BackTo-School-Kids-At-Desk-Lead-In            ใกล้ช่วงเวลาเปิดเรียนกันอีกแล้ว เด็กๆ หลายคนจะถูกส่งไปเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนในชั้นต่อไป เนื่องจากหลายๆ ครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยวซึ่งไม่มีคนคอยดูแล แต่หลายๆ ครอบครัวก็ปล่อยให้เด็กๆ เป็นอิสระกับเกมส์หรือ ทีวี ที่บ้านกับคุณปู่ คุณย่า เป็นการพักสมองในช่วงเวลา 2 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นเรื่องปกติว่า เมื่อไม่มีกรอบในการควบคุมเด็กๆ เขามักจะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ซึ่งไม่ใช่การทบทวนบทเรียนแน่นอน นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาเคยเรียนรู้ในข่วงเปิดเทอม ก็อาจลืมเลือนได้ตอนเปิดเทอม เช่น การท่องสูตรคูณ หรือแม้กระทั่งการอ่าน

หลายๆ ครอบครัวมักไม่มีการเตรียมตัวเด็กให้พร้อมกับเปิดเทอม เนื่องจากไม่ได้ศึกษาถึงเนื้อหาที่บุตรหลานจะต้องเรียนรู้ในช่วงเปิดเทอม ซึ่งโดยปกติการเรียนของเด็กๆ นั้นมักมีการทบทวนเนื้อหาเดิม และเพิ่มเนื้อหาใหม่ที่ลึกขึ้น แต่เมื่อเด็กเริ่มขึ้นประถมปลาย เนื้อหาใหม่ๆ จะมีอัตราส่วนที่มากกว่าเนื้อหาเดิมที่มากขึ้น เช่น การเรียนเรื่องเศษส่วนที่เริ่มเรียนครั้งแรกตอนป.4  ซึ่งในการเรียนเรื่องเศษส่วนที่คอนข้างทำความเข้าใจยากแล้ว ยังมีเรื่องของการขยายส่วนหรือการทำให้เป็นเศษส่วนอย่างต่ำ ซึ่งจะต้องมีความแม่นยำในเรื่องของการคูณและการหาร จึงจะทำให้เด็กสามารถทำความเข้าใจกับเรื่องเศษส่วนได้ดีขึ้น ในทางกลับกัน หากเด็กๆ ไม่มีความพร้อมในเรื่องของการคูณและการหารแล้ว ย่อมทำให้การทำความเข้าใจในเรื่องเศษส่วนเป็นเรื่องที่ยากมาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากเรื่องเศษส่วนแล้ว ยังเชื่อมโยงกับเรื่องทศนิยมอีก ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่และเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลาน เพื่อให้เขาได้มีความสุขในการเรียนในโรงเรียน

ครูจา

Tags : , , , , , , , | add comments

time-bomb-connected-to-clock-explodes-23074170การดำเนินชีวิตในปัจจุบันนี้ เราพบว่าไม่ว่าเราอยู่ในช่วงวัยใด ก็จะถูกเร่งด้วยเวลาเป็นตัวกำหนดอยู่บ่อยๆ จนทำให้ชีวิตประจำวันของเรานั้น มักเลือกใช้สินค้า และบริการที่สามารถกระชับเวลาที่จำกัดของเราได้ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับต่อมาคือ ความประณีตในการทำงานโดยมีเวลาเป็นตัวเร่งนั้น มักได้ชิ้นงาน หรือผลงานออกมานั้นจะมีความประณีตหรือความเอาใจใส่น้อยกว่างานที่ใช้เวลามากกว่า

ในการเรียนก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนใดๆ หากเราเร่งโดยเวลาเป็นตัวกำหนดในทุกๆ ครั้ง ผลที่ตามมาคือการบ่มเพาะความไม่รอบคอบ ความเร่งร้อนให้กับเด็ก ซึ่งถือว่าจะส่งผลในเชิงลบมากกว่า เนื่องจากเมื่อเขาโตขึ้น การคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ โดยมีมุมมองในทุก ๆ ด้านจะทำให้เขาสามารถแก้ปัญหาในหลายๆ ด้านเป็นดีกว่า หากการถูกบ่มเพาะให้เร่ง การคิดอย่างรอบคอบก็จะไม่เกิดขึ้นในการทำสิ่งใดเลย

คราวนี้เรามามองในแง่การเรียนจินตคณิตบ้าง เนื่องจากความเข้าใจของผู้ปกครองส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า สิ่งที่ควรจะได้รับหรือประโยชน์ของการเรียนจินตคณิตคือ การคิดเลขเร็ว ซึ่งในการเรียนนั้นจะต้องมีการจับเวลาเด็กอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการเรียนจินตคณิตหลายๆ ครั้งจะมีการจับเวลาเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ได้คิดเลขเร็วจริง แต่สิ่งที่สำคัญที่จะต้องพิจารณาด้วยนั่นคือ วัยของเด็กที่จะถูกกระตุ้นด้วย เนื่องจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก (กล้ามเนื้อมือ) นั้นจะส่งผลโดยตรงต่อความเครียดที่จะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อเกิดความเครียดแล้ว มักส่งผลต่อทรรศนคติในการเรียนคณิตศาสตร์ในอนาคตด้วย ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับในการคิดเลขเร็วนั้น จะไม่คุ้มกับผลเสียต่อการจำกัด (แผน) การเรียน ในอนาคตของเด็กให้แคบลง เพียงเพราะสาเหตุเล็กๆ ที่ผู้สอนมีเจตนาที่ดี โดยคาดไม่ถึงว่าจะเป็นปมเล็กๆ ที่สะสมมาในวัยุเด็ก

ครูจา

Tags : , , , , , , | add comments

หนูเหนื่อยจัง

Posted by malinee on Sunday Mar 23, 2014 Under เกร็ดความรู้

ช่วงนี้เป็นช่วงของการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนในแนวสาธิตฯ ของทุก ๆ มหาวิทยาลัย เป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มผู้ปกครองว่า ในการสอบคัดเลือกนั้นมีการแข่งขันกันสูงมาก เช่น การสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีอัตราส่วนการแข่งขันสูงถึง 1 : 50 – 1 : 60 เป็นต้น ด้วยอัตราการแข่งขันดังกล่าว จึงทำให้ผู้ปกครองที่มีความต้องการให้บุตรหลาน เรียนในโรงเรียนดังกล่าว จะต้องมีการเตรียมตัวเพื่อให้เด็กพร้อม โดยการพาเด็ก ๆ ไปติวสอบสาธิต ซึ่งจะมีทั้งการใช้เกมส์และแบบฝึกหัดมากมาย เพื่อฝึกให้เด็กผ่านการทำข้อสอบข้อเขียนในแบบเชาวน์ มีการฝึกให้เด็กทำตามคำสั่งต่าง ๆ เช่นการใช้ปากกาแดงในการทำข้อสอบ การจัดวางรองเท้าหน้าห้องให้เป็นระเบียบ ซึ่งความพร้อมต่าง ๆ เหล่านี้มีผลต่อการตัดสินเด็กเพื่อเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา ในช่วงของการเตรียมตัวดังกล่าว หลาย ๆ ครอบครัวเลือกการส่งบุตรหลานไปเรียนแนวติวเข้าสาธิต ซึ่งจะต้องมีช่วงของการเรียนแบบเข้ม ใน อาทิตย์หรือ 2 อาทิตย์ก่อนการสอบ ซึ่งเป็นข่วงเวลาที่เด็กบางคน อาจมีความรู้สึกว่า ได้รับความกดดัน จนอาจเกิดความเครียดได้ นอกจากโรงเรียนในแนวสาธิต แล้ว ยังมีโรงเรียนในแนวกระแส ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองนิยมพาลูกเข้าแข่งขัน นั่นได้แก่ โรงเรียนในแนวเซนต์ต่าง ๆ หรือโรงเรียนคริสต์ อีกหลายแห่ง ซึ่งโรงเรียนในแนวนี้จะมีแนวการเรียนการสอนที่แตกต่างจากโรงเรียนในแนวสาธิตโดยสิ้นเชิง นั่นคือ โรงเรียนในแนวนี้ จะมีแนวการเรียนการสอนแบบเร่งเรียน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองมักให้เด็กสอบทั้ง 2 แบบ เนื่องจากช่วงเวลาการสอบที่แตกต่างกัน แนวการเรียนการสอนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนี้ มักมีผลกระทบกับเด็ก ๆ ซึ่งเด็กที่เรียนในแนวสาธิต พ่อแม่ผู้ปกครองมักมีความคิดว่า การเรียนการสอนในแนวสาธิต จะไม่ทันกับการเรียนการสอนของโรงเรียนในแบบเร่งเรียน จึงต้องพาบุตรหลานไปเรียนในแนววิชาการเพิ่มเติม ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่ไม่ใช่ว่าเด็กที่เรียนในแนวโรงเรียนแบบเร่งเรียนจะไม่ได้รับผลกระทบ หากเด็กเริ่มวัยอนุบาลของเขาในแนวบูรณาการ เขาจะต้องมีการปรับตัวอย่างมากในการเข้าเรียนในโรงเรียนแบบเร่งเรียน หากเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อแม่ก็ต้องส่งเรียนพิเศษเพื่อให้เขาเรียนทันเพื่อนเช่นกัน

Tags : , , , , , , , , | add comments

imagesVWYOS1TR            จิตวิทยาในการเลี้ยงดูเด็กเล็กโดยทั่วไป มักแนะนำการเลี้ยงดูพ่อแม่ ผู้ปกครองมือใหม่ว่า ในการเลี้ยงดูบุตรหลานนั้น จะต้องมีการแยกแยะให้ชัดเจน ถึงการทำผิดของเด็ก ควรจะได้รับการลงโทษ (อาจเป็นการแยกตัวเด็กออกจากมุมของเล่นมุมโปรด หรือการงดเวลาสนุกของเด็ก ๆ เช่นการดูการ์ตูน เป็นต้น) กับการให้รางวัลกับเด็กเมื่อเขาทำดี

หลาย ๆ ครอบครัว อาจคิดว่าการให้รางวัลเด็ก เป็นการให้ของขวัญหรือของรางวัลทุกครั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การให้รางวัลเช่นการให้คำชม ให้สติ๊กเกอร์ หรือการติดดาวในสมุดสะสมดาวที่ตั้งเป็นกติกาไว้ว่าถ้าสะสมครบแล้วสามารถแลกของรางวัลที่เขาต้องการได้ ทำให้เด็ก ๆ ใจจดจ่อกับการสะสมความดี ด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเจตนาของนักจิตวิทยา บางครั้งอาจเป็นการสร้างนิสัย หรือเป็นการสร้างกฎกติกาโดยไม่รู้ตัวว่า เมื่อเด็ก ๆ ทำความดี หรือทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการจะต้องได้รับของรางวัลเสมอ ในทางกลับกันหากเขาไม่ได้รับรางวัลในสิ่งที่ตนเองต้องการ จะกลับกลายเป็นการสร้างข้อแม้ทุกครั้ง ในการทำงานใด ๆ เมื่อเขาโตขึ้น เช่น ถ้าหนูไปเรียนวิชานี้ พ่อจะซื้อตุ๊กตาให้ ซึ่งเด็กก็อาจยอม และมีความกระตือรือร้นในครั้งแรก แต่พอครั้งต่อ ๆ ไป ที่คุณพ่อคุณแม่ ไม่มีของรางวัลให้ ความกระตือรือร้นของเด็กก็จะหมดไปด้วย ทำให้การเรียนไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้เสียเงินทองในการส่งบุตรหลานเรียนไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ประสบความสำเร็จกับการทำอะไรเลย เมื่อโตขึ้น

ดังนั้น ในการเลี้ยงดูบุตรหลาน จึงต้องมีการระมัดระวังในเรื่องของการให้รางวัล จะต้องใช้รางวัลกับสิ่งที่เด็ก ๆ ต้องใช้ความมานะ พยายามมากขึ้นกว่าปกติ เพื่อเพิ่มคุณค่าของของรางวัล และคุณค่าของตัวเด็กเอง เพราะนอกจากรางวัลที่เขาจะได้รับแล้ว ยังได้รับการชื่นชมจากพ่อแม่ ผู้ปกครองซึ่งเป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ และมีผลทางจิตใจและความรู้สึกกับตัวเด็กมากกว่าของรางวัลที่หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ครูจา

