images (2)

เนื่องจากในยุคปัจจุบัน การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ต้องใช้เวลานานมาก ร่วมกับค่าเทอมของโรงเรียนต่างๆ สูงขึ้นอย่างลิบลิ่ว  ร่วมกับความไม่แน่ใจในหลักสูตร หรือแม้กระทั่งตัวครูผู้สอน หรือบางครั้งอาจเกิดความไม่ต่อเนื่องกับหลักสูตรบางหลักสูตรที่เปิดในบ้านเราไม่ครบถึงระดับมัธยมศึกษา (เช่น การเรียนในแนวของ Montessori) จึงทำให้หลายๆ ครอบครัวหันมามองการเรียนการสอนด้วยตนเอง ที่เรารู้จักกันในคำว่า Home School กันมากขึ้น

ทุกๆ ครอบครัวสามารถเปิดการเรียนสอนบุตรหลานด้วยตนเองได้ หากมีการส่งแบบแผนของการศึกษาที่ตนเองต้องการสอนบุตรหลาน ให้กับทางกระทรวงตรวจ หรือบางครอบครัวก็ใช้หลักสูตรสำเร็จรูปจากต่างประเทศที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาบ้านเรา แน่นอนการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นแบบตัวต่อตัวย่อมดีกว่าการเรียนเป็นกลุ่มใหญ่อยู่แล้ว  เด็กไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง อีกทั้งการดูแลเอาใจใส่ ถึงพัฒนาการในตัวเด็กและสามารถเสริมสร้างกิจกรรมได้หลากหลาย แต่การทำ Home School สิ่งที่สำคัญคือ ความมีระเบียบวินัย ต้องมีตารางเวลาและทำตามอย่างเคร่งครัด หากไม่เป็นเช่นนั้น จะเป็นการส่งเสริมความไม่มีระเบียบวินัย ความไม่รู้จักหน้าที่ การเรียนรู้ก็ยากที่จะเกิดขึ้น เพราะหากตามใจบุตรหลานมากจนเกินไป จะทำให้เขาต้องการทำแต่ในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว การเรียนแบบเดี่ยว อาจทำให้การเรียนรู้ที่จะเข้ากลุ่ม หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขาดหายไป ดังนั้นหากครอบครัวใดตัดสินใจที่จะจัดการเรียนการสอนให้กับบุตรหลานในแบบ Home School จำเป็นต้องจัดทั้งกิจกรรมการเรียน และการเข้าร่วมกิจกรรมแบบกลุ่มเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย

Tags : , , , , , , , , , | add comments

carousel1-1440x812คงได้ยินข่าวกันบ่อยๆ ในเรื่องของการฝากเข้า หรือค่าแรกเข้าในโรงเรียนรัฐบาลหลายๆ แห่ง ทั้งๆ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝากในที่สูง และยังไม่ได้รับใบเสร็จอีกด้วย มาลองดูเหตุผลที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนยอมจ่ายค่าใช้จ่ายแพงขนาดนั้น

สิ่งที่เราต้องยอมรับเลยว่า มาตรฐานในการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกัน เป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบุตรหลานของตน ดังนั้นจึงทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ เพื่อให้บุตรหลานได้เข้าเรียนในสถานศึกษาดังกล่าว ทั้งการให้เรียนเพิ่ม การติวอย่างหนัก เทียบได้กับการฝ่าด่าน 18 อรหันต์เข้าไปเรียนในวัดเส้าหลิน แต่หากพลาดในรอบของการสอบคัดเลือก ก็จะใช้กำลังภายใน เพื่อดันบุตรหลานเข้าไปเรียนให้จงได้

เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ ปีที่มีการสอบคัดเลือก ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เลย การที่พ่อแม่ผู้ปกครองยอมเสียค่าใช้จ่าย เพื่อคุณภาพการศึกษาของบุตรหลาน และนอกจากนั้นแล้วเด็กที่ผ่านการคัดเลือกของสถานศึกษาจะเป็นเด็กสายเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองก็หวังว่ากลุ่มเพื่อนที่ขยันเรียนจะสามารถผลักดัน หรือเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีของบุตรหลานได้

หลายๆ คนสามารถถูกกระตุ้นด้วยสิ่งแวดล้อมได้ แต่เด็กบางคนไม่สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ถูกบีบได้มากนัก ร่วมกับการที่พื้นฐานที่ไม่แน่น ทำให้เค้าติดอยู่กับเนื้อหา และไม่ว่าจะพยายามตั้งใจเท่าไหร่ ก็ตามเพื่อนไม่ทัน ความรู้สึกที่เบื่อการเรียน แล้วเด็กกลุ่มนี้ (ซึ่งส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่พ่อแม่ผู้ปกครองใช้เส้นสายเข้ามา) ก็จะรวมตัวกัน ไปในแนวทางลบ

ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องพิจารณาถึงความรู้พื้นฐาน อุปนิสัยในเรื่องของการเรียนรู้ของบุตรหลานของตน ว่าจะสามารถปรับตัว และเหมาะสม กับสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังด้วยหรือไม่ หลายๆ ครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหมาย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมาย พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นผู้ที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด โดยใช้อุปนินัย (ความมุมานะ พยายาม) ความรู้พื้นฐาน เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจทุกครั้ง

Tags : , , , , , , , , , | add comments

stock-photo-happy-hard-working-kids-writing-an-exam-in-primary-school-534155374          ในยุคปัจจุบันภาพของเด็กๆ ตามสถาบันกวดวิขาในวันหยุดกลายเป็นภาพที่เห็นกันจนชินตาไปเสียแล้ว ในขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่สนับสนุนให้เด็กๆ เรียนมากจนเกินไป ส่งผลให้เกิดนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้การเรียนพิเศษนอกโรงเรียนยังคงเหมือนเดิม เรามาลองพิจารณาเด็กกลุ่มต่างๆ ที่เข้าเรียนตามสถาบันกวดวิชาต่างๆ ซึ่งเราสามารถแยกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้

กลุ่มแรก เด็กกลุ่มก่อนวัยเรียน จะเป็นกลุ่มที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องการเสริมทักษะและพัฒนาการในด้านร่างกาย หรือด้านภาษา เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมโดยการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อกลางให้เด็กได้เข้าใจคำศัพท์พร้อมกับการยืดเส้นยืดสาย การเรียนในกลุ่มนี้ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ภาษาพร้อมกับกิจกรรมผ่านการเล่น ในวัยที่เด็กยังจำเป็นต้องมีการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ควบคู่กับกล้ามเนื้อมัดเล็ก โดยไม่มีแรงกดดัน ทำให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุขสนุกสนาน

กลุ่มที่สอง กลุ่มปฐมวัย การเรียนในกลุ่มนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกระแสของสังคม สิ่งที่เห็นได้ชัดเลย คือการส่งบุตรหลานเข้าติวสาธิต เหตุที่ว่าเป็นกระแสสังคม เนื่องจากเราจะเห็นได้จากจำนวนนักเรียนที่สมัคร เทียบกับจำนวนนักเรียนที่รับ ซึ่งการเรียนติวสาธิตนั้นจะเป็นการเรียนเป็นระยะเวลา 1 – 2 ปีในเตรียมความพร้อมให้กับเด็กๆ ที่จะเข้าสอบ การเรียนในแนวนี้ จะเครียดในช่วงของโค้งสุดท้ายก่อนสอบ เด็กหลายๆ คนถึงกับเกิดอาการเครียดโดยไม่รู้ตัว

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มของเด็กประถมวัย การเรียนพิเศษในกลุ่มนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยคือ กลุ่มที่เข้าไปเรียนในโรงเรียนสาธิตได้แล้ว เนื่องจากแนวของโรงเรียนดังกล่าวเป็นการเรียนในแนวบูรณาการ ไม่ค่อยมีการบ้าน ไม่ค่อยได้เรียน คุณพ่อคุณแม่ ก็เป็นกังวลว่าจะตามโรงเรียนอื่นได้อย่างไร จึงจัดตารางการเรียนวันหยุดให้กับน้องๆ ส่วนอีกกลุ่ม เป็นเด็กที่เข้าไปอยู่ในกลุ่มของโรงเรียนเร่งเรียน โรงเรียนสองภาษา คุณพ่อคุณแม่อาจเกิดความกังวล กลัวว่าบุตรหลานจะไม่สามารถเรียนตามเพื่อนได้ทัน เนื่องจากจำนวนเด็กต่อห้อง มากกว่าตอนที่อยู่อนุบาลมาก

กลุ่มที่สี่ กลุ่มเด็กประถมปลาย เป็นกลุ่มที่ต้องย้ายโรงเรียนอีกครั้ง การเรียนในกลุ่มนี้ เพื่อการทบทวนเนื้อหาและ ฝึกทำแนวข้อสอบในแนวต่างๆ ที่หลากหลายกว่าการเรียนในโรงเรียนทั่วไป

กลุ่มที่ห้า คือกลุ่มที่เป็นเด็กล่ารางวัลในสนามแข่งขันต่างๆ เราจะเห็นสนามแข่งขันทั้งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์หลายๆ สถาบันเกิดขึ้นทั้งปี เด็กในกลุ่มนี้เป็นเด็กที่เรียนรู้ได้เร็ว จึงเข้าไปอยู่ในกลุ่มของการเรียนเพื่อการแข่งขันในสนามทั่วประเทศ

กลุ่มที่หก เป็นกลุ่มของเด็กมัธยม การเรียนในกลุ่มของเด็กมัธยม ส่วนใหญ่เกิดจาก คุณพ่อคุณแม่เริ่มไม่สามารถดูแลได้ จำเป็นต้องให้น้องๆ เข้าเรียนในสถาบันกวดวิชาต่างๆ เพื่อเตรียมตัวเลือกแผนการเรียน และสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยต่อไป

จากกลุ่มของเด็กต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น มันอาจสะท้อนอะไรได้หลายอย่าง เช่น การเรียนในโรงเรียนไม่ดีพอหรือ หรือเกิดอะไรขึ้นกับความรับผิดชอบในตัวเด็ก หรือเกิดระบบการศึกษาของบ้านเราล้มเหลว จึงทำให้เด็กเกือบทุกคนที่มีโอกาส ต้องวิ่งหาที่เรียนจนกว่าจะจบการศึกษา หรือ อาจถึงตอนติวเพื่อสมัครสอบเข้าทำงานในหน่วยงานราชการจึงจะสิ้นสุด

Tags : , , , , , , , , , | add comments

perfect-genes-dna-hereditary-health-good-wellness-condition-word-d-letters-strand-to-illustrate-running-family-45473797          หลายๆ ครั้งที่ผู้ปกครองมักมีคำถามในใจ ว่า ทำไมลูกเราเรียนได้ดีไม่เท่าลูกเพื่อน ทั้งที่การเรียนตั้งแต่ในวัยอนุบาล เป็นที่เดียวกันหรือแม้กระทั่งการเรียนพิเศษ ก็เรียนที่เดียวกันมาตลอด แต่ทำไมลูกเราจึงเรียนสู้ลูกเพื่อนไม่ได้ หากลองตัดปัจจัยต่างๆ ที่เหมือนกันออกไปให้หมด เราจะพบตัวแปรต้นที่ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องของพันธุกรรม (เนื่องจากในงานวิจัยต่างๆ พบว่าความฉลาดของมนุษย์นั้นจำเป็นต้องมีการทำงานของยีนหลายๆ ยีนและจำเป็นต้องมีปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีผลมากกว่าร่วมด้วย) ในเมื่อเรื่องพันธุกรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความฉลาดแล้ว ทำไมลูกเรายังเรียนสู้ลูกเพื่อนไม่ได้ ทั้งที่ลูกเราเรียนเหมือนลูกเค้าทุกอย่าง ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมเดียวกัน

จริงหรือที่เด็กสองคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน อาจจะจริงที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมของการเข้าเรียนเหมือนกัน แต่สิ่งแวดล้อมของการเลี้ยงดูตั้งแต่ในวัยเด็กเป็นการเสริมสร้างความฉลาดในการเรียนรู้ของเด็กแตกต่างกัน เช่น เด็กที่ได้ฝึกจับช้อน แก้วน้ำ ระบายสี หรือสิ่งต่างๆ ในการลองผิดลองถูก เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ต้องใช้เวลาในการรับประทานอาหารหน้าทีวี หรือเล่นเกมส์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมการปล่อยให้เด็กใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (ตามวัย) ไปจนกระทั่งการฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก จะเป็นการสร้างและเชื่อมโยงเส้นใยของสมองให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น นอกจากนี้การสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้ลองแก้ปัญหา หรือลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จะเป็นการกระตุ้น และสร้างนิสัยให้เขาเป็นเด็กที่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้ลองแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากพ่อแม่ ผู้ปกครองหลงติดกับ กับการใช้เกมส์ที่มีแสง สีสัน สวยงามและภาษาอังกฤษ ที่หลอกล่อเด็กให้เด็กอยู่กับที่ได้นาน ร่วมกับความเข้าใจในคำสั่งของเกมส์ ก็หลงคิดไปว่า ลูกสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี อีกทั้งทำให้ลูกมีสมาธิได้นาน แต่ในความเป็นจริงนั้น คำสั่งในเกมส์จะเป็นคำสั่งซ้ำๆ หรือเด็กใช้ความจำว่าขั้นนี้ต้องทำอย่างไรต่อไป ส่วนเรื่องที่เด็กนั่งอยู่ได้นานเนื่องจากเกมส์ในยุคปัจจุบันมีสีสันสวยงาม เป็นแอนิเมชั่นที่เหมือนจริง มันเป็นการยากที่เด็กๆ จะละสายตาจากมันได้ แต่เมื่อเขาต้องอ่านหนังสือ ที่มีแต่ตัวอักษรสีดำบนกระดาษสีขาวของตำราเรียน แล้วยังต้องนั่งในห้องเรียนคาบละชั่วโมง เขาจะไม่กระตือรือร้นต่อการเรียน นอกจากนี้แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ ครอบครัว แยกหน้าที่ของตนเองกับโรงเรียนอย่างชัดเจน นั่นคือตนเองมีหน้าที่ทำให้ลูกมีความสุข โดยการตามใจ ส่วนเรื่องของการให้ความรู้ , กฎระเบียบ และคุณธรรมจริยธรรมเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว

เด็กส่วนใหญ่จึงไม่รู้จักเคารพในกฎกติกา ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ไปโรงเรียนเพราะพ่อแม่ไปส่ง รอแต่เวลาที่จะได้เล่นเกมส์ไปวันๆ เท่านั้น เแต่ครูไม่ได้หมายความว่าสื่ออิเล็คโทรนิกส์ไม่ดีเสมอไป ข้อมูลหลายๆ ข้อมูล หรือ e-book หลายๆ เล่ม ครูก็ได้จากอินเตอร์เน็ตเช่นกัน เพียงแต่สื่อต่างๆ เหล่านี้จะต้องใช้ควบคู่กับวุฒิภาวะที่เหมาะสมควบคู่กันไป

ข้อมูลอ้างอิง :

https://www.quora.com/Is-intelligence-determined-by-alleles-and-if-so-would-it-be-dominant-or-recessive

Tags : , , , , , , , , | add comments

คัดเลือกครู ?

Posted by malinee on Monday May 1, 2017 Under เกร็ดความรู้

images          จากช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอม พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ ท่านก็จัดกิจกรรมการเรียนในวิชาต่างๆ ให้กับเด็กๆ เด็กหลายๆ คนผ่านการสอบคัดเลือกเข้าสู่ระดับมัธยม ก็จะต้องมีการเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อเป็นการปรับพื้นฐาน หรือปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนที่โตขึ้น

หลังจากที่กล่าวถึงการสอบคัดเลือกเด็กๆ เข้าเรียนในโรงเรียนต่างๆ แล้ว ครั้งนี้เรามาศึกษาวิธีการสอบคัดเลือกของข้าราชการครูกันบ้าง การสอบคัดเลือกข้าราชการครูนั้น ครูทุกๆ คนจะต้องผ่านการสอบข้อสอบ ภาค ก และ ภาค ข ซึ่งคะแนนรวมคือ 400 คะแนน หลายๆ คนคงสงสัยว่า ครูจะเขียนบทความนี้เพื่ออะไร

การสอบภาค ก เป็นข้อสอบกลางในการคัดเลือกบรรจุข้าราชการทุกอัตรา (ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการครู) ข้อสอบจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับกฎ ระเบียบ กฎหมาย และพระราชบัญญัติ มาตราต่างๆ เกี่ยวข้องกับการทำงานของข้าราชการ โดยมีคะแนนเต็ม 200 คะแนน ส่วนภาค ข เป็นการทดสอบความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ซึ่งจะประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับงานวิจัย ความรู้เกี่ยวกับวิชาการศึกษา (100 คะแนน) ส่วนความรู้ในวิชาที่จะเข้าสอน (วิชาเอก) อีก 100 คะแนน ซึ่งข้อสอบทั้งหมดเป็นข้อสอบปรนัย จากสัดส่วนของคะแนนที่รับข้าราชการครูเฉพาะสาขาวิชา เราจะเห็นว่า ความรู้ความสามารถในวิชาชีพคิดเป็นเพียง 25% เท่านั้น

ในความคิดเห็นของครู เห็นว่า แนวทางการคัดเลือกข้าราชการครู ควรจะมีมาตรฐานในการคัดเลือกให้มีการคัดเลือกจากส่วนกลาง แล้วกระจายครูไปยังภูมิภาคต่างๆ การสอบคัดเลือกควรมีการแยกข้อสอบการคัดความรู้เฉพาะทางให้สูงกว่าที่เป็นอยู่ โดยให้แบ่งส่วนของการสอบออกเป็นภาคทฤษฏี และภาคปฏิบัติไปพร้อมกันเพื่อให้ได้ข้าราชการครูที่มีคุณภาพ แต่หลังจากที่เราได้ครูที่มีคุณภาพแล้ว งบประมาณต่างๆ ที่ลงมายังกระทรวงศึกษาธิการ ควรจะส่งตรงไปยังผลตอบแทนของครูมากกว่าการทุ่มงบให้ tablet ที่กระจายไปทั่วประเทศอย่างเสียเปล่า โดยให้แต่โทษไม่เกิดประโยชน์อะไรอย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องการเป็นครูที่จะพัฒนาตนเองเพื่อเด็กๆ ต่อไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

4cs จากในบทความที่เคยกล่าวมาแล้วว่า การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมนั้นเป็นการเรียนที่ทำให้เป็นรูปธรรมได้ จากการเรียนผ่านประสบการณ์รอบๆ ตัว เช่น การเรียนเรื่องเงิน การชั่ง ตวง วัด เป็นต้น ซึ่งการเรียนในระดับประถมนั้น จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนในระดับมัธยมต่อไป

การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมจะเริ่มเป็นการเรียนในลักษณะที่เป็นศาสตร์มากขึ้น เช่น พหุนาม เลขยกกำลัง กรณฑ์ เป็นต้น แต่การเรียนในระดับมัธยมนั้นจะต้องอาศัยพื้นฐานที่ดีในระดับประถม เปรียบเสมือนโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้าง หากมีฐานที่ไม่แข็งแรง สิ่งปลูกสร้างนั้นย่อมไม่สามารถสร้างให้สูงได้เช่นกัน เช่นเดียวกับการเรียนคณิตศาสตร์ หากมีพื้นฐานไม่ดีตั้งแต่ประถม เขาไม่มีความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีกับการเรียน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้เด็กๆ ต่อต้านการเรียนคณิตศาสตร์เกิดเนื่องมาจาก การปิดสัญญาณในการเรียน นั่นหมายความถึงการปิดโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาของความไม่เข้าใจ เมื่อบวกรวมกับสิ่งแวดล้อมของการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเอง ไม่รู้สึกเดือดร้อนกับคะแนนหรือเกรดที่ออกมา ทำให้เมื่อเข้าสู่มัธยมปลาย โอกาสหรือทางเลือกในการเรียนก็จะแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีนั้น มักจะเรียนดีในเกือบทุกวิชา นั่นเราอาจหมายรวมได้ว่า การเรียนคณิตศาสตร์เป็นการจัดลำดับกระบวนการของความคิดให้กับเขาเหล่านั้น และสามารถพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ได้ดีกว่า

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments
Boy with Math Book Surrounded by Symbols Clipart

Boy with Math Book Surrounded by Symbols Clipart

หลายๆ ครั้งที่มีการกล่าวถึงการเรียนการสอนในปัจจุบัน วิชาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองสนใจเป็นพิเศษ ก็คงหนีไม่พ้นวิชาคณิตศาสตร์ หลายๆ ครั้งก็มัมีคำกล่าวที่ว่า การเรียนคณิตศาสตร์เพื่อการพัฒนาสมองของเด็ก  แล้วการเรียนวิชาอื่นไม่ได้ช่วยให้เด็กพัฒนาสมองเลยหรือ

ดังนั้นเรามาพิจารณาการเรียนในวิชาอื่นๆ กันก่อน เช่น การเรียนการอ่านของเด็กๆ ซึ่งก็มีหลายๆ คำกล่าวที่ว่า การอ่านเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กๆ ซึ่งหลายๆ ครั้งการอ่านก็เป็นการสร้างจินตนาการให้กับเด็กๆ ได้เช่นกัน แต่การอ่าน เป็นการเรียนที่ใช้การจำตัวอักษร และสระ ก่อน หลังจากนั้นก็ผสมคำเพื่อการอ่านที่สมบูรณ์ขึ้น ส่วนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กนั้นเด็กจะเรียนจากประสบการณ์รอบตัว โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าก่อน เมื่อถึงประถมปลายเด็กจึงจะต้องมีการคิดวิเคราะห์มากขึ้น

ส่วนการเรียนคณิตศาสตร์ เด็กๆ จะต้องเริ่มจากการรู้จักถึงจำนวนและตัวเลข แล้วหลังจากนั้นจะก็เป็นการเปรียบเทียบ การนับเพิ่ม นับลด และมีการใช้ปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ และการแก้ไขโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากการเรียนคณิตศาสตร์เป็นการเรียนที่จะต้องมีการคิดอยู่ตลอดเวลา (ถึงแม้จะเป็นเพียงการเปรียบเทียบในเรื่องของจำนวนก็ตาม) หากเพียงเริ่มต้น เด็กไม่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้ เขาจำเป็นที่จะต้องให้เวลากับมันมากขึ้นๆ ในขณะที่เพื่อนเปลี่ยนหัวข้ออื่นแล้ว แต่เขายังรั้งท้ายและติดกับหัวข้อเดิมอยู่ ทำให้เขาเหล่านั้นมีทัศนคติที่ไม่ดีกับการเรียน เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ความไม่เข้าใจที่สะสมมากขึ้นๆ ทำให้เขาหันหลังให้กับคณิตศาสตร์ ไม่อยากฝึกให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น การเรียนคณิตศาสตร์ ถือว่าเป็นการฝึกทักษะของการพัฒนาสมองไปตามระดับอายุที่เหมาะสม เมื่อเด็กเกิดปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ อีกไม่นานการเรียนวิชาที่จะต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ก็จะมีปัญหาตามมา เช่น วิทยาศาสตร์ ซึ่งเราจะพบว่า คะแนนสอบ o-net ของเด็กในปัจจุบันต่ำกว่า 50% ซึ่งเป็นข้อมูลชี้วัดแนวโน้มเดียวกับวิชาคณิตศาสตร์นั่นเอง

Tags : , , , , , , | add comments

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นการประกาศผลการสอบ o-net ของนักเรียนชั้น ป。6 ,ม。3 และม。6 ซึ่งผู้ปกครองหลายๆ คน มักมีคำถามการสอบ o-net เป็นการสอบเพื่ออะไร มีประโยชน์หรือจุดประสงค์ใด

เรามาดูแนวคิดและจุดประสงค์ของการสอบกัน

วัตถุประสงค์ของการสอบ O-net
1. เพื่อทดสอบความรู้และความคิดของนักเรียน ป.6, ม.3 และ ม.6 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

  1. เพื่อนำผลการสอบไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียน
  2. เพื่อนำผลการสอบไปใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษา
  3. เพื่อนำผลการสอบไปใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชาติ
  4. เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินผลการเรียนของผู้ที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551
  5. ใช้เป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และสถาบันอุดมศึกษา

จากวัตถุประสงค์ของจัดสอบนั้น มีจุดมุ่งหมายที่ดี หากได้มีการดำเนินปรับปรุงแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ของเด็กหรือพัฒนาการเรียนรู้ตามนโยบายให้ดีขึ้น

แต่จากผลการสอบมาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เห็นนโยบายในการพัฒนาการทางด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่วิเคราะห์ได้คือ นโยบายการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นนโยบายที่ล้มเหลว ซึ่ง ครูได้มีโอกาสได้คุยกับนักเรียนที่อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาที่ได้รับนโยบายดังกล่าว เด็กๆ จะไม่มีการเรียน ไม่มีกิจกรรม ในคาบสุดท้าย แล้วครูถามว่าแล้วเด็กๆ ทำอะไร คำตอบที่ได้คือ การท่องโลกอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เค้าเหล่านั้นอย่างอิสระ  ในปีนี้ ผลคะแนนเฉลี่ยของเด็กในกรุงเทพเอง มีเพียงภาษาไทยและสังคมศึกษาเท่านั้น ที่มีคะแนนมากกว่า 50% ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเห็นผลคะแนนเฉลี่ยในระดับประเทศแล้ว เหลือเพียงภาษาไทยวิชาเดียวที่เกินครึ่ง ที่เหลือคะแนนจะอยู่ระหว่าง 30 – 45% เท่านั้น ซึ่งคะแนนที่ครูนำมาอ้างอิงเป็นคะแนนในระดับป。6 เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงคุณภาพการเรียนการสอนได้อย่างชัดเจน เมื่อค่าเฉลี่ยต่ำตั้งแต่ในช่วงชั้นประถม เราก็จะเห็นแนวโน้มคะแนนเฉลี่ยในระดับที่สูงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  badgradeclipart

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

responsibility-clipart-6BcaEBdT8            ผ่านไปแล้วสำหรับการประกาศผลสอบเข้าเรียนในห้องเรียนพิเศษ (Gifted และ EP) ครูต้องขอแสดงความยินดีกับน้องๆ หลายๆ คนที่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งนั่นหมายถึงการเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดี แต่อีกหลายๆ คนไม่ได้เลือกลงเข้าการคัดเลือกในรอบนี้ หรือน้องๆ บางคนที่พลาดในรอบนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่าตนเองจะหมดโอกาส ทุกๆ คนยังมีโอกาสในสนามใหญ่อีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน นี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันพร้อมกันทุกโรงเรียน ดังนั้นเด็กที่พลาดจากสนามแรก ก็จะต้องเข้าสอบในสนามนี้

สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำคือ การพิจารณาโรงเรียนในการให้น้องๆ สอบคัดเลือกของพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรประเมินปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เด็กมีโอกาสได้รับการคัดเลือกมากที่สุด ซึ่งหมายถึง จำนวนคู่แข่ง : จำนวนนักเรียนที่รับ และการเตรียมตัวของตัวบุตรหลาน และตัวเด็กๆ เองก็ต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง ต้องอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองให้ได้รับคัดเลือกในที่สุด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แนวโน้มไม่ได้เป็นแบบนั้น เนื่องจากเด็กๆ ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ไม่เรียนรู้ว่าการเรียนเป็นสิ่งเดียวที่เป็นหน้าที่ของตนเอง และทำในสิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น โดยไม่รู้สึกเดือดร้อนกับความบกพร่องในหน้าที่ของตนเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางที่ตนเองจะไม่มีที่เรียน ในที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องคอยวิ่งเต้น เพื่อให้ตนเองได้มีที่เรียนในที่สุด

หากพิจารณากันดีๆ แล้ว ความผิดพลาดในพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้เกิดขึ้น เนื่องจากเขาเหล่านั้นไม่เคยถูกสอน หรือฝึกให้อยู่ในระเบียบวินัยในการทำหน้าที่ของตนเอง และสิ่งที่แย่กว่านั้นคือ เด็กไม่เคยได้รับบทลงโทษเมื่อทำผิดกฎ หรือระเบียบใดๆ เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้ปกป้องอย่างไม่มีเหตุผล จนกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่รู้จักหน้าที่ ของตนเอง ไม่มีความรับผิดชอบและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ในที่สุด หากเด็กๆ ได้รับการฝึกระเบียบวินัย และรู้จักหน้าที่ของตนเอง ต่างคนต่างรู้และรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ก็เป็นเหมือนจิกซอรที่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันต่อจนเป็นภาพที่สมบูรณ์ในที่สุด

 

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

59193aa2a373c419a7100878787f573e_108aacefc3e090fb4ab96fe480a9bd-clipart-tired-person_350-346                    ช่วงนี้เดือนหน้าจะเป็นช่วงของการสอบคัดเลือกประจำทุกปี น้องๆ หลายๆ คนก็ต้องให้เวลาในการเตรียมตัวกับตัวเองในการอ่านหนังสือ ลดเวลาเล่นกันก่อนนะคะ

หลายๆ ครั้งผู้ปกครองมักบ่นว่า บุตรหลานของตนไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง เฉื่อย ไม่มีความกระตือรือร้น สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาจากการเลี้ยงดูบุตรหลานในวัยเด็ก สาเหตุที่ทำให้เด็กไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง เนื่องมาจากในวัยเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครองคอยปกป้องดูแลเอาใจใส่จนเกินพอดี ไม่ให้บุตรหลานมีโอกาสที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ เมื่อเกิดปัญหาไม่ว่าเรื่องใดๆ พ่อแม่ก็คอยเป็นคนแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง การดำเนินชีวิตก็เป็นไปอย่างเรื่อยๆ ไม่มีความกระตือรือร้นทุกๆ เรื่องจนกลายเป็นนิสัยที่เฉื่อย ไม่สนใจต่อสถานการณ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบข้างใดๆ เพราะถือว่าปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายด้วยการแก้ปัญหาของพ่อแม่ ผู้ปกครองได้โดยง่าย

นิสัยดังกล่าวที่เกิดขึ้น ไม่ได้เปลี่ยนไปเมื่อเด็กโตขึ้น เขาจะโตขึ้นโดยแบบเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีความอดทน หากไม่อยากให้บุตรหลาน ดำเนินชีวิตโดยสามารถดูแลตนเองได้เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ดังนั้นในวัยเด็ก ซึ่งสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดที่เป็นโรงเรียนแรกของเด็กๆ พ่อแม่ ผู้ปกครองสอนให้เค้ารู้จักกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย หน้าที่ และความรับผิดชอบตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน ซึ่งการปลูกฝังนิสัยดังกล่าวตั้งแต่วัยเด็กจะยากลำบากบ้างในช่วงแรก แต่ผลที่ได้จะคุ้มค่ามากเมื่อเขาโตขึ้น

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments