May 09
จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เลขาฯมูลนิธิชัยพัฒนา ระบุ มหาวิทยาลัยทุกแห่ง ควรศึกษาต่อยอดโครงการพระราชดำริที่มีอยู่ ใกล้พื้นที่ใดก็เข้าไปที่จุดนั้น หากจัดระบบให้ดี นักศึกษาจะเป็นพลังมหาศาลในการช่วยเหลือชุมชนทั่วประเทศ…
จาก การระดมความคิดเห็นแนวทางเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับชุมชน โดยมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งมีผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ตัวแทนภาคเอกชน กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศึกษาดูงานที่อ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี นั้น
ทาง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยสอนหนังสือแต่ในห้องเรียน ขณะที่เรามีศูนย์ศึกษาธรรมชาติตามแนวพระราชดำริเกือบครบทุก จังหวัด หากมหาวิทยาลัยนำนักศึกษาเข้าหาชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยที่คณะใดมีความเชี่ยวชาญด้านใด ก็ลงไปช่วยเหลือชุมชนด้านนั้น ขณะนี้เรามีนักศึกษาหลายแสนคน หากจัดระบบให้ดี จะเป็นพลังมหาศาล นอกจากนี้ หลายมหาวิทยาลัยต้องการจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้โครงการพระราชดำริ โดยมีม.แม่โจ้และนิด้า เริ่มทำ แต่ต้องใช้เวลาหลายปี ซึ่งตนเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรศึกษาต่อยอดโครงการพระราชดำริที่มี อยู่ ใกล้พื้นที่ใดก็เข้าไปที่จุดนั้น สุดท้ายจะถึงจุดอิ่มตัว ที่สามารถจัดตั้งเป็นหลักสูตรประจำได้
ด้านดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการวิทยาลัยชุมชน กล่าวว่า นักศึกษาวิทยาลัยชุมชนส่วนใหญ่คือคนวัยทำงานในชุมชนนั้น สามารถช่วยเหลืองานมูลนิธิปิดทองหลังพระได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาที่พบคือ ดัชนีชี้วัดเป็นปฏิปักษ์กับหลักสูตรที่ใช้ความรู้ชุมชน โดยเมืองไทยเสพติดตัวชี้วัดอย่างไม่ลืมหูลืมตา เราจำเป็นต้องยกเลิกตัวชี้วัดที่ทำลายวิทยาลัยชุมชน เช่น การกำหนดว่าต้องเรียนในห้องเรียนกี่ชั่วโมงจึงคิดหน่วยกิตให้ หรือผู้สอนต้องมีวุฒิปริญญาโทและเอก จึงเข้าเกณฑ์ประเมิน หากไม่ยกเลิกตัวชี้วัดที่เหลวไหล สังคมไทยจะไม่ได้อะไรเลยจากวิทยาลัยชุมชน ม.ราชภัฏ และม.เทคโนโลยีราชมงคล
ขณะที่นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่จะเป็นหลักในการช่วยเหลืองานด้าน พัฒนาชุมชนคือนายอำเภอ แต่ไม่สามารถทำงานเต็มตัวได้ คนที่เหมาะสมน่าจะเป็นปลัดอำเภอ ที่ทำงานร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด พัฒนากรจังหวัด แต่ปัญหาที่พบคือ ข้อจำกัดของภารกิจดังกล่าว ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดในการประเมินผลงานข้าราชการ หากกำหนดชัดเจน จะเป็นการเปิดช่องให้หน่วยงานคัดเลือกคนที่เหมาะสมลงไปทำงาน ได้คล่องตัวมากขึ้น
ส่วนศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และประธานมูลนิธิปิดทองหลังพระ กล่าวว่า ตนทราบดีถึงข้อจำกัดของคนทำงานดังกล่าว และจะหารือกับนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ซึ่งกพร.ก็เข้าใจดีถึงเงื่อนไขดังกล่าวและพยายามหาทางแก้ไข อยู่
May 04
Posted by malinee on Wednesday May 4, 2011 Under ข่าวการศึกษา
จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธ ที่ 04 พฤษภาคม 2554
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสุดท้าย เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนงบประมาณขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2555-2561) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประสบความสำเร็จ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ กรอบวงเงินงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาฯ ในปี 2555 ตามนโยบายเร่งด่วน 10 ประการ จำนวน 15,839.956 ล้านบาท และแผนงบประมาณขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาฯ ในปี 2555-2561 จำนวน 371,598.379 ล้านบาท ทั้งนี้การที่ ครม.ได้ให้ความเห็นชอบอนุมัติงบฯ ดังกล่าว จะเป็นหลักประกันว่าการปฏิรูปการศึกษาฯ ต้องเดินหน้าต่อไป โดยได้มีการวางระบบไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แผนงบฯ บุคลากร และการบริหารจัดการ
รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในหลักการเรื่องการขอรับจัดสรรงบฯเพิ่ม เพื่อปรับอัตราค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัย สำหรับปีงบฯ 2554 งบฯกลาง รวม 572.12 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. อนุมัติวงเงินเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายพนักงานมหาวิทยาลัยที่จ่ายค่าตอบแทนด้วยเงินงบฯ ของสถาบันอุดมศึกษา ที่เป็นส่วนราชการและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ในอัตรา 5% ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย. 54 จำนวน 397.21 ล้านบาท แบ่งเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 14 แห่ง จำนวน 239.66 ล้านบาท มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ 15 แห่ง จำนวน 102.02 ล้านบาท มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) 50 แห่ง จำนวน 55.53 ล้านบาท และ 2. อนุมัติวงเงินเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายพนักงานมหาวิทยาลัยที่จ่ายค่าตอบแทนด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ในอัตรา 5% ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย. 54 จำนวน 174.91 ล้านบาท แบ่งเป็น มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ 15 แห่ง จำนวน 93.03 ล้านบาท มรภ. และ มทร. 50 แห่ง จำนวน 81.88 ล้านบาท นอกจากนี้ตนยังได้เสนอแต่งตั้ง นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ศธ. ด้วย.
Mar 29
Posted by malinee on Tuesday Mar 29, 2011 Under ข่าวการศึกษา
จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม 2554
นายอร่าม มากระจัน ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์งานคุรุสภา เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 เม.ย. 2554 นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จะร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดประชุมด้านกฎหมายการศึกษาที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อครูจะได้สะท้อนความคิดเห็นในการประกอบวิชาชีพ และความต้องการที่จะให้คุรุสภาผลักดันความก้าวหน้าอย่างไร เพื่อเสนอต่อ รมว.ศึกษาธิการและรัฐบาลต่อไป
นายอร่าม กล่าวต่อไปว่า สำหรับการสมัครสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการครูที่กำลังดำเนินการในขณะนี้ ปรากฏว่ามีผู้มายื่นขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นจำนวนมาก ซึ่งคุรุสภาไม่สามารถออกใบอนุญาตฯ ฉบับจริงให้ได้ทั้งหมด จึงได้ออกหนังสือรับรองสิทธิให้ไปใช้สมัครก่อน โดยมีอายุใช้ได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันออกหนังสือรับรองสิทธิ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ถือหนังสือรับรองสิทธิแบบเดิมที่คุรุสภาออกให้ก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ได้ระบุวันหมดอายุ ก็ขอย้ำว่าจะสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 พ.ค. 54 เท่านั้น หากพ้นกำหนดถือว่าผู้นั้นขาดคุณสมบัติในการประกอบวิชาชีพ จึงขอให้ผู้ถือหนังสือรับรองสิทธิเดิมเร่งติดต่อขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมายังคุรุสภาตามวันและเวลากำหนดด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันคุรุสภามีสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพกว่า 850,000 คนแล้ว ดังนั้นต่อจากนี้งานประชาสัมพันธ์จะต้องมีบทบาทมากขึ้น เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ครูได้รับรู้อย่างทั่วถึง.
