BadGradeClipArtในช่วงปิดเทอม ผู้ปกครองหลาย ๆ คนมองว่าเป็นโอกาสดีที่จะปรับพื้นฐานในการเรียนให้แก่บุตรหลาน หลายครั้งที่ทางสถาบันได้รับสายจากทางผู้ปกครองที่จะพาบุตรหลานของตนมา หลาย ๆ คนที่กำลังจะขึ้นชั้น ป.2 แต่เมื่อถามความเป็นไปของตัวน้อง กลับพบว่า ปัญหาจริง ๆ ของเด็กในการเรียน คือการอ่าน ซึ่งทำให้ผู้ปกครองมุ่งแก้ไขปัญหาของน้องในแต่ละวิชา ซึ่งวิชาคณิตศาสตร์มักเป็นวิชาแรก ๆ ที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญ โดยลืมไปว่า การเรียนในทุก ๆ วิชาของบุตรหลาน ต้องเริ่มที่การอ่าน (ภาษาไทย) เป็นหลัก หากไม่ได้รับการแก้ไขในเรื่องของการอ่าน ไม่ว่าจะส่งบุตรหลานเรียนวิชาต่าง ๆ มากมาย หรือนานเพียงใด ก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากปัญหาใหญ่ที่สุด ไม่ได้รับการแก้ไข ผู้ปกครองหลาย ๆ คนมักเข้าใจว่าการเรียนคณิตศาสตร์ ครูสามารถอ่านโจทย์ให้เด็กได้ ซึ่งก็เป็นความจริง แต่การที่ครูเป็นผู้อ่านให้เด็กฟัง เด็กจะมีความเข้าใจได้ แต่เมื่อเด็กต้องอ่านโจทย์เอง การเว้นวรรคตอนที่ผิด ทำให้การตีความผิดเช่นกัน ดังนั้นการที่ส่งเด็ก ๆ เรียนในวิชาต่าง ๆ โดยที่ตัวเด็กนั้นขาดทักษะด้านการอ่าน ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาที่แท้จริงให้แก่บุตรหลานได้ เปรียบเสมือนการเกาไม่ถูกที่คันนั่นเอง

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

A pigeon is seen in a cage at a yard, in central Beijingมื่อฤดูกาลสงกรานต์ผ่านไป ประเทศไทยที่กำลังร้อนระอุ ก็คืบคลานเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ซึ่งก็จะเริ่มเข้าหน้าฝน สิ่งที่น่าเป็นห่วงในช่วงหน้าฝน หรือช่วงที่อากาศเริ่มเย็นขึ้น ก็คือ การแพร่ระบาดของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข้หวัด ซึ่งเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์ทุก ๆ หน้าฝน แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มีข่าวว่าในประเทศจีน มีการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9  ซึ่งติดต่อระหว่างสัตว์ปีกสู่คน และในทางทฤษฏีพบว่าไม่มีความเป็นไปได้ที่จะมีการแพร่ระบาดจากคนสู่คน  แต่ทางสำนักข่าววินหวาของประเทศจีนรายงานว่า ทางศูนย์ควบคุมและป้องกันเชื้อโรงคแห่งจีน ชี้ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของการติดต่อเชื้อไวรัส H7N9 “ระหว่างคนสู่คน” เนื่องจาก 40%  ของผู้ติดเชื้อ ไม่ได้สัมผัสหรือใกล้ชิดกับสัตว์ปีก ก่อนเกิดอาการไข้หวัดนก

ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับสถานการณ์ไข้หวัดนกกลายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัส H7N9 ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันเชื้อโรคแห่งจีน นาย เผิง จื่อเจี้ยน กล่าวว่า แม้ว่าอกาสการติดเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ใหม่จากคนสู่คนเป็นไปได้ยาก แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้ในทางทฤษฏี โดยการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเป็นเวลานาน และไม่มีการป้องกันใด ๆ ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในหมู่คนได้

จากข่าวดังกล่าว เราควรมีการเตรียมพร้อมรับมือ กับสถานการณ์ที่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

จาก http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9560000046674

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

2336591            สมัยก่อนมักมีคำพูดดังกล่าวเสมอว่า หลังจากดูละครแล้ว ให้ลองย้อนกลับมาดูตัวเรา เพื่อให้เราได้พิจารณาว่าเราเป็นเสมือนหนึ่งตัวแสดงในละครหรือไม่  แต่ในปัจจุบันนี้กลุ่มของผู้ดูละคร อายุเฉลี่ยลดลงเรื่อย ๆ นั่นหมายความถึงความสามารถในการกลั่นกรอง พิจารณาข้อมูลก็น้อยลง ในขณะที่ละครไทยในปัจจุบันมีความรุนแรง ก้าวร้าว และการแต่งตัวที่แสดงออกในเรื่องเพศมากขึ้น  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มักมีผลในเชิงลบกับกลุ่มเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย เมื่อเทียบกับการดูละครในเรื่องเดียวกัน  อาจเป็นเพราะในละครไทยส่วนใหญ่ปัจจุบัน นักแสดงนำที่สวมบทนางร้ายมีมากกว่า หรือแม้กระทั่งตัวนางเอกเอง บุคลิกในปัจจุบันมักเป็นผู้หญิงเปรี้ยว มีความมั่นใจในตัวเอง มีบุคลิกในแนวตาต่อตา ฟันต่อฟัน มากกว่านางเอกที่เป็นผู้หญิงเรียบร้อยเหมือนในอดีต ซึ่งส่งผลให้เด็กที่ขาดวิจารณญาณ หรือการดูละครร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่คอยชี้แนะในสิ่งที่ดี และไม่ดี แต่เป็นการดูละครเพียงลำพัง ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ทันตั้งตัว หรือแม้กระทั่งตัวประกอบที่มีบุคลิกก้ำกึ่งมีอยู่ในละครทุก ๆ เรื่อง จุดประสงค์เพื่อให้ละครมีสีสัน ความสนุกมากขึ้น เด็กผู้ชายที่อยู่ในกลุ่มเสียงที่มีความต้องการได้รับความสนใจ ก็อาจมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเมื่อโตขึ้นได้

จากบทความข้างต้น ไม่ใช่ว่าละครจะมีเพียงแต่ผลกระทบเชิงลบ  พ่อแมผู้ปกครองสามารถใช้ละครในเชิงสร้างสรรค์ได้ โดยการมีส่วนร่วมในการดูหนัง หรือละคร แล้วให้คำแนะนำ หรือชี้แนะให้เห็นถึงสาระของเน้อเรื่องว่า ละครดังกล่าวต้องการสื่ออะไรให้กับผู้ชม เช่น การสอนในเรื่องของการทำดี ได้ดี  ทำชั่ว ได้ชั่ว หรือหากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเวลาในการอยู่ร่วมกับเขาในช่วงเวลาของทีวี ก็ควรหลีกเลี่ยงละครเสียจะดีกว่า

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากค่าเฉลี่ยของการสอบ O-Net ของโรงเรียนแต่ละโรง โดยรวมแล้วเด็กไทยมีค่าเฉลี่ยในวิชาหลักไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 50) โดยส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 22 – 30% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลการประเมินที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับการร่ำเรียน ศึกษามาตลอด 1 ปีการศึกษา ที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นเพราะเรากำลังจะเปิด AEC ในปี 2558 ซึ่งเมื่อดูจากผลการสอบแล้ว เด็กไทยมีอาการเข้าขั้นวิกฤติเมื่อต้องแข่งขันกันในระดับอาเซียน ไม่ต้องพูดถึงการแข่งขันระดับโลกกันแล้ว หากการเรียนการศึกษาของลูกหลานเรายังคงมีผลประเมินในแนวทางนี้ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการเลี้ยงดูลูกหลานให้มีความรู้ที่ไม่ใช่ในแนวท่องจำเพียงอย่างเดียวแล้ว เราต้องฝึกให้เด็กได้มีการคิดวิเคราะห์ และการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองให้มากขึ้นแล้ว ไม่ใช่การอ่านและท่องจำเพื่อให้ได้คะแนนสอบในโรงเรียนเท่านั้น

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

time_flies_2ปัญหาของพ่อแม่ผู้ปกครองหลาย ๆ คน ในช่วงปิดภาคเรียน คือการที่ไม่มีใครคอยดูแลบุตรหลาน จึงทำให้ต้องฝากบุตรหลานไว้กับญาติ หรือคุณปู่คุณย่าให้อยู่กับบ้าน โดยมีเครื่องทุ่นแรงอย่างเกมส์ หรือคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเวลาในการทำงานของพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นจะอยู่ระหว่าง 8 – 10 ชั่วโมง ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีใครเป็นคนกำหนดเวลาในการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเกมส์ ทำให้เด็กจดจ่ออยู่กับเกมส์เป็นเวลานาน ปัญหานี้จะมีความรุนแรงในเด็กเล็กมากกว่าเด็กโต เนื่องจากเด็กเล็กต้องการการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ เช่นเรื่องการอ่าน ซึ่งต้องมีประสบการณ์คือการอ่านให้มาก การเขียน ซึ่งเป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ยากกว่าการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการฝึกให้เด็กมีความอดทน หรือสมาธิกับการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ ในขณะที่เด็กโตผ่านการเขียน การอ่าน จึงไม่ต้องการการฝึกฝนในทักษะดังกล่าว ผู้ปกครองหลาย ๆ คนมักถือว่าช่วงเวลาปิดภาคเรียน ต้องการให้เด็ก ได้หยุดพักกับการคร่ำเคร่ง ร่ำเรียนวิชามากมาย แต่หากเราปล่อยให้เขาหยุดพักกับเกมส์ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนเวลา สิ่งที่ได้กลับมา ก็คือเวลาที่หายไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

royalty-free-student-clipart-illustration-218642ในช่วงปิดภาคเรียน มักจะมีโอกาสได้พบปะกับผู้ปกครอง  ที่พาน้องเข้ามาเรียน ส่วนใหญ่มักพูดกันเป็นแนวเดียวกันว่า ลูกหลานลืมง่าย ช่วงสอบที่มีการทบทวนให้ก็ทำคะแนนออกมาได้ดี แต่เมื่อผ่านไปเพียง 1 สัปดาห์ให้ลองย้อนกลับมาทำแบบฝึกหัดอีกครั้ง กลับพบว่าเสมือนไม่เคยเจอแบบฝึกหัดดังกล่าวมาเลย  ซึ่งสาเหตุดังกล่าวอาจเกิดจากในช่วงของการสอบไม่ว่าจะเป็นกลางภาค หรือปลายภาค พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นผู้อ่านหนังสือ เพื่อย่อยหรือย่นย่อความรู้ต่าง ๆ แล้วป้อนเข้าสู่การท่องจำของเด็ก สิ่งที่เค้าได้จึงเป็นเพียงตัวเลขในสมุดพกที่เป็นที่น่าพอใจของผู้ปกครอง แต่เมื่อทดสอบความรู้ที่ผ่านมา มันเปรียบเหมือนน้ำซัดหาดทรายที่ไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้ซักเท่าไร หากเหตุการณ์ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันที่เขาต้องสอบแข่งขัน ซึ่งงจะต้องใช้ความรู้พื้นฐานในหลายวิชาที่ได้เรียนมา จะมีความรู้สึกว่าทำไมสิ่งที่บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียนมาตลอดเวลา มันได้อัตรธานหายไปหมดหลังจากที่เขาเดินออกจากห้องสอบนั้นเอง หากเรายังคงเป็นผู้ย่อยความรู้ และให้เขารับผิดชอบเพียงแค่ท่องจำในสิ่งที่ครูมีหัวข้อมาให้ ก็คงจะต้องเตรียมตัวเจอกับปัญหาตอนสอบแข่งขันแน่นอน

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

หลาย ๆ คน มักสงสัยว่าถ้าลูกหลานเราเป็นเด็กปกติ แต่ทำไมไปเรียนแบบกลุ่มจึงไม่ได้ผล ถ้าน้อง ๆ ไม่มีปัญหาด้านการเรียนรู้แล้ว สิ่งที่เราพบว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนแบบกลุ่มใหญ่ได้ เนื่องจากเนื้อหาที่ถูกสะสมความไม่เข้าใจน่าจะเป็นสาเหตุหลัก เนื่องจากการเรียนในกลุ่มใหญ่ จะใช้ระดับชั้นเป็นเกณฑ์ในการเข้ากลุ่ม แต่เมื่อเด็กหลาย ๆ  คนเกิดปัญหาหรือความไม่เข้าใจบทเรียนในช่วงปีแรก และไม่ได้รับความกระจ่าง ก็จะเกิดการสะสมที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในเนื้อหาที่ลึกขึ้น ทำให้เมื่อเวลาเข้ากลุ่มใหญ่ เกิดความไม่กล้าที่จะถาม ไม่อยากตอบคำถาม และความไม่เข้าใจก็ยังไม่ได้ถูกสะสางให้ดีขึ้น หากความไม่เข้าใจสะสมนานวันเข้า การที่เราส่งบุตรหลานเรียนในกลุ่ม หากเด็กสะสมความไม่เข้าใจ 2 ปี ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งเด็ก ป.2 เข้าเรียนกับคนที่มีความรู้ในชั้น ป.4 ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยว่าจะมีความเข้าใจที่ใกล้เคียงกัน

Tags : , , , , , , , , , | add comments

หลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ยังเป็นเด็กนักเรียน เราไม่เห็นความแตกต่างของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของเราพัฒนาไปจากเดิมเลย ซ้ำร้ายบุคลากร (ครูผู้สอน) ในปัจจุบันเป็นเพียงลูกจ้างของทางโรงเรียน ที่หาจิตวิญญาณในการสอนเหมือนแต่เก่าก่อนยากขึ้นเรื่อย ๆ  สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันอาจเกิดจากระบบของเรื่องค่าตอบแทนที่บุคลากรควรได้รับ เพื่อให้มีการทุ่มเทแรงกายแรงใจ พัฒนาเด็กรุ่นต่อ ๆ ไป ให้มีคุณภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันกลับตรงกันข้าม เนื่องด้วยค่าตอบแทนที่ส่งผลต่อขวัญ กำลังใจ หรือทัศนคติที่ดีกับการสอน ซึ่งส่งผลให้ครูในปัจจุบัน มีความรับผิดชอบต่อการเรียนการสอน และมาตรฐานการสอนที่ต่ำลง

ปัจจัยหลักของการเรียนในวัยเด็กว่าจะมีทัศนคติในเชิงบวกหรือลบนั้น ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนเป็นหลัก นอกจากนี้แล้วอุปกรณ์ หรือสื่อการสอนก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เด็กสามารถเข้าใจบทเรียน หรือการแปลงจากข้อความ ที่เป็นนามธรรม ให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กเพิ่งเริ่มเรียนเรื่องเศษส่วน จะเกิดความสับสนทุกครั้งในเรื่องของการเปรียบเทียบเศษส่วนว่าตัวไหนมีค่ามากกว่าตัวไหน ซึ่งถ้าเรามีสื่อการสอนที่ดี จะทำให้เด็กเข้าใจได้ว่าการเปรียบเทียบเศษส่วนจะมีหลักอย่างไร

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในการเรียนของเด็ก คือความเข้าใจโดยให้เห็นเป็นรูปธรรมให้มากที่สุด

Tags : , , , , , , , , , , , | add comments

เลือกโรงเรียนให้ลูก (ตอนจบ) บทความในตอนนี้จะกล่าวถึงโรงเรียนทางเลือกในแบบสุดท้ายที่เราเรียกกันว่า “Project based learning” (PBL) เป็นแนวที่มีความคิดพื้นฐานว่าการเพิ่มทักษะด้านวิชาการ (การอ่าน การเขียน) ควบคู่กับการทำงานเป็นทีม ซึ่งจะเพิ่มความสนใจในการเรียนของเด็กมากกว่าการท่องจำบทเรียน นอกจากนี้ยังฝึกให้เด็กมีการคิดวิเคราะห์ภายใต้สภาวะวิกฤติ คิดอย่างมีระบบ มีการติดต่อสื่อสารกันในกลุ่ม และมีการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้วิชาการโดยไม่ใช่การท่องจำข้อมูลต่าง ๆ แต่เป็นการเรียนรู้ที่ต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้น มีการระดมสมอง อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในทีม มีการฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อนำมาเป็นข้อโต้แย้ง หรือข้อสนับสนุนความคิดของตนเอง การเรียนในแนวนี้ทำให้เด็กต้องมีการค้นคว้า การอ่านเพิ่มเติมจากเนื้อหาในห้องเรียน และสุดท้ายคือการนำเสนอข้อมูลให้มีรูปแบบที่น่าสนใจ การเรียนแบบ PBL ที่ดีจะต้องมีการตั้งหัวข้อที่น่าสนใจ (ครูต้องทำให้หัวข้อน่าสนใจ ในการค้นคว้าหาข้อมูล) มีการตั้งคำถามที่เป็นปลายเปิดเพื่อให้เด็กสืบหาข้อมูลในสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ ใช้คำถามเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจ และความท้าทายในการหาคำตอบ การเรียนในแนว PBL ก็น่าสนใจมิใช่น้อย แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเรียนในแนวนี้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ก็อยู่ที่ครูผู้สอนว่าจะสามารถคิดคำถามเพื่อก่อให้เกิดโครงงานเพื่อกระตุ้นให้เด็กต้องการหาความรู้ได้มากน้อยเพียงใด และการตั้งคำถามที่เป็นคำถามปลายเปิดนั้น ครูผู้สอนเองก็จำเป็นที่จะต้องหาข้อมูล หรือแหล่งความรู้ที่มากขึ้นและทันสมัยตลอดเวลา เพื่อที่ว่าเวลาเกิดการระดมสมอง หรือมีข้อโต้แย้งก็มีข้อมูลเพียงพอ สุดท้ายก็อยากให้พ่อแม่ ผู้ปกครองที่เลือกโรงเรียนให้กับเด็ก ๆ ได้ศึกษาข้อมูลของโรงเรียนในแต่ละแบบให้มากขึ้น และจะได้เลือกโรงเรียนในแบบที่ตนเองต้องการให้มากที่สุด

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments

 

จากตอนที่แล้วเราได้รู้จักโรงเรียนในแนว Woldorf ไปแล้ว คราวนี้ก็จะกล่าวถึงโรงเรียนทางเลือกอีกแนวหนึ่ง ซึ่งอยู่ในนามของ มอนเตสเซอร์รี่ (Montessori) ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางการศึกษาที่มีแนวนโยบาย (ต้นแบบ) ที่ชัดเจน

แนวคิดของการเรียนแบบมอนเตสเซอร์รี่ คือการเรียนแต่ละวิชาจะถูกเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง และเป็นการเรียนแบบทำให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน นักการศึกษาพบว่าตั้งแต่เริ่มศตวรรษที่ 20 การศึกษาควรมีแบบแผนการเรียนที่แน่นอน และสัมพันธ์กับความต้องการของผู้เรียน เด็ก ๆ จะมีอิสระในการเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจ ไม่ถูกบังคับให้เรียนในสิ่งที่ยังไม่เหมาะกับพัฒนาการของตน  งานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นพบว่าเด็กที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบอิสระจะทำให้เด็กมีวินัย ถูกกระตุ้นทักษะต่าง ๆ เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่ใฝ่เรียนรู้

แนวความคิดแบบมอนเตสเซอร์รี่นั้นจะมีพื้นฐาน 3 อย่างดังต่อไปนี้

  1. โครงสร้างสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นส่วนช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ นั่นหมายรวมถึงการจัดอุปกรณ์ที่มีความน่าสนใจในการสอนเพื่อให้เด็กทุกคนมีมุ่งความสนใจในการเรียน การจัดบรรยากาศในการเรียนจะเป็นการเรียนแบบเปิด ให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ สัมผัสกับธรรมชาติรอบตัว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว อุปกรณ์การเรียนให้เด็กเลือกใช้เอง ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ความมีอิสระในการเรียนรู้ด้วยตนเองให้กับเด็ก ซึ่งห้องเรียนแบบเปิดนี้จะกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ทักษะหลายด้าน การสังเกต หรือแม้กระทั่งการเข้าสังคมกับผู้อื่น การให้เด็กได้หยิบจับอุปกรณ์อย่างอิสระ ทำให้เด็กได้เรียนรู้จากของที่จับต้องได้ (รูปธรรม)ให้เป็นนามธรรมได้ไม่ยากนัก ในการเรียนแนวนี้จะมีการแบ่งช่วงอายุเด็กเป็นช่วงละ 3 ปี เริ่มจาก 3 ปีไปจนถึง 18 ปี
  2. หลักสูตรมอนเตสเซอร์รี่ กรอบการจัดการเรียนรู้ของแนวมอนเตสเซอร์รี่จะแบ่งเป็นส่วนย่อยดังนี้

–             ทักษะการดำเนินชีวิต

–             ความรู้สึก

–             คณิตศาสตร์

–             ภาษาและวรรณคดี

–             วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ

–             ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ หมายรวมถึงดนตรี การเคลื่อนไหว และละคร

  1. ครูในแนวมอนเตสเซอร์รี่ เนื้องจากการสอนในแนวมอนเตสเซอร์รี่ ครูจะต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างกัน ทำให้ต้องมีการฝึกอบรมครูผู้สอนเพื่อการประเมินตัวเด็กจะได้ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน

 

จากข้อมูลพื้นฐานของแนวการเรียนการสอนแบบมอนเตสเซอร์รี่ที่กล่าวมาพอสังเขป เราจะเห็นว่าหลักสูตรดังกล่าวก็มีความน่าสนใจไม่น้อย แต่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับลูกหลาน และปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่เราควรพิจารณาให้รอบคอบ

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments