Jul 10
วันนี้ครู
มีเรื่องเล่าอีกแล้ว เรื่องมีอยู่ว่ามีเด็กแฝดคู่หนึ่งที่ถูกเลี้ยงด้วยพี่เลี้ยงคนละคนกัน แฝดผู้พี่ไม่มีปัญหาการเรียนใดๆ เลย ในขณะที่แฝดผู้น้องไม่ว่าจะมีการประเมินผลอย่างไร ไม่เคยได้คะแนนไล่เลี่ยกันซักที ซ้ำร้ายล่าสุด แฝดผู้น้องไม่สามารถผ่านเกณฑ์การประเมิน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เป็นลูกฝาแฝดจากพ่อแม่เดียวกัน
คราวนี้เรามาวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้ผลการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เราสามารถตัดปัจจัยหลักเรื่องพันธุกรรมได้อย่างแน่นอน คราวนี้เรามาพิจารณาที่สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เนื่องจากการดูแลเด็กทั้งสองคนที่แตกต่างกันของพี่เลี้ยงแต่ละคน กลายเป็นปัจจัยหลักของการเรียนรู้ (ณ ที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์) ที่แตกต่างกันของทั้งคู่
ก่อนอื่น จะกล่าวถึงเนื้อหาการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ใน ประถม 1 ก่อน การเรียนยังไม่มีการคิดวิเคราห์โจทย์ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เตรียมความพร้อมทางด้านภาษาก่อน เด็ก ๆ ทุกคนจะต้องเรียนรู้เรื่องการนับเพิ่ม นับลด แบบรูป ความสัมพันธ์ ซึ่งมีเพียงแต่เรื่องของการคำนวณเท่านัน ซึ่งเด็กๆ ที่ถูกปูพื้นฐานทางด้านจำนวน หรือการคำนวณ จะไม่มีปัญหาในการเรียนในชั้น ป.1 แต่เมื่อขึ้น ป.2 การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีการคิด วิเคราะห์ โจทย์มากขึ้น ให้เด็กๆ วิเคราะห์ว่าต้องใช้วิธีใดในการแก้ไขโจทย์ปัญหาดังกล่าว และการวิเคราะห์โจทย์ก็จะซับซ้อนมากขึ้นๆ เมื่อเรียนในระดับที่สูงขึ้น
หลังจากที่เรามองเห็นภาพรวมของการเรียนคณิตศาสตร์แล้ว เราย้อนกลับมาดูสิ่งที่แตกต่างของพี่น้องฝาแฝดคู่ดังกล่าว แฝดผู้พี่ มีพี่เลี้ยงที่เมื่อมีปัญหาในการแก้โจทย์ จะมีการติดต่อกับครูที่สถาบัน เพื่อขอคำชี้แนะ หรือวิธีการสอน โดยทางสถาบันย้ำว่าต้องให้ตัวเด็กเป็นผู้คิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง ส่วนแฝดผู้น้อง เนื่องจากถูกเลี้ยงอยู่กับคุณยาย ซึ่งมีทีวีเป็นเพื่อน เมื่อน้องกลับจากโรงเรียน กิจกรรมทุกอย่างรวมไปถึงการบ้านก็อยู่หน้าทีวี เมื่อทำการบ้านช้า หรือคำที่เด็กๆ มักอ้างนั่นคือ “หนูทำไม่ได้” พี่เลี้ยงกลัวว่าจะไม่มีการบ้านส่งในวันที่กำหนด จึงคิดและวิเคราะห์โจทย์ หรือบางครั้งก็บอกคำตอบให้กับตัวน้องเลย สิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่น้องจะค่อยๆ มีกระบวนการในการฝึกประสบการณ์ในการคิด และวิเคราะห์โจทย์จากการบ้าน (ซึ่งถือเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เรียนในแต่ละวัน) ก็ขาดไป เมื่อสอบวัดความรู้ ก็ไม่มีทางที่เค้าจะสามารถคิด วิเคราะห์โจทย์ได้เลย และเมื่อนานวันเข้า สิ่งที่เค้าต้องฝึกมันยากขึ้นเรื่อยๆ การประเมินผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะกลายเป็นปมที่ส่งผลให้เกิดทรรศนะคติที่ในเชิงลบต่อการเรียนในที่สุด
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็น่าจะพอสรุปได้แล้วว่า พันธุกรรม ส่งผลต่อการเรียนรู้ก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรจะมีการดูแล เอาใจใส่ในเรื่องการเรียนของบุตรหลานอย่างสมเหตุสมผล และมีขอบเขต เพื่อประโยชน์ของตัวบุตรหลานของท่านเอง
ครูจา
Jun 12
แนวโน้มเด็กไทยในยุคสังคมก้มหน้า เนื่องจากหลายๆ ครอบครัวที่เป็นครอบครัวขยาย เด็กกลายเป็นศูนย์กลางของครอบครัว อยู่กับลุง ป้า น้า อา ทุกคนจะแห่แหนกันดูแล เอาใจเด็กอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากทำอะไรก็ได้ในบ้าน ซึ่งเกินความพอดี จนบ่มเพาะนิสัยที่เฉื่อย เหม่อลอย เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีความพยายามหรือกระตือรือร้นในการทำอะไรให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง เขาจะไม่มีการลองผิดลองถูก ไม่มีประสบการณ์ของความล้มเหลว รวมไปถึงไม่มีประสบการณ์ของความสำเร็จด้วยเช่นกัน เนื่องจากการทำอะไรก็ต้องมีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา
สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ดาบสองคม แต่เป็นดาบเพียงด้านเดียวที่ทำร้ายเด็กโดยตรง เนื่องจากเด็กๆ จะไม่มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทุกอย่างที่รู้เกิดจากการป้อนข้อมูลที่สำเร็จแล้วทั้งสิ้น ไม่มีการคิดวิเคราะห์เหตุผล ไม่มีการฝึกทักษะทางด้านการควบคุมอารมณ์ เนื่องจากทุกอย่างที่ได้มา ได้มาอย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาในการรอคอย ขาดการฝึกทักษะด้านการเข้าสังคม เด็กกลุ่มนี้จะมีเพื่อนช้า หรืออาจไม่มีเลย ไม่ถูกฝึกให้รู้จักความผิดหวัง และสุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ข้างต้นจะส่งผลแย่ลงอย่างรวดเร็วถ้ามีตัวกระตุ้นจากการส่งเทคโนโลยีให้กับเขาเหล่านั้น หากไม่ต้องการทำร้ายบุตรหลานที่เรารัก เราจำเป็นต้องปรับวิธีการเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยให้เค้ามีความทักษะรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยให้เค้าได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ให้รู้จักการรอคอย รู้จักความผิดหวัง รู้จักใช้เหตุและผล ไม่ใช่การเรียนรู้ผ่านจออย่างแท๊ปเล็ค มือถือ หรือทีวี ที่ได้แต่ความพึงพอใจของเด็กเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
ครูจา
Jan 04
สังเกตไหม ว่าทำไมลูกถึงมีพฤติกรรมที่ทดถอย ในช่วงวันหยุดยาวๆ เคยสังเกตพฤติกรรมบุตรหลานหรือไม่ว่าในช่วงที่เป็นช่วงวันหยุดยาวเช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือ สงกรานต์ หรือรวมถึงช่วงปิดเทอม ว่าพฤติกรรมการเรียน หรือพฤติกรรมโดยรวมทดถอยลง จากเด็กที่เคยมีสมาธิดี ร่าเริ่ง กลับกลายเป็นเด็กที่มีสมาธิน้อยลงเรื่อยๆ หรือมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว
สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักโดยทั่วไปที่ส่งผลให้เด็กๆ มีพฤติกรรมดังกล่าวคือการที่พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ถือว่าเป็นช่วงวันหยุดพักผ่อนทั้งของตนเองและบุตรหลาน จึงปล่อยเวลาให้เด็กๆ อยู่กับกรอบสี่เหลี่ยมประเภท จอทีวี หรือจอคอมพิวเตอร์มาก จนเด็กๆ ไม่สนใจกับการทำกิจกรรมอื่นๆ การเสพจอสี่เหลี่ยมที่ไม่ได้มีการจำกัดเวลา หรือมีกรอบของเวลาไว้ เด็กหลายๆ คนสมาธิก็เสียไปกับมันเลยทีเดียว จากเด็กที่เคยมีสมาธิ อยู่กับอะไรได้นานๆ สมาธิก็จะลดลงจนในที่สุด ก็อาจส่งผลให้เกิดสมาธิสั้นเนื่องจากการเลี้ยงดูในที่สุด หากคุณพ่อคุณแม่ สังเกตพฤติกรรมที่ทดถอยของบุตรหลานได้ตั้งแต่ในช่วงต้นๆ ก็ยังพอสามารถที่จะหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที แต่ในยุคของเทคโนโลยี ที่ทุกคนต่างเร่งรีบในทุกกิจกรรม ยากนักที่จะรับรู้ถึงปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ในช่วงต้นๆ และเด็กๆ จะถูกละเลย จนปัญหาเรื่องสมาธิแก้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่า เป็นปัญหาใหญ่จนแก้ไม่ได้ เพียงแต่ยิ่งปล่อยให้เวลานานเท่าไร