Jan 19
Posted by malinee on Thursday Jan 19, 2017 Under เกร็ดความรู้

หลังจากเด็กๆ เปิดเทอมกันมาซักระยะหนึ่งแล้ว แน่นอนสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น คือการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กๆ หลายๆ คนผลการประเมินออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่เด็กๆ หลายๆ คนมีผลการเรียนดีในเกือบทุกวิชา ยกเว้นก็แต่วิชาคณิตศาสตร์
คุณพ่อ คุณแม่หลายๆ คนก็หนักใจกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของบุตรหลาน มักคิดว่าเด็กไม่มีความเข้าใจในการเรียน จนทำให้เกิดทัศนคติในด้านลบ เกลียดวิชาคณิตศาสตร์ ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ก่อนอื่น เรามาดูสิ่งที่เด็กๆ ต้องเรียนในโรงเรียนกันก่อน การเรียนในชั้นประถมของเด็กจะมีวิชาหลัก คือ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในช่วงประถมต้น การเรียนรู้ในทุกๆ วิชาของเด็กส่วนใหญ่จะเป็นการท่องจำ (รวมถึงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการเรียนสิ่งแวดล้อมรอบตัวก่อน) ยกเว้นวิชาคณิตศาสตร์ที่จะต้องเรียนรู้วิธีคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ ป。1 ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง คือเด็กในยุคนี้ไม่อยากคิด ไม่อยากเริ่มอะไรด้วยตัวเอง เมื่อไม่อยากคิด กระบวนการเรียนรู้ที่ต้องคิดเป็นขั้นเป็นตอนก็ไม่เกิดการฝึกฝน ไม่ใช่ว่าเขามีปัญหาการเรียนรู้ และเมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาดังกลาวจะบานปลายไปยังวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเมื่อเด็กเข้าสู้ประถมปลาย การเรียนวิทยาศาสตร์ ก็จะเริ่มมีการคิดวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เราจะสังเกตว่าเด็ก ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดี จะสามารถเรียนในหลายๆ วิชา นั่นเป็นเพราะการเรียนคณิตศาสตร์เป็นการจัดลำดับกระบวนการคิดให้กับเด็กๆ นอกจากนี้การเรียนคณิตศาสตร์จะเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านการแก้ปัญหาให้กับเด็กๆ หากเด็กเริ่มต้นด้วยการขึ้เกียจคิด ทุกๆ การเรียนรู้ที้ต้องใช้กระบวนการคิดก็ไม่เกิดขึ้น และปัญหานี้ก็จะยุ่งเยิงพัวพันกับวิชาวิทยาศาสตร์ต่อไป
ในการเลี้ยงดูบุตรหลานแต่ล่ะคน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรฝึกให้เด็กได้มีอิสระทางความคิด และเสริมด้วยประสบการณ์ เช่นการเล่นเลียนแบบ การเล่นขายของ ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยคุณพ่อ คุณแม่ยังเด็กอยู่นั่นเอง
Dec 22
Posted by malinee on Thursday Dec 22, 2016 Under เกร็ดความรู้
หลังจากที่เด็กๆ เปิดภาคเรียนมาได้เดือนกว่าๆมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เด็กๆ จะต้องมีการสอบกลางภาค เพื่อเป็นการประเมินผลการเรียนรู้ในสิ่งที่ได้เรียนกันมาแล้ว คะแนนที่ออกมาจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเด็กแต่ละคนเข้าใจบทเรียนมากน้อยเพียงใด
คะแนนที่ได้จากการประเมินจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่า เด็กๆ มีความเข้าใจในการเรียนมากน้อยเพียงไร
