Feb 06
หลายๆ คน ที่หาข้อมูลของการเรียนจินตคณิต อาจจะคิดว่าการให้ข้อมูลของสถาบันการสอนต่างๆ ก็เป็นเพียงการตลาด เพื่อโน้มน้าวให้พ่อ แม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลาน ให้เรียนเพียงเท่านั้น
การส่งบุตรหลานเรียน กิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ใช่วิชาการ (ที่จำเป็นต้องใช้ในโรงเรียน) ไม่ว่าจะเป็นการเรียนดนตรี ศิลปะ หรือแม้กระทั่งกีฬา จำเป็นที่จะต้องให้เวลากับผู้เรียนเพื่อฝึกทักษะ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ หลายๆ ครอบครัวเลือกให้บุตรหลานเรียนดนตรี ในวัยเด็ก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มไม่เห็นความจำเป็นของการเรียน ก็เริ่มถอย หรือ ถอดออก ก่อนที่เด็กจะได้เรียนเทคนิคชั้นสูง ในการเรียนศิลปะ หลายๆ ครอบครัวส่งบุตรหลานเรียน เพื่อเป็นการเสริมสร้างสมาธิ จินตนาการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เวลาที่ให้กับการเรียนก็น้อยลง จนหมดไป แทนที่เด็กจะได้สั่งสมความชำนาญในงานศิลปะจนถึงขั้นสูง (การลงแสง เงา) ก็กลายเป็นการเสียประโยชน์ไป
การเรียนจินตคณิตก็เช่นกัน เป็นการเรียนจะต้องฝึกทักษะ เนื่องจากหลังจากการใช้ลูกคิดจะต้องมีการสร้างภาพลูกคิดในการจินตนาการ ซึ่งต้องใช้สมาธิ พื้นฐานการใช้ลูกคิดที่แม่นยำ และประยุกต์ใช้กับวิชาคณิตศาสตร์ในที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กขาดทั้งความสม่ำเสมอในการเรียน และไม่ฝึกทักษะใดๆ ทำให้การเรียนเป็นไปได้ช้า และมีพัฒนาการที่ช้า ในที่สุดก็เลิกเรียนก่อนที่จะไปถึงประโยชน์สูงสุดของการเรียน
ดังนั้น หากพ่อแม่ ผู้ปกครอง หากต้องการให้บุตรหลานเรียนอะไร ต้องให้ความสม่ำเสมอต่อการเรียน ฝึกฝนทักษะต่อหลังเลิกเรียน เพื่อให้พัฒนาการเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้ประโยชน์สูงสุดทุกอย่าง
Nov 06
คราวที่แล้ว ครูได้พูดถึงการเปลี่ยนม้ากลางศึกในเด็กโต ซึ่งเป็นปัญหากับเด็กโตในเรื่องของการเรียน จึงเป็นสาเหตุให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเลือกที่จะให้บุตรหลานเปลี่ยนแนวการเรียนในวัยเด็ก ซึ่งคิดว่าเด็กๆ น่าจะปรับตัวได้ง่ายกว่า
จริงอยู่ ที่การปรับตัวในวัยเด็ก เป็นไปได้ง่ายกว่า แต่บางรายก็ยังคงพบปัญหาอยู่เช่นกัน แต่ปัญหาในเด็กที่เข้าเรียนกลางภาคเรียน สิ่งที่พบ คือ การปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน เช่น เด็กที่ถูกย้ายจากโรงเรียนไทยไปอยู่โรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งการเรียนในโรงเรียนอินเตอร์นั้น เด็กทุกคนจะถูกบังคับให้สื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษ (เพื่อให้เด็กใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว) แต่เด็กที่ถูกย้ายมาจากโรงเรียนไทย บางครั้งการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นปัญหาของเขา เขาจึงเลือกใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ด้วยเหตุที่เด็กๆ มักจะเชื่อฟังคุณครู จึงทำให้เด็กคนอื่นๆ ไม่พูดกับเด็กคนดังกล่าว เพราะกลัวถูกครูคิดว่า ตนเองก็เป็นคนที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารเช่นกัน นานเข้าปัญหานี้ ก็สะสมจนทำให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียน หรืออาจเป็นการต้านการใช้ภาษาอังกฤษ ที่เป็นต้นเหตุทำให้ตนเองไม่มีเพื่อน
แน่นอนว่า เหตุผลของการย้ายโรงเรียนนั้น พ่อแม่ทุกคนทำไป เพื่อความปรารถนาดีต่อบุตรหลาน เช่นเดียวกับบการเลี้ยงม้า การเปลี่ยนคอกม้า อาจเนื่องมาจากสาเหตุของคอกเก่าที่เจ้าของม้าเห็นว่า มันเก่า มีเชื้อโรค หรือแม้กระทั่ง ม้าตัวนั้นโตขึ้น จนทำให้คอกม้าดูคับแคบ ไม่สะดวกสบายเหมือนเดิม แต่คอกใหม่ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าม้าตัวน้อยต้องการ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มิใช่ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแนวหรือ ย้ายโรงเรียนให้กับบุตรหลานได้เลย เพียงแต่ คุณพ่อ คุณแม่ ต้องคอยสังเกตุพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป หรือการเก็บตัวของเด็ก ควรมีการพูดคุย สื่อสารกับทางครูประจำชั้นถึง พฤติกรรมในโรงเรียน เพื่อไม่ให้เด็กบ่มเพาะนิสัยการเก็บตัวต่อไป
Feb 27
Posted by malinee on Saturday Feb 27, 2016 Under กิจกรรม
สถาบันคิดสแควร์เปิดรับนักเรียนช่วงซัมเมอร์ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ครูจิ๋ม 084-5273651 คะ
Apr 19
เป็นเรื่องที่ดีที่ ผู้ปกครองคอยดูแลเอาใจใส่ในเรื่องเรียนของบุตรหลาน บ่อยครั้งที่หากิจกรรมการเรียนเสริมให้กับบุตรหลานเพื่อเป็นการเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ปีการศึกษาที่สูงขึ้น การส่งเสริมเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่มีความสำคัญคือ ช่วงเวลานั่น หมายถึงวัย และพื้นฐานความรู้ที่เหมาะสมในการส่งเสริมการเรียนในแต่ละช่วงอายุของบุตรหลาน เช่นการเรียนคณิตศาสตร์ ในวัยอนุบาลควรส่งเสริมให้มีทักษะด้านจำนวน (เช่นมากกว่า น้อยกว่า การปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น) การเรียนการสอนในโรงเรียนของเด็กในวัยดังกล่าว จะเน้นเรื่องจำนวนเป็นหลัก ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนการคิดวิเคราะห์หรือการแก้ไขโจทย์ปัญหา ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ว่าจะต้องใช้ปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์แบบใด การเรียนในวัยดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเรียนที่ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลา เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์โจทย์ หากการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้จากการอ่านของผู้สอน เมื่อถึงเวลาที่เขาจำเป็นจะต้องแก้โจทย์ปัญหาด้วยตนเอง เขาจะไม่สามารถอ่านจับใจความ ที่ถูกต้อง ส่งผลให้การวิเคราะห์ก็ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น
แต่ในหลายๆ ครอบครัวที่เด็กโตจนถึงประถมปลาย เมื่อเด็กมีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ มักจะกลับมาเน้นการเรียนคณิตศาสตร์แบบการแก้ไขเรื่องจำนวน ส่วนใหญ่มักหันกลับมาหาการเรียนจินตคณิต ซึ่งเราเคยมีการนำเสนอบทความเก่าๆ ไปแล้วว่า การเรียนจินตคณิตในช่วงของเด็กประถมปลายนั้น การเรียนจะตามหลังการเรียนในโรงเรียน ทำให้เด็กอาจมีความรู้สึกเบื่อหน่ายกับการคำนวณตัวเลขแบบง่าย และเลิกไปในที่สุด การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กประถมปลาย จะเป็นการเรียนที่เน้นการแก้ไขปัญหาโจทย์เป็นสำคัญ
เด็กวัยอนุบาลจนถึงประถมต้น ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์โดยการแก้ไขเรื่องจำนวนควบคู่กับการเรียนภาษาไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนทุกๆ วิชา ส่วนนักเรียนประถมปลาย ควรมีการส่งเสริมการเรียนคณิตศาสตร์ในแนวของการแก้ไขโจทย์ปัญหาเป็นหลัก
ดังนั้นหากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องการส่งเสริมการเรียนของบุตรหลาน ควรจะมีการดูเนื้อหาการเรียน และวัยของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ครูจา
Dec 08
มีคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการเรียนจินตคณิตหลายๆ คำถาม แต่ครั้งนี้ขอมาที่ประเด็นที่ว่า หลังจากเด็กโตขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้ใช้แล้ว ดังนั้นจึงมักมีคำถามว่า การเรียนจินตคณิต จะเป็นการเรียนที่เปล่าประโยชน์หรือไม่ จากที่ได้กล่าวมาในบทความก่อนๆ ว่าการเรียนจินตคณิตนั้นจะสอดคล้องกับวัยที่เริ่มเรียนด้วยเช่นกัน เช่น หากเรียนในวัยอนุบาล จินตคณิตจะเป็นการเรียนที่นำการเรียนคณิตศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะมีวิธีคิดคณิตศาสตร์ผ่านการใช้ลูกคิด แต่หากเริ่มเรียนในชั้นประถมต้น การเรียนจินตคณิตจะเป็นการเรียนคู่กับคณิตศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งเด็กๆ จะต้องเลือกการคิดคำนวณที่เขาถนัดกว่ามาใช้ (หากเขาถนัดการใช้จินตนาการ เขาก็จะใช้วิธีคิดแบบลูกคิด) และยิ่งเขาเรียนในวัยที่จินตคณิตตามหลังการเรียน คณิตศาสตร์ในโรงเรียน น้อยคนนักที่จะนำวิธีการจินตนาการไปใช้ (เนื่องจากการจินตนาการนั้น เด็กจะต้องใช้สมาธิมากการคิดเลขแบบปกติ เนื่องจากต้องจินตนาการเป็นภาพ แต่เขาอาจคิดในใจโดยใช้สูตรลูกคิดเข้ามาช่วย) แต่ไม่ใช่ว่าการเรียนในระดับที่โตขึ้นจะไม่ได้ผลเสมอไป เนื่องจากการเรียนจินตคณิตในหลายๆ ประเทศเป็นที่นิยมมาก และนอกจากนี้แล้ว หากการเรียนจินตคณิตไม่ให้ผลสัมฤทธิ์กับเด็กจริงๆ มันน่าจะหายไปตามกาลเวลา แต่ยังมีการเรียนการสอนมาจนถึงปัจจุบันในหลากหลายประเทศ
นอกจากวัยที่เริ่มเรียนจะมีผลต่อความถนัดแล้ว การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่ทำให้ความคุ้นเคย หรือความถนัดเกิดขึ้นเช่นกัน เปรียบเหมือนกับการเรียนภาษาที่สอง หรือที่สาม หากเด็กเรียนภาษาแล้ว ไม่ได้รับการฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการฟัง พูด อ่าน หรือเขียน หากเรียนเพียงอย่างเดียว แล้วขาดการฝึกฝน หรือการใช้งาน เด็กก็จะลืมในที่สุด แต่หากได้ใช้งานทุกวัน ทักษะนั้นก็จะติดตัวเขาไป จะนำมาใช้เมื่อใดก็ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนอะไร ควรได้รับการฝึกฝนจนติดตัว เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั่นเอง
ครูจา
Oct 20
หลายครั้งที่เขียนเกี่ยวกับแนวการเรียนการสอนจินตคณิตไปแล้ว คราวนี้จะเป็นเรื่องของวัยที่เหมาะสมกับการเรียนจินตคณิต
อันที่จริงแล้วการเรียนจินตคณิตไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องว่าเด็กโตแล้วเรียนไม่ได้ แต่สำหรับเด็กที่เล็กเกินไป เป็นข้อจำกัดเรื่องกล้ามเนื้อมือเป็นหลัก
คราวนี้มาดูที่รายละเอียดกันว่าการเรียนจินตคณิตสำหรับวัยไหนที่เหมาะสมที่สุด เริ่มตั้งแต่ปฐมวัย หรืออนุบาลก่อน เนื่องจากเด็กอนุบาลการเรียนคณิตศาสตร์จะเริ่มตั้งแต่จำนวนและตัวเลข แล้วจึงค่อยพัฒนาเข้าสู่การเรียนการบวก-ลบ การเรียนจินตคณิตจะเป็นการแนะนำตัวเลขให้กับเด็กได้จับต้องได้เป็นรูปธรรม และยังเป็นการนำการบวกเพิ่ม หรือการลด ให้เด็กได้มีความเข้าใจถึงการบวก-ลบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงถือว่าการเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อนำให้เขาเข้าใจในการเรียนคณิตศาสตร์ได้อย่างดี วัยประถม(ต้น) เป็นวัยที่การเรียนจินตคณิตจะเป็นการจัดระบบความคิด ทั้งเรื่องของค่าประจำหลัก และการบวก-ลบ คูณ หาร ซึ่งเด็กบางคนที่มีปัญหากับคณิตศาสตร์อาจมีผลเนื่องจากความไม่เข้าใจเรื่องค่าประจำหลัก การบวก-ลบ เลขขอยืม ซึ่งในการเรียนลูกคิดจะเห็นเป็นภาพที่ชัดเจน และเด็กๆ จะสามารถปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง แต่ในเด็กประถม(ปลาย) ส่วนใหญ่จะมีกระบวนการคิดคำนวณคณิตศาสตร์ที่คล่องแล้ว การใช้ลูกคิดจะถือว่าตามหลังสิ่งที่เขารู้มาแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียน เพราะเป็นสิ่งที่ตนเองเรียนรู้จนชำนาญแล้ว จึงไม่แนะนำให้เด็กประถม(ปลาย) เรียนจินตคณิตสักเท่าใด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะเรียนไม่ได้ เพียงแต่ผลสัมฤทธิ์ที่จะนำไปใช้ ช้ากว่าบทเรียนคณิตศาสตร์ที่เรียนในโรงเรียน แต่เนื่องจากผู้ปกครองหลายๆ คนมักเข้าใจว่าเด็กประถม(ปลาย)ที่มีปัญหาทางคณิตศาสตร์เกิดจากการคิดคำนวณผิดพลาด ควรได้รับการแก้ไข แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กที่มีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ อาจไม่มีปัญหาการคำนวณเลยก็เป็นได้ ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของเด็กโตจะอยู่ที่ความเข้าใจเป็นหลัก หากจะแก้ปัญหาจริง ๆ ต้องหาสาเหตุที่แท้จริงกันก่อนจะเสียทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา ในการเรียนที่ไม่ได้แก้ปัญหาผิดทาง
ครูจา
Oct 12
มักมีคำถามมากมายว่าการเรียนจินตคณิตทำให้คิดเลขเร็วจริงหรือ? ก่อนอื่นต้องมาดูกันที่วิธีการเรียนจินตคณิตด้วยลูกคิดญี่ปุ่นก่อนว่า การเรียนจะเป็นการสอนให้เด็ก จับคู่ 5 และคู่ 10 จนเกิดความเข้าใจ โดยการใช้คู่ ซึ่งทำให้เด็กๆ เวลาที่คิดเลขจะเป็นการจับคู่ โดยเลือกใช้คู่ที่ถูกต้องอย่างแม่นยำ
การจับคู่ในการเรียนจินตคณิต อาจถือว่าใกล้เคียงกับการคิดเลขในใจของเด็กโต หรือผู้ใหญ่ แต่มีความแตกต่างกันตรงที่การคิดด้วยลูกคิดไม่จำเป็นต้องไล่จับคู่ แต่เป็นการคิดเป็นลำดับตามโจทย์ และเป็นรูปธรรมตรงที่เขาเห็นเป็นเม็ดลูกคิด แต่การคิดเลขในใจเป็นการคิดแบบเป็นตัวเลข ที่ต้องอาศัยการไล่จับคู่ ซึ่งวิธีการที่แตกต่างกันนี้เองทำให้การคิดคำนวณที่เป็นภาพเม็ดลูกคิดเคลื่อนไหวได้จะคิดไปได้อย่างต่อเนื่องและเร็วกว่า การคิดเป็นตัวเลขแบบนิ่งๆ ที่จะต้องจับทีละคู่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการเรียนจินตคณิตจึงทำให้เด็กคิดเลขเร็วและถูกต้องแม่นยำกว่า แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์หลักของการเรียนจินตคณิตที่แท้จริง มันเป็นเพียงผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
ครูจา
Aug 03
มักมีข้อสงสัยมากมายกับการเรียนจินตคณิต คำถามหนึ่งที่มักถูกถามบ่อยๆ คือ เมื่อเลิกเรียนแล้วเด็กจะลืมไหม? สิ่งที่ต้องตั้งคำถามกลับไปก่อนที่จะตอบคำถามคือ เขาได้นำมันไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือการเรียนคณิตศาสตร์บ้างหรือไม่ การเรียนจินตคณิตจนถึงขึ้นที่สามารถจินตนาการเป็นภาพลูกคิดได้นั้น เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ในการเรียน แต่เมื่อเด็กเรียนจนสามารถจินตนาการได้คล่องแล้ว ก็เปรียบเสมือนการพกเครื่องคิดเลขล่องหนในหัว ซึ่งไม่มีใครสามารถขโมยมันไปได้ แต่มันก็มีแนวโน้มที่จะเสื่อมได้ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้แบตเตอร์รี่เครื่องคิดเลขเครื่องนี้ไม่เสื่อม หรืออยู่ทนได้ ก็คือการที่เด็กต้องใช้มันทุกๆ วัน เพื่อเป็นการเพิ่มทั้งความแม่นยำและความเร็วให้มากขึ้น แต่ในทางกลับกันหากคุณพ่อคุณแม่ ส่งให้บุตรหลานเรียนจินตคณิต แต่ไม่มีการเชื่อมโยง หรือประยุกต์ให้เด็กได้นำไปใช้ เขาก็จะไม่ได้มีการฝึกฝนแบบเป็นกิจวัตร มันจะทำให้หน่วยความจำในเครื่องลดลงและเสื่อมไปในที่สุด
ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการประโยชน์สูงสุดในการเรียน ซึ่งการเรียนจนิตคณิตเปรียบได้กับการติดอาวุธล่องหนให้กับบุตรหลานแล้ว เพียงแต่สอนวิธีใช้ในช่วงแรก เพื่อให้เขามีความมั่นใจ และเชื่อมความสัมพันธ์กันระหว่างจินตคณิตกับคณิตศาสตร์ เท่านี้ก็เป็นการติดอาวุธสมองให้เจ้าตัวน้อยได้แล้ว
ครูจา
Feb 06
Posted by malinee on Thursday Feb 6, 2014 Under เกร็ดความรู้
เมื่อพูดถึงคำว่า เวลา เราจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่าอะไรนัก จนกว่าจะมีการขีดเส้นจำกัดเวลาของกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่ง เมื่อนั้นเราถึงจะรู้คุณค่าของมัน ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ เช่นการทำข้อสอบ หากเราใช้เวลาในการทำข้อสอบในช่วงแรกนานจนเกินไป เราอาจถูกเก็บข้อสอบก่อนที่เราจะทำเสร็จ เช่นเดียวกัน เวลาที่เป็นวัยทองของเด็กก็มีจำกัดเช่นกัน วัยทองหมายถึงวัยของการเรียนรู้ ที่ผู้ใหญ่สามารถป้อนข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา หรือ การเรียนรู้ เราจะมีเวลาตั้งแต่ทารก จนถึง 10 ปีเท่านั้น เนื่องจากวัยดังกล่าวนั้น เป็นช่วงที่สมองยังมีการเชื่อมต่อปลายประสาท ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเรียนรู้ การรับรู้ และความฉลาดของเด็กเมื่อโตขึ้น
นอกจากในเรื่องของการเจริญเติบโตของสมองแล้ว เราจะกล่าวถึงเวลาในแง่ของการฝึกทักษะของคนโดยทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น การหัดขับรถของผู้ใหญ่ ก่อนที่จะขับขี่บนท้องถนนได้ ก็จะต้องเข้าใจอุปกรณ์ในรถยนต์ให้ครบทุกชิ้นก่อน แล้วจึงหัดเข้าเกียร์ และลงถนน พร้อมกับการเรียนรู้กฎจราจร นอกจากนี้การฝึกขับรถให้ชำนาญ สามารถแซง หรือการขับรถบนภูเขา ซึ่งต้องใช้ความชำนาญทั้งพื้นที่และการขับรถที่ต้องใช้ประสบการณ์ที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเรียนเสริมในใด ๆ เช่น การเรียนดนตรี ศิลปะ หรือแม้กระทั่งวิชาการต่าง ๆ หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ปล่อยให้เด็ก ๆ ได้ เรียนรู้ และฝึกประสบการณ์ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการฝึกทักษะให้คล่องแคล่ว พร้อมกับการสั่งสมประสบการณ์เพื่อให้สามารถพลิกแพลงเมื่อพบกับปัญหาที่แตกต่างจากเดิม
หากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ไม่มีความอดทน รอคอยให้เด็ก ๆ ได้สะสมประสบการณ์ จะทำให้ขาดความชำนาญ ไม่ว่าจะให้เด็กฝึกทักษะใด ๆ หากไม่มีประสบการณ์ที่มากพอแล้วหยุดการฝึกประสบการณ์ จะทำให้สิ่งที่สะสมมา ก็จะไม่เกิดประโยชน์ เมื่อเทียบกับเวลา(ในวัยทอง)ที่เสียไป
ครูจา
Dec 15
หลาย ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองมักคาดหวังในการส่งบุตรหลานเรียนจินตคณิตว่า จะสามารถทำให้เด็กมีการเรียนคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่
ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีกันก่อน ปัจจัยลำดับต้น ๆ เลยคงหนีไม่พ้นทัศนคติที่ดีในการเรียนก่อน เมื่อมีทัศนคติที่ดี จะทำให้มีความสนใจในการเรียนรู้ จนเกิดความเข้าใจได้ในที่สุด สำหรับช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เมื่อมีพื้นฐานที่ดีในระดับประถมต้น ก็จะทำให้สามารถต่อยอดไปสู่ประถมปลายและมัธยมในที่สุด จินตคณิตเป็นการเรียนที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างทัศนคติในเชิงบวกได้สำหรับเด็กในช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เนื่องจากในช่วงชั้นดังกล่าว การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีความแม่นยำในเรื่องของค่าประจำหลัก และการคำนวณ ซึ่งจินตคณิตนั้นทำให้เด็กมีพื้นฐานที่ดี และมีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ด้วย เนื่องจากเด็กสามารถคิดคำนวณได้อย่างแม่นยำ และเสริมสร้างสมาธิในการเรียนวิชาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่เด็กในช่วงของประถมปลาย จะมีการเรียนโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการตีความ เพื่อแก้ปัญหาโจทย์ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยนี้จะมีทักษะในการคิดคำนวณที่ดีอยู่แล้ว ปัญหาก็คือการตีโจทย์เท่านั้น แต่ในกรณีของเด็กที่มีปัญหาด้านการคำนวณด้วย จินตคณิตอาจสามารถช่วยได้ แต่อาจไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด เนื่องจากการเรียนจินตคณิตอาจต้องใช้เวลาเพื่อให้เด็กเกิดทักษะ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับวัย ประกอบกับการเรียนที่จะต้องย้อนตั้งแต่แบบง่าย ซึ่งมักส่งผลให้เด็กรู้สึกเบื่อกับตัวเลขที่เขาได้เรียนรู้เมื่ออยู่ในวัยประถมต้น แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กที่อยู่ในช่วงของประถมปลาย จะไม่สามารถเรียนจินตคณิตได้ แต่จุดประสงค์ของการเรียนคณิตศาสตร์ของประถมปลายจะมีเนื้อหาที่เข้มข้นและเปลี่ยนเนื้อหาที่เร็วขึ้น ซึ่งจะใช้พื้นฐานการคำนวณเป็นฐานเท่านั้น ดังนั้นเด็กในช่วงของประถมปลายจึงไม่ควรเน้นแต่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการคิดคำนวณเพียงอย่างเดียว ในขณะที่เด็กในช่วงอนุบาลถึงประถมต้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของการคิดคำนวณให้กับบุตรหลาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้อนปัหาเมื่อเขาโตขึ้น
ครูจา