ปัญหายิ่งทับถมทวีคูณ จนไม่ใช่เป็นปัญหาเพียงปัญหาเดียว อาจมีปัญหาอื่นซ้อนขึ้นมาได้ การแก้ปัญหาทำได้โดยการมีกรอบเรื่องเงื่อนของเวลามาเป็นเกณฑ์ ไม่ควรปล่อยให้เขามีกิจกรรมอยู่กับจอสี่เหลี่ยมเพียงอย่างเดียว ควรมีกิจกรรมที่เสิรมทักษะที่เหมาะกับวัย เพื่อให้เขาได้รู้สึกว่ามันน่าสนใจ มากกกว่าการนั่งจ้องเจ้าจอสี่เหลี่ยมไปตลอดวัน มาช่วยกันใส่กรอบให้กับเด็ก เพื่อให้เขาได้เรียนรู้เรื่องวินัยไปพร้อมๆ กัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ครูจา
Aug 17
อีกครั้งกับข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการเรียนจินตคณิต หลายๆ ครั้งมักได้ยินว่าการเรียนจินตคณิตมักทำให้เด็กสับสนกับการเรียนในโรงเรียน หรือ กล่าวว่าการเรียนจินตคณิตไม่มีประโยชน์กับเด็กๆ ข้อสงสัยดังกล่าวอาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจผิด เนื่องจากการใช้ลูกคิดในการคิดคำนวณจะเริ่มจากหลักที่มากที่สุด เช่น หลักร้อย แล้วจึงดำเนินการต่อในหลักสิบ และหลักหน่วย ตามลำดับ ซึ่งต่างจากการเรียนในโรงเรียนที่มีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์จากหลักที่เล็กที่สุดก่อน ซึ่งถ้าเป็นเด็กประถมต้น ก็จะเริ่มจากหลักหน่วย แล้วดำเนินการต่อไปยังหลักสิบ และหลักร้อยตามลำดับ
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ ไม่ได้สร้างความสับสนในการคิดคำนวณคณิตศาสตร์ในโรงเรียนแต่อย่างใดเลย เนื่องจากหากเด็กสามารถจินตนาการได้ เขาจะสามารถคิดคำนวณโดยการใช้ลูกคิด (ในหัวของเขาเอง) โดยไม่ต้องมีการทดเลข (กรณีการบวกและการคูณ) หรือยืม (ในการลบ) แต่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้ปกครองที่เห็นเด็กที่ใช้ลูกคิด จะต้องดำเนินการ (ทั้งการบวก ลบ คูณ หรือ หาร) จากหลักหน้าก่อนเสมอ ซึ่งตรงกันข้ามกับการเรียนในโรงเรียนในแบบปกติ แต่ไม่ว่าการคิดคำนวณในแบบใด ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ วิธีการเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว การใช้จินตนาการในการคิดคำนวณมักถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็วกว่าการดำเนินการในแบบปกติด้วย หากเด็กๆ ที่เรียนจินตคณิตมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง มักส่งผลให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีกับการเรียนในทุกๆ ด้านเช่นเดียวกัน แต่หากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียน แต่ไม่ได้ให้การเอาใจใส่ และเรียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ผลที่ได้รับก็ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก นั่นหมายความว่าผลสัมฤทธิ์ (ไม่ว่าจะการเรียนใดๆ ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี หรือวิชาการ) แปรผันตรงกับความต่อเนื่องและการฝึกฝนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นหากต้องการให้บุตรหลานประสบผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องมีวินัยในการเรียน ต้องให้เวลา มีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
สุดท้ายนี้ หากพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์ของเด็กๆ ที่เรียนจินตคณิต ก็สามารถเข้าไปแวะชมการแข่งขันจินตคณิตได้ ในช่วงเวลา 9:00 น. ที่ เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2557 นี้คะ
ครูจา
Jun 29
เคยลองนึกภาพไหม ว่าเราจะสารถทำงานท่ามกลางผับหรือสถานบันเทิงที่มีสิ่งเร้ามากมาย หลายๆ คนคงคิดว่าใครจะไปเพี้ยนนั่งทำงานในสถานที่แบบนั้น หากลองนึกกันดูดีๆ การดูแลเด็กในปัจจุบันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน หลายๆ ครั้งที่เด็กต้องนั่งทำการบ้านท่ามกลางสิ่งเร้า เช่น ทีวี หรือเกมส์ อย่าว่าแต่เด็กๆ จะไม่สามารถจัดการกับสมาธิของตนเองเลย ถึงเป็นผู้ใหญ่เองที่มีวุฒิภาวะ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมสมาธิของตนให้อยู่กับงานได้ตลอดเวลาการทำงาน ท่ามกลางสิ่งเร้าต่างๆ ดังกล่าวได้เช่นกัน
ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีความเอาใจใส่บุตรหลาน เราควรสร้างวินัยเล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าวให้เกิดขึ้นกับตัวผู้ปกครองเองก่อน ไม่ให้สิ่งเร้าต่างๆ อยู่ใกล้ หรืออยู่ในระยะสายตาของเขาที่เขาจะวอกแวกมาได้ และการสร้างวินัยในบ้าน ควรจะเป็นวินัยของทั้งครอบครัว ไม่ใช่ว่าเพียงแค่พ่อ หรือแม่เท่านั้น เมื่อคุณสร้างวินัยกับตัวเองแล้ว นอกจากประโยชน์ในเรื่องของสมาธิจะเกิดกับตัวเด็กๆ แล้ว ยังส่งผลให้เด็กในด้านวินัยอีกด้วย นั่นคือเมื่อเขาเห็นวินัยในบ้าน (ที่มีการจัดระเบียบเรื่องของการสันทนาการในบ้านให้เป็นเวลา) ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่เขาจะจัดเวลาสันทนาการได้อย่างมีระบบระเบียบเช่นกัน
หากเรามัวแต่ห่วงกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพียงชั่วขณะ มันอาจเป็นสัญญาณอันตรายทั้งในแง่ของการเรียนรู้ สมาธิ และ ระเบียบวินัยของเด็กให้เสียไปในที่สุด
ครูจา
Apr 01
ในช่วงของการปิดภาคเรียนแต่ละครั้งนั้น หลายๆ ครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดี่ยว มักส่งบุตรหลานเรียนภาคฤดูร้อนกับทางโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้มีการทบทวนบทเรียนเก่า พร้อมกับการเรียนรู้เนื้อหาล่วงหน้า ในขณะที่บางครอบครัวที่มีญาติผู้ใหญ่อยู่บ้าน อาจเลือกให้เด็กอยู่บ้าน เพื่อให้เด็กได้พักในช่วงปิดภาคเรียน สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กรุ่นนี้ที่แตกต่างจากรุ่นที่เมื่อพ่อแม่ยังเด็กคือ ในช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ยังเด็กนั้น มักมีคุณยาย ซึ่งเป็นแม่บ้านสามารถดูแลบุตรหลานที่บ้านได้ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องส่งบุตรหลานเข้าเรียน ทำให้เด็กๆ มีกลุ่มการเล่นในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้จากประสบการณ์จากรุ่นพี่ รุ่นน้อง เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่รู้ตัว
แต่เด็กรุ่นใหม่ ครอบครัวส่วนใหญ่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานนอกบ้านจึงให้บุตรหลานอยู่กับผู้ใหญ่ (คุณตา คุณยาย หรือ คุณปู่ คุณย่า) พร้อมกับเกมส์หรือทีวีที่บ้าน ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่า ความแตกต่างของวัยที่ต่างกันถึง 2 รุ่นนั้น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยอย่างชัดเจน ทำให้ปฏิสัมพันธ์ที่น้อยลงเนื่องจากความไม่เข้าใจ และความต้องการลดความขัดแย้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตร ก็คือ เด็กๆ ถูกปล่อยให้อยู่กับเกมส์หรือทีวี ตลอดช่วงเช้าจรดเย็น ตลอดระยะเวลาช่วงปิดภาคเรียน ผลที่ตามมาคือ การบ่มเพาะนิสัย ที่เกิดขึ้น 2 แบบคือ เด็กไม่มีสมาธิในการทำงานใด ๆ เนื่องจากสมาธิที่เสียไปกับการจดจ่อกับเกมส์หรือทีวีมากจนเกินไป อีกกรณืคือ เด็กอาจเป็นเด็กที่ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่สามารถจดจ่อทำอะไรให้สำเร็จลุล่วง ปัญหาดังกล่าวนี้ พ่อแม่มักหาวิธีแก้ไข โดยการหากิจกรรมให้บุตรหลานเรียน เพื่อเพิ่มสมาธิ ต้องการให้เด็กนิ่งขึ้น สำหรับกรณีแรก ส่วนกรณีที่เด็กไม่มีความกระตือรือร้น พ่อแม่ผู้ปกครองอาจสังเกตได้ช้ากว่า เนื่องจากเด็กจะดูนิ่ง (ไปเลย)
สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น หากถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นนิสัยของเด็กแล้ว เป็นสิ่งที่แก้ยาก หากแต่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถปรับพฤติกรรมได้บ้าง จากการแยกสื่อ และเกมส์ออกจากเด็กให้ได้มากที่สุด แล้วจึงหากิจกรรมเพื่อเสริม เมื่อเด็กทำกิจกรรม ก็จะมีสมาธิ หรือจดจ่อ ในการทำกิจกรรมอยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ และจะเพิ่มสมาธิมากขึ้น เมื่อกิจกรรมดังกล่าวนั้นยากขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
ครูจา
Dec 15
หลาย ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองมักคาดหวังในการส่งบุตรหลานเรียนจินตคณิตว่า จะสามารถทำให้เด็กมีการเรียนคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่
ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีกันก่อน ปัจจัยลำดับต้น ๆ เลยคงหนีไม่พ้นทัศนคติที่ดีในการเรียนก่อน เมื่อมีทัศนคติที่ดี จะทำให้มีความสนใจในการเรียนรู้ จนเกิดความเข้าใจได้ในที่สุด สำหรับช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เมื่อมีพื้นฐานที่ดีในระดับประถมต้น ก็จะทำให้สามารถต่อยอดไปสู่ประถมปลายและมัธยมในที่สุด จินตคณิตเป็นการเรียนที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างทัศนคติในเชิงบวกได้สำหรับเด็กในช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เนื่องจากในช่วงชั้นดังกล่าว การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีความแม่นยำในเรื่องของค่าประจำหลัก และการคำนวณ ซึ่งจินตคณิตนั้นทำให้เด็กมีพื้นฐานที่ดี และมีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ด้วย เนื่องจากเด็กสามารถคิดคำนวณได้อย่างแม่นยำ และเสริมสร้างสมาธิในการเรียนวิชาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่เด็กในช่วงของประถมปลาย จะมีการเรียนโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการตีความ เพื่อแก้ปัญหาโจทย์ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยนี้จะมีทักษะในการคิดคำนวณที่ดีอยู่แล้ว ปัญหาก็คือการตีโจทย์เท่านั้น แต่ในกรณีของเด็กที่มีปัญหาด้านการคำนวณด้วย จินตคณิตอาจสามารถช่วยได้ แต่อาจไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด เนื่องจากการเรียนจินตคณิตอาจต้องใช้เวลาเพื่อให้เด็กเกิดทักษะ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับวัย ประกอบกับการเรียนที่จะต้องย้อนตั้งแต่แบบง่าย ซึ่งมักส่งผลให้เด็กรู้สึกเบื่อกับตัวเลขที่เขาได้เรียนรู้เมื่ออยู่ในวัยประถมต้น แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กที่อยู่ในช่วงของประถมปลาย จะไม่สามารถเรียนจินตคณิตได้ แต่จุดประสงค์ของการเรียนคณิตศาสตร์ของประถมปลายจะมีเนื้อหาที่เข้มข้นและเปลี่ยนเนื้อหาที่เร็วขึ้น ซึ่งจะใช้พื้นฐานการคำนวณเป็นฐานเท่านั้น ดังนั้นเด็กในช่วงของประถมปลายจึงไม่ควรเน้นแต่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการคิดคำนวณเพียงอย่างเดียว ในขณะที่เด็กในช่วงอนุบาลถึงประถมต้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของการคิดคำนวณให้กับบุตรหลาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้อนปัหาเมื่อเขาโตขึ้น
ครูจา
Nov 27
Posted by malinee on Wednesday Nov 27, 2013 Under เกร็ดความรู้
ผู้ปกครองหลาย ๆ คน มีความเข้าใจว่าการเรียนจินตคณิตมีจุดประสงค์หลักคือการทำให้เด็กคิดเลขเร็ว
ใ
นความเป็นจริงนั้น การเรียนจินตคณิตนั้น เปรียบเหมือนเด็กที่กำลังหัดว่ายน้ำ หากเขามีโอกาสในการฝึกฝนให้มีการว่ายน้ำในท่าที่ถูกต้อง ส่วนเด็กที่ไม่ได้ฝึกฝนให้ถูกท่า จะต้องใช้แรงในการว่ายที่มากกว่า ซึ่งทำให้เด็กทั้งสองกลุ่มสามารถว่ายน้ำได้ แต่เด็กที่ถูกฝึกให้ถูกท่าจะใช้แรงในการว่ายน้ำน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้ถูกฝึกอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับจินตคณิต เปรียบได้กับเด็กที่ถูกฝึกว่ายน้ำให้ถูกท่า โดยเด็กจะสามารถมีความเข้าใจจำนวน คิดเลขเป็นระบบมากขึ้น และสร้างศักยภาพของสมองโดยการคิดเลขให้เป็นภาพอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
แต่ผู้ปกครองหลาย ๆ คน มักคาดหวังว่าการเรียนจินตคณิตในระยะเวลาสั้น ๆ จะสามารถทำให้เด็กคิดเลขได้เร็วขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มักลืมไปว่าการทำงานในแต่ละอย่างให้สัมฤทธิ์ผลได้ดี ไม่ว่าจะอยู่วัยใดก็ตาม จำเป็นจะต้องมีการฝึกให้เกิดทักษะก่อน ซึ่งการเรียนจินตคณิตก็เช่นกัน ในการจะทำให้ภาพเกิดในสมองซีกขวาได้นั้น ก็ต้องอาศัยเวลาและทักษะในการใช้ลูกคิดจนชำนาญเช่นกัน
จะเห็นว่าการเรียนจินตคณิตเป็นเรื่องเดียวกับการคิดเลขเร็วหากมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แต่อาจเป็นหนังคนละม้วนสำหรับเด็กที่ไม่ใส่ใจในการฝึกฝนเลย ดังนั้นหากพ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานเรียนจินตคณิต หรือการเรียนใด ๆ ก็ตาม ให้ประสบความสำเร็จ จะต้องให้บุตรหลานได้มีการฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะ จนเป็นความชำนาญจึงจะสามารถเห็นผลสัมฤทธิ์ได้
ครูจา
Jul 29
เนื่องจากมีคำถามที่น่าสนใจ ทิ้งไว้ใน Facebook ของทางสถาบันว่า น้องอายุ 12 ปีจะช้าไปหรือไม่สำหรับการเรียนจินตคณิต หรือหลาย ๆ คำถามมักถามถึงการเรียนจินตคณิตว่าอายุเท่าไรจึงจะเหมะสมในการเริ่มเรียนจินตคณิต เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานของการเลี้ยงดู และการเรียนที่แตกต่างกัน การเรียนจินตคณิตจึงไม่ตายตัวสำหรับเด็กทุก ๆ คน แต่จากสถิติและประสบการณ์ เรามักพบว่า เด็กในวัยอนุบาลที่เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับจำนวนและตัวเลข จะเป็นวัยที่สามารถเรียนรู้ได้โดยไม่รู้สึกว่าการเรียนลูกคิดง่ายหรือยากเกินไป เนื่องจากเป็นวัยที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่แล้ว และเมื่อถึงการจินตนาการภาพลูกคิด เด็ก ๆ ก็จะทำได้อย่างไม่ยากเย็นเหมือนเด็กที่โตกว่า ที่ผ่านกระบวนการคิดแบบทด หรือการคิดในใจ ที่ถูกฝึกมาจนชิน ทำให้การสร้างจินตภาพมักเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากกว่าเด็กเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่โตกว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่ว่าในช่วงสร้างจินตภาพนั้น เขาต้องใช้สมาธิและความพยายามในการจินตนาการในช่วงแรกมากกว่าเด็กเล็กเท่านั้นเอง แต่เมื่อได้รับการฝึกฝนก็สามารถทำได้ไม่ยากเช่นกัน
แต่ข้อได้เปรียบของเด็กเล็กอีกประการหนึ่งคือ หลังจากที่มีการฝึกใช้อย่างต่อเนื่อง เด็กเล็กมักเกิดความคุ้นเคยและคล่องแคล่ว เมื่อใดที่มีการคิดเลข ก็สามารถนำการจินตนาการมาใช้ได้ทันที และส่วนใหญ่มักได้คำตอบที่เร็วและแม่นยำ ส่งผลให้ทัศนคติในการเรียนคณิตศาสตร์ดี มีความมั่นใจในการเรียนมากขึ้นด้วย