ในบางครั้งปัญหาในการเรียนของเด็กๆ อาจเกิดจากการที่เด็กไม่สามารถตีความสิ่งที่โจทย์ต้องการได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชา คณิตศาสตร์) สาเหตุดังกล่าวมักเกิดจากการขาดการเตรียมความพร้อมในเรื่องภาษา ทั้งภาษาไทย (ในเด็กที่เรียนในแบบบูรณาการไปยังโรงเรียนแบบเร่งเรียน) และภาษาอังกฤษที่ (มักเกิดปัญหาในเด็กที่ย้ายโรงเรียนจากแบบไทย สู่โรงเรียนแบบไบลิงกัว) ซึ่งโรงเรียนสองภาษาในปัจจุบันเน้นให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย เมื่อเด็กๆ ติดปัญหาด้านภาษา ก็เป็นสิ่งที่ดีที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะส่งเสริมให้เด็กเรียนภาษาเพิ่ม สำหรับเด็กที่เรียนในโรงเรียนไทยปกติ เป็นเรื่องทีดี เนื่องจากภาษาไทยเป็นพื้นฐานของการเรียนในทุกๆ วิชา
ในขณะที่เด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ เปลี่ยนจากโรงเรียนเป็นโรงเรียนสองภาษา เด็กๆ ไม่ได้ถูกเตรียมความพร้อมให้อ่านและแปลความในภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนเสาะหาที่เรียนภาษาอังกฤษให้กับบุตรหลานที่แล้วที่เล่า แต่การเรียนภาษาอังกฤษโดยทั่วไป แยกได้เป็น 3 แบบคือ การเรียนการอ่านออกเสียง ซึ่งต้องเริ่มจากการเรียนเสียงของตัวอักษรทีละตัว ซึ่งในการเรียนในแนวนี้แก้ปัญหาได้ช้ามาก หรืออาจไม่ได้เลย เนื่องจากการเรียนในโรงเรียนจะล้ำหน้าและมีศัพท์เฉพาะมากมาย โดยเฉพาะอ้ย่างยิ่งการเรียน คณิตศาสตร์ กับการเรียนในแนวที่สอง คือการเรียนในแนวของการสนทนา และในแบบสุดท้ายคือการเรียนหลักไวยากรณ์ ซึ่งการเรียนในแนวทั้งสามนั้นไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูกทางนัก ซึ่งหลายๆ ครอบครัวก็หว่านการเรียนของบุตรหลานไปทุกๆ แนวทาง ส่งผลให้เด็กเกิดความเหนื่อยล้ากับการเรียน ทำให้หลังจากการเรียนเด็กๆ ก็ไม่ต้องการนำมาทบทวนเพิ่มเติมอีก ทำให้การเรียนไม่ได้พัฒนาได้ ความเหนื่อยล้าส่งผลให้เด็กไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบเหมือนกับแก้วที่มีน้ำรินอยู่ปากแก้วแล้ว ไม่ว่าจะเติมไปมากเท่าไร น้ำก็ล้นออกมาเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดความเครียดทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ นอกจากนี้แล้วยังส่งผลให้เด็กไม่มีความสุขในการเรียน
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของใคร พ่อแม่ผู้ปกครองก็มีแต่ความปรารถนาดีให้กับบุตรหลานของตนด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ในยุคปัจจุบันมีแนวการเรียนอยู่มากมาย พ่อแม่ผู้ปกครองจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาหรือเตรียมคว
Nov 27
เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองสมัยนี้ ดูเหมือนจะง่ายกว่ายุคก่อนๆ เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่สร้างปัญหาภายในบ้านให้เกิดได้เช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่าหน้าที่ของเด็กๆ มีเพียงหน้าที่เดียวคือเรื่องการเรียน แต่ณ ปัจจุบันเราจะพบว่าเด็กมีปัญหาเรื่องสมาธิกันจำนวนมาก เมื่อเด็กมีปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ ก็ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้เป็นปกติ แต่เด็กหลายๆ คนก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสมาธิ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับการเรียนรู้ของเขาเหล่านั้น
เด็กหลายๆ คนเป็นเด็กปกติ แต่มีปัญหาในการเรียนโดยเฉพาะการเรียนวิชาคณิตศาสตร์นั้น บ่อยครั้งพบว่าเด็กมีปัญหาตั้งแต่ในช่วงแรกของการเรียนคณิตศาสตร์ นั่นคือเรื่องของการคำนวณ เมื่อปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ และเด็กในกลุ่มนี้ก็จะมีทัศนคติที่ไม่ดีในการเรียนคณิตศาสตร์ ปัญหาเรื่องการคำนวณเป็นปัญหาเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เมื่อเจอเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น ต้องจำสูตรและมีการคำนวณที่ยากขึ้น ก็จะอ้างว่าเค้าพยายามแล้วแต่ไม่เข้าใจ
เด็กในกลุ่มดังกล่าวอาจเป็นเพราะการสะสมความไม่เข้าใจ จนไม่สามารถที่จะเรียนในกลุ่มใหญ่ๆ หรือในชั้นเรียนได้ จึงจำเป็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาครูเข้าช่วย แก้ปัญหาอย่างตรงจุดและต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาจะถูกแก้ไขก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือและตระหนักถึงปัญหาของตนเองด้วยเช่นกัน
ความร่วมมือจากผู้เรียนคือ ความพยายามที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาโจทย์ในบทเรียนที่ผ่านมา การทบทวนบทเรียนในการเรียนแต่ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ (การบ้าน) การท่องจำสูตรและคุณสมบัติต่างๆ ที่จำเป็น แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ เด็กไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาของตนเอง ไม่ใส่ใจและตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง ถ้าเป็นแบบนี้อย่าว่าแต่ครูเลย เทวดาก็ช่วยไม่ได้…
Nov 13

ปัจจุบันมีหลายๆ คนที่ต้องคลุกคลีกับการดูแลเด็กเป็นกลุ่ม จะพบว่า แนวโน้มจะพบเด็กที่เป็นเด็กพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กพิเศษในที่นี้ จะไม่รวมถึงเด็กที่เฉื่อย หลายๆ ครอบครัวอาจรู้เท่าทัน ก็พาบุตรหลานไปปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการลดการกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ ในบางรายอาจเลือกวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรม หรือในบางหลายๆ ครอบครัวอาจจำเป็นต้องมีการใช้ยาร่วมเพื่อบำบัด หรือควบคุมอาการให้อยู่ในขอบเขต
หลายๆ คนอาจเคยอ่านบทความเกี่ยวกับเด็กพิเศษมาบ้างแล้ว หากมีการสืบประวัติการเลี้ยงดู มักพบว่าเด็กพิเศษแนวโน้มเกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูมากกว่าพันธุกรรม นั่นหมายความว่า เด็กพิเศษนั้น จะแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่ต้องพึ่งพิงการเลี้ยงดูของผู้ใหญ่เป็นหลัก หากการดูแลบุตรหลาน โดยให้เครื่องมืออิเล็คโทรนิคส์เป็นผู้ช่วย หากเค้ายังมีอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ในมือ ก็สามารถนั่งนิ่งติดได้นาน แต่เมื่อถอดอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นออก พลังงานที่ควรใช้ จะถูกนำออกมาใช้ในช่วงนี้ ทำให้เค้าไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอะไรได้นานเลย ซึ่งในช่วงเวลาที่ต้องนั่ง คือช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ที่ต้องมีการเรียนรู้บทเรียนต่างๆ กลับกลายเป็นช่วงที่ลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่นิ่งตลอดเวลา
ทางเลือกที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่นิยมเลือกคือ การใช้ยาเข้าช่วย เพื่อกดอาการสมาธิสั้น ให้เด็กได้อยู่นิ่งในช่วงของการเรียน เพื่อให้เค้านั่ง ตั้งใจในสิ่งที่ครูกำลังสอน แต่การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ หลายๆ ครั้งเมื่อใช้ยาไปนานๆ อาจเกิดผลสัมฤทธิ์ที่น้อยลง จนทำให้ต้องเพิ่มขนาดของยาขึ้น ในช่วงของการปรับยา นั่นหมายความว่า เด็กถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าได้ง่ายขึ้น เป็นเหตุให้ผลการเรียนแย่ลง เหตุการณ์แบบนี้ จะย้อนกลับมาทุกครั้ง หากทางบ้านยังไม่ปรับวิธีการเลี้ยงดู ไม่ลดสิ่งเร้าที่เป็นตัวกระตุ้นอาการ และในที่สุดสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเกิดความเครียด เมื่อเกิดความเครียด ก็ดุ ด่าว่ากล่าว หรือบางรายอาจใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีใดๆ เลย
หากเป็นเช่นนั้น เราควรทำอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้ที่จะดูแลบุตรหลานของตน ต้องเรียนรู้จากบุตรหลาน และคอยสังเกตว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอาการ ให้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้นให้ได้ เรียนรู้ที่จะให้อภัย เพราะหลายๆ ครั้งที่บางสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากความไม่ทันได้ยั้งคิด ทำโดยไม่ได้เจตนา แต่ต้องมีการพูดคุย โดยจัดบรรยากาศให้สงบ เพื่อให้เค้าได้มีสมาธิ ได้ฟัง (ไม่ใช่แค่ได้ยิน) ได้คิดตรึกตรองในสิ่งที่เราพูด เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นกับเค้าในเวลาที่เค้าไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการ และสุดท้ายคือยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดเกินครึ่งที่เกิดจากการเลี้ยงดูของเราเอง ที่เลี้ยงเค้าในวัยเด็ก ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องปรับพฤติกรรมให้เป็นปกติได้มากที่สุด และทำให้เค้าได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป
Oct 31
หลังจากคนไทยทั่วโลก ต้องผ่านช่วงเวลาของการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นยังไม่ได้เสื่อมคลายจากใจคนไทย เราทุกคนสูญเสียพ่อคนเดียวกัน เราอาลัย รักพ่อของเรา สิ่งที่เราพอจะทำได้คือ การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด อย่างที่เนื้อเพลงได้ว่าไว้ เป็นลูกที่ดีของพ่อ จะขอตามรอยของพ่อ ท่องคำว่าเพียงและพอจากหัวใจ ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจ
คำว่าขอตามรอยของพ่อ นั่นคือ เมื่อพระองค์ยังเยาว์วัย อยู่ในช่วงของการเรียน ก็ทรงทำหน้าที่ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี หลังจากเรียนจบ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของลูกๆ ให้อยู่ดีกินดี ได้เป็นอย่างดีไม่ตกบกพร่องตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ ไม่เว้นแม้เวลาเจ็บป่วย นอกจากนี้แล้วพระองค์ท่านยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่เป็นบุตร แม้พระองค์ท่านจะเปลี่ยนสถานที่มองลูกๆ ของพระองค์ท่านจากบนดิน ไปยังสรวงสวรรค์ สิ่งที่ยังตราตรึงในหัวใจไทยทุกดวงคือ ความดีงาม และแบบอย่างที่หาใครเสมอเหมือนมิได้
สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือการที่ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด พ่อแม่มีหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน อบรมสั่งสอนให้บุตรหลานเป็นคนดีต่อไป ส่วนตัวเด็กๆ ซึงเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ของการเรียน ตั้งใจเรียน เป็นลูกที่ดีของคุณพ่อ คุณแม่ เป็นนักเรียนที่ดีของคุณครูทุกคน
Sep 20
Posted by malinee on Tuesday Sep 20, 2016 Under เกร็ดความรู้
….การบ้าน….พอพูดคำนี้เด็กๆทุกคนมักส่าหน้ากันทั้งนั้น เพราะวันๆหนึ่งเรียนตั้งหลายวิชาและมีการบ้านทุกวิชา(อันนี้ครูเข้าใจค่ะ)แต่..เหตุผลของการให้การบ้านในทุกวิชาที่เรียน มันก็เพื่อทบทวนบทเรียนเพื่อฝึกทักษะความเข้าใจ โดยเฉพาะในวิชาหลัก เช่น คณิต อังกฤษ วิทย์ ไทย สังคมฯลฯ โดยเฉพาะเลขต้องมีการบ้านในทุกครั้งที่เรียน(ซึ่งเด็กๆไม่อยากได้เป็นพิเศษ) เพื่อทบทวนความเข้าใจ ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะช่วยเด็กคิดและทำการสอนการบ้านในวิธีการที่เราเคยเรียนผ่านมาก่อนซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีในการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว แต่การสอนตามที่เราเคยเรียนมาก่อนนั้นใช้ได้กับในบางวิชาเท่านั้น เพราะในบางวิชาก็มีวิธีคิดวิธีหาคำตอบในแบบของเค้า โดยเฉพาะวิชาจินตคณิตที่ใช้ลูกคิดเป็นสื่อในการสอนจะมีวิธีคิดตามแบบฉบับของตัวมันเองซึ่งผู้ที่เรียนเท่านั้น ที่จะสามารถใช้วิธีดีดลูดคิด เทคนิคการคำนวณ สูตรการคิด และการอ่านค่าลูกคิดได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ..ดังนั้นหากบุตรหลานของท่านใดเรียนจินตคณิตครูอยากแนะนำว่า..ปล่อยให้เค้าทำการบ้านลูกคิดด้วยตัวของเค้าเอง เพราะเค้าเป็นคนเรียน ทักษะ เทคนิควิธีคิดต่างๆ เค้าเรียนจากครูผู้สอนมาแล้ว หากเค้าทำการบ้านไม่ได้(ทำไม่ได้จริงๆนะค่ะไม่ใช่ไม่อยากทำละบอกทำไม่ได้ แต่เอาเวลาไปไล่จับโปรเกม่อนแบบนี่ไม่ได้นะค่ะ) ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกศิษทกับครูจะดีกว่า..ผู้ปกครองจะต้องเชื่อก่อนว่า การเรียนจินตคณิต และสถาบันที่สอนสามารถช่วยลูกๆในเรื่องของคณิตศาสตร์ การคำนวณ ได้จริง เชื่อมั่นในสถาบันที่สอนและเทคนิคของครูผู้สอน.. หากเชื่ออย่างนั้นแล้วก้อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูผู้สอนเป็นคนสอนเค้าจะดีกว่า..ส่วนผู้ปกครองช่วยได้โดยการกวนขันให้เค้าทำการบ้านตามที่ครูกำหนด ไม่ใช่…. ไปบอกคำตอบเค้า ให้เค้านับนิ้ว ร้ายสุดให้เค้าใช้เครื่องคิดเลขในที่หาคำตอบ เพื่อให้การบ้านเด็กจะได้เสร็จๆไปหมดไปอีกหนึ่งภาระ การทำแบบนั้นจะเป็นการทำร้ายเด็กโดยตรงเลยทีเดียว..คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีคำตอบที่ตายตัว แต่มีวิธีคิดที่หลายหลาย..ปล่อยให้เค้าได้ใช้วิธีคิดด้วยตัวเค้าเองในแบบฉบับที่เค้าเรียนมาดีที่สุด..ขอบคุณและสวัสดีค่ะ..
Sep 16
Posted by malinee on Friday Sep 16, 2016 Under กิจกรรม
เสริมทักษะเพื่อพัฒนาสมองสองด้าน ควบคู่กับสมาธิที่ดี ด้วยจินตคณิต , โจทย์คณิตคิดง่าย หรือศิลปะเชิงสร้างสรรค์ ช่วงปิดภาคเรียนกับสถาบันคิดสแควร์ โดยแบ่งเป็น 2 รอบ คือ
รอบแรก ; 3 – 14 ตุลาคม 2559
รอบสอง ; 17-28 ตุลาคม 2559
ติดค่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ครูจิ๋ม 084-5273651
Aug 29

Pencil and pencil shavings studio isolated on white background
นานมาแล้วที่การเรียนในโรงเรียนของหลายๆ โรงเรียน หรือแม้แต่การสอบคัดเลือกก็ตามจะมีการแบ่งห้องเรียนของเด็กตามศักยภาพที่แสดงเป็นผลของการเรียน แต่ก็ยังมีหลายๆ โรงเรียนที่คละเด็ก ไม่ได้แบ่งตามผลการเรียน หลายๆ คนอาจมองว่าการคละเด็กที่มีการเรียนที่ต่างกันจะทำให้การเรียนในห้องจะต้องรอเด็กที่เรียนรู้ช้ากว่า และจะทำให้ครูผู้สอนมีความยากลำบากในการสอนมากขึ้น
แต่หลายๆ คนอาจคิดว่าการแบ่งเด็กตามศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กจะทำให้ง่ายต่อครูผู้สอน เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนอย่างเต็มที่ เด็กจะแข่งกันเรียน
คราวนี้เรามามองถึงการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในห้องกิฟเต็ท (gifted) ของโรงเรียนต่างๆ เด็กหลายๆ คนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนอาจต้องมีการเรียน การติวอย่างหนัก จนได้รับคัดเลือกเข้าเรียน (เด็กที่อยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของการคัดเลือก) การเตรียมตัวอย่างหนักก่อนสอบ เป็นการฝึกฝนการทำข้อสอบ เสมือนกับการเหลาดินสอของตนเองให้แหลมขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเทียบเท่ากับของคนอื่นๆ แต่เมื่อเข้าเรียนแล้ว การเรียนในกลุ่มก็จะต้องมีการฝึกฝนตลอดเวลา หากเด็กที่อยู่ในกลุ่มท้ายของห้อง การเรียนจะต้องใช้การฝึกฝนมากกว่าเพื่อนในชั้นเดียวกัน เปรียบเหมือนดินสอแท่งที่ผ่านการเหลาแล้วเหลาอีก จนเหลือปลายดินสอที่สั้นจนไม่สามารถเหลาได้อีก เมื่อเทียบกับเพื่อนในห้องที่ปลายดินสอยังยาวอยู่ ก็อาจส่งผลต่อทรรศนคติในด้านลบของเขา ซึ่งมีผลเสียมากกว่าการที่เด็กที่มีการเรียนรู้ในเกณฑ์ดี แต่ไม่ได้ถูกคัดเลือกให้อยู่ในห้องที่ดีมาก ผลการเรียนอาจอยู่ในเกณฑ์ดีมากในห้องดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลดีต่อทรรศนคติในเรื่องของการเรียนมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับว่าห้องที่รองลงมา ต้องไม่ใช่ห้องที่เกเร ไม่ตั้งใจเรียน ซึ่งทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะกับการเรียนรู้ด้วย
Jul 14
Posted by malinee on Thursday Jul 14, 2016 Under เกร็ดความรู้
จากข่าว น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ นักแบตมินตันมือหนึ่งของชาวไทย ที่มีกระแสข่าวว่า ตรวจพบยาโด๊ปหรือสารกระตุ้น ซึ่งส่งผลกระทบในการส่งตัวนักกีฬาเข้าแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ 2016 โดยเลขาธิการสมาคมแบตมินตันไทย ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อโต้แย้งและอุทธรณ์ แต่หากพบสารกระตุ้นจริงจะขอลดโทษหนักให้เป็นเบา ซึ่งการลงโทษนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณและ สารกระตุ้นที่ใช้ จะมีโทษงดเข้าแข่งเป็นเวลา 2 – 4 ปี
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร… คงไม่มีใครเชื่อว่าน้องเมย์ใช้สารกระตุ้น เพราะหากทำเช่นนั้นถือว่าเป็นการตัดอนาคตของตัวเอง แต่เหตุการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ การได้รับยาสเตยรอยส์ในการรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า จากแพทย์ที่ไม่ใช่แพทย์ทางการกีฬา (ผิดกฏทางการกีฬา เนื่องจากสเตยรอยส์เป็นสารที่นอกจากจะระงับความเจ็บปวดแล้ว ยังสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้มีพละกำลังมากขึ้นอีกด้วย)
จากเหตุการณ์ดังกล่าว เพียงเพื่อต้องการยกตัวอย่างให้เห็นว่า ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคน ๆ หนึ่ง จะส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของอีกคนอย่างมาก เช่นเดียวกับที่ พ่อแม่ ปู่ย่า ตา ยาย หรือ พี่เลี้ยง ที่มีหน้าที่ในการดูแลเจ้าตัวน้อย ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่งเกมส์ หรือ ปล่อยให้เค้าอยู่กับทีวี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ซึ่งผลที่เห็นได้ชัด คือเด็กอยู่นิ่งๆ ไม่กวน ไม่ซน แต่หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ เขาจะไม่สามารถอยู่เฉยได้ และเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลในอนาคตต่อการเรียนของเขาเหล่านั้น เมื่อเขาเรียนไม่ได้ แล้วอนาคตของเขาจะดูแลตัวเองได้อย่างไร
Jul 10
วันนี้ครู
มีเรื่องเล่าอีกแล้ว เรื่องมีอยู่ว่ามีเด็กแฝดคู่หนึ่งที่ถูกเลี้ยงด้วยพี่เลี้ยงคนละคนกัน แฝดผู้พี่ไม่มีปัญหาการเรียนใดๆ เลย ในขณะที่แฝดผู้น้องไม่ว่าจะมีการประเมินผลอย่างไร ไม่เคยได้คะแนนไล่เลี่ยกันซักที ซ้ำร้ายล่าสุด แฝดผู้น้องไม่สามารถผ่านเกณฑ์การประเมิน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เป็นลูกฝาแฝดจากพ่อแม่เดียวกัน
คราวนี้เรามาวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้ผลการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เราสามารถตัดปัจจัยหลักเรื่องพันธุกรรมได้อย่างแน่นอน คราวนี้เรามาพิจารณาที่สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เนื่องจากการดูแลเด็กทั้งสองคนที่แตกต่างกันของพี่เลี้ยงแต่ละคน กลายเป็นปัจจัยหลักของการเรียนรู้ (ณ ที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์) ที่แตกต่างกันของทั้งคู่
ก่อนอื่น จะกล่าวถึงเนื้อหาการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ใน ประถม 1 ก่อน การเรียนยังไม่มีการคิดวิเคราห์โจทย์ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เตรียมความพร้อมทางด้านภาษาก่อน เด็ก ๆ ทุกคนจะต้องเรียนรู้เรื่องการนับเพิ่ม นับลด แบบรูป ความสัมพันธ์ ซึ่งมีเพียงแต่เรื่องของการคำนวณเท่านัน ซึ่งเด็กๆ ที่ถูกปูพื้นฐานทางด้านจำนวน หรือการคำนวณ จะไม่มีปัญหาในการเรียนในชั้น ป.1 แต่เมื่อขึ้น ป.2 การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีการคิด วิเคราะห์ โจทย์มากขึ้น ให้เด็กๆ วิเคราะห์ว่าต้องใช้วิธีใดในการแก้ไขโจทย์ปัญหาดังกล่าว และการวิเคราะห์โจทย์ก็จะซับซ้อนมากขึ้นๆ เมื่อเรียนในระดับที่สูงขึ้น
หลังจากที่เรามองเห็นภาพรวมของการเรียนคณิตศาสตร์แล้ว เราย้อนกลับมาดูสิ่งที่แตกต่างของพี่น้องฝาแฝดคู่ดังกล่าว แฝดผู้พี่ มีพี่เลี้ยงที่เมื่อมีปัญหาในการแก้โจทย์ จะมีการติดต่อกับครูที่สถาบัน เพื่อขอคำชี้แนะ หรือวิธีการสอน โดยทางสถาบันย้ำว่าต้องให้ตัวเด็กเป็นผู้คิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง ส่วนแฝดผู้น้อง เนื่องจากถูกเลี้ยงอยู่กับคุณยาย ซึ่งมีทีวีเป็นเพื่อน เมื่อน้องกลับจากโรงเรียน กิจกรรมทุกอย่างรวมไปถึงการบ้านก็อยู่หน้าทีวี เมื่อทำการบ้านช้า หรือคำที่เด็กๆ มักอ้างนั่นคือ “หนูทำไม่ได้” พี่เลี้ยงกลัวว่าจะไม่มีการบ้านส่งในวันที่กำหนด จึงคิดและวิเคราะห์โจทย์ หรือบางครั้งก็บอกคำตอบให้กับตัวน้องเลย สิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่น้องจะค่อยๆ มีกระบวนการในการฝึกประสบการณ์ในการคิด และวิเคราะห์โจทย์จากการบ้าน (ซึ่งถือเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เรียนในแต่ละวัน) ก็ขาดไป เมื่อสอบวัดความรู้ ก็ไม่มีทางที่เค้าจะสามารถคิด วิเคราะห์โจทย์ได้เลย และเมื่อนานวันเข้า สิ่งที่เค้าต้องฝึกมันยากขึ้นเรื่อยๆ การประเมินผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะกลายเป็นปมที่ส่งผลให้เกิดทรรศนะคติที่ในเชิงลบต่อการเรียนในที่สุด
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็น่าจะพอสรุปได้แล้วว่า พันธุกรรม ส่งผลต่อการเรียนรู้ก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรจะมีการดูแล เอาใจใส่ในเรื่องการเรียนของบุตรหลานอย่างสมเหตุสมผล และมีขอบเขต เพื่อประโยชน์ของตัวบุตรหลานของท่านเอง
ครูจา