Dec 16
วันที่ 9 ธ.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาโครงการ “สำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา เด็กไทยปี 2554” ซึ่งกรมสุขภาพจิตร่วมกับกรม พินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน ดำเนินการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยจำนวนประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศ ว่า ข้อมูลจากหนังสือของ Lynn ปี 2006 ได้ทำการสำรวจ IQ ของเด็กทั่วโลก พบว่า IQ ของเด็กไทยอยู่ที่ประมาณ 91 จัดอยู่ในระดับที่ 53 จาก 192 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่ำกว่าระดับ IQ ของเด็กในประเทศอื่นๆในเอเชีย เช่น เด็กในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย นอกจากนี้ยังพบว่า ตั้งแต่ปี 2002-2006 อันดับ IQ ของเด็กไทยแทบจะไม่มีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ระดับ IQ ของเด็กเพิ่มจาก 103 ในปี ค.ศ.2002 เป็น 108 ในปี ค.ศ. 2006 ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อนำระดับ IQ แสดงผลเป็นกราฟรูประฆังคว่ำ พบว่า IQ ที่ระดับ 91 ของเด็กไทย มีแนวโน้มที่จะเอียงไปทางซ้ายของกราฟ ซึ่งเป็นด้านที่ตรงข้ามกับระดับการแปรผลที่ฉลาดกว่า รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า จากการศึกษาของ นพ.อีริค อาร์ แคนเดล จิตแพทย์รางวัลโนเบลในปี 2553 พบว่า การเรียนรู้ ความรู้ ความจำ ความคิด อารมณ์ สติปัญญา เกิดจากการที่เซลล์สมองแตกกิ่งมาเชื่อมต่อกันเป็นวงจร สมองส่วนที่มีการจัดระเบียบใยประสาทจะเพิ่มการเชื่อมต่อใหม่ๆเพิ่มขึ้นจำนวน มาก ขณะที่ใยประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้จะหายไป ใยประสาทส่วนที่ใช้บ่อยจะหนาตัวขึ้น ทั้งนี้ ทารกอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี จะเป็นช่วงที่สมองมีพัฒนาการมากที่สุด ดังนั้น การสร้างการพัฒนาสมองให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายใยประสาทที่แข็งแรงจะมีส่วน ทำให้เด็กมีระดับ IQ ที่เพิ่มขึ้นด้วย
ด้าน นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า นอกจากระบบใยประสาทในสมองแล้ว ยังพบว่า สิ่งแวดล้อมมีผลต่อการพัฒนาสมองของคนอย่างมาก การวิจัยในสัตว์และคนให้ผลยืนยันตรงกันว่า ความสามารถของสมองในการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Neuro-Plasticity หมายถึง การที่เราใช้สมองส่วนใดบ่อยๆ สมองส่วนนั้นจะเจริญเติบโตได้ดี แต่หากเราไม่ได้ใช้สมองส่วนนั้นเลย นานๆเข้า สมองส่วนนั้นก็จะฝ่อไป
ในปีพ.ศ.2541 มีการศึกษาพบว่า หลังคลอดออกมา สมองเด็กทุกคนทั่วโลกจะมีรูปแบบที่เหมือนกัน แต่วิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ และอบรมเลี้ยงดูต่างกัน
จะทำให้ IQ เด็กต่างกัน เซลล์สมองส่วนไหนที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันจะถูกทำลาย ทำให้ประสิทธิภาพของสมองส่วนนั้นถูกทำลาย เช่นการคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นจะหายไป
จึงมีการสรุปว่า จินตนาการของคนไทยหายไป เนื่องจากเราไม่ค่อยกระตุ้นให้เด็กฝึกคิด
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสมอง
เด็กจำนวนมาก ระบุตรงกันถึงการกระตุ้นการใช้สมองที่เหมาะสม
เช่น การพบว่าสมองของเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามีบางส่วนเสียการทำงานไป คล้ายๆกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือ เด็กที่ถูกทารุณกรรมจะมีระดับสารความเครียดในเลือดสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ และจะมีปัญหาพัฒนาการสมอง อารมณ์ ความประพฤติ และการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า เด็กที่ได้รับการตอบสนองจากผู้เลี้ยงดูช้า เช่น ปล่อยให้ร้องไห้นานๆ หิวแล้วยังไม่ได้กิน เกิดความกลัวโดยไม่มีใครมาอยู่ใกล้ชิด ไม่มีใครมาสัมผัส
โอบอุ้ม เด็กจะกลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่มั่นคงในชีวิต หวาดระแวง ฯลฯ
“ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์นั้น เซลล์ประสาทจะมีการสร้างขึ้นมากกว่าแสนล้านเซลล์ แต่ถ้าไม่มีการกระตุ้นจะด้วยการเสริมอาหาร หรือการเลี้ยงดู ที่เหมาะสม ก็จะขาดเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ยื่นยาวออกมา ที่พร้อมจะส่งเสริมให้เด็กฉลาดและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น”นพ.อภิชัย กล่าว
สาเหตุ
ระดับเฉลี่ยของสติปัญญาเด็กไทย ต่ำกว่า ในประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ ในโลกซึ่งอยู่ที่ 104 เรายังต่ำอยู่ค่อนข้างมาก หลายคนยัง เชื่อว่า เด็กไทยส่วนหนึ่ง ฉลาดมาก เพราะ เท่าที่เห็น ไปแข่งโอลิมปิกวิชาการ ทีไร กวาดชัยชนะทุกที แต่โดยภาพรวม ยังน่าห่วง
สำหรับสาเหตุหลักๆ น่าเกิดจาก
1. การขาดไอโอดีน ไอโอดีนมีผลต่อระดับ IQ
2. การศึกษา ไม่เอื้อต่อการพัฒนา อาจเป็นเพราะ หลักสูตร วิธีการสอน เทคโนโลยียัง
น้อยมาก 3G บ้านเรายังไม่มี
3. สภาพแวดล้อม ในการเลี้ยงดู
4. กรรมพันธุ์ไม่น่ามีผล เพราะ โดยหลักวิชาการ น่าจะ อยู่ในระดับสูง
จาก : OK Nation blog วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม 2553
Nov 18
Posted by malinee on Thursday Nov 18, 2010 Under ข่าวการศึกษา
กิจกรรม นิทานกับพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก
ภายใต้ โครงการศูนย์พัฒนาศักยภาพนิทานในการพัฒนาเด็ก
วิทยากร : อาจารย์ปรีดา ปัญญาจันทร์
วันเวลา : วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09.00-16.00 น.
สถานที่ : ณ ห้องประชุมสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
ค่าลงทะเบียน : 400 บาท (รวมอุปกรณ์/อาหารว่าง/อาหารกลางวัน)
กำหนดการ
08.30–09.00 น. ลงทะเบียน
09.00-10.30 น. อบรม “นิทานกับพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก” บรรยายสลับกับ workshop (1)
10.30-10.45 น. รับประทานอาหารว่าง
10.45-12.00 น. อบรม “นิทานกับพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก” บรรยายสลับกับ workshop (2)
12.00-13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.30 น. กิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มพัฒนาการทางสมองของเด็กปฐมวัย “วาด-ตัด-ปะ ศิลปะ”
14.30-14.45 น. รับประทานอาหารว่าง
14.45-16.00 น. อบรม “สื่อภาษาเพื่อพัฒนาการอ่าน” บรรยายสลับกับ workshop
16.00 น. จบการอบรม
Nov 10
การปูพื้นฐานที่มั่นคงในการเรียนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเด็กขาดทักษะทางคณิตศาสตร์อาจทำให้เขามีปัญหาในการเรียน หรือขาดความมั่นใจในการเรียนรู้ เด็กที่ขาดทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์จะเพิ่มความรู้สึกยุ่งยากและความสับสนในการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อย ๆ แต่เมื่อเด็กได้รับการพัฒนาให้เกิดความเข้าใจพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เราจะพบว่าความกดดันที่เด็กได้รับจากทักษะทางคณิตศาสตร์ก็หมดไปเช่นกัน จนเราอาจจะได้ยินว่าลูกชอบคณิตศาสตร์ในที่สุด
การสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กนั้นจะมีวิธีการอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีส่วนในการสร้างความมั่นใจและความเข้าใจเชิงลึกให้กับเด็ก สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักสับสนกับการเป็นผู้สอนเด็กมีดังนี้
-อาจเกิดจากการมุ่งเน้นในบางเรื่องเท่านั้น เช่นการมุ่งเน้นในเรื่องของจำนวนจนลืมหัวข้ออื่น ๆ ที่เด็กต้องเรียนรู้ในระดับต้น การทบทวนแบบไม่มีลำดับขั้น
การมุ่นเน้นคณิตศาสตร์ให้กับชั้นประถมปีที่นั้นจะมีหัวข้อสำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้
– ระบบจำนวน ซึ่งหมายรวมลำดับขั้นของกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และค่าประจำหลักด้วย
– ความสัมพันธ์ ในชั้นประถมต้นจะเรียนแบบรูปที่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ซับซ้อน หรืออาจเป็นการหาตัวแปรแบบง่าย ๆ
– เรขาคณิต และมิติสัมพันธ์ เด็กจะเรียนรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐาน แล้วจึงเพิ่มในเรื่องของมิติสัมพันธ์ การอ่านแผนที่ และการแก้ปัญหาเรขาคณิต
– การวัด และการเปรียบเทียบเชิงปริมาณทั้งในเรื่องความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ความจุ เวลา และเรื่องเงิน
– การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น การใช้ตาราง แผนภูมิ กราฟ เพื่อจัดรูปแบบข้อมูล
คณิตศาสตร์สำหรับชั้นประถมปีที่ 1 – 3
ชั้นประถมปีที่ 1 มุ่งเน้นการเรียนเรื่องจำนวนและระบบปฏิบัติการ ซึ่งจะเรียนเรื่องการบวก-ลบ จำนวนจาก 1 – 100 นอกจากนี้ยังมีการเรียนเรื่องรูปทรงเรขาคณิต การวัด เงิน แผนภูมิ กราฟ การวิเคราะห์ข้อมูล และแบบรูปทางคณิตศาสตร์
ชั้นประถมปีที่ 2 เรียนเรื่องการจับกลุ่ม 10 , 100 และลำดับของระบบปฏิบัติการจำนวนไม่เกิน 1,000 ค่าประจำหลัก การคูณและการหาร
ชั้นประถมปีที่ 3 จะยังคงเรียนเรื่องเดิมแต่เน้นในเรื่องของการแก้โจทย์ปัญหา การเรียนเรื่องเศษส่วน และทศนิยม เด็กในวัยนี้จะเพิ่มความเข้าใจในเรื่องของการวัด รูปทรงเรขาคณิต และความสัมพันธ์
ชั้นประถมปีที่ 4 เรียนในเรื่องเดิมแต่มีความลึกมากขึ้น เช่นในเรื่องของเศษส่วน จะมีการเปรียบเทียบเศษส่วน การบวกลบ เศษส่วน มีการเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องของปริมาตร พื้นที่ เส้นรอบรูป และเรื่องของการวัดมุม
ชั้นประถมปีที่ 5 มีการเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องของตัวประกอบ ตัวประกอบเฉพาะ
ชั้นประถมปีที่ 6 มีการแปลงทศนิยมเป็นเศษส่วน และการบวกลบคูณหารเศษส่วนและทศนิยม การเรียนเรื่องเปอร์เซ็นต์ ร้อยละ อัตราส่วน การสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทางคณิตศาสตร์
จากแนวทางการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษานั้นจะเห็นได้ว่า โดยหลักสูตรไม่ได้เน้นหนักในเรื่องของจำนวนเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงต้องมีการเสริมเนื้อหาในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียน และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนวิชาต่าง ๆ อีกหลายวิชาในอนาคต
Oct 04
จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ ที่ 04 ตุลาคมวันจันทร์ ที่ 04 ตุลาคม 2553
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษา ธิการ เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบ โรดแม็พการพัฒนาโรงเรียนทั่วไปจำนวน 32,000 แห่ง ให้เป็นโรงเรียนดีในชุมชนในหมู่บ้าน 22,000 แห่ง โรงเรียนดีประจำตำบล 7,000 แห่ง โรงเรียนดีประจำอำเภอ 2,500 แห่ง และโรงเรียนระดับโลกหรือดีประจำจังหวัด 500 แห่งทั้งสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน โดยมีแผนและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน ดังนี้ ภายใน 4 เดือนแรกตั้งแต่ ก.ย.-ธ.ค. 2553 โรงเรียนมีแผนยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจน มีเป้าหมายพัฒนานักเรียนที่ทุกคน เข้าใจถูกต้องตรงกัน มีความสะอาดทุกแห่ง
ที่เกิดจากจิตสำนึกของนักเรียน บริเวณโดยรอบร่มรื่น บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้านสีสันสดใส มีความปลอดภัย ปลอดสารเสพติด และเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและพัฒนา
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นในเดือน ม.ค.-เม.ย. 2554 โรงเรียนดีประจำตำบล จะต้องมีห้องสมุด 3 ดี ห้องปฏิบัติการภาษา วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์มีศูนย์การเรียนรู้อาชีพ ศูนย์กีฬาชุมชน ห้องสุขาถูกสุขลักษณะ ครูใช้แหล่งเรียนรู้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้สื่อเทคโนโลยีทัน สมัยในการสอน และผู้บริหารเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค. 2554 โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น มีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเดิม นักเรียนอ่านคล่อง เขียนคล่องตั้งแต่ชั้น ป.2 ขึ้นไปมีความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ยิ้มไหว้ทักทายกัน มีสุขภาพดี และใช้ไอซีทีได้ รักงานอาชีพ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงบฯสนับสนุน ทั้งนี้ ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดตัวโครงการโรงเรียนดีประจำตำบล เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสถานศึกษายุคใหม่ ที่เป็นศูนย์รวมในการสร้างสังคมในการเรียนรู้ให้แก่ชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายในองค์กรต่าง ๆ.
Sep 22
Posted by malinee on Tuesday Sep 22, 2009 Under ข่าวการศึกษา
โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

หมอสมองชี้ เด็กประถมอ่อนภาษาไทย มีผลต่อการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แนะเก่งภาษา ต้องให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริงไปหาตัวอักษร ด้านการอ่านนิทานให้ลูกฟัง ภาษาที่อยู่ในนิทานจะถูกบันทึกลงในสมอง ทำให้เด็กมีพื้นภาษาที่ดี อย่างไรเสีย ทุกครั้ง ก่อนจะให้เด็กเรียนรู้ พ่อแม่ครู ต้องเปิดสมองให้เด็กมีความสุขด้วยกิจกรรมต่างๆ แล้วเด็กจะรับ และเข้าใจภาษาได้มากขึ้น
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ บุญเกิด ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประสาทวิทยา เปิดเผยว่า การเรียนภาษา เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปสู่ความเข้าใจในวิชาอื่น เช่น ถ้าภาษาไทยไม่แน่น เด็กจะอ่านหนังสือไม่ออก หรือตีความหมายไม่เข้าใจ โดยเฉพาะตัวโจทย์ที่ต้องคิดออกมาเป็นตัวเลข ส่งผลให้การเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์เป็นไปได้ยากโดยเฉพาะเด็กประถมที่จะต้องเริ่มแก้โจทย์ออกเป็นตัวเลข
สอดรับกับข้อมูลของสถาบันทดสอบทางการศึกษา ที่ทำการประเมินผลรายวิชาต่างๆ ของเด็กใน 30,000 โรงในระดับประถมทั่วประเทศพบว่า วิชาภาษาไทยเด็กสอบแย่ที่สุด ส่วนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียง ซึ่งผลที่แสดงออกมานี้ ย่อมส่งผลต่อตัวเด็ก และประเทศไทยในวันข้างหน้า โดยเฉพาะการแข่งขันทางเศรษฐกิจจากนานาประเทศที่รุกคืบเข้ามาทุกที
“ภาษาเป็นหน้าต่าง และบานข้อมูลที่จะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในรายวิชาอื่นๆ เพราะสมองจะทำงานโดยการเชื่อมต่อการเรียนรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิมเสมอ ทั้งนี้ช่องทางการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เด็กจะต้องเรียนรู้จากของจริงไปหาสัญลักษณ์ สมองจึงจะเข้าใจความหมาย เปิดรับเป็นความจำ และนำไปสู่ความเข้าใจเป็นความรู้ต่อไป” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประสาทวิทยากล่าว
นอกจากนี้ คุณหมอได้ขยายความถึงการเรียนรู้จากของจริง (ประสบการณ์) ไปหาสัญลักษณ์ (ตัวอักษร) ด้วยว่า เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ใช่ดึงสัญลักษณ์มาสอนเด็ก เช่น 1+1 เท่ากับ 2 แต่ทั้งนี้พ่อแม่ หรือครู ควรจะหาสิ่งของใกล้ตัวเด็กมาสอน อย่างไรก็ดี ทุกครั้งก่อนจะสอนเด็ก พ่อแม่ครูควรจะเปิดสมองให้เด็กมีความสุข ด้วยการทำกิจกรรมใดๆ ก็ได้ เพื่อให้เด็กเข้าใจ และเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายว่า กุญแจสำคัญที่จะทำให้เด็กเก่งภาษา พ่อแม่ และครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้ เห็น และสัมผัสสิ่งรอบตัว เช่น คน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ให้มากที่สุด รวมไปถึงการอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่เด็ก จะช่วยให้ภาษาที่อยู่ในนิทานถูกบันทึกในสมองของเด็ก ทำให้เด็กมีพื้นภาษาที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องเป็นหนังสือที่เด็กสนใจด้วย การรับข้อมูลถึงจะมีประสิทธิภาพ