า ซึ่งในบางราย เด็กอาจ เป็นเด็กที่ซนตามธรรมชาติ แต่เพียงเพื่อต้องการให้เด็กมีสมาธิ หรือนิ่งในการเรียนในห้องเรียน จึงใช้ยาเป็นตัวช่วย สิ่งที่ตามมาจะไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป
ครูจา