Jan 17
Posted by malinee on Thursday Jan 17, 2013 Under เกร็ดความรู้
ในช่วงปลายของแต่ละปีการศึกษา ก็จะมีการสอบเข้า หรือสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้า ป.1 หรือ การสอบเข้า ม. 1 แต่การที่คุณพ่อ คุณแม่จะสมัครสอบในโรงเรียนใด ก็ควรจะศึกษา ทำความเข้าใจกับการเลือกโรงเรียนในแต่ละแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับเจ้าตัวน้อยที่พร้อมที่จะเติบโตในสังคมของการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
จากวิวัฒนาการของโลกไร้พรมแดน ซึ่งมีผลทำให้การติดต่อสื่อสาร การคมนาคมที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการโอนถ่ายทั้งสินค้า และบริการกันอย่างกว้างขวาง การศึกษาจึงมีทางเลือก หรือมีความหลายหลายมากขึ้นกว่าอดีตมาก ด้วยเหตุนี้เองทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจะให้ความสำคัญกับการเลือกโรงเรียนในข่วงปฐมวัยให้มีความเหมาะสมกับบุตรหลาน เพื่อความคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย และเวลาให้มากที่สุด ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีใครสามารถบอกเราได้ว่า แนวการเรียนนี้เหมาะกับใครได้เท่ากับ การสังเกตดูพฤติกรรมการเล่นของลูกตั้งแต่อยู่ที่บ้าน หลาย ๆ คนอาจคิดว่าการเลือกโรงเรียนให้กับลูกไม่ได้มีผลอะไรกับการเรียนรู้ของเด็ก แต่ในความเป็นจริงนั้น เด็กแต่ละคนจะมีวิธีการในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เช่นเด็กบางคนเหมาะกับการเรียนผ่านการเล่น ซึ่งเค้ามักเรียนรู้ช้าหากอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับ แต่เด็กหลายคนก็สามารถทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้ทำได้ โดยไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ หรือเครียด ด้วยเหตุนี้อาจทำให้เด็กหลาย ๆ คน เรียนในโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องการให้เรียน มากกว่าความเหมาะสมของการเรียนรู้ของเขา จึงทำให้เมื่อโตขึ้นอาจเกิดการสะสมปัญหาของการเรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อย
ครูจา
May 07
จากตอนที่ 2 ที่มุ่งเน้นให้เด็กมีการเรียนรู้โดยการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับวัยทารก แต่เด็กแต่ละคนก็จะมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ในการเรียนรู้ของเขา แต่มีงานวิจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุนว่า หากเด็ก ที่เข้าโรงเรียนโดยมีทัศนคติในเชิงบวก และมีการฝึกทักษะ (นั่นคือการเคลื่อนไหวในวัยทารก) แล้ว เขาจะมีทักษะในการเรียนรู้ที่ดี และมีความก้าวหน้าในการเรียนที่ดี ซึ่งเด็กทุกคนจะมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ หรือความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กอยู่แล้ว เพียงแต่เรามีหน้าที่ที่จะต้องกระตุ่นหรือสร้างบรรยากาศให้เหมาะสม
เด็กวัยอนุบาล มักมีการเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน การเข้าสังคม และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา ซึ่งเราสามารถให้ความช่วยเหลือให้เกิดการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้ดังนี้
– กระตุ้นให้ทำสิ่งใหม่ให้สำเร็จ โดยให้ความช่วยเหลือเมื่อเขาต้องการ แต่ความช่วยเหลือที่ให้ต้องไม่เกินขอบเขต สิ่งที่เด็กจะได้รับ คือประสบการณ์ที่จะคิดและทำในสิ่งใหม่ให้สำเร็จ
– สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ให้น่าสนใจ เพื่อเพิ่มหรือเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนรู้
– การฝึกให้เด็กหัดสังเกต สิ่งแวดล้อม อาจทำได้ง่าย ๆ โดยการถามถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วในวันนั้น ๆ เช่นการถามว่าวันนี้คุณครูใส่เสื้อสีอะไร เพื่อกระตุ้นให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต
– ให้ความสนใจกับสิ่งที่เขาทำ หรือยินดีเมื่อเขาทำสำเร็จ เด็ก ๆ ทุกคนมักจะภูมิใจกับสิ่งที่ตนเองเริ่มทำ และทำสำเร็จ ซึ่งเป็นประสบการณ์ในเชิงบวก และนอกจากนี้ ยังทำให้เขาเกิดความมั่นใจ กล้าทำในสิ่งใหม่ ๆ แต่หากเขาทำไม่สำเร็จ ต้องให้กำลังใจ ถึงแม้สิ่งที่เด็กได้รับจะไม่ใช่ความสำเร็จ แต่เขาก็จะได้กระบวนการเรียนรู้ และ ความพยายามที่จะติดตัวเขาไป
– พูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้มีทักษะในการลำดับเหตุการณ์ และการใช้ภาษา โดยปล่อยให้เขาได้คิดอย่างอิสระ แก้ข้อบกพร่องให้น้อยที่สุด เพื่อให้เขาได้กล้าคิด กล้าพูดในสิ่งที่ต้องการ
– สร้างสถานการณ์ผ่านกิจกรรม ให้เขาได้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง
– หากิจกรรมประเภท การแยกประเภท สี ขนาด เพื่อฝึกการพิจารณาสิ่งของในแบบรูปต่าง ๆ ให้เขาสามารถแยกความแตกต่างของรูปทรงต่าง ๆ
หากเราสามารถสร้างกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ หรือเสริมทักษะ เขาก็จะยังคงมีธรรมชาติของการอยากเรียนรู้ อยากรู้อยากเห็น แต่หากเด็กไม่ได้พัฒนาการเรียนรู้ให้สนุก สิ่งที่ติดตัวเด็กมา (ความอยากรู้อยากเห็น การชอบการเรียนรู้) ก็จะหายไปในที่สุด
ครูจา
Jul 28
Posted by malinee on Thursday Jul 28, 2011 Under เกร็ดความรู้
มักมีข้อสงสัยในใจผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านที่ให้ลูกเรียนจินตคณิตว่า “ทำไมลูกยังมีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หรือ ทำไมลูกเรียนแล้วไม่เห็นได้ผลเลย!” ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่า การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดนั้นเป็นการใช้ลูกคิดเป็นสื่อกลางในการคำนวณเปรียบเสมือนกับเครื่องคิดเลขชนิดหนึ่ง ดังนั้นก่อนที่เด็กจะสามารถคำนวณเลขได้โดยผ่านลูกคิดนั้น เด็กทุกคนจะต้องเรียนรู้และฝึกการใช้ลูกคิดให้มีประสิทธิภาพก่อน ซึ่งในการเรียนนั้นจะต้องผ่านลำดับขั้นของการเรียนรู้ตั้งแต่การดีดลูกคิดอย่างง่าย ๆ ไปจนถึงลำดับขั้นการดีดที่ความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเด็กจะต้องเป็นผู้เลือกใช้สำหรับการคำนวณโดยใช้ลูกคิดในแต่ละครั้งว่าจะใช้สูตรใด หรือคู่ใด (คู่ซี้เล็ก หรือคู่ซี้ใหญ่) เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความชำนาญ และความรวดเร็วในการดีดลูกคิด โดยที่เด็กส่วนใหญ่มักจะขาดการฝึกฝนการใช้ ทำให้เด็กเลือกใช้ได้ไม่ถูกต้อง หรือขาดความชำนาญ ทำให้ดีดลูกคิดได้ช้าหรือผิดพลาด ซึ่งเมื่อกลับเข้าชั้นเรียนและไม่ได้รับการฝึกฝนในระหว่างสัปดาห์ เด็กก็จะขึ้นเนื้อหาใหม่ได้ช้าลงเนื่องจากต้องเน้นย้ำเนื้อหาเก่าให้แม่นยำก่อน ซึ่งโดยปกติแล้วเด็กจะจำเร็วและลืมเร็วเช่นกัน ดังนั้น การฝึกฝนการใช้ลูกคิดก็เหมือนกับการฝึกฝนการใช้เครื่องมืออื่นๆ นั้นคือ เด็กที่ผ่านการฝึกบ่อย ๆ ก็จะสามารถคำนวณโดยใช้ลูกคิดได้คล่องกว่า ไปได้เร็วกว่า และมีความแม่นยำมากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้ฝึกฝน และส่วนหนึ่งคือผู้ปกครองบางท่านใจร้อน คืออยากเห็นพัฒนาการของลูกอย่างรวดเร็ว หรืออยากเห็นประโยชน์จากการเรียน จึงมักจะมองว่าทำไมลูกเรียนมาตั้งนานแล้วลูกยังเรียนไม่ทันตามเนื้อหาที่โรงเรียนเลย หรือ ไม่เห็นว่าลูกจะนำลูกคิดไปใช้ประโยชน์ในการเรียนที่โรงเรียนได้เลย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เนื้อหาที่เด็กเรียนในโรงเรียนมีความก้าวหน้าขึ้นทุกๆวัน ส่วนการเรียนจินตคณิตเป็นวิชาเสริมวิชาหนึ่งซึ่งเด็กทุกๆ คน ไม่ว่าจะเรียนอยู่ในระดับชั้นใดจำเป็นจะต้องเริ่มเรียนตั้งแต่ระดับพื้นฐานการดีดลูกคิดแล้วค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้นจนนำไปสู่การจินตนาการ ซึ่งการจินตนาการนี้เอง ก็จะทำให้ผู้ปกครองค่อยๆ เริ่มเห็นพัฒนาการของลูก นั่นคือเด็กที่เริ่มเรียนจินตคณิตในระดับอนุบาล หรือ ในระดับประถม 1 หรือ 2 ผู้ปกครองก็จะสามารถเห็นการนำจินตคณิตไปใช้ในโรงเรียนได้เร็วกว่า เด็กในระดับประถมปลาย หรือ ป.5 ป.6 ซึ่งมีเนื้อหาในการเรียนที่ซับซ้อนกว่าละยากกว่า ทำให้เด็กโต หลาย ๆ คนที่เข้ามาเรียน ไม่ยอมฝึกใช้และหันไปใช้วิธีเดิม ๆ เพราะคิดว่าการใช้ลูกคิดมันยุ่งยาก
Sep 30
Posted by malinee on Thursday Sep 30, 2010 Under คอร์สปิดเทอม
รอบที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. 53 ถึงวันที่ 15 ต.ค. 53 รอบที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 53 ถึงวันที่ 21 ต.ค. 53 รอบที่ 3ตั้งแต่วันที่ 18ต.ค. 53 ถึงวันที่ 29 ต.ค. 53 หลักสูตรที่เปิดสอน คือ หลักสูตรลูกคิด สำหรับน้อง ๆ ระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพของสมองทั้งสองซีก และหลักสูตรโจทย์คณิตคิดง่าย สำหรับน้อง ๆ ระดับ ประถมศึกษา เพื่อปรับพื้นฐาน และ เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเทอมรอบใหม่ที่กำลังจะมาถึง พิเศษ สำหรับน้อง ๆ ที่สมัครเรียนในช่วงคอร์สปิดเทอมนี้ สามารถเข้าร่วม กิจกรรมนอกสถานที่ กับทางสถาบันฯ ฟรี 1 วันเต็ม ซึ่งน้อง ๆ จะได้พบกับกิจกรรมที่สนุกสนานมากมายพร้อมสอดแทรกทักษะทางคณิตศาสตร์และทักษะด้านการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรม
Sep 20
คอร์สปิดเทอมสำหรับเด็กระดับประถม
รอบที่ 1 : 29 ก.ย. – 9 ต.ค. 52
รอบที่ 2 : 5 ต.ค. – 15 ต.ค.52
รอบที่ 3 : 12 ต.ค. – 23 ต.ค.52
คอร์สปิดเทอมสำหรับเด็กอนุบาล
1 รอบ ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. – 23 ต.ค.52
หลักสูตร ที่เปิดสอน
– จินตคณิต (ลูกคิด) เพื่อเสริมศักยภาพทางสมองของเด็ก ๆ ในวัยเรียนรู้ โดยมีการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กไปพร้มกับการพัฒนาการใช้สมองซีกขวา
– โจทย์คณิตคิดง่าย เป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้การตีความโจทย์ ให้เกิดความเข้าใจ
– ศิลปเชิงสร้างสรรค์ เพื่อการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก, มัดใหญ่ และ เสริมสร้างจินตนาการ