cliparti1_outdoor-clipart_08จากข่าวเรื่องของการลดเวลาเรียนให้น้อยลง โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชาให้น้อยลง เพื่อให้เด็กได้มีการผ่อนคลาย ไม่เครียดในการเรียนมากเกินไป หรือต้องหอบการบ้านไปทำต่อที่บ้าน ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีเวลาที่จะอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น

จากข่าวดังกล่าว ครูขอแชร์ความคิดเห็นกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัว หากใครต้องการแสดงความคิดเห็น ร่วมกันแชร์ได้นะคะ ใจความของข่าวกล่าวว่าจะมีการน่ำร่องกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ ประมาณ 10% เริ่มดำเนินการได้ในเทอม 2 ของปีการศึกษา 2558 นี้ ซึ่งเป็นการส่งนโยบายสู่โรงเรียน โดยยังไม่ชี้ชัดว่าจะปรับลดชั่วโมงเรียนในวิชาใด และจะจัดกิจกรรมประเภทใด การวางนโยบายดังกล่าวโดยไม่มีกรอบหรือแนวปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยให้เริ่มปฏิบัติทันทีในเทอมหน้า การทำกิจกรรมก็ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนเพียงผ่ายเดียว หากครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมให้สอดรับกับบทเรียนในห้องเรียนที่ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กๆก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกันหากกิจกรรมที่จัดขึ้นไม่ได้รับความสนใจ หรือไม่มีการจัดกิจกรรมใดๆเลย การลดเวลาเรียน ให้เด็กมีเวลาว่างมากขึ้น อาจเป็นการผลักให้เด็กไปอยู่กับสิ่งที่เขาชอบ เช่น เกมส์ สังคมออนไลน์ มากขึ้น ซึ่งหลายๆคนก็ทราบถึงพิษภัยและน่าจะทราบว่าเป็นเรื่องยากที่จะดึงบุตรหลานออกจากเกมส์หรือ สังคมออนไลน์ดังกล่าว แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของครู ซึ่งอยากแชร์และขอความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆท่านด้วยนะคะ

ครูจา

 

 

Tags : , , , , , , , , , | add comments

15191232-cartoon-podium-zwyciezcow---ilustracji-wektorowych          ควันหลงหลังจากประกาศผลการสอบกลางภาค ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียต่อเด็กในแต่ละกลุ่ม

เรามาพิจารณาถึงผลดีก่อน เด็กในกลุ่มที่ส่งสัญญานการต้องการความช่วยเหลือ ผู้ปกครองในกลุ่มนี้ควรจะไม่ควรจะละเลยสัญญานที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือโดยการกำจัดสิ่งที่ยังติดค้าง หรือความไม่เข้าใจให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้เขาได้ก้าวเดินต่อไปในระดับที่ยากขึ้น อย่าปล่อยให้เด็กเก็บสะสมความความไม่เข้าใจมากขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขได้

ส่วนกลุ่มที่ส่งผลเสีย ก็ได้แก่ กลุ่มที่มักนำผลการเรียนของบุตรหลานไปเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมชั้น การเปรียบเทียบกันในชั้นเรียนไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การเปรียบเทียบในกลุ่มดังกล่าวมักต้องการให้บุตรหลานของตนเองไม่เพียงแต่อยู่ในระดับต้นๆ เท่านั้น แต่ต้องการให้บุตรหลานเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ซึ่งในการสอบแต่ละครั้ง ไม่เพียงแต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ยังรวมถึงความพร้อมในเรื่องของสมาธิในวันนั้น ๆ ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นในเด็กกลุ่มนี้คือ การถูกส่งไปเรียนในสถาบันต่างๆ อย่างหนัก เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่หนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการ แต่เมื่อใดที่ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง เด็กๆ ก็จะต้องถูกเปลี่ยนที่เรียนหรือเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเหล่านั้นขาดความสดใส ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เนื่องจากถูกป้อนความรู้จนเคยชิน จนกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่มีความพยายามทำสิ่งต่างๆ ไม่กล้าลองผิดลองถูกในสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การต่อต้านการเรียนอย่างเงียบๆ มีหน้าที่ไปเรียน แต่ไม่ได้ตั้งใจ หรือมีสมาธิอยู่กับการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนใดๆ

ดังนั้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เราผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองควรเปลี่ยนทรรศนคติที่ต้องการให้บุตรหลานเป็นที่หนึ่ง มาร่วมกันปลูกฝังให้เขาได้ตระหนักและรู้จักทำหน้าที่ในเรื่องการเรียนให้ดีที่สุด น่าจะทำให้เขามีความทรงจำที่มีความสุขในช่วงวัยเรียนของเขาตลอดไป

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , | add comments

A_Confused_Boy_Taking_a_Test_Royalty_Free_Clipart_Picture_081205-164540-318018            หลังจากเปิดเรียนไปจนมาถึงช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ผ่านการสอบกลางภาคแล้วของหลายๆ โรงเรียน มีการประกาศผลการสอบแล้ว การประกาศผลการสอบมีผล 2 แง่ ถ้าในแง่ดีก็คือเป็นการแจ้งให้ผู้ปกครองได้รับทราบและปรับปรุงแก้ไขปัญหาของบุตรหลานที่ไม่เข้าใจเนื้อหา แต่ในทางตรงกันข้ามหากพ่อแม่ผู้ปกครอง พยายามให้บุตรหลานของตนแข่งขันกับเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งหากเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดความท้าทายและหาวิธีการเรียนรู้ต่างๆ ให้มากขึ้น แต่การแข่งขันที่เกิดขึ้นมักไม่เป็นเช่นนั้น การแข่งขันดังกล่าวมักส่งผลกระทบทำให้เด็กต้องถูกขับเคี่ยวให้อ่านหนังสือ หรือเรียนพิเศษเพิ่มขึ้น จนอาจทำให้เกิดความเครียด บางกรณีเด็กจะไม่กล้าพูดความจริงในเรื่องของการเรียน กรณีที่แย่ที่สุดคือการต่อต้านการเรียนในทุกๆวิชาได้

หากเป็นเช่นนั้นการแข่งขันกันในชั้นเรียนมักส่งผลในด้านลบกับเด็กมากที่สุด ดังนั้นหากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องการให้บุตรหลานเกิดความเครียดจนต่อต้านการเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองควรเปลี่ยนทรรศนคติที่จะนำบุตรหลานไปเปรียบเทียบหรือแข่งขันกับเด็กในวัยเดียวกัน เป็นการพัฒนาตนเองน่าจะดีกว่า

ครูจา

Tags : , , , , , , , | add comments

13300502-illustration-of-a-girl-using-a-tablet-computer            ในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ๆ หลายๆคนจะสังเกตเห็นแนวโน้มพฤติกรรมของเด็กในยุคนี้ว่า เด็กส่วนใหญ่จะต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่าปกติ ต้องให้มีผู้ดูแลคอยจี้ หรือกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สามารถมีสมาธิกับสิ่งที่ตนเองทำได้นานนัก ซึ่งเราสามารถแยกเด็กออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เด็กบางกลุ่มจะไม่สามารถนั่งนิ่งได้นานๆ กับอีกประเภทคือเด็กที่นั่งอยู่นิ่งนานจนผิดปกติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขามีสมาธิอยู่กับงานที่ทำ แต่เป็นอาการลอย ไม่มีสมาธิกับอะไรเลย เด็กทั้งสองกลุ่มดังกล่าวหากต้องทำงานที่ต้องใช้สมาธิ จะต้องมีคนคอยช่วยจี้ เพื่อกระตุ้นสมาธิให้อยู่กับงานที่ทำตลอดเวลา

เราลองมาย้อนดูสาเหตุของการต้องการการประกบดูแล หรือต้องคอยจี้อยู่เป็นประจำ ส่วนใหญ่สาเหตุหลักเกิดจากในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่ควรพาออกไปสู่การกระตุ้นให้ได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ร่วมกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ให้มีความแข็งแรง แต่ในปัจจุบันเหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เด็กๆ มักถูกละเลย โดยการให้ทีวี เกมส์ หรือแท็บเล็ต เป็นผู้ช่วย หรือพี่เลี้ยง แทนที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็เหลือเพียง ตา กับ นิ้วเล็กๆ เพียงนิ้วเดียวเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้การฝึกทักษะการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสอีก 4 ด้านก็ไม่พัฒนา อีกทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ก็ไม่แข็งแรง นอกจากนี้แล้ว เด็กๆ มักใจจดใจจ่อกับเกมส์ จนกลายเป็นเด็กที่ขาดสมาธิ ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า ได้ง่าย เป็นเหตุให้การเรียนในโรงเรียนที่กลุ่มใหญ่ขึ้นเมื่อโตขึ้น โดยที่ครูผู้สอนเริ่มประกบ หรือจี้น้อยลง จะทำให้ผลการเรียนไม่ค่อยดีนัก

ด้วยสาเหตุดังกล่าว การเลี้ยงดูบุตรหลานควรจะต้องมีกรอบ เช่นการมีกติกาในเรื่องของเวลา เพื่อไม่ให้เด็กๆ หลุดไปอยู่ในโลกจินตนาการที่ดึงเขาเหล่านั้นออกมายาก จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ในที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

winner            หลังจากโรงเรียนเปิดเทอมมาได้ประมาณ 1 เดือน เด็กๆ เริ่มจะสามารถปรับตัวให้เข้าที่เข้าทางกับการเรียนในปีการศึกษาใหม่ ทั้งเนื้อหาที่ลึกขึ้น เนื่องจากเด็กหลายๆ คนใช้ช่วงเวลาปิดเทอมในการทบทวนเนื้อหาเก่า และเรียนเสริมกับเนื้อหาใหม่ที่จ้ะต้องเจอ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่จะต้องใช้เวลาในการฝึกทักษะ และเรียนรู้เนื้อหาใหม่เพื่อให้เข้าใจ ก็จะใช้เวลาในการปรับตัวไม่นานนัก แต่สำรหับน้องๆ ที่ในช่วงปิดเทอมไม่ได้ทบทวน หรือฝึกทักษะเพิ่มเติม คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องให้เวลาในการรื้อฟื้นความทรงจำกันนิดหน่อย  แต่ในบางกรณีเด็กมุ่งเรียน และฝึกทักษะในช่วงปิดเทอมจนมีทักษะที่ดีขึ้น แล้วไม่มีการฝึกแบบฝึกหัดอย่างต่อเนื่องในช่วงเปิดเทอม หรือถูกปล่อยปละละเลย อาจทำให้หลงลืมและอาจทำให้เสียประโยชน์ในช่วงของการเรียนในช่วงปิดเทอมก็เป็นไปได้

การเรียนคณิตศาสตร์ เปรียบเหมือนการเล่นกีฬาของนักกีฬา ซึ่งมีอยู่ 2 ระยะ คือ ระยะของการเริ่มเป็นนักกีฬาใหม่ การฝึกซ้อม จุดประสงค์เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และฝึกเทคนิค ส่งนอีกระยะก็คือ การเป็นนักกีฬาเมืออาชีพ การฝึกซ้อมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องฝึก จุดประสงค์เพื่อฟิตร่างกายให้คล่องตัว และพร้อมใช้เทคนิคที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ให้นำออกมาใช้ได้ตลอดเวลา คณิตศาสตร์ก็แบ่งเป็น 2 ช่วงเช่นกัน นั่นคือช่วงของการขึ้นบทเรียนใหม่ ต้องมีการฝึกใช้ทักษะให้เกิดความชำนาญ ส่วนในระยะที่ 2 เป็นระยะที่มีการวนกลับมาเรียนซ้ำ เพื่อให้เด็กได้เกิดการประยุกต์ใช้พื้นฐานความรู้ที่เรียนมา ซึ่งหมายความว่าการเรียนคณิตศาสตร์จะประสบความสำเร็จได้นอกจากจะอาศัยความเข้าใจแล้ว ยังต้องมีการประยุกต์ใช้ประสบการณ์นั่นเอง

