จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

“ดร.สุเมธ” เผย “ในหลวง” ทรงห่วงประชาชนตลอดตราบใดที่ปัญหายังมีอยู่  พร้อมเร่งเดินหน้าแผนรับมือน้ำท่วมให้เสร็จโดยเร็ว แนะผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่าง-ปลูกฝังให้เด็กเยาวชนรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   “มท.” ขีดเส้น 3 เดือน 31 ผู้ว่าฯสนองโครงการเร่งด่วนรัฐบาลป้องน้ำท่วมให้แล้วเสร็จ

 

             ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน วันที่ 2 มี.ค.  ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยภายหลังจาก 1 สัปดาห์ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายรายงานแผนป้องกันน้ำท่วมว่า พระองค์ทรงห่วงปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับประชาชนมา 65 ปีแล้ว จะให้พระองค์ทรงหยุดห่วงได้อย่างไร ดังนั้น เรื่องความห่วงยังทรงห่วงตลอดไปตราบใดที่ปัญหายังมีอยู่ ซึ่งภัยธรรมชาติประสบกันอยู่ทุกภูมิภาคทุกรูปแบบ ทั้งน้ำท่วม ลูกเห็บ ภัยแล้ง ต้องเตรียมพร้อมไม่ประมาท ขณะนี้แผนป้องกันรับมือน้ำท่วมเสร็จแล้ว ก็ต้องเร่งมือทำให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไร ปริมาณเท่าไร

ทั้งนี้ วันที่ 2 มี.ค.นี้ ดร.สุเมธ ได้มอบรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการ “จิ๋วผู้พิชิต ภารกิจกู้โลก” ให้แก่ โรงเรียนบ้านหนองกะท้าว จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งโครงการนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด หวังจะสร้างต้นกล้าเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า แม้ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับเยาวชนก็ต้องทำและปลูกฝังให้เห็นตัวอย่างที่ดี ไม่ใช่เห็นแต่ตัวอย่างที่ผู้ใหญ่ตัดไม้ทำลายป่า ทิ้งขยะ รุกล้ำแม่น้ำลำคลอง สำคัญคือเด็กต้องอยู่ด้วยปัญญา ไม่ใช่ความอยาก อารมณ์และตัณหา โลกจึงวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้

มท.ขีดเส้น3เดือน31ผู้ว่าฯสนองโครงการเร่งด่วนรบ.ให้เสร็จ

นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ลงพื้นที่ติดตามแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงเกิดโครงการแก้ปัญหาอุทกภัย ที่มีความสำคัญเร่งด่วนเพิ่มเติม หรือ Flagship โดยให้จังหวัดในพื้นที่ดังกล่าว 31 จังหวัดรับผิดชอบ และต้องให้เสร็จภายใน 3 เดือน นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการต่างๆเพื่อให้การทำงานความคล่องตัว ไม่ต้องทำเรื่องมาที่กระทรวงงานที่ทำจะได้ไม่ล่าช้า เพราะฉะนั้น ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีความโปร่งใสเป็นธรรม ถือเป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญมาก อย่าให้มีข้อครหา ผู้ว่าฯทุกจริต กินค่าหัวคิว หรือถูกนำไปแอบอ้างเพื่อผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามขณะนี้มีหลายพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้ง จึงเป็นอำนาจของผู้ว่าฯที่จะประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ ดังนั้นการใช้จ่ายหรือแจกสิ่งของต่างๆเพื่อบรรเทาความเดือดของชาวบ้านนั้นจึงต้องทำอย่างโปร่งใสเช่นกัน

“หากประชาชนพบความไม่โปร่งใสต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ สามารถโทรมาแจ้งที่สายด่วน 1567 ของศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ที่แจ้งไม่จำเป็นต้องบอกชื่อนามสกุลเพื่อการตรวจสอบทุจริตมีหลายช่องทางมากขึ้น จึงอยากเห็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ภาคประชาชน ในระดับจังหวัด และอำเภอ โดยต้องผ่านการอบรมจากปปช.ส่วนกลางก่อน เพราะเห็นว่าประชาชนก็เป็นส่วนสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ ” นายประชา กล่าว

 

“ยิ่งลักษณ์”เตรียมชงครม.ไฟเขียวตั้งงบฯปรับปรุงการเตือนภัยประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 6 มี.ค. ที่จะถึงนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์  จะเสนอการตั้งงบประมาณของเเผนงานปรับปรุงระบบการเตือนภัยของประเทศภายใต้กยน. ไว้ที่สำนักปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ จะเสนอร่างพรบ.มาตราชั่งตวงวัด

พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯเสนอ การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการThe Canada- Asia Regional Emerging Infectious Diseases เเละเสนอเเผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์พ.ศ.2555-57(เเผนระยะสั้น)ตามพรบ.คุ้มครองเเละส่งเสริมภูมิปัญญาการเเพทย์เเผนไทยพ.ศ.2542เพิ่มเติม

“สุขุมพันธุ์”ปัดกทม.ขุดลอกคลองทั่วกรุงอืด

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานพิธีมอบเงินให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ประสบอุทกภัย กองทุนร่วมสร้างกรุงเทพมหานคร รวมกันเราทำได้ พร้อมกล่าวถึงความคืบหน้าการขุดลอกคลองในพื้นที่กทม.ว่า ไม่ได้ล่าช้า เพราะแต่ละเขตก็เร่งเดินหน้า คาดว่าคลองหลักๆ และท่อระบายน้ำในเส้นทางสำคัญจะเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมแน่นอน

“การลอกคลองไม่ได้อืด ผมไม่เคยบอกว่าทุกคลองในพื้นที่จะสร็จภายในเดือนพฤษภาคม แต่ที่ต้องเร่งดำเนินการคือคลองสำคัญและท่อระบายน้ำในเส้นทางหลัก ที่ต้องเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

กมธ.สธ.วุฒิ-สสส.จัดถกรับมือปัญหาสุขภาพภาวะน้ำท่วม

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาสุขภาพของคนไทยและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโครงการสร้างเสริมสุขภาพในองค์กรทางนิติบัญญัติ จัดสัมมนา “ถอดบทเรียนน้ำท่วม 2554 : เตรียมรับมือปัญหาสุขภาพ” โดยมีวิยากรจากหลายองค์กรมาร่วมแสดงความเห็น

พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ อภิปรายในหัวข้อ “ผลกระทบต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากน้ำท่วม” ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้สูงกว่า 1,000 ราย สาเหตุจากการจมน้ำตาย และโดนไฟฟ้าช็อต ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถวางแนวทางป้องกันได้ รวมถึงควรทบทวนหลักสูตรการว่ายน้ำเพื่อให้คนไทยมีทักษะในการป้องกันตนเองจากภัยธรรมชาติ  จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องวางแนวทางป้องกันในอนาคต หากชุมชนสามารถรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง มีการสื่อสารที่ดีจะสามารถต่อสู้กับภัยธรรมชาติได้ดีกว่า

รศ.วิจิตร ฟุ้งลัดดา หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์สังคมและสิ่งแวดล้อม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  ควรมีการสื่อสารให้ประชาชนมีวิธีป้องกันตนเองจากการสัมผัสน้ำเน่าเสียโดยตรง เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและส่งผลให้เกิดปัญหา สุขภาพตามมา

นพ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของการจัดระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งเป็นสิทธิขั้น พื้นฐานที่ต้องจัดให้กับประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ควรมีการเตรียมความพร้อมไม่ใช่พอน้ำมาแล้วจึงค่อยมาเตรียมความพร้อม สิ่งสำคัญในกรณีที่เกิดภัยพิบัติต้องมีระบบตรวจจับถ้าระบบตรวจจับไม่ได้ก็จะเกิดปัญหาเรื่องข้อมูลคลาดเคลื่อน

ขณะที่ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดปัญหาสุขภาพจิตในภาวะน้ำท่วมออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้สูงอายุที่พบว่ามีความเสี่ยงมาก 2. กลุ่มที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือคนพิการที่ความแข็งแรงทางสภาพร่างกายและจิตใจ น้อย 3. กลุ่มคนไข้ทางจิตเวชเดิม อาทิ คนไข้โรคจิตที่อาจมีอาการคุกคั่งได้ตรวจเวลา และ 4. กลุ่มที่มีการสูญเสียทั้งทางด้านทรัพย์สินและญาติพี่น้องในครอบครัว  อยากให้มีการคัดกรองบุคคลทั้ง 4 กลุ่มให้ชัด

Tags : , , , , , , | add comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อพูดถึง “อีคิว” หรือความฉลาดทางอารมณ์
นับได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้ “ไอคิว” ที่หมายถึงระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาเลย
เพราะเด็กที่มีอีคิวดีย่อมสามารถจัดการอารมณ์ และดำเนินชีวิตอย่างเข้าใจตนเอง
และผู้อื่น ซึ่งพ่อแม่สามารถฝึกฝนให้ลูกมีอีคิวที่ดีขึ้นได้
แต่ถ้าปล่อยให้เด็กอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หรือถูกเปรียบเทียบอยู่บ่อย ๆ
เป็นการยากที่จะมีการพัฒนาอีคิวที่ดีได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้
พญ.สุธีรา ริ้วเหลือง
จิตแพทย์ กลุ่มงานจิตเวช สาขาจิตเวชเด็ก และวัยรุ่น
รพ.พระนั่งเกล้าฯ กล่าวภายหลังจบการเสวนาในงานเทศกาลนิทานในสวนครั้งที่ 8 เมื่อเร็ว
ๆ นี้ว่า ทุกวันนี้ระดับอีคิว หรือความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กหลาย ๆ
คนกำลังถูกทำลายด้วยความคาดหวัง ช่างเปรียบเทียบ และมุ่งแข่งขันของผู้ใหญ่
ส่งผลให้เด็กหาความพอดีทางจิตใจไม่ได้ กลายเป็นคนอารมณ์ร้อน
ขาดทักษะทางสังคมที่ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ
โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหน้าที่การงาน
และชีวิตส่วนตัวย่อมมีได้น้อย

“การเปรียบเทียบเป็นส่วนหนึ่งของการที่พ่อแม่รู้สึกว่า
ลูกยังทำได้ไม่ดีพอ แล้วส่วนมากจะมีคำพูดที่ทำให้ลูกรู้สึกแย่ตามออกมาโดยลืมมองว่า
ลูกก็ทำได้มากแล้วนะ เช่น ทำไมทำไม่ได้ เรื่องแค่นี้เอง ดูสิ ขนาดเพื่อน ๆ
เขายังทำกันได้เลย ทำให้เด็กรู้สึกว่า
พ่อแม่มองไม่เห็นเลยหรือว่าตัวเขาเองก็พยายามเต็มที่แล้วนะ
มองแต่ส่วนที่พลาดแล้วย้ำมันอยู่นั่นแหละ หรือบางบ้าน ทำผิดไม่ได้เลย
ผิดเมื่อไรถูกตี หรือถูกตำหนิทันที ทำให้อีคิวในด้านของการรู้จักคุณค่าในตัวเองลดลง
กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ขี้โมโห
และไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์”

หากเด็กยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต่อไปเรื่อย
ๆ พญ.สุธีรา สะท้อนต่อไปว่า เมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อาจเกิดปัญหาต่าง ๆ
ตามมาได้

“พอเข้าสู่วัยรุ่น เด็กจะเริ่มรู้จักตัวเอง
และมองอย่างมีอคติว่า พ่อกับแม่ไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเขาเลย ซึ่งอันตรายมาก
เพราะเด็กจะขาดแรงยึดเหนี่ยว รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเกิดขึ้นในชีวิตของเขาเลย
ทำให้เสี่ยงต่อการหลงผิด และออกนอกลู่นอกทางได้สูงมาก เช่น ติดเพื่อน ตามเพื่อน
หรือบางคนอาจติดอยู่กับโลกออนไลน์อย่างเกม และโปรแกรมสนทนาต่าง ๆ
จนไม่สนใจสิ่งรอบตัวไปเลยก็มี”

“ดังนั้น มาสร้างแรงยึดเหนี่ยวให้ลูกตั้งแต่เล็ก ๆ
กันเถอะค่ะ เพราะถ้าเด็กมีคนที่เข้าใจ ยอมรับ และให้กำลังใจ
พวกเขาก็จะมีความภาคภูมิใจในตัวเองว่าเขาก็ทำได้นะ ถึงแม้จะทำได้ไม่ดีก็ตาม
แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีคนเข้าใจ และรักเขาอยู่ เมื่อเด็กได้รับสิ่งเหล่านี้
หมอเชื่อว่า เด็กจะสามารถก้าวผ่านช่วงวัยรุ่นไปได้ด้วยดี ต่อให้หลุดนอกวงโคจร
เด็กก็ยังรู้สึกว่า บ้านคือสิ่งที่อบอุ่น บ้านคือสิ่งที่ให้อภัยเขา
บ้านคือสิ่งที่รอรับเขาตลอดเวลา ซึ่งหมอบอกได้เลยว่า
ในช่วงวัยรุ่นมีโอกาสหลุดได้สูง แต่ถ้าเขามีทักษะทางอารมณ์ที่ดี หลุดไม่นานค่ะ
แล้วเขาจะกลับมา”
พญ.สุธีราทิ้งท้าย

Tags : , , , , , , , | add comments

จากมุมคุณครู หนังสือพิมพ์เมเนเจอร์ออนไลน์

MyfirstBrain.com

 

ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนสนุก และในขณะเดียวกัน ก็ได้ความรู้ด้วยนั้น มิใช่มีแต่การทดลอง การสำรวจเท่านั้น การใช้เกม บทบาทสมมติ ฯลฯ ก็
เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและชวนให้นักเรียนสนุกเพลิดเพลินด้วยเช่นกัน

เกมที่เป็นที่รู้จักกันดีและครูคุ้นเคย คือการเล่นโดยใช้แผ่นเกมซึ่งเกมนี้จะมีผู้เล่นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อแข่งขันเดินตัวหมาก  โดยผู้เล่นแต่ละคนจะทอดลูกเต๋า เพื่อเดินตัวหมากของตนเองผู้ที่เดินตัวหมากถึงช่องหมายเลขสุดท้ายก่อนจะเป็นผู้ชนะ เนื้อหาที่อาจใช้เป็นแนว ในการพัฒนาแผ่นเกม เช่น การใช้พลังงานอย่างฉลาด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้น้ำอย่าง ฉลาด
เป็นต้น

เกมอีกชนิดหนึ่งที่ครูคงรู้จักกันดีและนำมาใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาได้คือ โดมิโน
เนื้อหาที่อาจใช้เป็นแนวในการพัฒนา เช่น โซ่อาหาร ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของสัตว์ พืชใบเลี้ยง เดี่ยว – พืชใบเลี้ยงคู่ สถานะของสาร เป็นต้น ครูควรวาดรูปหรือติดรูปสีที่บัตรทั้ง 2 ด้านหรือ
ด้านหนึ่งเป็นตัวอักษรอีกด้านเป็นรูป แทนการใช้ตัวอักษรเพียงอย่างเดียวทั้ง
2 ด้าน เพื่อดึง ดูดความสนใจ

ยังมีเกมอีกหลายชนิด เช่น Jigsaw อักษรปริศนา กรรไกร – ค้อน – กระดาษ บิงโก  ซึ่งครู อาจนำแนวและกติกาการเล่นมาใช้ในการพัฒนาเกมที่มีเนื้อหาวิทยาศาสตร์ได้หรืออาจซื้อเกมสำเร็จรูปที่มีผู้ผลิตขึ้นมาใช้ เช่น แผ่นเกม ดังรูป ซึ่งเป็นแผ่นเกม ที่ออกแบบโดย สสวท. เป็นต้น ซึ่งอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะพัฒนาขึ้นเองหรือซื้อ ครูต้องศึกษาถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์ เนื้อหาและวัยของนักเรียนในระดับนั้นๆ 

ครูอาจจัดเกมต่างๆ เหล่านี้ไว้ที่มุมห้องเพื่อให้นักเรียนได้เล่นในเวลาว่าง หรือท้ายคาบการ
เรียนเพื่อเป็นการสรุปหรือทบทวนในระหว่างเล่นครูอาจให้นักเรียนอธิบายเหตุผลถึงข้อ
ความที่ปรากฎในช่องบนแผ่นเกม หรือสาเหตุที่เลือกภาพหรือข้อความนั้นๆ

การใช้เกมเป็นกิจกรรมประกอบ
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์นั้นจะช่วยให้นักเรียนรู้สึกสนุกสนานไม่เคร่งเครียดมากนักกับการเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิด ความรักความสนใจและต้องการเรียนวิทยาศาสตร์หรือมีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ได้

โดย สมศรี ตั้งมงคลเลิศ

Tags : , , , , , , | add comments

ดวงตา เป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน ไวต่อเชื้อโรคมากที่สุด การดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันต้องเผชิญกับมลภาวะ และฝุ่นละอองเป็นจำนวนมาก จึงอาจเป็นสาเหตุให้ดวงตาเกิดความผิดปกติได้
โรคตาแดง เป็นอีกโรคฮิตที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตาจากการติดเชื้อไวรัส เป็นกลุ่มอาดิโนไวรัส สามารถพบได้ในทุกเพศ ทุกวัย และในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก โรคตาแดงมักจะระบาดในช่วงฤดูฝน อาการของโรคเกิดได้ภายใน 1-2 วัน ระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน
ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล เจ็บตา มักมีขี้ตามาร่วมด้วย ต่อมน้ำเหลือง หน้าหูมักเจ็บ และบวม มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน และจะติดต่อมายังอีกข้างได้ ถ้าระมัดระวังไม่ให้น้ำตาข้างที่ติดเชื้อไวรัสมาถูกตาอีกข้าง ก็จะช่วยป้องกันตาข้างที่ยังไม่มีอาการได้

อาการแทรกซ้อนของโรคตาแดง คือจะมีอาการเคืองตามาก ลืมตาไม่ค่อยได้ มักมีอาการกระจกตาอักเสบ ซึ่งจะดีขึ้นได้ประมาณ 3 สัปดาห์ หรือบางรายเป็น 1-2 เดือน ทำให้ตามัวพร่าอยู่เป็นเวลานาน

การป้องกันโรคตาแดง ทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

1.ล้างมือด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ง

2.ไม่คลุกคลีหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยโรคตาแดง

3.ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที

4.อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา เพราะเป็นพาหะของโรค

5.หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ให้สะอาดอยู่เสมอ

6.ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรค

7.หลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกสัมผัสที่ตา

การรักษา

ตาแดงเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส และยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง หากมีอาการป่วยเกิดขึ้น อาทิ มีขี้ตามาก ควรใช้ยาหยอดตา ถ้ามีไข้ เจ็บคอร่วมด้วย ก็ควรรับประทานยาลดไข้ หรือยาแก้อักเสบ ผู้ป่วยโรคตาแดง ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ห้ามขยี้ตา ไม่จำเป็นต้องปิดตาไว้ตลอด ยกเว้นถ้ามีอาการกระจกตาอักเสบ เคืองตามาก จึงปิดตาเป็นครั้งคราว และควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันแสง ควรงดการใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน ก่อนใช้มือสัมผัสที่ตา ควรล้างมือให้สะอาด ผู้ป่วยไม่ควรลงเล่นน้ำในสระ เพราะเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายทางน้ำได้

อย่าปล่อยให้เชื้อไวรัสมาแผลงฤทธิ์ เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการป่วยเป็นโรคตาแดง ต้องรีบทำการรักษา ถ้ารักษาด้วยการหยอดตาแล้วอาการยังไม่ทุเลา หรือมีอาการอื่นแทรกซ้อน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที หากชะล่าใจอาจเป็นอันตรายถึงขั้นตาบอดได้

Tags : , , , , | add comments


ปรากฏการณ์ สุริยุปราคา “Solar eclipse” นั้น คือปรากฎการณ์ที่เงาของดวงจันทร์มาบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่สองมายังโลก แต่..
รู้หรือไม่ว่า ปรากฎการณ์นี้ จะอยู่ได้ไม่เกิน 8 นาที เนื่องจากความเร็วของโลกที่โคจรรอบดวงอาทิตย์

เนื้อหา : brainpoweer.com

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments

หลาย ๆ ท่านคงได้ทราบข่าวเกี่ยวกับเด็กนักเรียน 7 คนที่ถ่ายรูปโชว์ส่วนสัด แล้วโพสต์รูปลงในเฟสบุ๊ค แล้วเกิดเป็นข่าวใหญ่โต เนื่องจากสังคมอินเตอร์เน็ตเป็นสังคมที่กว้างและรวดเร็ว จึงทำให้มีหน่วยงานราชการหลาย ๆ หน่วยงานต้องออกมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และพยายามที่จะแก้ปัญหา (ปลายเหตุ) หากเรามาลองทบทวนเหตุการณ์หรือภาพข่าวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิควีดีโอ คันหู ซึ่งเป็นที่แพร่หลายกันอยู่พักใหญ่ , คลิปเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งที่รุมทำร้ายเด็กหญิงอีกหนึ่งคน ในห้องเรียน หรือแม้กระทั่งนักศึกษาหนุ่มที่ล่อลวงนิสิตที่รู้จักกันผ่านสังคมออนไลน์ ไปเรียกค่าไถ่ จนสุดท้ายนิสิตสาวก็ถูกฆ่าตาย จะพบว่าสังคมไทยกำลังเสื่อมลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าการปกครองทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศเกิดปัญหาที่รุนแรง โดยไม่มีใครใส่ใจแก้ไขกันอย่างจริงจัง

การปกครองในระดับครอบครัว เรามักจะพบว่า ครอบครัวในยุคใหม่มักเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ทำงานทั้งสองคน ในช่วงวัยเด็กก่อนวัยเรียน เด็กก็จะอยู่กับพี่เลี้ยง ซึ่งมักตามใจเด็ก หากเขาอยากได้อะไรก็ต้องตามใจ หากขัดใจก็จะงอแง กรีดร้อง สิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้ ก็คือ ความงอแง หรือการกรีดร้องเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ หากครอบครัวใดมีลูกคนเดียว เด็กจะกลายเป็นผู้นำกฎในบ้าน นั่นคือเด็กสามารถจะทำทุกอย่างที่ตนเองต้องการ และไม่ทำทุก ๆ อย่างที่ตนเองไม่ต้องการ ทำให้กฎระเบียบภายในบ้าน ไม่สามารถนำมาใช้กับเจ้าตัวน้อยได้ หากปล่อยให้เด็กประพฤติตนในแบบดังกล่าว ก็จะกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยเอาแต่ใจตนเอง ยากในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่มีกฎระเบียบ หรือเมื่อเข้าโรงเรียนก็จะไม่เป็นที่ยอมรับให้เข้ากลุ่ม ซึ่งมีผลให้เด็กเก็บตัว หรือเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น หากบางครอบครัวที่ไม่สามารถจ้างพี่เลี้ยงได้ ก็จำเป็นที่จะต้องส่งเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งการส่งเด็กเข้าไปในสถานรับเลี้ยงเด็กนั้น อาจทำให้เขาเหล่านั้นมีทักษะทางสังคม และการใช้กล้ามเนื้อมือที่ดี แต่ในเวลาที่เขาอยู่กับพ่อแม่ อาจทำให้เขาเรียกร้องความสนใจ ซึ่งอาจแสดงออกมาในลักษณะของพฤติกรรมด้านลบ (บางรายอาจแกล้งพูดไม่ชัด , ทะเลาะกับเพื่อนหรือน้อง)หากพ่อแม่ไม่รู้เท่าทันไปตอบสนองกับความประพฤติในทางลบดังกล่าว ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดพฤติกรรมดังกล่าวมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการเพิกเฉยต่อพฤติกรรมด้านลบ และให้คะแนนหรือคำชมกับพฤติกรรมทางบวก เนื่องจากเด็กก่อนวัยเรียนนั้นต้องการความรัก ความเอาใจใส่ ดูแลจากพ่อแม่ หากพฤติกรรมใด ได้รับความสนใจหรือการตอบสนองไม่ว่าจะบวกหรือลบ เขาถือว่ามันคือความสนใจที่เขาได้รับ

เรามักพบว่าในช่วงปฐมวัย เด็กจะบ่มเพาะพฤติกรรมที่เป็นพื้นฐานนิสัยเมื่อโตขึ้น เช่นหากพ่อแม่รู้ไม่เท่าทันพฤติกรรมการเรียกร้อยความสนใจ ความเอาใจใส่จากพ่อแม่ในทางลบ ก็จะบ่มเพาะให้เขาเป็นเด็กที่แสดงออกในด้านลบเพื่อให้ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ เมื่อโตขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนต้น ซึ่งเป็นวัยที่เด็กมีความต้องการที่จะได้รับความสนใจจากพ่อแม่ก็น้อยลง แต่มีความต้องการการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อนและสังคม เด็กก็เริ่มที่จะพยายามทำตัวเองให้เด่น เมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ในปัจจุบันเนื่องจากสิ่งเร้าในด้านลบมีมากมายมหาศาล การทำพฤติกรรมในด้านลบจึงดูเหมือนทำงานและได้ผลเร็วกว่าเด็กในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการบ่มเพาะให้มีความแข็งแรงทางด้านสำนึก ศีลธรรม และวัฒนธรรมในทางที่ดี ทำให้เด็กในกลุ่มนี้ขาดความยั้งคิดถึงการกระทำของตนว่าสมควรหรือไม่ ขอเพียงให้สิ่งที่ตนเองกระทำ ได้รับความสนใจจากกลุ่มเพื่อน หรือเป็นที่กล่าวขานก็พอใจแล้ว

กล่าวถึงการปกครองในระดับชาติ ในรัฐบาลต่อรัฐบาล ยังไม่เห็นการแก้ไขปัญหาทางด้านสังคม เยาวชน การศึกษาอย่างจริงจัง ทางภาครัฐมุ่งเน้นแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ , ค่า GDP มองแต่ภาคอุตสาหกรรม (ซึ่งเราใช้เทคโนโลยีของต่างชาติ 100%) ลืมหันกลับมามองเรื่องของการศึกษาที่ล้มเหลว ต่อเมื่อมีข่าวฉาวหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะลุกขึ้นมาวางกรอบแนวทางการแก้ไขในแต่ละครั้งโดยไม่คิดจริงจัง แล้วข่าวก็เงียบหายไป เหมือนสำนวนที่ว่า “วัวหายล้อมคอก”

หากเรายังคงปล่อยให้สังคมเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ โดยไม่คิดที่จะแก้ไขจากตัวเราเองและครอบครัวของเราก่อน ปล่อยการเลี้ยงดูลูกให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เราก็ต้องยอมรับได้ว่าสังคมในอนาคตที่ลูกหลานของเราคงจะมีสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าในปัจจุบันนี้เป็นแน่! หรืออาจจะมีโสเภณีในชุดนักเรียนเกลื่อนเมือง ขโมยที่มีเต็มบ้านเต็มเมือง สถานเริงรมย์ที่เปิดติดกับโรงเรียนอนุบาล มากขึ้นและมากขึ้นต่อไป

Tags : , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์
วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555
ไอคิว’สูง-ต่ำ’เด็กไทยเรื่อง(ไม่)เล็ก ที่ต้องใส่ใจ โดย…พิมพ์ชนก ศรเพชร

“เด็กไอคิวสูง หรือที่เรียกว่า “เด็กอัจฉริยะ” ภาษาวิชาการเรียกว่า “เด็กที่มีความสามารถพิเศษในระดับสูง” เป็นเด็กเรียนรู้ได้รวดเร็ว จำได้ดี จะจัดการเรียนการสอนเหมือนเด็กปกติไม่ได้ จะทำให้เด็กมีปัญหาและเกิดความกดดัน” ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก บอกว่า “เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ได้เร็ว ครูควรเปลี่ยนการเรียนสอนให้ยากและท้าทายมากขึ้น แต่ใช้สาระการเรียนรู้เดียวกับเด็กอื่นๆ เขาจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ ให้ความสำคัญเรื่องที่เขาสนใจนอกเหนือจากการเรียนและใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ชอบ เพื่อลดความกดดัน เด็กกลุ่มนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญดูแล ส่วนใหญ่ไอคิว 160 ขึ้นไป หรือเฉพาะกรณีที่ไอคิวสูงมาก มีความสามารถพิเศษโดดเด่นกว่าคนอื่น”
“ถ้าพูดถึงเด็กที่ไอคิวต่ำ จริงๆ แล้วต้องจัดการเรียนการสอนต่างจากเด็กคนอื่น เน้นการเรียนการสอนที่ง่าย สอนซ้ำหลายๆ ครั้ง มีการสอนหลากหลาย ชัดเจน เข้าใจง่าย และต้องให้เวลาด้วย เพราะเขาต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน จะประเมินผลร่วมกับเด็กอื่นไม่ได้ ควรประเมินตามศักยภาพของเขา เพื่อจะได้เห็นพัฒนาการที่แท้จริง”

นอกเหนือจากการเรียน กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถของเด็ก อย่าง “ดนตรี ศิลปะ กีฬา เป็นอีกทักษะที่ต้องให้ความสำคัญ” ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก เน้นย้ำ

เพลงโมสาร์ท หรือเพลงบรรเลง ทำให้คลื่นสมองเปลี่ยนแปลง เกิดคลื่นอัลฟา เมื่อเด็กได้ฟัง สมองเขาจะผ่อนคลาย แล้วมีสมาธิมากขึ้นถึงในระดับที่ดีมาก เห็นมั้ยว่าดนตรีมีส่วนทำให้เด็กมีสมาธิ สามารถเรียนรู้และจดจำได้รวดเร็วขึ้น

กีฬามีส่วนพัฒนาระดับสติปัญญาของเด็ก เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำทำให้สมองตื่นตัว แข็งแรง เมื่อสุขภาพจิตดีเด็กก็มีการเรียนรู้ดีขึ้น ด้านศิลปะมีส่วนช่วยในการพัฒนาอารมณ์และเป็นตัวแทนด้านความคิดจิตใจ ที่สำคัญทำให้เด็กมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย

“อยากฝากถึงภาครัฐ ครูผู้สอน ผู้บริหาร เปลี่ยนทัศนคติและทำความเข้าใจใหม่ เพราะปัจจุบันมีการจัดการเรียนสอนแบบขนมชั้น ไล่ระดับชั้นไปเรื่อยๆ ไม่มีการซ้ำชั้น เหมือนถูกผลักไปเรื่อยๆ ตามชั้นเรียนต่างๆ ปัจจุบันพบว่า มีเด็ก ป.6 อ่านหนังสือไม่คล่อง เห็นมั้ยว่าเกิดปัญหาแล้ว ควรให้เด็กได้รับการศึกษาตามศักยภาพและระดับการเรียนรู้ จัดให้มีการทดสอบก่อนเรียน จัดการเรียนการสอนให้ตรงกับระดับสติปัญญาและความสามารถของเด็ก” ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก กล่าวทิ้งท้าย

นพ.อภิชัย มงคล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “จากการสำรวจระดับไอคิวเด็กอายุ 6-15 ปี เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ไอคิวเฉลี่ยเด็กไทยอยู่ที่ 91 ปัจจุบันไอคิวเฉลี่ยอยู่ที่ 98.59 ถึงจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึงเกณฑ์ที่ควรเป็นไปตามมาตรฐานโลก เฉลี่ยอยู่ที่ 100 แม้ว่าระดับไอคิวใกล้เกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำและน่าเป็นห่วง”

คุณหมอบอกอีกว่า องค์การยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลกกล่าวถึงการพัฒนาสติปัญญาทำได้ 3 ปัจจัย คือ การบริโภคเกลือไอโอดีน การพัฒนาการเลี้ยงดูของครอบครัว ปัจจัยสุดท้ายคือ การพัฒนาการเรียนการสอน แต่ที่ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การบริโภคเกลือที่มีไอโอดีน เกลือไอโอดีนมีความสำคัญต่อการพัฒนาเซลล์สมอง ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ถ้าไม่ได้รับไอโอดีนที่เพียงพอก็จะทำให้สมองหยุดการพัฒนา ทำให้ระดับการเรียนรู้ไม่ดี ถ้าขาดไอโอดีนมากก็จะทำให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกายและสติปัญญา ระดับไอโอดีนที่ควรได้รับนั้นมีปริมาณน้อย แต่ไอโอดีนไม่สามารถสะสมในร่างกายได้นาน จึงต้องบริโภคไอโอดีนเป็นประจำทุกวัน

พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผอ.สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “ปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาระดับสติปัญญาของเด็ก คือ อาหารและสุขภาพ เด็กต้องได้รับอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมองและพัฒนาการเรียนรู้ ส่วนเรื่องสุขภาพต้องได้รับการดูแลตั้งแต่ในครรภ์ สมองและร่างกายต้องไม่ได้รับการกระทบกระเทือน จนเป็นปัญหาสุขภาพส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญญา”

คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็ก บอกด้วยว่า เด็กแต่ละคนมีระดับสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน คนที่อยู่กับเด็กต้องมีความรู้ ความเข้าใจ พัฒนาให้เขามีการตอบสนองต่อการเรียนรู้ มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาการเรียนรู้ มีสื่อ กิจกรรมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มทักษะด้านต่างๆให้กับเด็ก

สาเหตุที่ทำให้สติปัญญาเด็กหยุดพัฒนา คือ สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือป่วยจากโรคที่ส่งผลต่อภาวะทางสมอง อย่างเช่น โรคไข้สมองอักเสบ ที่อาจทำให้สมองหยุดการเรียนรู้ไป ถึงจะฟื้นกลับมาได้ แต่ไม่ปกติเท่าเดิม

“การฟื้นฟูส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก อย่างพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ ต้องทำให้สมรรถภาพการทำงานกับประสาทสัมพันธ์กัน “การเล่น” กับเด็กเป็นสิ่งคู่กัน ช่วยคลายความเครียด ทำให้ผ่อนคลายและสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ให้ตัวเด็กด้วย” คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็ก กล่าว

เด็กที่ไม่ได้รับการพัฒนาระดับสติปัญญาและส่งเสริมความรู้ความสามารถให้ถูกทางถือว่าเป็นการเสียโอกาส เพราะการพัฒนาการเรียนรู้เป็นพื้นฐานที่เด็กต้องได้รับ เพียงแต่ อย่าละเลยการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ตามวัย เด็กจะได้เติบโตขึ้น เป็นกำลังสำคัญที่พัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

Tags : , , , , , , | add comments

เมื่อเด็กก้าวเข้าสู่ตอนปลายอนุบาล 3 จะเป็นช่วงที่เด็กจะต้องมีการฝึกอ่าน และเขียนให้คล่องแคล่วมากขึ้น การฝึกในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ต้องจัดกิจกรรมการอ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ระบบโรงเรียนที่เป็นแบบปกติ นั่นคือโรงเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ซึ่งภาษาไทยจะเป็นแกนกลางของการอ่านในทุก ๆ วิชา ในช่วงแรกต้องให้เด็กสามารถอ่านตัวหนังสือที่มีแต่สระโดยไม่มีตัวสะกดและวรรณยุกต์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มตัวสะกด และวรรณยุกต์ หรืออาจจะทำเป็น flash card สระ แล้วให้คิดตัวพยัญชนะใส่เข้าไป แล้วออกเสียงให้ถูกต้อง หรืออาจเล่นเกมส์ต่อคำโดยให้เป็นคำพ้องเสียง ในเวลาที่อยู่ในรถ ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ ก็ใช้เป็นความคิดแทน
สำหรับเด็กที่เรียนในโรงเรียนสองภาษาก็จะต้องเน้นทั้งสองภาษา การเรียนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพในเรื่องของการอ่าน ระบบที่จะทำให้เด็กสามารถอ่านได้เร็วที่สุด ก็คือ phonics เนื่องจากเป็นการจำรูปแบบของการวางสระ ซึ่งมีเพียง 5 ตัวแต่สามารถแบ่งออกเป็น สระเสียงสั้น (short vowel sound) และ สระเสียงยาว (long vowel sound) ได้ขึ้นอยู่กับแบบรูปที่วาง โดยเด็กจะต้องผ่านเสียงของพยัญชนะทั้งหมดก่อน เพื่อให้สามารถอกเสียงทั้ง เสียงต้น (beginning sound) และเสียงท้าย (ending sound) ต่อมาก็ แล้วจึงจะเข้าสู่การเรียนสระเสียงสั้น และต้องเพิ่ม sight word บางคำ ซึ่งไม่เข้ากฏของ phonics เมื่อสิ้นสุดสระเสียงสั้นทั้งหมด เด็กก็จะสามารถอ่านได้บ้างแล้ว (เราสามารถเลือกหนังสือ หรือบทความสั้น ๆ ให้หัดอ่านได้จาก website ซึ่งบางเว็บสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งภาพและเสียง) และต่อมาก็ยังเป็นช่วงของสะเสียงยาว , r-controlled soundในช่วงนี้พ่อแม่ผู้ปกครองหลาย ๆ คนมักจะประเมินว่าตนเองนั้นไม่สามารถให้ความรู้หรือสอนลูกได้ แต่ความจริงแล้ว เราไม่ได้เป็นตัวหลักเพียงแต่เป็นตัวช่วย และนอกจากนี้แล้วยังมีแหล่งข้อมูลใน website ต่าง ๆ มากมายที่จะเป็นฐานข้อมูลให้เราได้ และผลที่เราจะได้รับก็คือ ทำให้กระบวนการในการอ่านไปได้เร็วมากขึ้น สร้างความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีกับการเรียน เนื่องจากในการเรียนแบบสองภาษา ก็จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นแกนกลางในการเรียนหลาย ๆ วิชา หรืออาจจะทุกวิชาเลยก็ได้
เรามักพบว่าเด็กที่มีพัฒนาการในการอ่านช้า จะทำให้ไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียน ดังนั้นในช่วงของการฝึกอ่าน ฝึกสะกดจะเป็นช่วงที่สำคัญที่จะทำให้เด็กแต่ละคนมีทัศนคติที่ดีการเรียนหรือไม่ หากทัศนคติในการเรียนไม่ดี มันจะทำให้เขาหันเหความสนใจไปในเรื่องอื่น ซึ่งในยุคสมัยนี้มีสิ่งเร้ามากมาย ซึ่งมักจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความคิดที่ไม่ดีมากกว่าการทำดี เป็นการตัดโอกาสของตนเองที่จะก้าวไปในอนาคตที่ดี
ในทางกลับกันเด็กที่ได้รับการฝึก การพัฒนาการอ่านที่ดี เขาจะ สามารถอ่านประโยคสั้น ๆ ได้แล้ว คราวนี้ก็ต้องฝึกให้หัดแบ่งวรรคตอน เพื่อการจับใจความ ซึ่งโจทย์ทางคณิตศาสตร์นั้นจะต้องอ่านโดยเว้นวรรคตอนให้ดี เขาถึงจะสามารถจับใจความได้ว่าโจทย์ดังกล่าวให้อะไรมาบ้าง แล้วตีความได้ว่าโจทย์ต้องการอะไร เมื่อฝึกบ่อย ๆ
เขาก็จะมีประสบการณ์ที่จะตีความได้ด้วยตนเอง จากข้างต้นท่านผู้ปกครองจะเห็นได้ว่า การอ่านเป็นส่วนสำคัญและมีผลอย่างยิ่งต่อการเรียนคณิตศาสตร์ หากท่านผู้ปกครองต้องการให้ลูก ๆ หลาน ๆ เก่งคณิตศาสตร์ ท่านก็จำเป็นต้องส่งเสริมเด็ก ๆ ในเรื่องการอ่านและการตีความด้วยเช่นกัน

ครูจา

Tags : , , , , , | add comments

หลังจากการเตรียมความพร้อมที่ทางบ้านมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียนจนเด็ก ๆ มีพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อที่ดี ควบคู่ไปกับการนับเลข (ทั้งนับเพิ่มและนับถอยหลัง)
ในกระบวนการต่อมาก็เพิ่มสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ( + , -) โดยชี้นำให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าการนับเพิ่มก็คือการบวก ส่วนการลบก็คือการหักออก ซึ่งก็คือการนับถอยหลัง ที่เค้าคุ้นเคยนั่นเอง ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่ อาจใช้ตัวต่อเพื่อทำให้ประโยคสัญลักษณ์เป็นรูปธรรมมากขึ้น การใช้ตัวต่อต่างสี ก็เป็นวิธีที่ทำให้เด็กเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
(การเห็นภาพจะทำให้เด็กเกิดความเข้าใจที่กระจ่างมากกว่าการใช้สัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว) ในการเพิ่มสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์นี้ ช่วงแรกควรให้ผลลัพธ์ไม่เกิน 10 ก่อน ในการทำความคุ้นเคยกับประโยคสัญลักษณ์นั้น เราแต่งโจทย์ที่เป็นประโยคในแนวของนิทาน ให้เขาคิดตามแล้วหาคำตอบที่แทรกอยู่ สิ่งที่จะได้รับคือเด็ก ๆ จะสามารถตีความ
และเกิดความคุ้นเคยกับการแปลโจทย์
ต่อจากนั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่ทำได้ก็คือการหาเกมส์ต่าง ๆ เช่น การต่อจุด (dot to dot) เพื่อไม่ให้จำเจอยู่กับตาราง 100 ช่องเพียงอย่างเดียว ซึ่งการเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของทางบ้านก็จะทำให้เด็กเชื่อมโยงไปใช้ในโรงเรียนได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวก็จะไปตรงพอดีกับเนื้อหาในโรงเรียนในชั้นประถมปีที่ 1
การที่เด็กมีพัฒนาการทางคณิตศาสตร์ที่ดีที่สุดนั้นจะต้องเป็นความร่วมมือของคน 3 ฝ่าย ซึ่งได้แก่ ครู (ในโรงเรียน) , พ่อแม่ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง แน่นอนทางโรงเรียนต้องเป็นเอกในด้านการให้ความรู้พื้นฐาน แต่ทางบ้านมีส่วนสำคัญที่จะปลูกฝังให้เด็กรักการเรียนรู้ มีความกระตือรือร้นในการเรียน และยังมีส่วนผลักดันให้เด็กดึงศักยภาพที่เด็ก ทุก ๆ
คนมีอยู่ให้นำออกมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่รู้สึกเสียดายกับวันเวลาที่เป็นวัยทองของการเรียนรู้ที่หายไป และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้

ครูจา

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2554
ปรารถนาจะเรียนหนังสือเก่ง ทำงานดี มีความจำเลิศ อย่าละเลยการสร้าง “สมาธิ” ตัวช่วยสำคัญหยุดจิตสับสน ว้าวุ่น ทำสมองปลอดโปร่ง ฝึกง่าย ๆ ด้วย 4 วิธี
สร้างสมาธิก่อนเรียน หรือ ทำงาน โดยนั่งบนเก้าอี้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องหลับตา เพียงให้มีสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก กำหนดจุดเพ่งมอง ปฏิบัติประมาณ 5-10 นาที ช่วยขจัดความยุ่งเหยิงทางใจ สมองคลายเครียด พร้อมใช้ความคิด ทั้งยังรับรู้ และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ลดความเร็วในการเดิน ให้จิตใจจดจ่ออยู่กับการก้าว สลับกับพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัว ช่วยผ่อนคลายความเครียด และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต สามารถประยุกต์ใช้เมื่อเดินเล่น เดินไปเรียน และทำงานได้

รับประทานช้าลง โดยค่อย ๆ ตักอาหาร และเคี้ยวให้ละเอียด ไม่เพียงลดอาการท้องอืด และลดการทำงานหนักของกระเพาะอาหาร ยังเป็นการฝึกรวบรวมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำด้วย

เลี่ยงคาเฟอีนเข้มข้น แม้คาเฟอีนจัดเป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ลดความง่วง เหนื่อยล้า เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็ว และมีสมาธิขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับในปริมาณไม่มากเกินไป โดยเฉพาะวัยเรียน อาจลดความเข้มข้นจากการดื่มกาแฟเป็นชาแทน

หากต้องการกำจัดความฟุ้งซ่าน เข้าสู่โหมดสงบ มีสติ ลองสร้างสมาธิด้วยวิธีข้างต้น สามารถฝึกปฏิบัติได้ทุกที่ เมื่อสติมาปัญญาย่อมเกิดแน่นอน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , , , | add comments