Tags : , , , , , | add comments

ทัศนของผู้ปกครองหลาย ๆ คนที่ส่งบุตรหลานมาเรียนจินตคณิตส่วนใหญ่มุ่งหวังให้บุตรหลานมีการคิดคำนวณที่รวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเนื่องจากการทำการตลาดการตลาดของสถาบันการสอนจินตคณิตเกือบทุกแห่งมักเน้นเรื่องความเร็วในการคิดคำนวณ นอกจากนี้ยังมีการจัดการแข่งขันคณิตคิดเร็วกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ถ้าเด็ก ๆ ได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง ที่ต้องให้เวลากับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาเรื่องความเร็วและความแม่นยำ แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้และฝึกฝนมีมากขึ้น เมื่อเทียบกับเวลาที่เด็ก ๆ มีอยู่ ทำให้การฝึกฝนของเขาต้องมีการจัดสรรเวลาให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว

นอกจากเรื่องของเวลา(ของการฝึกฝนที่ต้องแบ่งไปให้กับการเรียนที่มาก) แล้ว ธรรมชาติของเด็กที่ถูกอบรมเลี้ยงดู หรือสิ่งแวดล้อมของเด็ก หล่อหลอมให้เด็กแต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คงหนีไม่พ้นกระต่ายกับเต่า ซึ่งธรรมชาติของกระต่ายก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าเป็นสัตว์ที่มีความว่องไวมากเมื่อเทียบกับเต่า ดังนั้นหากเด็กที่ถูกเลี้ยงมาให้เป็นเด็กที่ทำงานทุกชิ้นอย่างประณีต มักใช้เวลากับงานแต่ละชิ้นเป็นเวลานาน หรือใช้เวลากับงานแต่ละอย่างแบบช้า ๆ การฝึกให้คิดเลขเร็ว ก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของเด็กคนนั้น แต่เมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ถูกกระตุ้นให้ใช้เวลากับการทำงานแบบเร็ว ๆ การคิดเลขเร็วก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา หากเด็กได้รับการฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอจะทำให้เขาคิดเลขได้เร็วและแม่นยำ แต่ในทางตรงกันข้ามหากเด็กไม่ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่เกิดคู่กันกับความเร็วคือความผิดพลาด เมื่อเทียบกับเด็กที่ช้ากว่าแต่มีความรอบคอบ และแม่นยำมากกว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าการที่จะฝึกให้เด็กเน้นแต่ความเร็วเพียงอย่างเดียว  เช่นเดียวกับนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ที่เด็กหลาย ๆ คนที่ได้ฟังเรื่องนี้มักอยากเป็นเต่าที่มีมานะอดทนมากกว่าการเป็นกระต่ายที่มีแต่ความประมาท

หากเรามองถึงเรื่องเส้นชัย นั่นคือการที่เด็กสามารถสร้างศักยภาพของสมองทั้งสองด้าน ผ่านการคิดคำนวณ ก็ถือเป็นผลสำเร็จที่น่าชื่นชม

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | Comments Off on เส้นชัยของเต่ากับกระต่าย

images            จากประสบการณ์การสอนเด็กที่ผ่านมา เราพบวิวัฒนาการในด้านลบของเด็ก ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ และวัยของเด็กที่เล็กลงทุกปี  ซึ่งหมายถึง ความเอาใจใส่ต่อการเรียน ความเอาใจใส่ในเรื่องการบ้าน หรืองานที่ได้รับมอบหมาย เมื่อสืบค้นหาความจริง เรามักจะได้รับคำตอบทั้งจากตัวเด็ก และพ่อแม่ผู้ปกครองว่า เด็กติดเกมส์ ทำให้เด็กนอนดึก ทั้งเกมส์ออนไลน์ และเกมส์ในโทรศัพท์มือถือ หรือในแท็ปเล็ต

            ในช่วงแรกของการส่งเกมส์ให้เด็ก ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองมักถูกหลอกว่าเป็นเกมส์การศึกษา (Educational Game) แต่หลังจากที่เล่นไปได้ซัก1 — 2 เดือน เด็ก ๆ จะรู้สึกว่าเกมส์ดังกล่าวจะไม่ท้าทาย และไม่น่าสนใจ ทำให้ต้องหาเกมส์ใหม่ ๆ ให้กับบุตรหลาน เนื่องจากเริ่มเคยชินกับการที่เด็ก ๆ อยู่นิ่ง หรืออยู่กับเกมส์ได้เป็นเวลานาน เมื่อเด็กอยู่กับเกมส์ ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีเวลาเป็นส่วนตัวมากขึ้น สุดท้ายกลายเป็นการติดกับ  เกมส์ที่แยกลูกออกจากพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว

            ความรุนแรงของเกมส์จะมีอยู่ 2 ระดับ คือ เกมส์ที่ติดมากับเครื่อง และเกมส์ออนไลน์ แตกต่างกันตรงที่เกมส์ที่ติดมากับเครื่อง พ่อแม่ผู้ปกครอง สามารถควบคุมเวลาในการเล่นเกมส์ของเด็ก โดยมีการกำหนดเวลาได้อย่างแน่นอน  แต่สำหรับเกมส์ออนไลน์นั้น เด็กที่ติดเกมส์ดังกล่าวจะมีจิตใจจดจ่ออยู่กับเวลาที่เกมส์นั้นกำหนด เช่นอีก 2 ชั่วโมง จะต้องเข้าไปเล่นด่านต่อไป ทำให้เด็ก ๆ ไม่จดจ่อหรือมีสมาธิกับสิ่งที่ทำ จิตใจจอจ่อรอคอยแต่เวลาที่จะเข้าไปเล่นเกมส์อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายกับเด็กมากกว่าการเรียน (ซึ่งน่าเบื่อในความคิดของเด็ก)

            จากสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า โอกาสที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กเล่นเกมส์ คงเป็นไปได้ยาก หากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปได้ยาก เราก็ต้องมีการวางแผน โดยมีกฏแน่นอน ทั้งในเรื่องของการทำความตกลงเกี่ยวกับความรับผิดชอบของเด็กที่จะต้องทำ (ทั้งการบ้าน และคะแนนสอบ) การไม่ให้เล่นเกมส์ออนไลน์ การกำหนดเวลาของการเล่นให้ชัดเจน รวมถึงการเลือกเกมส์ที่มีความสร้างสรร ไม่ใช่เกมส์ทำลายร้าง ที่บ่มเพาะนิสัยความรุนแรงให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว หากเรามีแผนรองรับที่ดี และสามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ เกมส์ หรือสื่อทางอินเตอร์เน็ต ก็ไม่ใช่สิ่งที่บั่นทอนการเรียนรู้ของเด็กได้

ครู จา

Tags : , , , , , , , , , | add comments

images30JI2Q42                        ในการเรียนของเด็กตั้งแต่อนุบาลนั้น เด็ก ๆ จะต้องเรียนรู้ทั้งภาษา และ จำนวน (คณิตศาสตร์) การเรียนโดยทั่วไปของการเรียนภาษา ก็จะต้องเริ่มต้นให้เด็กท่องจำ พยัญชนะในภาษาต่าง ๆ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ก่อนที่เด็กจะสามารถอ่านออกเขียนได้ เด็ก ๆ จำเป็นที่จะต้องฝึกทักษะการอ่านจากการสะกดคำแบบค่อยเป็นค่อยไป

                        เช่นเดียวกับการเรียนภาษา การเรียนคณิตศาสตร์ในช่วงต้น ๆ ของชีวิต แน่นอน เด็ก ๆ จะต้องรู้จักจำนวนก่อน โดยที่จะต้องมีการเชื่อมโยงสัญลักษณ์ (ตัวเลข) กับจำนวนให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงค่อยมีการบวก การลบตามมาทีหลัง

                        ในการเรียนคณิตศาสตร์นั้น จะมีวิธีคิดหลาย ๆ วิธีที่ให้ได้คำตอบเดียวกัน เช่นเดียวกับการเดินทางให้ถึงจุดหมาย โดยที่แต่ละคนจะมีการเลือกใช้พาหนะที่แตกต่างกัน แต่ก็ไปถึงจุดหมายเดียวกันได้ โดยสิ่งที่แตกต่างกันก็คือเรื่องของเวลาเท่านั้น การเรียนคณิตศาสตร์ในโรงเรียน โดยทั่วไปจะมีการเชื่อมโยงจำนวนให้เป็นรูปธรรมโดยใช้นิ้ว (เป็นเครื่องมือที่อยู่กับเด็ก ๆ ตลอดเวลา) เช่นเดียวกับการบวก-ลบ เด็ก ๆ ก็จะถูกสอนให้ใช้นิ้วเป็นเครื่องมือช่วยคิด ซึ่งก็สามารถหาคำตอบในเรื่องการคำนวณได้เช่นกัน