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

0511-0902-1117-2152_Bottle_of_Yellow_Tablets_clipart_image            ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดแนวโน้มของเด็กก็เปลี่ยนไป นั่นคือในปัจจุบันเราจะพบว่าเด็กมีแนวโน้มเป็นเด็กพิเศษกันมากขึ้น ครั้งนี้จะขอกล่าวถึงกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองสงสัยว่าบุตรหลานเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือไม่

เนื่องจากแนวโน้มของเด็กในปัจจุบันที่มีมากขึ้นที่เกิดภาวะสมาธิสั้นนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆคน ก็มีความกังวลว่าบุตรหลานของตนเองจะเข้าข่ายสมาธิสั้น จึงมีการปรึกษา หากไปปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร เนื่องจากแพทย์จะสามารถแนะนำวิธีการปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูของพ่อแม่ร่วมกับการใช้ยา พร้อมกับการติดตามผล เป็นระยะ            และมีการปรับขนาดของยาตามอาการ แต่ในหลายๆ รายไม่ปรึกษาแพทย์แต่ซื้อยามาให้บุตรหลานรับประทานเอง เพื่อหวังว่ายาจะสามารถปรับสมาธิของบุตรหลานของตน โดยไม่ผ่านการวินิจฉัยของแพทย์ เนื่องจากแพทย์จะใช้ยาในเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น การให้ยาดังกล่าวกับเด็กนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาประเภทใด จะต้องวินิจฉัยจากน้ำหนักตัว และความรุนแรงของอาการเป็นสำคัญ และยาประเภทดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท ซึ่งผลที่ได้คือเด็กนิ่งขึ้น เนื่องจากยาไปกดระบบประสาท ดังนั้นในการใช้ยาในเด็กควรได้รับการเห็นชอบหรือสั่งจ่ายจากแพทย์จะปลอดภัยกว่า ซึ่งในบางราย เด็กอาจ เป็นเด็กที่ซนตามธรรมชาติ แต่เพียงเพื่อต้องการให้เด็กมีสมาธิ หรือนิ่งในการเรียนในห้องเรียน จึงใช้ยาเป็นตัวช่วย สิ่งที่ตามมาจะไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

ถึงเวลารึยัง?

Posted by malinee on Sunday Apr 19, 2015 Under เกร็ดความรู้

engcomp4            เป็นเรื่องที่ดีที่ ผู้ปกครองคอยดูแลเอาใจใส่ในเรื่องเรียนของบุตรหลาน บ่อยครั้งที่หากิจกรรมการเรียนเสริมให้กับบุตรหลานเพื่อเป็นการเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ปีการศึกษาที่สูงขึ้น  การส่งเสริมเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่มีความสำคัญคือ ช่วงเวลานั่น หมายถึงวัย และพื้นฐานความรู้ที่เหมาะสมในการส่งเสริมการเรียนในแต่ละช่วงอายุของบุตรหลาน เช่นการเรียนคณิตศาสตร์  ในวัยอนุบาลควรส่งเสริมให้มีทักษะด้านจำนวน (เช่นมากกว่า น้อยกว่า การปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น) การเรียนการสอนในโรงเรียนของเด็กในวัยดังกล่าว จะเน้นเรื่องจำนวนเป็นหลัก ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนการคิดวิเคราะห์หรือการแก้ไขโจทย์ปัญหา ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ว่าจะต้องใช้ปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์แบบใด การเรียนในวัยดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเรียนที่ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลา เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์โจทย์ หากการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้จากการอ่านของผู้สอน เมื่อถึงเวลาที่เขาจำเป็นจะต้องแก้โจทย์ปัญหาด้วยตนเอง เขาจะไม่สามารถอ่านจับใจความ ที่ถูกต้อง ส่งผลให้การวิเคราะห์ก็ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น

แต่ในหลายๆ ครอบครัวที่เด็กโตจนถึงประถมปลาย เมื่อเด็กมีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ มักจะกลับมาเน้นการเรียนคณิตศาสตร์แบบการแก้ไขเรื่องจำนวน ส่วนใหญ่มักหันกลับมาหาการเรียนจินตคณิต ซึ่งเราเคยมีการนำเสนอบทความเก่าๆ ไปแล้วว่า การเรียนจินตคณิตในช่วงของเด็กประถมปลายนั้น การเรียนจะตามหลังการเรียนในโรงเรียน ทำให้เด็กอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับการคำนวณตัวเลขแบบง่าย และเลิกไปในที่สุด การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กประถมปลาย จะเป็นการเรียนที่เน้นการแก้ไขปัญหาโจทย์เป็นสำคัญ

เด็กวัยอนุบาลจนถึงประถมต้น ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์โดยการแก้ไขเรื่องจำนวนควบคู่กับการเรียนภาษาไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนทุกๆ วิชา  ส่วนนักเรียนประถมปลาย ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์ในแนวของการแก้ไขโจทย์ปัญหาเป็นหลัก

ดังนั้นหากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องการส่งเสริมการเรียนของบุตรหลาน ควรจะมีการดูเนื้อหาการเรียน และวัยของผู้เรียนเป็นสำคัญ

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

โอ้ย! สับสน

Posted by malinee on Sunday Mar 29, 2015 Under เกร็ดความรู้

ดาวน์โหลด          ในช่วงปิดภาคเรียน ผู้ปกครองหลายๆ คนมักส่งบุตรหลานเรียนจินตคณิตเพื่อเป็นการพัฒนาสมอง  จริงอยู่ที่ว่าการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนเพื่อการพัฒนาสมอง แต่สิ่งที่ผู้ปกครองควรรู้เพิ่มเติมคือ การเรียนในระยะสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนอะไร มักให้ผลสัมฤทธิ์ที่ไม่ดีนัก การเรียนจินตคณิตนอกจากข้อจำกัดว่าต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอแล้ว ยังเป็นการเรียนที่ลงรายละเอียดแม้กระทั่งวิธีการที่จะได้มาซึ่งคำตอบ ทั้งการบังคับใช้ลูกคิด และวิธีการดีด เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุด การที่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจการเรียนของบุตรหลานเป็นเรื่องที่ดี แต่วิธีการที่คลาดเคลื่อนอาจก่อให้เกิดผลเสียนั่นเนื่องจากพ่อแม่มักพยายามที่จะสอนเนื้อหาโดยให้บุตรหลานดีดลูกคิดด้วยวิธีการของตนเองที่ใช้กับการคิดในใจ ซึ่งส่งผลให้เด็กสับสนและก้าวไปในเนื้อหาได้ไม่เร็วเท่าที่ควร วิธีการที่คลาดเคลื่อน ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น เช่นการส่งบุตรหลานไปเรียนภาษาจีน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้วิธีการเขียนภาษาจีน ซึ่งมีรายละเอียดของลำดับขีดที่สำคัญต่อการเขียน มันทำให้เด็กเกิดความสับสนระหว่างสิ่งที่พ่อแม่สอน ซึ่งใช้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของตนเองมาสอนเด็ก กับวิธีการที่ถูกต้องกับการเรียนในชั้นเรียน ทำให้เด็กไม่สามารถก้าวผ่านบทเรียนดังกล่าวได้เลย การเรียนจินตคณิตดูแล้วเหมือนการสอนให้เด็กคิดเลขในใจ ซึ่งผู้ใหญ่เกือบทุกคนมีประสบการณ์ในการคิดในใจอยู่แล้ว จึงพยายามช่วยบุตรหลานในวิธีที่ตนเองเข้าใจ ซึ่งคลาดเคลื่อนไปจากวิธีที่ใช้ในการเรียนการสอนจินตคณิต ดังนั้น การทำการบ้านจินตคณิตของบุตรหลาน พ่อแม่ผู้ปกครองเพียงแค่สอดส่องดูแลไม่ให้บุตรหลานนับนิ้ว หรือคิดในใจมา ส่วนวิธีการต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของผู้เรียนให้ได้ฝึกทบทวนการเรียนด้วยตัวของเขาเอง จะเป็นการดีที่สุด

ครูจา

Tags : , , , , , , , | add comments

www-St-Takla-org--Men-02-Running-Competition            เนื่องจากช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี จะเป็นช่วงของการสอบคัดเลือก ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกเข้าชั้น ป.1 , ม.1 หรือแม้กระทั่งการสอบเข้า ม.4 ของโรงเรียนทั้งประเทศ เนื่องจากเคยเขียนบทความถึงการสอบเข้าชั้น ป.1 มาแล้ว ครั้งนี้จึงขอเก็บตกการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 ในโรงเรียนต่างๆ

การสอบคัดเลือกเข้าชั้น ม.1 นั้นโดยปกติก็แยกออกเป็น 2 รอบคือรอบแรกเป็นการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในห้องเด็กพิเศษ หรือ gifted  และในรอบของการสอบคัดเลือกแบบธรรมดา ในช่วงปลายเดือนนี้

การสอบในรอบคัดเลือกเข้าห้อง gifted ของโรงเรียนส่วนใหญ่ การสอบจะมีเพียง 3 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษ ซึ่งการออกข้อสอบของโรงเรียนส่วนใหญ่จะใช้ข้อสอบส่วนใหญ่จะต้องใช้ความรู้ขั้นพื้นฐานถึง ม.3 เด็กที่มีความสามารถผ่านเข้าเรียนได้ ก็จะเป็นเด็กที่มีการเตรียมตัวเรียนล่วงหน้า และทำข้อสอบมาเป็นปีๆ ซึ่งโรงเรียนจะได้เด็กที่มีการเตรียมตัวเรียนล่วงหน้าอยู่แล้ว ส่วนเด็กที่เรียนอยู่ในระดับดีตามระดับชั้นที่เรียนก็จะพลาดโอกาสไป นี่คือแนวการศึกษาแบบประเทศไทย นั่นคือ ใครที่เรียนรู้ก่อนจะได้เปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียนรู้ตามระดับจะไม่เก่ง

การสอบคัดเลือกในรอบปกติ จะมีการสอบวิชาหลัก 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ ข้อสอบในชุดดังกล่าวจะมีข้อสอบส่วนใหญ่ที่ใช้จะใช้ความรู้พื้นฐานที่เรียนมามากกว่า ดังนั้นหากพ่อแม่ผู้ปกครองมีจุดมุ่งหมายให้บุตรหลานสอบคัดเลือกเข้าในรอบ gifted หรือโรงเรียนกระแสต่างๆ ต้องมีการวางแผนล่วงหน้ากันเป็น ปี 2 ปีเลยทีเดียว

ครูจา

Tags : , , , , , , | add comments

I love Math Clip Art            ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับการเรียนจินตคณิตก่อน การเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนที่พัฒนาสมองผ่านการบวกลบคูณหารทางคณิตศาสตร์ โดยการใช้ลูกคิดเป็นสื่อก่อนในช่วงแรก หลังจากที่มีการฝึกฝนจนในที่สุดสามารถถอดลูกคิดออก และคิดคำนวณได้ด้วยการคิดเป็นภาพได้จากสมองซีกขวา

หลังจากทราบแล้วการเรียนจินตคณิตเป็นการเรียนเพื่อพัฒนาสมอง แต่กว่าที่จะสามารถคิดคำนวณเป็นภาพ จะต้องผ่านการฝึกฝนอย่างมีวินัยอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบกันระหว่างเด็ก 2 คน ที่มีหัวปานกลางแต่มีวินัยด้านการฝึกฝน กับเด็กเก่งๆ ที่ไม่ค่อยได้รับการฝึกฝน เด็กที่ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะสามารถพัฒนาตนเองไปในแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมา คือเด็กจะมีความมั่นใจในเรื่องจำนวน มีสมาธิและความแม่นยำในการคิดคำนวณ ในแต่ละข้อ หลังจากที่มีความมั่นใจ ร่วมกับความแม่นยำในการคำนวณ ก็ทำให้ทัศนคติทางคณิตศาสตร์เป็นบวกแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากในการเรียนคณิตศาสตร์ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานที่ดีในการเรียน เมื่อเขาโตขึ้นการเรียนคณิตศาสตร์ที่จะมีเรื่องของการแก้ไขปัญหาโจทย์ต่างๆ ก็ไม่มีปัญหาเรื่องจำนวนมาเกี่ยวข้องอีก ถือว่าเป็นทางเลือกในการปูพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ดีอีกทางเลือกหนึ่งให้กับบุตรหลานด้วย

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments