Feb 20
ช่วงนี้เดือนหน้าจะเป็นช่วงของการสอบคัดเลือกประจำทุกปี น้องๆ หลายๆ คนก็ต้องให้เวลาในการเตรียมตัวกับตัวเองในการอ่านหนังสือ ลดเวลาเล่นกันก่อนนะคะ
หลายๆ ครั้งผู้ปกครองมักบ่นว่า บุตรหลานของตนไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง เฉื่อย ไม่มีความกระตือรือร้น สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาจากการเลี้ยงดูบุตรหลานในวัยเด็ก สาเหตุที่ทำให้เด็กไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง เนื่องมาจากในวัยเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครองคอยปกป้องดูแลเอาใจใส่จนเกินพอดี ไม่ให้บุตรหลานมีโอกาสที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ เมื่อเกิดปัญหาไม่ว่าเรื่องใดๆ พ่อแม่ก็คอยเป็นคนแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง การดำเนินชีวิตก็เป็นไปอย่างเรื่อยๆ ไม่มีความกระตือรือร้นทุกๆ เรื่องจนกลายเป็นนิสัยที่เฉื่อย ไม่สนใจต่อสถานการณ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบข้างใดๆ เพราะถือว่าปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายด้วยการแก้ปัญหาของพ่อแม่ ผู้ปกครองได้โดยง่าย
นิสัยดังกล่าวที่เกิดขึ้น ไม่ได้เปลี่ยนไปเมื่อเด็กโตขึ้น เขาจะโตขึ้นโดยแบบเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีความอดทน หากไม่อยากให้บุตรหลาน ดำเนินชีวิตโดยสามารถดูแลตนเองได้เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ดังนั้นในวัยเด็ก ซึ่งสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดที่เป็นโรงเรียนแรกของเด็กๆ พ่อแม่ ผู้ปกครองสอนให้เค้ารู้จักกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย หน้าที่ และความรับผิดชอบตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน ซึ่งการปลูกฝังนิสัยดังกล่าวตั้งแต่วัยเด็กจะยากลำบากบ้างในช่วงแรก แต่ผลที่ได้จะคุ้มค่ามากเมื่อเขาโตขึ้น
Feb 15
Posted by malinee on Wednesday Feb 15, 2017 Under เกร็ดความรู้
ใกล้ปิดเทอมแล้ว มาเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ด้้วยกัน กับสถาบันคิดสแควร์กันดีกว่า
Feb 06
หลายๆ คน ที่หาข้อมูลของการเรียนจินตคณิต อาจจะคิดว่าการให้ข้อมูลของสถาบันการสอนต่างๆ ก็เป็นเพียงการตลาด เพื่อโน้มน้าวให้พ่อ แม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลาน ให้เรียนเพียงเท่านั้น
การส่งบุตรหลานเรียน กิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ใช่วิชาการ (ที่จำเป็นต้องใช้ในโรงเรียน) ไม่ว่าจะเป็นการเรียนดนตรี ศิลปะ หรือแม้กระทั่งกีฬา จำเป็นที่จะต้องให้เวลากับผู้เรียนเพื่อฝึกทักษะ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ หลายๆ ครอบครัวเลือกให้บุตรหลานเรียนดนตรี ในวัยเด็ก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มไม่เห็นความจำเป็นของการเรียน ก็เริ่มถอย หรือ ถอดออก ก่อนที่เด็กจะได้เรียนเทคนิคชั้นสูง ในการเรียนศิลปะ หลายๆ ครอบครัวส่งบุตรหลานเรียน เพื่อเป็นการเสริมสร้างสมาธิ จินตนาการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เวลาที่ให้กับการเรียนก็น้อยลง จนหมดไป แทนที่เด็กจะได้สั่งสมความชำนาญในงานศิลปะจนถึงขั้นสูง (การลงแสง เงา) ก็กลายเป็นการเสียประโยชน์ไป
การเรียนจินตคณิตก็เช่นกัน เป็นการเรียนจะต้องฝึกทักษะ เนื่องจากหลังจากการใช้ลูกคิดจะต้องมีการสร้างภาพลูกคิดในการจินตนาการ ซึ่งต้องใช้สมาธิ พื้นฐานการใช้ลูกคิดที่แม่นยำ และประยุกต์ใช้กับวิชาคณิตศาสตร์ในที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กขาดทั้งความสม่ำเสมอในการเรียน และไม่ฝึกทักษะใดๆ ทำให้การเรียนเป็นไปได้ช้า และมีพัฒนาการที่ช้า ในที่สุดก็เลิกเรียนก่อนที่จะไปถึงประโยชน์สูงสุดของการเรียน
ดังนั้น หากพ่อแม่ ผู้ปกครอง หากต้องการให้บุตรหลานเรียนอะไร ต้องให้ความสม่ำเสมอต่อการเรียน ฝึกฝนทักษะต่อหลังเลิกเรียน เพื่อให้พัฒนาการเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้ประโยชน์สูงสุดทุกอย่าง
Jan 14
Posted by malinee on Saturday Jan 14, 2017 Under กิจกรรม
เป็นเด็กดีของพ่อแม่..และเป็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติกันนะจ๊ะ..
….สุขสันต์วันเด็ก……

Dec 22
Posted by malinee on Thursday Dec 22, 2016 Under เกร็ดความรู้
หลังจากที่เด็กๆ เปิดภาคเรียนมาได้เดือนกว่าๆมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เด็กๆ จะต้องมีการสอบกลางภาค เพื่อเป็นการประเมินผลการเรียนรู้ในสิ่งที่ได้เรียนกันมาแล้ว คะแนนที่ออกมาจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเด็กแต่ละคนเข้าใจบทเรียนมากน้อยเพียงใด
คะแนนที่ได้จากการประเมินจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่า เด็กๆ มีความเข้าใจในการเรียนมากน้อยเพียงไร
ในบางครั้งปัญหาในการเรียนของเด็กๆ อาจเกิดจากการที่เด็กไม่สามารถตีความสิ่งที่โจทย์ต้องการได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชา คณิตศาสตร์) สาเหตุดังกล่าวมักเกิดจากการขาดการเตรียมความพร้อมในเรื่องภาษา ทั้งภาษาไทย (ในเด็กที่เรียนในแบบบูรณาการไปยังโรงเรียนแบบเร่งเรียน) และภาษาอังกฤษที่ (มักเกิดปัญหาในเด็กที่ย้ายโรงเรียนจากแบบไทย สู่โรงเรียนแบบไบลิงกัว) ซึ่งโรงเรียนสองภาษาในปัจจุบันเน้นให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย เมื่อเด็กๆ ติดปัญหาด้านภาษา ก็เป็นสิ่งที่ดีที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะส่งเสริมให้เด็กเรียนภาษาเพิ่ม สำหรับเด็กที่เรียนในโรงเรียนไทยปกติ เป็นเรื่องทีดี เนื่องจากภาษาไทยเป็นพื้นฐานของการเรียนในทุกๆ วิชา
ในขณะที่เด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ เปลี่ยนจากโรงเรียนเป็นโรงเรียนสองภาษา เด็กๆ ไม่ได้ถูกเตรียมความพร้อมให้อ่านและแปลความในภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนเสาะหาที่เรียนภาษาอังกฤษให้กับบุตรหลานที่แล้วที่เล่า แต่การเรียนภาษาอังกฤษโดยทั่วไป แยกได้เป็น 3 แบบคือ การเรียนการอ่านออกเสียง ซึ่งต้องเริ่มจากการเรียนเสียงของตัวอักษรทีละตัว ซึ่งในการเรียนในแนวนี้แก้ปัญหาได้ช้ามาก หรืออาจไม่ได้เลย เนื่องจากการเรียนในโรงเรียนจะล้ำหน้าและมีศัพท์เฉพาะมากมาย โดยเฉพาะอ้ย่างยิ่งการเรียน คณิตศาสตร์ กับการเรียนในแนวที่สอง คือการเรียนในแนวของการสนทนา และในแบบสุดท้ายคือการเรียนหลักไวยากรณ์ ซึ่งการเรียนในแนวทั้งสามนั้นไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูกทางนัก ซึ่งหลายๆ ครอบครัวก็หว่านการเรียนของบุตรหลานไปทุกๆ แนวทาง ส่งผลให้เด็กเกิดความเหนื่อยล้ากับการเรียน ทำให้หลังจากการเรียนเด็กๆ ก็ไม่ต้องการนำมาทบทวนเพิ่มเติมอีก ทำให้การเรียนไม่ได้พัฒนาได้ ความเหนื่อยล้าส่งผลให้เด็กไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบเหมือนกับแก้วที่มีน้ำรินอยู่ปากแก้วแล้ว ไม่ว่าจะเติมไปมากเท่าไร น้ำก็ล้นออกมาเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดความเครียดทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ นอกจากนี้แล้วยังส่งผลให้เด็กไม่มีความสุขในการเรียน
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของใคร พ่อแม่ผู้ปกครองก็มีแต่ความปรารถนาดีให้กับบุตรหลานของตนด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ในยุคปัจจุบันมีแนวการเรียนอยู่มากมาย พ่อแม่ผู้ปกครองจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาหรือเตรียมคว
Nov 27
เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองสมัยนี้ ดูเหมือนจะง่ายกว่ายุคก่อนๆ เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่สร้างปัญหาภายในบ้านให้เกิดได้เช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่าหน้าที่ของเด็กๆ มีเพียงหน้าที่เดียวคือเรื่องการเรียน แต่ณ ปัจจุบันเราจะพบว่าเด็กมีปัญหาเรื่องสมาธิกันจำนวนมาก เมื่อเด็กมีปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ ก็ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้เป็นปกติ แต่เด็กหลายๆ คนก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสมาธิ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับการเรียนรู้ของเขาเหล่านั้น
เด็กหลายๆ คนเป็นเด็กปกติ แต่มีปัญหาในการเรียนโดยเฉพาะการเรียนวิชาคณิตศาสตร์นั้น บ่อยครั้งพบว่าเด็กมีปัญหาตั้งแต่ในช่วงแรกของการเรียนคณิตศาสตร์ นั่นคือเรื่องของการคำนวณ เมื่อปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ และเด็กในกลุ่มนี้ก็จะมีทัศนคติที่ไม่ดีในการเรียนคณิตศาสตร์ ปัญหาเรื่องการคำนวณเป็นปัญหาเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เมื่อเจอเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น ต้องจำสูตรและมีการคำนวณที่ยากขึ้น ก็จะอ้างว่าเค้าพยายามแล้วแต่ไม่เข้าใจ
เด็กในกลุ่มดังกล่าวอาจเป็นเพราะการสะสมความไม่เข้าใจ จนไม่สามารถที่จะเรียนในกลุ่มใหญ่ๆ หรือในชั้นเรียนได้ จึงจำเป็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาครูเข้าช่วย แก้ปัญหาอย่างตรงจุดและต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาจะถูกแก้ไขก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือและตระหนักถึงปัญหาของตนเองด้วยเช่นกัน
ความร่วมมือจากผู้เรียนคือ ความพยายามที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาโจทย์ในบทเรียนที่ผ่านมา การทบทวนบทเรียนในการเรียนแต่ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ (การบ้าน) การท่องจำสูตรและคุณสมบัติต่างๆ ที่จำเป็น แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ เด็กไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาของตนเอง ไม่ใส่ใจและตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง ถ้าเป็นแบบนี้อย่าว่าแต่ครูเลย เทวดาก็ช่วยไม่ได้…
Nov 06
คราวที่แล้ว ครูได้พูดถึงการเปลี่ยนม้ากลางศึกในเด็กโต ซึ่งเป็นปัญหากับเด็กโตในเรื่องของการเรียน จึงเป็นสาเหตุให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเลือกที่จะให้บุตรหลานเปลี่ยนแนวการเรียนในวัยเด็ก ซึ่งคิดว่าเด็กๆ น่าจะปรับตัวได้ง่ายกว่า
จริงอยู่ ที่การปรับตัวในวัยเด็ก เป็นไปได้ง่ายกว่า แต่บางรายก็ยังคงพบปัญหาอยู่เช่นกัน แต่ปัญหาในเด็กที่เข้าเรียนกลางภาคเรียน สิ่งที่พบ คือ การปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน เช่น เด็กที่ถูกย้ายจากโรงเรียนไทยไปอยู่โรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งการเรียนในโรงเรียนอินเตอร์นั้น เด็กทุกคนจะถูกบังคับให้สื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษ (เพื่อให้เด็กใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว) แต่เด็กที่ถูกย้ายมาจากโรงเรียนไทย บางครั้งการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นปัญหาของเขา เขาจึงเลือกใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ด้วยเหตุที่เด็กๆ มักจะเชื่อฟังคุณครู จึงทำให้เด็กคนอื่นๆ ไม่พูดกับเด็กคนดังกล่าว เพราะกลัวถูกครูคิดว่า ตนเองก็เป็นคนที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารเช่นกัน นานเข้าปัญหานี้ ก็สะสมจนทำให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียน หรืออาจเป็นการต้านการใช้ภาษาอังกฤษ ที่เป็นต้นเหตุทำให้ตนเองไม่มีเพื่อน
แน่นอนว่า เหตุผลของการย้ายโรงเรียนนั้น พ่อแม่ทุกคนทำไป เพื่อความปรารถนาดีต่อบุตรหลาน เช่นเดียวกับบการเลี้ยงม้า การเปลี่ยนคอกม้า อาจเนื่องมาจากสาเหตุของคอกเก่าที่เจ้าของม้าเห็นว่า มันเก่า มีเชื้อโรค หรือแม้กระทั่ง ม้าตัวนั้นโตขึ้น จนทำให้คอกม้าดูคับแคบ ไม่สะดวกสบายเหมือนเดิม แต่คอกใหม่ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าม้าตัวน้อยต้องการ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มิใช่ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแนวหรือ ย้ายโรงเรียนให้กับบุตรหลานได้เลย เพียงแต่ คุณพ่อ คุณแม่ ต้องคอยสังเกตุพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป หรือการเก็บตัวของเด็ก ควรมีการพูดคุย สื่อสารกับทางครูประจำชั้นถึง พฤติกรรมในโรงเรียน เพื่อไม่ให้เด็กบ่มเพาะนิสัยการเก็บตัวต่อไป
Sep 20
Posted by malinee on Tuesday Sep 20, 2016 Under เกร็ดความรู้
….การบ้าน….พอพูดคำนี้เด็กๆทุกคนมักส่าหน้ากันทั้งนั้น เพราะวันๆหนึ่งเรียนตั้งหลายวิชาและมีการบ้านทุกวิชา(อันนี้ครูเข้าใจค่ะ)แต่..เหตุผลของการให้การบ้านในทุกวิชาที่เรียน มันก็เพื่อทบทวนบทเรียนเพื่อฝึกทักษะความเข้าใจ โดยเฉพาะในวิชาหลัก เช่น คณิต อังกฤษ วิทย์ ไทย สังคมฯลฯ โดยเฉพาะเลขต้องมีการบ้านในทุกครั้งที่เรียน(ซึ่งเด็กๆไม่อยากได้เป็นพิเศษ) เพื่อทบทวนความเข้าใจ ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะช่วยเด็กคิดและทำการสอนการบ้านในวิธีการที่เราเคยเรียนผ่านมาก่อนซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีในการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว แต่การสอนตามที่เราเคยเรียนมาก่อนนั้นใช้ได้กับในบางวิชาเท่านั้น เพราะในบางวิชาก็มีวิธีคิดวิธีหาคำตอบในแบบของเค้า โดยเฉพาะวิชาจินตคณิตที่ใช้ลูกคิดเป็นสื่อในการสอนจะมีวิธีคิดตามแบบฉบับของตัวมันเองซึ่งผู้ที่เรียนเท่านั้น ที่จะสามารถใช้วิธีดีดลูดคิด เทคนิคการคำนวณ สูตรการคิด และการอ่านค่าลูกคิดได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ..ดังนั้นหากบุตรหลานของท่านใดเรียนจินตคณิตครูอยากแนะนำว่า..ปล่อยให้เค้าทำการบ้านลูกคิดด้วยตัวของเค้าเอง เพราะเค้าเป็นคนเรียน ทักษะ เทคนิควิธีคิดต่างๆ เค้าเรียนจากครูผู้สอนมาแล้ว หากเค้าทำการบ้านไม่ได้(ทำไม่ได้จริงๆนะค่ะไม่ใช่ไม่อยากทำละบอกทำไม่ได้ แต่เอาเวลาไปไล่จับโปรเกม่อนแบบนี่ไม่ได้นะค่ะ) ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกศิษทกับครูจะดีกว่า..ผู้ปกครองจะต้องเชื่อก่อนว่า การเรียนจินตคณิต และสถาบันที่สอนสามารถช่วยลูกๆในเรื่องของคณิตศาสตร์ การคำนวณ ได้จริง เชื่อมั่นในสถาบันที่สอนและเทคนิคของครูผู้สอน.. หากเชื่ออย่างนั้นแล้วก้อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูผู้สอนเป็นคนสอนเค้าจะดีกว่า..ส่วนผู้ปกครองช่วยได้โดยการกวนขันให้เค้าทำการบ้านตามที่ครูกำหนด ไม่ใช่…. ไปบอกคำตอบเค้า ให้เค้านับนิ้ว ร้ายสุดให้เค้าใช้เครื่องคิดเลขในที่หาคำตอบ เพื่อให้การบ้านเด็กจะได้เสร็จๆไปหมดไปอีกหนึ่งภาระ การทำแบบนั้นจะเป็นการทำร้ายเด็กโดยตรงเลยทีเดียว..คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีคำตอบที่ตายตัว แต่มีวิธีคิดที่หลายหลาย..ปล่อยให้เค้าได้ใช้วิธีคิดด้วยตัวเค้าเองในแบบฉบับที่เค้าเรียนมาดีที่สุด..ขอบคุณและสวัสดีค่ะ..
Sep 16
Posted by malinee on Friday Sep 16, 2016 Under กิจกรรม
เสริมทักษะเพื่อพัฒนาสมองสองด้าน ควบคู่กับสมาธิที่ดี ด้วยจินตคณิต , โจทย์คณิตคิดง่าย หรือศิลปะเชิงสร้างสรรค์ ช่วงปิดภาคเรียนกับสถาบันคิดสแควร์ โดยแบ่งเป็น 2 รอบ คือ
รอบแรก ; 3 – 14 ตุลาคม 2559
รอบสอง ; 17-28 ตุลาคม 2559
ติดค่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ครูจิ๋ม 084-5273651
Aug 29

Pencil and pencil shavings studio isolated on white background
นานมาแล้วที่การเรียนในโรงเรียนของหลายๆ โรงเรียน หรือแม้แต่การสอบคัดเลือกก็ตามจะมีการแบ่งห้องเรียนของเด็กตามศักยภาพที่แสดงเป็นผลของการเรียน แต่ก็ยังมีหลายๆ โรงเรียนที่คละเด็ก ไม่ได้แบ่งตามผลการเรียน หลายๆ คนอาจมองว่าการคละเด็กที่มีการเรียนที่ต่างกันจะทำให้การเรียนในห้องจะต้องรอเด็กที่เรียนรู้ช้ากว่า และจะทำให้ครูผู้สอนมีความยากลำบากในการสอนมากขึ้น
แต่หลายๆ คนอาจคิดว่าการแบ่งเด็กตามศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กจะทำให้ง่ายต่อครูผู้สอน เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนอย่างเต็มที่ เด็กจะแข่งกันเรียน
คราวนี้เรามามองถึงการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในห้องกิฟเต็ท (gifted) ของโรงเรียนต่างๆ เด็กหลายๆ คนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนอาจต้องมีการเรียน การติวอย่างหนัก จนได้รับคัดเลือกเข้าเรียน (เด็กที่อยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของการคัดเลือก) การเตรียมตัวอย่างหนักก่อนสอบ เป็นการฝึกฝนการทำข้อสอบ เสมือนกับการเหลาดินสอของตนเองให้แหลมขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเทียบเท่ากับของคนอื่นๆ แต่เมื่อเข้าเรียนแล้ว การเรียนในกลุ่มก็จะต้องมีการฝึกฝนตลอดเวลา หากเด็กที่อยู่ในกลุ่มท้ายของห้อง การเรียนจะต้องใช้การฝึกฝนมากกว่าเพื่อนในชั้นเดียวกัน เปรียบเหมือนดินสอแท่งที่ผ่านการเหลาแล้วเหลาอีก จนเหลือปลายดินสอที่สั้นจนไม่สามารถเหลาได้อีก เมื่อเทียบกับเพื่อนในห้องที่ปลายดินสอยังยาวอยู่ ก็อาจส่งผลต่อทรรศนคติในด้านลบของเขา ซึ่งมีผลเสียมากกว่าการที่เด็กที่มีการเรียนรู้ในเกณฑ์ดี แต่ไม่ได้ถูกคัดเลือกให้อยู่ในห้องที่ดีมาก ผลการเรียนอาจอยู่ในเกณฑ์ดีมากในห้องดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลดีต่อทรรศนคติในเรื่องของการเรียนมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับว่าห้องที่รองลงมา ต้องไม่ใช่ห้องที่เกเร ไม่ตั้งใจเรียน ซึ่งทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะกับการเรียนรู้ด้วย