จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554
นักศึกษาครูทวงถามการให้ทุนครูพันธุ์ใหม่ปี 2554 หึ่ง บิ๊ก ศธ. เมินพิจารณางบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.)เปิดเผยว่า จากการประชุม ส.ค.ศ.ท. เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้รับทราบปัญหากรณีการจัดสรรทุนโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) หรือ โครงการครูพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการให้ทุน 2 ประเภท คือ 1.ให้ทุนการศึกษาและประกันการมีงานทำ หรืออัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา และ 2.ให้เฉพาะอัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา แต่จนถึงขณะนี้ในส่วนของปีการศึกษา 2554 ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาทุนครูพันธุ์ใหม่ ทั้งในส่วนทุนที่ให้แก่นิสิต นักศึกษาครูที่กำลังเรียนชั้นปีที่ 4 และนิสิต นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ทำให้ทางสถาบันต่างๆ ต้องคอยตอบคำถามนิสิต นักศึกษาตลอดเวลา และหากยังไม่มีคำตอบนิสิต นักศึกษาอาจจะมาทวงถามความคืบหน้าด้วยตนเอง ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น จึงมีมติให้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ จากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

“สำหรับการให้ทุนโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2554 ประเภทให้เงินและอัตราบรรจุนั้น เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมในหลายจังหวัด ดังนั้นอาจปรับเหลือเพียงให้อัตราบรรจุไม่ต้องให้เงินทุนการศึกษา แต่ขอให้คงจำนวนทุนทั้ง 2 ประเภทไว้ เพื่อให้เป้าหมายการผลิตครูเป็นไปตามแผนการผลิต ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ติดใจเกี่ยวกับชื่อของโครงการฯ หาก รมว.ศธ.ต้องการปรับเปลี่ยนชื่อโครงการก็สามารถทำได้ แต่อยากให้มีวัตถุประสงค์เหมือนเดิม คือเพื่อผลิตครูที่มีคุณภาพ ได้คนดี คนเก่งเข้าไปเป็นครู”รศ.ดร.สมบัติ กล่าวและว่า หาก รมว.ศธ.ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ ทางสภาคณบดีฯ ยินดีที่จะเข้าพบและชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้โครงการนี้สามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมาย และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน และคุณภาพการศึกษาของชาติต่อไป

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เปิดเผยว่า สาเหตุที่การดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ซึ่งเดิมมีนายไชยยศ จิรเมธากร อดีต รมช.ศธ.เป็นประธาน และคณะกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้หมดวาระลงตามรัฐบาล และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่นายวรวัจน์ ก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา และไม่มีการตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯชุดใหม่มาทำหน้าที่แทน ส่งผลให้รายชื่อนิสิต นักศึกษาที่ได้รับทุนบางส่วน ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการฯพิจารณาก็ต้องยุติไปด้วย นอกจากนี้งบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555 ที่ สกอ.เสนอไปก็ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งอาจจะส่งผลให้ยุติการดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ไปโดยปริยาย.

Tags : , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554
รองเลขาธิการ กพฐ. เผยรายชื่อโรงเรียนสำนักเขตพื้นที่การศึกษา 12 เขต ใน 5 จังหวัด รวม 145 โรงเรียน ไม่สามารถเปิดภาคเรียนที่ 2 ได้ทัน 6 ธ.ค.นี้ ส่วน กทม.ทำแผนเรียนชดเชยวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แล้ว…

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ทั้ง 12 เขต ใน 5 จังหวัด ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรสาคร ได้ทยอยส่งรายชื่อโรงเรียน (ร.ร.) ที่ไม่สามารถเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ได้ในวันที่ 6 ธ.ค.54 มายังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้วเบื้องต้นมีจำนวน 145 แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังเหลือ สพท.อีก 5 เขต ที่ยังไม่ได้ส่งข้อมูลมา

กรุงเทพฯ ได้แก่ ร.ร.ราชวินิตบางแคปานขำ ร.ร.นวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์(ทวีวัฒนา) ร.ร.ไทยรัฐวิทยาเฉลิมพระเกียรติ และ ร.ร.ราชวินิตประถมบางแค

นครปฐม ได้แก่ ร.ร.กาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ร.ร.งิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ ร.ร.บางเลนวิทยา ร.ร.บ้านรางปลาหมอ ร.ร.บ้านรางกระทุ่ม ร.ร.บ้านคลองพระมอพิสัย ร.ร.บ้านคลองนกกระทุง ร.ร.บ้านกระทุ่มล้ม ร.ร.วัดสุวรรณาราม ร.ร.บ้านคลองมหาสวัสดิ์ ร.ร.วัดสาลวัน ร.ร.บ้านคลองโยง ร.ร.บุณยศรีสวัสดิ์ ร.ร.บ้านคลองสว่างอารมณ์ และ ร.ร.วัดมะเกลือ

สมุทรสาคร ได้แก่ ร.ร.วัดอ้อมน้อย และ ร.ร.วัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง

นนทบุรี ได้แก่ ร.ร.แก้วอินทร์สุธาอุทิศ ร.ร.คล้ายสอนศึกษา ร.ร.เจริญรัฐอุปถัมภ์ ร.ร.เฉลิมพระเกียรติ 60พรรษา ร.ร.ชลประทานสงเคราะห์ ร.ร.ชุมชนไมตรีอุทิศ ร.ร.ชุมชนวัดต้นเชือก ร.ร.ชุมชนวัดไทรน้อย ร.ร.ชุมชนวัดบ้านโค ร.ร.ดีมากอุปถัมภ์ ร.ร.บ้านคลองฝรั่ง ร.ร.บ้านคลองพระพิมล ร.ร.บ้านคลองหนึ่ง ร.ร.บ้านดอนตะลุมพุก ร.ร.บ้านหนองเพรางาย ร.ร.ประชารัฐบำรุง ร.ร.ประสานสามัคคีวิทยา ร.ร.รุ่งเรืองวิทยา

ร.ร.วัดตำหนักเหนือ ร.ร.วัดศรีเขตนันทาราม ร.ร.วัดศาลากุล ร.ร.วัดอินทราราม ร.ร.สามัคคีวิทยา ร.ร.วัดพระเงิน ร.ร.วัดศรีราษฎร์ ร.ร.วัดสังวรพิมลไพบูลย์ ร.ร.วัดอินทร์ ร.ร.วัดอินทร์ ร.ร.วัดเอนกดิษฐาราม ร.ร.อนุบาลบางใหญ่ ร.ร.วัดมาลี ร.ร.วัดลาดปลาดุก ร.ร.วัดลำโพ ร.ร.สุเหร่าเขียว ร.ร.สุเหร่าปากคลองลำสารี ร.ร.แสงประทีปรัฐบำรุง และ ร.ร.แสงประเสริฐ

ปทุมธานี ได้แก่ ร.ร.วัดชินวราราม ร.ร.วัดบางนางบุญ ร.ร.วัดบางคูวัด ร.ร.วัดบางเดื่อ ร.ร.วัดโบสถ์ ร.ร.วัดมะขาม ร.ร.วัดดาวเรือง ร.ร.วัดเวฬุวัน ร.ร.วัดไพร่ฟ้า ร.ร.วัดราษฎร์ศรัทธาทำ ร.ร.วัดฉาง ร.ร.วัดโคก ร.ร.วัดหงส์ปทุมาวาส ร.ร.วัดรังสิต ร.ร.สุลักขณะ ร.ร.วัดนาวง ร.ร.วัดบางพูน ร.ร.วัดบางกุฎีทอง ร.ร.ขจรทรัพย์อำรุง ร.ร.วัดพืชนิมิตร ร.ร.วัดครู 2502 ร.ร.ชุมชนวัดบางขัน ร.ร.บุญคุ้มราษฎร์บำรุง ร.ร.ประถมศึกษาธรรมศาสตร์

ร.ร.วัดมงคลพุการาม ร.ร.วัดตะวันเรือง ร.ร.บึงเขาย้อน ร.ร.วัดเพิ่มทาน ร.ร.คลองห้า (พฤกษชัฏฯ) ร.ร.ชุมชนวัดหัตถสารเกษตร ร.ร.วัดศิริจันทาราม ร.ร.ลำสนุ่น ร.ร.วัดกล้าชอุ่ม ร.ร.วัดเกิดการอุดม ร.ร.วัดกลางคลองสาม ร.ร.ลิ้นจี่อุทิศ รร.วัดหว่านบุญ ร.ร.อินทรนาวีราษฎร์อุปถัมภ์ ร.ร.ชุมชนวัดบัวแก้วเกษร ร.ร.คลองบางโพธิ์ ร.ร.คลองพระอุดม ร.ร.คลองลากค้อน ร.ร.คลองลาดช้าง ร.ร.ชุมชนวัดหน้าไม้ ร.ร.บางโพธิ์ใหม่

ร.ร.บ้านคลองขวางบน ร.ร.คลองเจ้าเมือง ร.ร.วัดจันทาราม ร.ร.วัดเนกขัมมาราม ร.ร.วัดบ่อทอง ร.ร.วัดบัวขวัญ ร.ร.บัวสุวรรณประดิษฐ์ ร.ร.วัดลาดหลุมแก้ว ร.ร.สุทธาวาส ร.ร.สุวรรณจินดาราม ร.ร.สังฆรักษ์บำรุง ร.ร.สามวาวิทยา ร.ร.ศาลาพัน ร.ร.คลองสระ(สภาวิทยาอุทิศ) ร.ร.ชุมชนวัดจันทร์กะพ้อ ร.ร.ชุมชนวัดจันทร์กะพ้อ ร.ร.บางโพธิ์เหนือ ร.ร.วัดเชิงท่า ร.ร.วัดบางเตยนอก ร.ร.วัดบางเตยใน

ร.ร.วัดบางนา ร.ร.วัดเมตารางค์ ร.ร.วัดสหราษฎร์บำรุง ร.ร.วัดสองพี่น้อง ร.ร.วัดสามัคคิยาราม ร.ร.สี่แยกบางเตย ร.ร.สุเหร่าใหม่เจริญ ร.ร.ชุมชนวัดไก่เตี้ย ร.ร.วัดสะแก ร.ร.วัดปทุมทอง ร.ร.คลองบ้านพร้าว และ ร.ร.วัดบ้านพร้าวใน

อย่างไรก็ตาม ที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา ที่ยังเปิดเรียนไม่ได้ทุกชั้นปี จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ ร.ร.วัดคลองเจ้า ร.ร.วัดคลองตาคล้าย ร.ร.วัดไทรใหญ่ ร.ร.วัดเพรางาย ร.ร.วัดมะสงมิตรภาพที่ 55 ร.ร.วัดยอดพระพิมล ร.ร.วัดเสนีย์วงศ์ ร.ร.วัดลากค้อน และ ร.ร.วัดสมบูรณ์ศาสตร์พัฒนา

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า หากพ้นจากวันที่ 6 ธันวาคมไปแล้วยังเปิดเรียนไม่ได้ จะมีผลต่อปฏิทินการศึกษาค่อนข้างแน่นอน ทั้งการเรียน การสอบ และการรับนักเรียน โดยการเลื่อนเปิดภาคเรียนในโรงเรียนที่ยังเปิดไม่ได้นั้น จะให้เป็นวันที่ 13 ธันวาคมไปก่อน และหลังจากนั้นต้องประเมินกันรายวัน เพราะถือว่าทุกวันมีค่าต่อการเรียนในภาคเรียนนี้ คงไม่มีการเลื่อนคราวละสัปดาห์อีก ซึ่งในบางพื้นที่อาจเป็นการเปลี่ยนสถานที่เรียนชั่วคราว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญ

“ถ้าเลยจากวันที่ 6 ไปแล้ว การพิจารณาจะเป็นรายกรณี เพราะสภาพการณ์ได้คลี่คลายในหลายพื้นที่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องประกาศทั่วทั้งพื้นที่ แต่ต้องมีระบบการแจ้งและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองทราบอย่างกว้างขวาง” นายชินภัทรกล่าว

ส่วนแผนการเรียนชดเชย กรุงเทพมหานครเผยแพร่ตารางการเรียนชดเชยผ่านทางเฟซบุ๊ก The Bangkok Governor ระบุให้เด็กที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ ต้องเรียนชดเชยวันละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 15.00-16.00 น.ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค.-27 ก.พ.2555 และสอนชดเชยในวันเสาร์ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 08.00-15.00 น.โดยระบุว่า ระยะเวลาที่ปิดเรียนเนื่องจากภาวะน้ำท่วมตั้งแต่ 1 พ.ย.-5 ธ.ค.รวม 24 วัน 120 ชั่วโมง

ส่วนแผนการสอนชดเชยสำหรับเด็กที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 13 ธันวาคม นอกจากการเรียนชดเชยวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 1 ชั่วโมง วันเสาร์และวันอาทิตย์จะต้องเรียนชดเชยอีกวันละ 5 ชั่วโมง เนื่องจากโรงเรียนต้องปิดเรียนในภาวะน้ำท่วม 28 วัน รวมเวลาการเรียนที่หายไป 140 ชั่วโมง

โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการมีแผนการเลื่อนสอบ O-Net ออกไป 2 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้โรงเรียนที่สามารถเปิดเรียนได้ในวันที่ 6 ธันวาคม ไม่จำเป็นต้องเร่งสอนชดเชยเพิ่มในวันเสาร์อีก 4 ชั่วโมง ซึ่งเห็นว่า อาจจะทำให้เด็กเครียด และการเรียนการสอนไม่เกิดประสิทธิผล ทั้งนี้การพิจารณาการเลื่อนการสอบ O-Net อยู่ที่สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) จะหารือกับสพฐ. ต่อไป.

Tags : , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554
รมว.ศึกษาธิการ เผยอาจเลื่อนการสอบ O-Net ไปอีก 2 สัปดาห์ เนื่องจากในบางพื้นที่ยังประสบอุทกภัย ระบุเพื่อให้โรงเรียนมีเวลามากขึ้น และไม่ต้องสอนชดเชยวันเสาร์-อาทิตย์ ลดความเหนื่อยและเครียดต่อเด็ก…

เมื่อ วันที่ 28 พ.ย. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการว่า ศธ.ได้หารือถึงการเตรียมแผนสำรองรองรับไว้กรณีที่อาจจะมีโรงเรียนบางแห่งไม่ สามารถเปิดภาคเรียนได้ทันในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ เพราะจากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คาดว่าจะมีโรงเรียนจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ไม่สามารถเปิดภาคเรียนได้ในวันดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 29 พ.ย.นี้ สพฐ.จะรายงานข้อมูลที่ชัดเจนมาอีกครั้งว่ามีโรงเรียนใดบ้างที่อาจจะต้อง เลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปอีก 1 สัปดาห์

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้น พื้นฐาน (O-Net) ระดับชั้นประถมศึกษาที่ 6 และมัธยมศึกษาที่ 3 อีกรอบ จากเดิมที่ได้เลื่อนไปแล้ว 1 ครั้ง โดยนักเรียนชั้น ป.6 เดิมสอบวันที่ 1 ก.พ. 55 เลื่อนเป็นวันที่ 15 ก.พ. 55 นักเรียนชั้น ม.3 เดิมสอบวันที่ 2-3 ก.พ. 55 เลื่อนเป็นวันที่ 16-17 ก.พ. 55 และประกาศผลสอบในวันที่ 31 มี.ค. 55 ส่วนนักเรียนชั้น ม.6 ให้สอบตามปฏิทินเดิม คือวันที่ 18-19 ก.พ. 55 และประกาศผลสอบวันที่ 10 เม.ย. 55 โดยได้มอบให้ รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และ สพฐ.ไปหารือกันในเรื่องนี้ แต่มีแนวโน้มอาจขยับวันสอบ O-Net ออกไปอีก 2 สัปดาห์ เพื่อให้โรงเรียนส่วนใหญ่มีเวลาจัดการเรียนการสอนได้โดยไม่ต้องสอนชดเชยใน วันเสาร์และอาทิตย์ เพราะนโยบาย ศธ.ต้องการให้โรงเรียนสอนชดเชยเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ หากจำเป็นจริงๆ จึงจะสอนชดเชยในวันเสาร์ แต่ไม่ต้องการให้เรียน 7 วัน เพราะจะทำให้เด็กเหนื่อยเกินไป และเป็นการสร้างความเครียดให้ทั้งเด็กและผู้ปกครอง

“หากเลื่อนวันสอบ O-Net ออกไปอีก 2 สัปดาห์แล้ว จะมีเวลาเหลือเพียงพอให้โรงเรียนที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 13 ธ.ค.54 สามารถจัดการเรียนการสอนได้จบครบหลักสูตรโดยอาศัยเพียงการสอนชดเชยในวันปกติ ไม่ต้องสอนชดเชยในวันเสาร์ ยกเว้นบางโรงเรียนที่น้ำท่วมหนัก จำเป็นต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนออกไป ก็อาจจะต้องสอนชดเชยในวันเสาร์ตามความจำเป็น แต่จะไม่ให้สอนชดเชยในวันอาทิตย์เด็ดขาด และเมื่อเลื่อนวันสอบ O-Net ไปแล้ว ก็จำเป็นจะต้องเลื่อนปฏิทินการรับนักเรียนของ สพฐ.ออกไปด้วย อย่างไรก็ตามกำหนดการสอบ O-Net ที่แน่นอน จะสามารถประกาศได้เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ สทศ.ก่อน จากนั้น สพฐ.จึงจะสามารถประกาศปฏิทินการรับนักเรียนใหม่ได้” นายวรวัจน์ กล่าว.

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
รมว.ศึกษาธิการ หารือร่วมกับสพฐ. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ประธานแอดมิชชั่น ผู้แทนอธิการบดี และกรมอาชีวะ มีมติเลื่อนสอบ O-Net ป.6 และ ม.3 ส่วน ม.6 ยังกำหนดเดิม ส่ง สทศ. พิจารณาต่อ…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้น ฐาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ประธานแอดมิชชั่นฟอรั่ม ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เกี่ยวกับการเลื่อนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ซึ่งมีมติดังนี้

เสนอให้เลื่อนการสอบ O-Net ของช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาปีที่ 6) จากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และช่วงชั้นที่ 3 (มัธยมศึกษาปีที่ 3) จากวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้ประกาศผลการทดสอบพร้อมกันในวันที่ 31 มีนาคม 2555

ส่วนการสอบ O-Net ช่วงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาปีที่ 6) ให้คงกำหนดการสอบเดิม คือวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้ประกาศผลการทดสอบในวันที่ 10 เมษายน 2555

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นำผลการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการเลื่อนสอบ O-Net ครั้งนี้ ให้คณะกรรมการบริหาร สทศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

Tags : , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีตาม เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ได้กำหนดให้มีหมวดวิชาศึกษาทั่วไปไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจำแนกเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการ หรือผสมผสานเนื้อหาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ภาษา และกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุจุด ประสงค์ของวิชาศึกษาทั่วไป

จุดประสงค์ของวิชาศึกษาทั่วไป เป็นการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้อย่างกว้างขวาง มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มีความเข้าใจธรรมชาติ ตนเอง ผู้อื่น และสังคม เป็นผู้ใฝ่รู้ สามารถคิดอย่างมีเหตุผล สามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารความหมายได้ดี มีคุณธรรม ตระหนักในคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของประชาคมนานาชาติ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตและดำรงตนอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดี

การ ศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้จะประกอบวิชาชีพชั้นสูง และเป็นพื้นฐานของการศึกษาระดับสูงขึ้นต่อไป ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาจะเป็นผู้ที่ทำงานรับผิดชอบบ้านเมืองในตำแหน่ง สำคัญ ๆ เป็นผู้กำหนดนโยบาย ทิศทางการการพัฒนา การแก้ปัญหาของชาติ เป็นผู้มีอิทธิพลในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นพื้นฐานการศึกษาและคุณภาพของการจัดการศึกษา หลักสูตร และการสอนที่สร้างเสริมประสบการณ์ของบุคคลเหล่านั้นจึงมีอิทธิพลต่อความคิด การกระทำ และการแก้ปัญหาของบุคคลที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย บริหารและปฏิบัติการเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ด้วย
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยประสบกับปัญหาอุทกภัยหนักมาก ถือเป็นวิกฤติการณ์ที่ไม่ปกติ การดำเนินการจัดการกับวิกฤติการณ์นี้นอกจากจะเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคมอันเกิดจาก ระบบการสื่อสารที่ทันสมัย รวดเร็ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในระบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของพลเมือง และผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ รวมทั้งผู้ปฏิบัติ องค์กรที่มีระเบียบวินัยและมีระดับการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ได้แก่ทหาร และตำรวจ และองค์กรภาคเอกชนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจกับประชาชนมากกว่าบางหน่วยงานของข้าราชการ

พลเมือง ไทยทั้งฝ่ายประชาชน และฝ่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐบาล ล้วนเป็นผู้ผ่านระบบการศึกษาของประเทศไทยเป็นส่วนมาก เมื่อประเทศเกิดวิกฤติการณ์พลเมืองของประเทศยังไม่สามารถประสานพลังความคิด พลังของความสามารถในการปฏิบัติการ และความมุ่งมั่นในการพัฒนารัฐชาติไทยได้มากอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบกับประเทศชาติโดยตรง ดังนั้นกระบวนวิชาที่ควรนำมาจัดการศึกษาเพื่อการปรับเปลี่ยนความรู้ ทักษะและเจตคติในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อแก้ไขคุณลักษณะของพลเมืองในระยะ ยาวจึงควรได้รับการทบทวนและพิจารณาใหม่ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการเตรี ยมพลเมืองในอนาคตถ้าเกิดต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต

ราย วิชาที่อาจต้องมีการปรับปรุงได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรมีสัดส่วนที่มากขึ้น เช่นเดียวกับรายวิชาทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับศาสนาและปรัชญาในสัดส่วนที่มากขึ้นเช่นกัน การปรับเปลี่ยนสัดส่วนต่าง ๆ ให้สามารถเสริมสร้างความรู้ ความคิดและทักษะ ที่สามารถเพิ่มสมรรถนะในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขและสามารถร่วมกันแก้ ปัญหาเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทุกเวลา การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้กระบวนการระดมความคิดและการศึกษาวิจัย บนพื้นฐานของความตั้งใจและยอมรับว่าปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยส่วนหนึ่งมาจากช่องว่างทางความรู้ ความคิด และทักษะต่าง ๆ ที่แต่ละคนมีอยู่

ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยปัจจุบันสร้างผู้ ที่มีความรู้เฉพาะด้าน หรือ Specialist เพื่อให้เป็นวิชาชีพเฉพาะชั้นสูง (Professional) มากกว่าผู้ที่มีความรู้หลายด้านหรือ Generalist และยิ่งเรียนระดับสูงขึ้นยิ่งมีความเป็นเฉพาะมากขึ้นความรู้ทั่วไปที่เป็น พื้นฐานถูกละเลยมากขึ้นตามลำดับ ตัวอย่างเช่น การเข้าเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาของประเทศไทยจะเน้นสอบความรู้วิชาเอกและ ภาษาอังกฤษ แต่ในสหรัฐอเมริกาการเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาต้องผ่านการทดสอบความรู้พื้น ฐานทั่วไปเรียกว่าข้อสอบ GRE หรือ Graduate Record Examination ซึ่งมีการทดสอบสมรรถนะสามด้านหลัก ๆ ได้แก่ Verbal Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านภาษา Quantitative Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านการคำนวณและตัวเลข และ Analytical Writing Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านการเขียน การอ่านบทความ และวิเคราะห์ในประเด็นความสอดคล้องและความขัดแย้งเป็นต้น
นอกจากนั้น ระบบการศึกษาของไทยยังสร้างคุณลักษณะของความเชื่อมั่นในวิชาความรู้หรือ ศาสตร์ของตนเองอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่การแก้ปัญหาในระดับมหภาคนั้น หรือในภาวะวิกฤติระดับชาตินั้นต้องการผู้ที่มีทั้งคุณลักษณะ Generalist และ Specialist หรือต้องการผู้ที่มีความเข้าใจในบริบททั่ว ๆไป และชำนาญเฉพาะเรื่อง

การดำเนินการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยใน ภาวะวิกฤติอุทุกภัยถือเป็นสิ่งที่รอการสรุปบทเรียน (Lesson Learned) ถอดบทเรียน (Lesson Distilled) เพื่อนำมาใช้เป็นองค์ความรู้และเข้ารหัส (Coding) และสามารถถอดรหัสการพัฒนา (Development Decoded) เมื่อต้องการนำความรู้มาใช้แก้ปัญหาวิกฤติต่าง ๆ การปรับปรุงในหลาย ๆ เรื่อง และรวมทั้งหลักสูตรและการสอนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นหนึ่งในภารกิจของการ ปรับปรุงด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร. กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

Tags : , , , | 2 comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ออนไลน์
วันที่16 พฤศจิกายน 2554
น้ำยังไม่ลด ศธ.ตัดสินใจเลื่อนเปิดเทอมรอบที่ 3 เป็นวันที่ 6 ธ.ค. แต่ยืนยันไม่กระทบสอบโอเน็ตให้ต้องขยับตามไปด้วย เพราะโรงเรียนสอนชดเชยทัน ชี้หากต้องเลื่อนอีกหน มีหวังกระทบสอบโอเน็ต แอดมิชชั่น รับ ม.1 และ ม.4 แน่ ส่วน รร.ใน กทม.เลื่อนด้วยเปิดเทอม 1 ธ.ค.
สถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าจะลดลง ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ตัดสินใจประกาศเลื่อนการเปิดเทอม 2/2554 ออกไปอีกครั้ง จากวันที่ 21 พ.ย. เป็นวันที่ 6 ธ.ค.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ว่า สำหรับโรงเรียนที่ต้องเลื่อนการเปิดเทอมออกไปคือ รร.ที่อยู่ในกรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี และนครปฐม เขต 2 ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางเลน, สามพราน, นครชัยศรี และพุทธมณฑล ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ยกเว้นโรงเรียนนานาชาติบางแห่งที่ขออนุญาตเปิดภาคเรียนก่อนหน้านี้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังมีปริมาณน้ำจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การเลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปเป็นวันที่ 6 ธ.ค.จะยังไม่กระทบกับปฏิทินการสอบโอเน็ต เพราะได้ประเมินแล้วว่าโรงเรียนยังสอนชดเชยได้ทัน แต่หากปริมาณน้ำยังไม่ลดและ ศธ.ต้องประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนอีกครั้ง ก็คงส่งผลกระทบทำให้ต้องมีการปรับปฏิทินการศึกษาทั้งหมดแน่นอน
“สำหรับการเรียนชดเชยนั้น ผมได้สั่งการให้โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนชดเชยในวันเสาร์แบบเต็มวัน และชดเชยในวันเรียนธรรมดาด้วยการเพิ่มชั่วโมงเรียนปกติอีก 1 ชั่วโมง” รมว.ศธ.กล่าว
ทางด้านโรงเรียนสังกัด กทม. นางนินนาท ชลิตานนท์ รองปลัด กทม.เปิดเผยว่า ทาง กทม.ได้สั่งให้ รร.ในสังกัด กทม.ทุกแห่งเลื่อนเปิดเทอมครั้งที่ 2 เป็นวันที่ 1 ธ.ค.นี้ พร้อมให้สอนชดเชยจนครบหลักสูตรตอนเย็นหลังเวลาเลิกเรียนปกติวันละ 1 ชั่วโมง และสอนชดเชยวันเสาร์เป็นเวลา 11 วัน
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักนโยบายและแผน (สนผ.) ไปจัดทำแผนรองรับ หากจำเป็นต้องเลื่อนเปิดเทอมไปหลังวันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งจะมีผลทำให้ปฏิทินการศึกษาทั้งระบบต้องขยับตามไปด้วย ทั้งนี้ ต้องรอมติที่ประชุมร่วมหลายฝ่ายวันที่ 16 พ.ย.ว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร ทั้งเรื่องของการรับนักเรียนปี 2555 การสอบต่างๆ รวมทั้งแอดมิชชั่นว่าจะปรับเลื่อนทั้งหมดหรือไม่
ความคืบหน้าการจัดหลักเกณฑ์การรับนักเรียนชั้น ม.1, ม.4 ของ รร.ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2555 นายชินภัทรกล่าวว่า ที่ประชุม กพฐ.ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ตนจะนำหลักเกณฑ์และแนวทางเบื้องต้นการรับนักเรียนเสนอที่ประชุมให้พิจารณาใน 2 ประเด็น คือ 1.เสนอใช้ผลการสอบโอเน็ต สัดส่วนร้อยละ 20 ในการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงประมาณ 200 กว่าแห่ง ส่วนร้อยละ 80 เป็นคะแนนสอบของโรงเรียน 2.เสนอเพิ่มสัดส่วนห้องเรียนพิเศษใน รร.ที่มีอัตราแข่งขันสูง อาทิ หลักสูตรอิงลิชโปรแกรม, มินิอิงลิชโปรแกรม เป็นต้น ในปีการศึกษา 2555 อีกร้อยละ 10 โดยเป็นสัดส่วนห้องเรียนพิเศษร้อยละ 30 ห้องเรียนธรรมดาร้อยละ 70 เพราะข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี มีนักเรียนแห่สมัครเรียนห้องเรียนพิเศษจนเกิดการแข่งขันในสัดส่วนการสมัครและรับที่ 3:1
อย่างไรก็ตาม สำหรับเกณฑ์และแนวทางอื่นๆ เบื้องต้นยังเหมือนปีที่ผ่านมา อาทิ จำกัดจำนวนนักเรียนชั้น ม.1 ให้ไม่เกินห้องละ 50 คน, เปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.3 จากโรงเรียนอื่นๆ ทั้งโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนขยายโอกาสสามารถสมัครเข้า ม.4 ในโรงเรียนแข่งขันสูงได้.

Tags : , , , , , , | add comments

ระบบและกลไกกรองคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานชำรุด โดย…สมหวัง พิธิยานุวัฒน์

มหาอุทกภัยที่ประเทศไทยประสบคราวนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้มนุษย์ต้องคิดว่าจะอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นกัลยาณมิตรได้อย่างไร เราคงต้องเปลี่ยนความคิดว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมิใช่ธรรมชาติเป็นสมบัติของมนุษย์เสียแล้ว ในขณะนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสชมทีวีมากเป็นพิเศษ ได้ยินคำพูดติดหูหลายคำ คำหนึ่ง คือ “พนังหรือกั้นน้ำ” แล้วตามมาด้วย คำว่า “ชั่วคราว” “พังหรือชำรุดต้องแก้ไขด่วน” เห็นมหาอุทกภัยแล้วทำให้นึกถึงปัญหาการศึกษาไทยที่ไม่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นรากฐานของการอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา
เป็นที่ทราบกันดีว่าผลการทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ความสามารถในการอ่านของเด็กไทย โดยสมาคมนานาชาติว่าด้วยการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (International Association for the Evaluation of Educational Achievement : IEA) หรือ NT ของสำนักทดสอบทางการศึกษา หรือโอเน็ต ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ให้ผลตรงกันว่าคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่ในระดับน่ากังวล สู้ประเทศอื่นไม่ได้

ก่อนปี พ.ศ.2521 กลไกสำคัญ หรือคันกรองคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ การทดสอบระดับชาติทั่วไป ผู้ที่จะสอบผ่านตัวประโยคระดับมัธยมศึกษาต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 สถิติที่น่าสนใจ ในปี พ.ศ.2507 มีนักเรียนทั้งประเทศสอบผ่านเพียง ร้อยละ 18 จากร้อยละ 18 ถ้าใครต้องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาต้องผ่านการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา เรียกได้ว่าใช้แบบทดสอบระดับชาติเป็นเครื่องมือคัดกรองคุณภาพของนักเรียนอย่างจริงจังมาก ทำให้เกิดปัญหาเด็กตกซ้ำชั้นกลายเป็นปัญหาอันดับ 1 ของกระทรวงศึกษาธิการและการศึกษาไทยในขณะนั้น

ต่อมา ได้มีความพยายามปรับปรุงการศึกษาโดยเฉพาะมีข้อเสนอให้ปรับปรุงการจัดการประถมศึกษา และการผลิต และการพัฒนาครูใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2517 รัฐบาลในขณะนั้นตัดสินใจให้จัดระบบการจัดการศึกษาประถมศึกษาใหม่ แล้วทดเรื่องการปรับปรุงการผลิตและการพัฒนาครูไว้ก่อน ทั้งๆ ที่ในวงวิชาการเราทราบกันดีว่าคุณภาพครูมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของผู้เรียน

การปฏิรูปการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาใหม่ นำมาสู่การปรับปรุงหลักสูตร นับตั้งแต่ประกาศใช้หลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น (2521) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (2524) กระทรวงศึกษาธิการได้กระจายอำนาจการวัดและประเมินผลการเรียน การตัดสินได้/ตก และการจบหลักสูตรไปสู่ระดับสถานศึกษา (ซึ่งทราบดีว่า สถานศึกษาไม่พร้อมและมีมาตรฐานแตกต่างกันมาก เบื้องหลังต้องการแก้ปัญหาเด็กสอบตกซ้ำชั้นโดยให้มีการเลื่อนชั้นอัตโนมัติในการศึกษาขั้นพื้นฐาน) โดยต้องมีระบบและกลไกการสอนซ่อมเสริม และการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของการศึกษาของชาติโดยการวัดผลสัมฤทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนในวิชาสำคัญตามหลักสูตรในระดับชั้นที่เป็นตัวประโยค คือ ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่เป็นการสอบแบบไม่มีผลต่อนักเรียนและสถานศึกษาโดยตรง

ในปี พ.ศ.2545 มีการเสวนาทางวิชาการเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ข้อสรุปว่า 1.ในการประเมินผลคุณภาพการศึกษาระดับชาติให้มีประเมินสาระพื้นฐาน รวมทั้ง วุฒิทางอารมณ์ (EQ : Emotional Quotient) ด้านความอดทน ฝ่าฟันอุปสรรค (AQ : Adversity Quotient) ตลอดจนการทดสอบภาคปฏิบัติและให้ทดสอบนักเรียนทุกคน ทุกชั้นปี สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ นักเรียนชั้น ม.3, ม.6 ให้ทดสอบความถนัดทางการเรียน (SAT) และให้นำผลไปใช้เข้ามหาวิทยาลัยโดยพิจารณาร่วมกับผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรของสถานศึกษาและผลการสอบเข้า (ถ้ามี) 2.ในอนาคตควรจัดตั้งองค์กรประเมินระดับชาติ ให้เป็นหน่วยงานอิสระรับผิดชอบการประเมินระดับชาติซึ่งอาจดำเนินการเป็นศูนย์ดำเนินการสอบระดับชาติเป็นองค์กรเดียว หรือเป็นหน่วยบริการการทดสอบระดับชาติที่จัดโดยภาคเอกชนโดยมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลตรวจสอบ 3.ประเทศไทยควรกำหนดมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ขั้นต่ำของผู้เรียนไม่ให้ต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย 4.ควรดำเนินการสอนซ่อมเสริมอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐานก่อนมีการเลื่อนชั้นของนักเรียนโดยไม่มีการสอบตกในแต่ละรายวิชา (เป็นการประกันคุณภาพระบบการเลื่อนชั้นอัตโนมัติ) 5.การส่งเสริมการประเมินผลระหว่างการเรียนการสอนโดยใช้การประเมินสภาพจริง การประเมินจากประจักษ์พยานการเรียนรู้ หรือแฟ้มสะสมงานการเรียนรู้ รวมทั้งการประเมินให้รอบด้าน 6.การพัฒนาผู้บริหาร พัฒนาครูให้มีการปรับปรุงการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องและการช่วยเหลือแนะนำครูของศึกษานิเทศก์

จากรายงานของกระทรวงศึกษาธิการสรุปว่า การทดสอบระดับชาติที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ ขาดทรัพยากรที่จะดำเนินการตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น อีกทั้งการทดสอบระดับชาติแบบไม่มีผลโดยตรงต่อผู้เรียนและสถานศึกษา ทำให้ผู้เรียน สถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้องไม่ให้ความสนใจในการทดสอบระดับชาติ นั่นหมายความว่า การทดสอบระดับชาติที่ไม่มีผลต่อผู้เรียนและสถานศึกษาโดยตรงไม่สามารถนำไปสู่การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของชาติได้ คือ ไม่บรรลุเป้าประสงค์แห่งเจตนารมณ์ของการทดสอบระดับชาตินั่นเอง

แม้ต่อมาจะแก้ไขปัญหาโดยให้มีองค์กรระดับชาติ คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติแล้วก็ตาม 6 ปีผ่านมา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติก็ยังติดกับดักเดิม คือ เป็นการจัดการทดสอบระดับชาติที่ไม่มีผลโดยตรงต่อผู้เรียนและสถานศึกษา ถึงมีความพยายามแก้ปัญหานี้เมื่อปี 2551 แต่ก็ยังไม่สำเร็จแม้ในปัจจุบัน สงสัยต้องคอยนารีขี่ม้าขาวมาช่วยเหลือแล้ว หรืออย่างไร

จากสภาพความเป็นจริงที่พบว่า การประเมินผลระหว่างเรียนของครูยังไม่ได้มาตรฐาน และไม่เป็นไปตามแนวคิดที่เห็นพ้องร่วมกัน ครูมีความรู้ความสามารถจำกัดในการประเมินผลการเรียนรู้ สถาบันผลิตครูยังไม่ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ การพัฒนาครูในเรื่องความสามารถทางการประเมินผลการเรียนรู้ตามมาตรา 26 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ยังไม่เป็นจริง

บทเรียนประการต่อมา กลไกในการกรองคุณภาพของผู้เรียนในระบบการเลื่อนชั้นอัตโนมัติไม่มีการปฏิบัติอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐาน จึงทำให้เกิดนักเรียนจบ ม.3 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เกิดขึ้น ถ้าปล่อยไปเช่นนี้ ประเทศไทยจะมีบัณฑิตพออ่านออกเขียนได้เป็นแน่

บทเรียนอีกประการหนึ่ง การพัฒนาผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์ มิได้มุ่งไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ เป็นการพัฒนาที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การพัฒนาผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์ เป็นเรื่องที่ต้องจัดระบบและกลไกดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มิใช่ดำเนินการตาม “โครงการ” เมื่อสิ้นสุดโครงการก็จบสิ้นกันไป

บทเรียนที่สำคัญยิ่ง ไม่มีใครเอาใจใส่ เรื่องการกำหนดมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ขั้นต่ำของผู้เรียนไม่ให้ต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ทำให้การศึกษาไทยไม่สามารถแข่งขันได้แม้ในกลุ่มประเทศอาเซียน

ฐานจำเป็นต้องซ่อมแซมทั้งระดับความคิดและการปฏิบัติอย่างจริงจังอย่าให้การศึกษาที่ไร้คุณภาพอยู่กับวงการศึกษาไทยอย่างถาวรเลย

—————-

(ระบบและกลไกกรองคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานชำรุด โดย…สมหวัง พิธิยานุวัฒน์)

Tags : , , | add comments

ด้วยภาวะน้ำท่วมในปีนี้ ส่งผลให้โรงเรียนหลายแห่งต้องจมน้ำ และไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ ส่วนอีกหลายแห่งที่ยังไม่จมน้ำ ก็มีอันต้องเลื่อนเปิดภาคการศึกษาออกไปอีก แต่อย่างไรก็ดีโรงเรียนต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ของผลกระทบดังกล่าว ก็มีอันต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนอีกครั้ง เนื่องจากมีคำสั่งจากกระทรวงที่มีมติให้โรงเรียนเลื่อนเปิดภาคการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ออกไปอีกจนถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2554 หากเป็นเวลาปกติแล้ว ในภาคเรียนที่ 2 ของภาคการศึกษาปกติ ทางโรงเรียนจะมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้ง กีฬาสี งานปีใหม่ การแข่งขัน หรือแม้กระทั่งการการสอบคัดเลือก แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เวลาในการเรียนของนักเรียนสั้นลงขณะที่เด็กๆยังต้องมีเนื้อหาที่ต้องเรียนเท่าเดิม เห็นได้ดังนี้แล้วผู้ปกครองทุกๆท่าน ควรจะต้องมีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวในภาคการศึกษาที่2 ที่จะมาถึงอย่างดีที่สุด

Tags : | add comments

ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ขณะนี้ มศว รับสมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี ปีที่ 1 (สอบตรง) ประจำปี 2554 ตั้งแต่บัดนี้ -15 สิงหาคม 2553 จำนวนกว่า 2,400 คน

มีคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สหเวชศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ศึกษาศาสตร์ พลศึกษาและศิลปกรรมศาสตร์ และวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย ซึ่งแต่ละคณะจะรับนักเรียนในระบบแอดมิชชั่นส์กลางด้วย ส่วนคณะศิลปกรรมศาสตร์นั้น มศว รับตรงครั้งเดียว

“นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.6 และกำลังจะสำเร็จการศึกษาในปี 2553 สามารถเลือกสอบตรงได้ ซึ่งนักเรียนแต่ละคนควรจะมีข้อมูลในแต่ละมหาวิทยาลัยว่าจัดสอบตรงในวันไหน และการเลือกสอบตรงนักเรียนแต่ละคนควรจะเลือกจากความสนใจที่จะเข้าเรียนในสาขาคณะนั้นๆ จริงๆ หากนักเรียนคนใดสนใจและต้องการสอบตรงที่ มศว สามารถหาข้อมูลรายละเอียดได้ที่ โดยสมัครทางอินเทอร์เนต หรือติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์การประเมินผลและรับนิสิต มศว โทร.0-2649-5712-14″ ศ.ดร.วิรุณ กล่าว

จากคมชัดลึกออนไลน์
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Tags : , , | add comments

จากเดลินิวส์ออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม 2554

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงของศธ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้ซักซ้อมการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2554 ใน 3 เรื่อง ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมเรื่องทั่วไป โดยแต่ละองค์กรหลักแจ้งสถานศึกษาทุกแห่งเตรียมความพร้อมเรื่องของอาคารสถานที่ วัสดุ ครุภัณฑ์ ตลอดจนสนามหญ้า สนามกีฬา ให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน และดำเนินการตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพให้พร้อม รวมถึงเตรียมการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน พื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องมีมาตรการดูแล อาทิ ซักซ้อมการหลบภัย เป็นต้น

2. การเตรียมความพร้อมเรื่องโอกาส เนื่องจากในปีนี้การรับสมัครนักเรียน เป็นการรับสมัครรอบเดียว ห้องละ 50 คน ดังนั้นโรงเรียนต้องดูแลนักเรียนที่มีความประสงค์เข้าเรียน โดยเฉพาะกรณีนักเรียนเรียนร่วม ขอให้ดูเรื่องโอกาสของนักเรียนกลุ่มเด็กพิการ เด็กที่มีความบกพร่องการเรียนรู้ด้วย ขณะเดียวกันได้มอบให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นกรณีพิเศษ ในการดูแลเติมเต็มกลุ่มนักเรียนชาวเขา นักเรียนที่เคลื่อนย้ายตามการประกอบอาชีพของบิดา มารดา และนักเรียนที่อยู่ตามเขตแนวชายแดนของประเทศ ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาอย่างทั่วถึง
   
3. การเตรียมความพร้อมในการป้องกันความประพฤติและความสงบเรียบร้อยในการเปิดภาคเรียน มีมาตรการการรับน้องใหม่ที่เคร่งครัด ต้องเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ห้ามนำรุ่นน้องทุกระดับไปรับน้องนอกสถานศึกษา ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ฝ่ายปกครองหรือฝ่ายแนะแนวเท่านั้น สำหรับการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ดูแลความปลอดภัยนักเรียน ครู และสถานศึกษา ตลอดจนดำเนินการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตามยุทธศาสตร์ การจัดการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามนโยบายที่มอบหมายไปแล้วด้วย.

Tags : , , | add comments