                        ส่วนจินตคณิตนั้น เป็นการใช้ลูกคิดเป็นเครื่องมือ ซึ่งก่อนที่เด็กจะสามารถใช้ในการบวก-ลบได้คล่อง ก็ต่อเมื่อเขาเรียนรู้การใช้ลูกคิดได้ครบทุกสูตร แต่หากเด็กที่ถูกฝึกให้ใช้นิ้วเป็นเครื่องมือจนคล่องแล้ว มักคุ้นกับการนับนิ้ว (ซึ่งถูกฝึกในการเรียนทุกวัน) และการเรียนจินตคณิตไม่ได้มีใช้ในโรงเรียน มีผลให้เด็ก ๆ ไม่เอาใจใส่ต่อการบ้านที่ให้ทำเพื่อฝึกฝนระหว่างสัปดาห์ (ที่เรียนเพียงสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น) หากพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้เด็ก ๆ เรียนจินตคณิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ดังนั้นทางโรงเรียนหรือครูจะต้องทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองให้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำการบ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการใช้ลูกคิดให้คล่องและเมื่อถึงช่วงของการจินตนาการ ก็สามารถที่จะคำนวณได้อย่างถูกต้องและแม่นยำในที่สุด     

ครูจา

Tags : , , , , , , | add comments

ruler_math_sign            หลาย ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองมักคาดหวังในการส่งบุตรหลานเรียนจินตคณิตว่า จะสามารถทำให้เด็กมีการเรียนคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่

            ก่อนอื่นเราต้องพิจารณาปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีกันก่อน ปัจจัยลำดับต้น ๆ เลยคงหนีไม่พ้นทัศนคติที่ดีในการเรียนก่อน เมื่อมีทัศนคติที่ดี จะทำให้มีความสนใจในการเรียนรู้ จนเกิดความเข้าใจได้ในที่สุด สำหรับช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เมื่อมีพื้นฐานที่ดีในระดับประถมต้น ก็จะทำให้สามารถต่อยอดไปสู่ประถมปลายและมัธยมในที่สุด  จินตคณิตเป็นการเรียนที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างทัศนคติในเชิงบวกได้สำหรับเด็กในช่วงอนุบาลจนถึงประถมต้น เนื่องจากในช่วงชั้นดังกล่าว การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีความแม่นยำในเรื่องของค่าประจำหลัก และการคำนวณ ซึ่งจินตคณิตนั้นทำให้เด็กมีพื้นฐานที่ดี และมีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ด้วย  เนื่องจากเด็กสามารถคิดคำนวณได้อย่างแม่นยำ และเสริมสร้างสมาธิในการเรียนวิชาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่เด็กในช่วงของประถมปลาย จะมีการเรียนโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการตีความ เพื่อแก้ปัญหาโจทย์ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยนี้จะมีทักษะในการคิดคำนวณที่ดีอยู่แล้ว ปัญหาก็คือการตีโจทย์เท่านั้น แต่ในกรณีของเด็กที่มีปัญหาด้านการคำนวณด้วย  จินตคณิตอาจสามารถช่วยได้ แต่อาจไม่ใช่วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด เนื่องจากการเรียนจินตคณิตอาจต้องใช้เวลาเพื่อให้เด็กเกิดทักษะ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับวัย ประกอบกับการเรียนที่จะต้องย้อนตั้งแต่แบบง่าย ซึ่งมักส่งผลให้เด็กรู้สึกเบื่อกับตัวเลขที่เขาได้เรียนรู้เมื่ออยู่ในวัยประถมต้น แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กที่อยู่ในช่วงของประถมปลาย จะไม่สามารถเรียนจินตคณิตได้ แต่จุดประสงค์ของการเรียนคณิตศาสตร์ของประถมปลายจะมีเนื้อหาที่เข้มข้นและเปลี่ยนเนื้อหาที่เร็วขึ้น ซึ่งจะใช้พื้นฐานการคำนวณเป็นฐานเท่านั้น ดังนั้นเด็กในช่วงของประถมปลายจึงไม่ควรเน้นแต่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการคิดคำนวณเพียงอย่างเดียว ในขณะที่เด็กในช่วงอนุบาลถึงประถมต้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของการคิดคำนวณให้กับบุตรหลาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้อนปัหาเมื่อเขาโตขึ้น

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , | add comments

ผู้ปกครองหลาย ๆ คน มีความเข้าใจว่าการเรียนจินตคณิตมีจุดประสงค์หลักคือการทำให้เด็กคิดเลขเร็ว

stock-vector-boy-coming-up-with-a-good-idea-99262514นความเป็นจริงนั้น การเรียนจินตคณิตนั้น เปรียบเหมือนเด็กที่กำลังหัดว่ายน้ำ หากเขามีโอกาสในการฝึกฝนให้มีการว่ายน้ำในท่าที่ถูกต้อง ส่วนเด็กที่ไม่ได้ฝึกฝนให้ถูกท่า จะต้องใช้แรงในการว่ายที่มากกว่า ซึ่งทำให้เด็กทั้งสองกลุ่มสามารถว่ายน้ำได้ แต่เด็กที่ถูกฝึกให้ถูกท่าจะใช้แรงในการว่ายน้ำน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้ถูกฝึกอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับจินตคณิต เปรียบได้กับเด็กที่ถูกฝึกว่ายน้ำให้ถูกท่า โดยเด็กจะสามารถมีความเข้าใจจำนวน คิดเลขเป็นระบบมากขึ้น และสร้างศักยภาพของสมองโดยการคิดเลขให้เป็นภาพอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

แต่ผู้ปกครองหลาย ๆ คน มักคาดหวังว่าการเรียนจินตคณิตในระยะเวลาสั้น ๆ จะสามารถทำให้เด็กคิดเลขได้เร็วขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มักลืมไปว่าการทำงานในแต่ละอย่างให้สัมฤทธิ์ผลได้ดี  ไม่ว่าจะอยู่วัยใดก็ตาม จำเป็นจะต้องมีการฝึกให้เกิดทักษะก่อน ซึ่งการเรียนจินตคณิตก็เช่นกัน ในการจะทำให้ภาพเกิดในสมองซีกขวาได้นั้น ก็ต้องอาศัยเวลาและทักษะในการใช้ลูกคิดจนชำนาญเช่นกัน

จะเห็นว่าการเรียนจินตคณิตเป็นเรื่องเดียวกับการคิดเลขเร็วหากมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แต่อาจเป็นหนังคนละม้วนสำหรับเด็กที่ไม่ใส่ใจในการฝึกฝนเลย ดังนั้นหากพ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานเรียนจินตคณิต หรือการเรียนใด ๆ ก็ตาม ให้ประสบความสำเร็จ จะต้องให้บุตรหลานได้มีการฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะ จนเป็นความชำนาญจึงจะสามารถเห็นผลสัมฤทธิ์ได้

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

imagesCA7NN9G2           หลาย ๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า สมาธิสั้น หรือ ไฮเปอร์ กันบ่อย ๆ บางครอบครัวอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แต่หลาย ๆ ครอบครัวอาจจะประสบปัญหาลูกน้อยของตนเองเป็นสมาธิสั้น เรามาลองทำความเข้าใจกับคำว่า สมาธิสั้นกันดีกว่า

สมาธิสั้น เป็นภาวะบกพร่องในการทำหน้าที่ของสมองในส่วนที่ควบคุมเรื่องของสมาธิ ซึ่งอาการหลักมักแสดงออกมาทางความผิดปกติทางพฤติกรรม 3 ด้านคือ

  1.  การขาดสมาธิอย่างต่อเนื่อง เด็กมักมีอาการเหม่อลอย   ขาดความพยายามในการทำงานที่ยากให้สำเร็จ สมาธิจะถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าได้ง่าย ไม่รอบคอบ
  2.  อาการอยู่ไม่นิ่ง ซุกซนมากกว่าปกติ  เล่นแรง ส่งเสียงดัง หยุกหยิก เด็กจะมีอาการน้อยลงเมื่อโตขึ้น (เป็นวัยรุ่น)
  3.  ขาดการยั้งคิด หุนหันพลันแล่น มีอาการใจร้อน วู่วาม อดทนรอไม่ค่อยได้

เมื่อเราได้รู้ถึงประเภทของอาการสมาธิสั้นแล้ว คราวนี้เราลองมาดูพฤติกรรมบ่งชี้ของอาการสมาธิสั้นดังต่อไปนี้

9 พฤติกรรมบ่งชี้การขาดสมาธิ

  1. การขาดความละเอียดรอบคอบ ความผิดพลาดมักเกิดจากความสะเพร่า
  2. ขาดความตั้งใจที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในการทำงานหรือการเล่น
  3. ดูเหมือนไม่ฟัง เมื่อมีคนคุยด้วย
  4. ไม่ทำตามคำสั่ง หรือทำงานไม่สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย (โดยไม่ใช่เพราะดือ หรือไม่เข้าใจ)
  5. ขาดการจัดระเบียบในการทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ
  6. มักหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความพยายาม
  7. มักทำของหายบ่อย ๆ
  8. วอกแวกตามสิ่งเร้าได้ง่าย
  9. มักหลงลืมในการทำกิจวัตรประจำวัน

9 พฤติกรรมบ่งชี้การไม่อยู่นิง – หุนหันพลันแล่นมีดังนี้

  1. ยุกยิก นั่งไม่นิ่ง
  2. มักนั่งไม่ติดที่ มักลุกจากที่นั้งในห้องเรียน
  3. มักวิ่งไปมา หรือปีนป่าย มากเกินควร
  4. เล่นหรือใช้เวลาอยู่เงียบ ๆ ไม่ค่อยได้
  5. มักไม่อยู่เฉย แสดงออกราวกับติดเครื่องยนต์ตลอดเวลา
  6. พูดมากเวินไป
  7. พูดโพล่งหรือตอบคำถามโดยไม่ฟังให้จบก่อน
  8. มักไม่ค่อยรอ
  9. ขัดจังหวะผู้อื่น เช่นการพูดแทรก หรือสอดแทรกการเล่นของผู้อื่น

การบ่งชี้ดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช่ว่าเพียง 2 ใน 9 ข้อ แล้ววินิจฉัยเลยว่าเป็นสมาธิสั้น หากพฤติกรรมดังกล่าวต้องเป็นทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน และมีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างน้อย 6 ข้อ และนอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้านอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ ความซนตามวัยของเด็ก และ ปัญหาการเลี้ยงดูที่ขาดการฝึกระเบียบวินัย

หลังจากทราบกันแล้วในข้างต้น คราวนี้ก็ต้องมาดูที่วิธีรักษา จากข้อมูลมักต้องมีการผสมผสานการรักษาหลาย ๆ วิธีด้วยกัน โดยแพทย์ต้องให้ความรู้และคำแนะนำในการเลี้ยงดูเด็ก ร่วมกับการประสานงานกับครูเพื่อช่วยเหลือเด็กในระหว่างการเรียน ควบคู่ไปกับการฝึกสมาธิเด็กและการใช้ยาร่วมด้วย

การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กสมาธิสั้นในเรื่องของการเลี้ยงดู

  1.  การจัดสิ่งแวดล้อมในบ้าน และกำหนดกิจวัตรประจำวันให้เป็นระเบียบแบบแผน
  2.  จัดบริเวณที่ไม่มีการรบกวนสมาธิ เพื่อให้เด็กมีสมาธิในการทำการบ้าน
  3.  แบ่งงานที่มาก ให้เด็กค่อย ๆ ทำทีละเล็กละน้อย โดยมีผู้ปกครองเป็นผู้กำกับดูแล จนงานเสร็จ
  4.  ควรพูดหรือสั่งงานในขณะที่เด็กพร้อมที่จะฟัง
  5.  ให้คำชมเมื่อเด็กทำงานแต่ละชิ้นสำเร็จ และวางเฉยเมื่อเด็กผิดพลาด
  6.  เบี่ยงเบนความสนใจ เมื่อเด็กเริ่มก่อกวนจากอาการสมาธิสั้น
  7.  ตั้งกฎการาลงโทษ โดยการลดเวลาของสิ่งที่เด็กชอบลง หรือ แยกเด็กให้อยู่ตามลำพัง
  8.  จัดกิจกรรม หรือกีฬาที่ต้องใช้แรง ให้กับเด็ก
  9.  ผู้ปครองควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของระเบียบวินัย การรอคอย เพื่อสร้างนิสัยการมีระเบียบวินัยให้กับเด็ก

จากข้อมูลต่าง ๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่า การปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นนั้น ไม่ใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมีการร่วมมือกัน ทั้งทางบ้าน โรงเรียนและแพทย์ผู้วินิจฉัยโรค หากขาดการร่วมมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และสุดท้ายปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขก็จะกระจัดกระจายในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา : http://www.psychiatry.or.th/JOURNAL/57-4/00-Vitharon.pdf

Tags : , , , , , , , , | add comments