1312628014480            พอกล่าวถึงการเรียนจินตคณิต ร้อยละ 90 มักมีความเข้าใจว่า การเรียนจินตคณิต เปรียบเหมือนเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ช่วยในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กๆ เนื่องจากผู้ปกครองหลายๆ คนมักส่งบุตรหลานให้เรียนจินตคณิต เมื่อพบว่าบุตรหลานมีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์

ก่อนอื่นต้องมอง ปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ การอ่าน , การคำนวณ และการตีความ ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในช่วงชั้นแรก (ป.1 – 2) ปัจจัยในการเรียนคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในเรื่องจำนวน หรือเรื่องค่าประจำหลัก เท่านั้น เนื่องจากในช่วงวัยนี้ยังไม่มีการแก้ไขโจทย์ปัญหาเท่าใดนัก เป็นการเรียนรู้เพื่อปูความรู้พื้นฐานเข้าสู่การแก้ไขโจทย์ปัญหาในระดับที่โตขึ้น ซึ่งหากเด็กมีปัญหาในข่วงวัยนี้ การเรียนจินตคณิต เป็นการเรียนที่ตอบโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้อย่างแน่นอน  แต่หากเด็ก อยู่ในวัยที่โตขึ้น (ตั้งแต่ ป.3 ขึ้นไป) การเรียนคณิตศาสตร์จะเริ่มมาจากปัจจัย เรื่องการอ่าน หรือ เป็นเพียงปัญหาการตีความ แต่ในเด็กบางคน ที่มีปัญหาเรื่องจำนวน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการไม่ยอมท่องสูตรคูณ หรือความไม่เข้าใจเรื่องการคูณ หรือการหาร หากบุตรหลานประสบปัญหาในการเรียนคณิตศาสตร์ พ่อแม่ผู้ปกครอง จำเป็นต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา และแก้ไข

เราจะทราบได้อย่างไรว่าสาเหตุของปัญหา อยู่ตรงไหน  หากเด็กมีปัญหาในเรื่องของการอ่าน เด็กจะมีปัญหากับทุกๆ วิชา ไม่ใช่วิชาคณิตศาสตร์เพียงวิชาเดียว แต่หากเด็กมีปัญหาเพียงวิชาคณิตศาสตร์ ก็ต้องมาดูว่าปัญหาเกิดเพียงอย่างเดียวคือเรื่องของการตีความ หรือมีปัญหาทั้งสองด้าน ทั้งการตีความและการคำนวณ หากเด็กมีปัญหาในเรื่องของการคำนวณ ในความเป็นจริงการแก้ไขในเรื่องของการคำนวณทำได้ไม่ยาก นั่นคือให้เด็กมีการฝึกทักษะ หรือทำแบบฝึกหัดให้มากขึ้น ส่วนการตีความนั้น เราสามารถแก้ได้ด้วยการวาดเป็นภาพในช่วงแรกเด็กยังต้องมีการชี้นำ แต่เมื่อเขามีความเข้าใจ เขาจะสามารถตีความเป็นภาพออกมาได้ชัดเจน และสามารถแก้ไขปัญหาโจทย์ได้อย่างเป็นระบบดังนั้นหากบุตรหลานมีปัญหาในเรื่องของการเรียน อย่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นทัศนคติที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

เคยไหม ?

Posted by malinee on Sunday Jun 29, 2014 Under เกร็ดความรู้

A_Colorful_Cartoon_Boy_Playing_Video_Games_Royalty_Free_Clipart_Picture_100708-172127-970053            เคยลองนึกภาพไหม ว่าเราจะสารถทำงานท่ามกลางผับหรือสถานบันเทิงที่มีสิ่งเร้ามากมาย หลายๆ คนคงคิดว่าใครจะไปเพี้ยนนั่งทำงานในสถานที่แบบนั้น หากลองนึกกันดูดีๆ การดูแลเด็กในปัจจุบันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน หลายๆ ครั้งที่เด็กต้องนั่งทำการบ้านท่ามกลางสิ่งเร้า เช่น ทีวี หรือเกมส์ อย่าว่าแต่เด็กๆ จะไม่สามารถจัดการกับสมาธิของตนเองเลย ถึงเป็นผู้ใหญ่เองที่มีวุฒิภาวะ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมสมาธิของตนให้อยู่กับงานได้ตลอดเวลาการทำงาน ท่ามกลางสิ่งเร้าต่างๆ ดังกล่าวได้เช่นกัน

ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีความเอาใจใส่บุตรหลาน เราควรสร้างวินัยเล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าวให้เกิดขึ้นกับตัวผู้ปกครองเองก่อน ไม่ให้สิ่งเร้าต่างๆ อยู่ใกล้ หรืออยู่ในระยะสายตาของเขาที่เขาจะวอกแวกมาได้ และการสร้างวินัยในบ้าน ควรจะเป็นวินัยของทั้งครอบครัว ไม่ใช่ว่าเพียงแค่พ่อ หรือแม่เท่านั้น เมื่อคุณสร้างวินัยกับตัวเองแล้ว นอกจากประโยชน์ในเรื่องของสมาธิจะเกิดกับตัวเด็กๆ แล้ว ยังส่งผลให้เด็กในด้านวินัยอีกด้วย นั่นคือเมื่อเขาเห็นวินัยในบ้าน (ที่มีการจัดระเบียบเรื่องของการสันทนาการในบ้านให้เป็นเวลา) ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่เขาจะจัดเวลาสันทนาการได้อย่างมีระบบระเบียบเช่นกัน

หากเรามัวแต่ห่วงกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพียงชั่วขณะ มันอาจเป็นสัญญาณอันตรายทั้งในแง่ของการเรียนรู้ สมาธิ และ ระเบียบวินัยของเด็กให้เสียไปในที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , | 2 comments

หลายๆ คน คงได้ติดตามข่าวที่ว่าเด็กไทยเกินครึ่งไอคิวต่ำ เมื่ออ่านเจาะลึกลงในรายละเอียดไม่ใช่แต่เพียง IQ เท่านั้นที่ต่ำ EQ (ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์)และ AQ (ความพยายามในการแก้ปัญหา) ก็ต่ำด้วย หลายๆ ครอบครัวก็กังวลว่าบุตรหลานเราจะเข้าข่ายดังกล่าวหรือไม่ ก็พากันไปปรึกษาจิตแพทย์ หรือวัด IQ กันเป็นการใหญ่ ส่วนใหญ่คุณหมอก็มักซักประวัติกิจวัตรประจำวันของบุตรหลาน จากคุณพ่อคุณแม่ และแนะนำให้เปลี่ยนหรือปรับพฤติกรรม โดยปรับวิธีการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง หากเรามามองวิธีการเลี้ยงดู หรือการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กในปัจจุบัน ก็อาจจะไม่แปลกใจสักเท่าใดนัก นั่นหมายความว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ประเด็นอยู่ที่วิธีการเลี้ยงดูเป็นหลัก

ข้อผิดพลาดในการเลี้ยงดูในปัจจุบันนี้ เรามักพบว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองรุ่นใหม่ มักมีเวลาในการดูแลบุตรหลานที่จำกัด กิจกรรมทุกอย่างจะทำด้วยความเร่งรีบ ซึ่งปลูกฝังนิสัยของการไม่รู้จักรอคอยให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เด็กใม่มีพัฒนาการทางด้านวุฒิภาวะทางอารมณ์ บางครั้งอาจเป็นเรื่องของรางวัลที่เด็กได้มาอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้ความมานะ พยายามเท่าใดนัก เป็นตัวกระตุ้นให้เด็กไม่มีความพยายามที่จะทำผลงานในชิ้นที่ยากขึ้น ส่งผลถึงการเรียนที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เด็กก็จะไม่มีความพยายามในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่เหมือนกับการเล่นเกมส์ที่มีการแข่งขันกันในกลุ่มเพื่อนเพื่อการเอาชนะ เพียงเพื่อให้ได้คะแนนที่สูงที่สุดในวันนั้น

หากเป็นเช่นนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจต้องลองย้อนมองพฤติกรรมบุตรหลาน ว่าสาเหตุจริงๆ อาจจะเกิดจากข้อผิดพลาดในการเลี้ยงดู ซึ่งเราสามารถปรับปรุง แก้ไข ให้ทุกอย่างดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งจิตแพทย์เลย

ครูจา

Tags : , , , , , , | add comments

5070402-head-silhouette-and-gears-mental-health-concept            ผู้ปกครองหลายๆคน ยังคงมีข้อสงสัยว่าจินตคณิตกับการคิดในใจเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร สิ่งที่เหมือนกันของการคิดในใจกับจินตคณิตก็คือ ผลลัพธ์ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ วิธีการที่แตกต่ากัน มาดูการคิดในใจกันก่อน การคิดในใจคือการคิดคำนวณด้วยจำนวน โดยที่เด็กที่จะคิดในใจได้จะต้องมีทักษะ หรือครูชี้แนะวิธี เช่น 27 + 9  การ +9 ทำได้โดยการ  + 10 ก่อน แล้วค่อย -1 ซึ่ง 27 + 1สิบ (การบวก 1 ในหลักสิบ) ก็จะได้ 37 แล้วลดลง 1 (เนื่องจากบวกเกินไป 1) ก็จะได้ผลลัพธ์คือ 36  หรือการคิดในใจแบบการลบ ก็ทำได้เช่นกัน เช่น  22 – 8 การ -8 ทำได้โดยการ – 1 สิบ แล้ว +2 นั่นคือ 22 – 1สิบ จะได้ 12 แล้ว + 2 (การลบ 10 เป็นการลบเกินไป 2 ก็ต้องบวกกลับเข้ามา 2)ผลลัพธ์ก็คือ 14 นั่นเอง ซึ่งในการฝึกคิดเลขในใจ จะเห็นว่าเด็กจะต้องมีความเข้าใจอย่างแม่นยำในเรื่องของค่าประจำหลัก จึงจะทำให้เด็กมีการคำนวณที่ไม่ผิดพลาด

ส่วนจินตคณิตนั้น เป็นการคิดคำนวณเป็นภาพลูกคิด มีการเคลื่อนเม็ดลูกคิดขึ้นลง 4 มิติ การเห็นภาพเคลื่อนไหวของเม็ดลูกคิด (เราเรียกกันว่าการจินตนาการ) นั้น ทำให้เด็กสามารถจดจำคำตอบได้อย่างแม่นยำ หากเปรียบเทียบการคิดเลขในใจ กับการจินของจินตคณิต การคิดในใจเหมือนการอ่านวิทยานิพนธ์ หรืองานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจมาวิเคราะห์เป็นตัวหนังสือที่เป็นความเข้าใจของตัวเองอีกครั้ง ส่วนจินตคณิตเปรียบเหมือนกับการดูการ์ตูนที่เป็นภาพเคลื่อนไหวของเด็ก เด็กจะสามารถจำภาพเคลื่อนไหวได้ดีกว่า (ในเด็กเล็ก) การคิดเป็นจำนวน

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

ผลของ AEC

Posted by malinee on Monday Jun 9, 2014 Under เกร็ดความรู้

aec-asian-kids-global-countries-31274934            เหลือเวลาอีกไม่ถึงปี ที่จะมีการเปิดประเทศเข้าสู่ AEC (ประชาคมอาเซียน) ทำให้เกิดการกระตุ้นทางด้านการศึกษากันอย่างกว้างขวาง  โรงเรียนหรือสถานศึกษาหลายๆ แห่งเปิดโครงการการเรียนการสอนแบบ EP (English Program) กันอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่ต้องการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กๆ ในด้านของภาษามากขึ้น

แนวทางในการเรียน EP ของหลายๆ โรงเรียน จะเป็นการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ที่เป็นภาษาอังกฤษเพิ่มเข้ามาจากหลักสูตรปกติ แนวทางดังกล่าวน่าจะส่งผลดีกับตัวเด็ก ให้เด็กได้มีความคุ้นเคยในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น โดยที่ทั้งหลักสูตรที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษควรจะไปในทิศทางเดียวกัน หรือคู่ขนานกันไป รวมทั้งหากเด็กได้ฝึกฝน หรือเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาไว้แล้ว แต่ในทางกลับกัน หลักสูตรที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ร่วมกับการติดอยู่กับภาษาของเด็กหลายๆ คน ที่ไม่มีความคุ้นเคยกับการใช้ภาษา และยังต้องมีคำศัพท์เฉพาะอีกมากมายที่ต้องจำและทำความเข้าใจ ส่งผลให้เด็กเกิดความท้อแท้ เนื่องจากความไม่เข้าใจด้านภาษา รวมกับความไม่เข้าใจในเนื้อหาที่เรียน

ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องการให้บุตรหลาน มีการเรียนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรมีการติดตามแนวการเรียนการสอนของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง หรือ ในช่วงของการสอบคัดเลือก ควรจะมีการศึกษาถึงแนวการเรียนการสอนของแต่ละโรง เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลาน ให้เขาใช้เวลาในช่วงของการปรับตัวในช่วงที่สั้นที่สุด เพื่อให้การเรียนได้สัมฤทธิ์ผลที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , | add comments

images            เปิดเทอมใหม่แล้ว นอกจากเด็กๆ จะเลื่อนชั้นขึ้น และโตขึ้นอีกหนึ่งปีแล้ว ยังต้องมีการเรียนในโรงเรียนที่มีเนื้อหาเดิมที่ยากและมีความซับซ้อนมากขึ้น หรืออาจเจอเนื้อหาการเรียนใหม่ๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ดังนั้นในช่วงของการเปิดเทอม คุณพ่อคุณแม่ อาจจะต้องดูแลเอาใจใส่ หรือช่วยในเรื่องการกระตุ้นให้เด็กมีกำลังใจในการเรียนสิ่งใหม่ๆ ที่ยากขึ้น

การดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่พอเหมาะพอดีนั้น จะมีส่วนช่วยเหลือ หรือกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งในด้านความรับผิดชอบ ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ยากขึ้น

การดูแลเอาใจใส่ที่น้อยเกินไป อาจส่งผลให้เด็กมีการเรียนที่ตกต่ำลง ซึ่งอาจเนื่องมาจากความไม่เข้าใจในบทเรียน ไม่ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย หรือเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบมากพอ ต้องได้รับการกระตุ้นเตือนจากผู้ปกครอง

ในทางตรงกันข้ามครอบครัวที่มี พ่อแม่ผู้ปกครองที่ดูแลเอาใจใส่เกินพอดี กลับเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กมีการเรียนที่แย่ลงได้เช่นกัน เนื่องจากการดูแลเอาใจใส่ที่ทำ (งาน) แทนไปทุกอย่าง หรือการชี้นำในทุกๆ เรื่องนั้น ทำให้เด็กกลัวการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะถือว่าเป็นเรื่องยาก

เด็กจะไม่มีความพยายามในการฝึกฝนให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง รอคอยแต่ความช่วยเหลือตลอดเวลา กลัวความผิดพลาด เพราะไม่อยากกลับมาแก้ไขอีกครั้ง เปรียบเหมือนกับหนอนผีเสื้อที่มีคนช่วยมันออกจากรังดักแด้ อยู่ได้เพียง 1 – 2 ชั่วโมงก็ต้องตาย เนื่องจากปีกที่ไม่แข็งแรง เช่นเดียวกับธรรมชาติสร้างรังดักแก้ที่มีเอนไซม์ที่ทำให้ปีกของมันแข็งแรงตอนที่มันพยายามจะขยับออกจากรังของมัน พ่อแม่ผู้ปกครองควรอดทนรอคอยให้เด็กๆ ได้มีประสบการณ์ทั้งทางบวก และทางลบในทุกๆ เรื่อง เพื่อให้ปีกของเขาได้แข็งแรงเหมือนผีเสื้อที่จะโบยบินไป

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , | add comments

        images (1)ในการดูแลเด็กๆ ผู้ปกครองหลายๆ คนมักมีการศึกษาถึงการดูแลเลี้ยงดูจากรุ่น คุณปู่คุณย่า จากผู้มีประสบการณ์ หรือแม้แต่จาก website ต่างๆที่มีข้อมูลทางจิตวิทยามากมาย ซึ่งข้อมูลทางจิตวิทยาของทางฝั่งตะวันตกบางข้อมูล ก็แตกต่างจากข้อมูลจิตวิทยาในฝั่งตะวันออกอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม การเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องของการส่งเสริมจุดเด่น และการแก้ไขจุดด้อยในตัวเด็ก  นั่นคือนักจิตวิทยาในฝั่งของชาวตะวันตก มักกล่าวว่า การแก้ไขจุดด้อยในเด็ก เปรียบเหมือนกับการกลบพื้นที่ที่เป็นหลุม ซึ่งให้ผลไม่คุ้มค่า ต้องเสียทั้งเวลาและทรัพยาการมากมาย เมื่อเทียบกับการส่งเสริมจุดเด่นในเด็ก ซึ่งเปรียบได้กับการทุ่มถมเนิน ที่ใช้เวลาและทรัพยากรที่น้อยกว่าการทุ่มถมหลุมมาก แต่ในฝั่งของชาวตะวันออกของบ้านเรานั้น นักจิตวิทยามักส่งเสริมให้กลบหลุมเพื่อให้มีพื้นที่ราบให้มากที่สุด มากกว่าการถมเนินให้สูงขึ้น

ข้อมูลที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนี้ อาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความสับสนว่า เราจะเลี้ยงดูบุตรหลานไปในแนวทางใด ก่อนอื่นต้องมาพิจารณาว่าวัฒนธรรมการเลี้ยงดูของเรา เหมาะกับการเลี้ยงดูแบบใด แบบตะวันตกนั้น พ่อ แม่ ส่วนใหญ่จะสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานตนเองว่า เขามีอัจฉริยภาพในด้านใด นอกจากนี้ยังมีการบันทึก หรือทดลองอัจฉริยภาพของบุตรหลานจนแน่ชัด หลังจากนั้นก็มีการปรึกษากับนักจิตวิทยาที่เป็นที่ปรึกษาอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ไม่ลังเลที่จะส่งเสริมอัจฉริยภาพให้กับบุตรหลานอย่างเต็มที่ และมักลืมเรื่องจุดด้อยไปเลย แต่การเลี้ยงดูของชาวตะวันออกที่ พ่อแม่ผู้ปกครอง มีเวลาอยู่กับเจ้าตัวน้อยเพียงช่วงเวลาสั้นๆ การแสดงอัจฉริยภาพของเด็ก ก็ไม่แน่ชัด ไม่มีการติดตามอัจฉริยภาพ ปล่อยให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติ จึงไม่มีโอกาสที่จะได้ส่งเสริมอัจฉริยภาพอย่างต่อเนื่อง ส่วนจุดด้อยนั้น มักมีการส่งสัญญาณจากทางโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น หากคุณพ่อคุณแม่มีความเห็นที่แตกต่าง เข้ามาแชร์กันได้นะคะ

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , | add comments

stock-vector-schoolboy-with-homework-23006326            ในการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในวิชาใดๆ การจัดการบ้านให้กับเด็กๆ เพื่อเป็นการวัดความเข้าใจในชั้นเรียนของครูผู้สอน ว่ามีความเข้าใจเนื้อหาในการเรียนการสอนแล้วหรือยัง

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ พ่อแม่ ผู้ปกครองมักปล่อยให้เด็กๆ เรียนทำการบ้านหลังเลิกเรียน ด้วยเหตุผลที่ว่า การจราจรในกรุงเทพไม่เอื้ออำนวยทำให้ไม่สามารถไปรับบุตรหลานได้ตามเวลาเลิกเรียน หรือเพื่อต้องการตัดปัญหา การรบเร้าให้บุตรหลานทำการบ้าน รวมถึงการสร้างสมรภูมิรบในบ้านหลังเลิกเรียนและเลิกงาน สิ่งที่เลือกน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบุตรหลาน แต่นั่นหมายความว่าโอกาสทองของเด็กที่จะได้ทบทวนเนื้อหาความเข้าใจในวิชาต่างๆ โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ที่ต้องการการฝึกฝน และการจัดกระบวนการคิด จากการทำการบ้านด้วยตนเองก็หายไป และนอกจากนี้แล้วโอกาสของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่จะได้ทราบถึงพัฒนาการในการเรียนของบุตรหลานก็หายไปด้วย หากเป็นเช่นนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็ไม่สามารถทราบข้อบกพร่อง หรือแก้ไขความไม่เข้าใจในเนื้อหาบทเรียนของเด็ก จนกระทั่งปล่อยเวลาให้ล่วงเลยจนเด็กๆ ต้องมีการสอบแข่งขัน จึงรู้ตัวว่าเวลาในการที่จะให้เด็กทำความเข้าใจกับเนื้อหาต่างๆ มันสั้นเกินไป

หากปล่อยให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว จะเป็นสาเหตุให้ความไม่เข้าใจในบทเรียนก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเด็กไม่มีความสนใจในการเรียนในที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

BackTo-School-Kids-At-Desk-Lead-In            ใกล้ช่วงเวลาเปิดเรียนกันอีกแล้ว เด็กๆ หลายคนจะถูกส่งไปเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนในชั้นต่อไป เนื่องจากหลายๆ ครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยวซึ่งไม่มีคนคอยดูแล แต่หลายๆ ครอบครัวก็ปล่อยให้เด็กๆ เป็นอิสระกับเกมส์หรือ ทีวี ที่บ้านกับคุณปู่ คุณย่า เป็นการพักสมองในช่วงเวลา 2 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นเรื่องปกติว่า เมื่อไม่มีกรอบในการควบคุมเด็กๆ เขามักจะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ซึ่งไม่ใช่การทบทวนบทเรียนแน่นอน นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาเคยเรียนรู้ในข่วงเปิดเทอม ก็อาจลืมเลือนได้ตอนเปิดเทอม เช่น การท่องสูตรคูณ หรือแม้กระทั่งการอ่าน

หลายๆ ครอบครัวมักไม่มีการเตรียมตัวเด็กให้พร้อมกับเปิดเทอม เนื่องจากไม่ได้ศึกษาถึงเนื้อหาที่บุตรหลานจะต้องเรียนรู้ในช่วงเปิดเทอม ซึ่งโดยปกติการเรียนของเด็กๆ นั้นมักมีการทบทวนเนื้อหาเดิม และเพิ่มเนื้อหาใหม่ที่ลึกขึ้น แต่เมื่อเด็กเริ่มขึ้นประถมปลาย เนื้อหาใหม่ๆ จะมีอัตราส่วนที่มากกว่าเนื้อหาเดิมที่มากขึ้น เช่น การเรียนเรื่องเศษส่วนที่เริ่มเรียนครั้งแรกตอนป.4  ซึ่งในการเรียนเรื่องเศษส่วนที่คอนข้างทำความเข้าใจยากแล้ว ยังมีเรื่องของการขยายส่วนหรือการทำให้เป็นเศษส่วนอย่างต่ำ ซึ่งจะต้องมีความแม่นยำในเรื่องของการคูณและการหาร จึงจะทำให้เด็กสามารถทำความเข้าใจกับเรื่องเศษส่วนได้ดีขึ้น ในทางกลับกัน หากเด็กๆ ไม่มีความพร้อมในเรื่องของการคูณและการหารแล้ว ย่อมทำให้การทำความเข้าใจในเรื่องเศษส่วนเป็นเรื่องที่ยากมาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากเรื่องเศษส่วนแล้ว ยังเชื่อมโยงกับเรื่องทศนิยมอีก ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่และเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลาน เพื่อให้เขาได้มีความสุขในการเรียนในโรงเรียน

ครูจา

Tags : , , , , , , , | add comments

time-bomb-connected-to-clock-explodes-23074170การดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้ เราพบว่าไม่ว่าเราอยู่ในช่วงวัยใด ก็จะถูกเร่งด้วยเวลาเป็นตัวกำหนดอยู่บ่อยๆ จนทำให้ชีวิตประจำวันของเรานั้น มักเลือกใช้สินค้า และบริการที่สามารถกระชับเวลาที่จำกัดของเราได้ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับต่อมาคือ ความประณีตในการทำงานโดยมีเวลาเป็นตัวเร่งนั้น มักได้ชิ้นงาน หรือผลงานออกมานั้นจะมีความประณีตหรือความเอาใจใส่น้อยกว่างานที่ใช้เวลามากกว่า

ในการเรียนก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนใดๆ หากเราเร่งโดยเวลาเป็นตัวกำหนดในทุกๆ ครั้ง ผลที่ตามมาคือการบ่มเพาะความไม่รอบคอบ ความเร่งร้อนให้กับเด็ก ซึ่งถือว่าจะส่งผลในเชิงลบมากกว่า เนื่องจากเมื่อเขาโตขึ้น การคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ โดยมีมุมมองในทุก ๆ ด้านจะทำให้เขาสามารถแก้ปัญหาในหลายๆ ด้านเป็นดีกว่า หากการถูกบ่มเพาะให้เร่ง การคิดอย่างรอบคอบก็จะไม่เกิดขึ้นในการทำสิ่งใดเลย

คราวนี้เรามามองในแง่การเรียนจินตคณิตบ้าง เนื่องจากความเข้าใจของผู้ปกครองส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า สิ่งที่ควรจะได้รับหรือประโยชน์ของการเรียนจินตคณิตคือ การคิดเลขเร็ว ซึ่งในการเรียนนั้นจะต้องมีการจับเวลาเด็กอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการเรียนจินตคณิตหลายๆ ครั้งจะมีการจับเวลาเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ได้คิดเลขเร็วจริง แต่สิ่งที่สำคัญที่จะต้องพิจารณาด้วยนั่นคือ วัยของเด็กที่จะถูกกระตุ้นด้วย เนื่องจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก (กล้ามเนื้อมือ) นั้นจะส่งผลโดยตรงต่อความเครียดที่จะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อเกิดความเครียดแล้ว มักส่งผลต่อทรรศนคติในการเรียนคณิตศาสตร์ในอนาคตด้วย ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับในการคิดเลขเร็วนั้น จะไม่คุ้มกับผลเสียต่อการจำกัด (แผน) การเรียน ในอนาคตของเด็กให้แคบลง เพียงเพราะสาเหตุเล็กๆ ที่ผู้สอนมีเจตนาที่ดี โดยคาดไม่ถึงว่าจะเป็นปมเล็กๆ ที่สะสมมาในวัยุเด็ก

ครูจา

Tags : , , , , , , | add comments