ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ขณะนี้ มศว รับสมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี ปีที่ 1 (สอบตรง) ประจำปี 2554 ตั้งแต่บัดนี้ -15 สิงหาคม 2553 จำนวนกว่า 2,400 คน

มีคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สหเวชศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ศึกษาศาสตร์ พลศึกษาและศิลปกรรมศาสตร์ และวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย ซึ่งแต่ละคณะจะรับนักเรียนในระบบแอดมิชชั่นส์กลางด้วย ส่วนคณะศิลปกรรมศาสตร์นั้น มศว รับตรงครั้งเดียว

“นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.6 และกำลังจะสำเร็จการศึกษาในปี 2553 สามารถเลือกสอบตรงได้ ซึ่งนักเรียนแต่ละคนควรจะมีข้อมูลในแต่ละมหาวิทยาลัยว่าจัดสอบตรงในวันไหน และการเลือกสอบตรงนักเรียนแต่ละคนควรจะเลือกจากความสนใจที่จะเข้าเรียนในสาขาคณะนั้นๆ จริงๆ หากนักเรียนคนใดสนใจและต้องการสอบตรงที่ มศว สามารถหาข้อมูลรายละเอียดได้ที่ โดยสมัครทางอินเทอร์เนต หรือติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์การประเมินผลและรับนิสิต มศว โทร.0-2649-5712-14″ ศ.ดร.วิรุณ กล่าว

จากคมชัดลึกออนไลน์
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Tags : , , | add comments

ความแก่เป็นความทุกข์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ คนส่วนมากกลัวความแก่ไม่มากก็น้อย คนบางคนกลัวมากบางคนกลัวน้อย บางคนกลัวหน้าแก่ บางคนกลัวเซ็กส์แก่ แต่ที่ทุกคนกลัวเหมือนกันคือสมองแก่ สมองเสื่อม เนื่องจากสมองเป็นที่อยู่ของจิตใจ ซึ่งสามารถทำให้เกิดความรู้สึกสุขทุกข์ได้มาก เมื่อมีอาการสมองแก่ เช่นขี้หลงขี้ลืม ทำเงินหาย ทำบัตรเอทีเอ็มหายบ่อยๆ ทำให้เกิดความทุกข์ใจมาก หลายคนจึงต้องดิ้นรนเสาะแสวงหาทางป้องกันความแก่ทุกวิถีทาง
ในสมัยก่อนคนเราเที่ยวเสาะแสวงหายาอายุวัฒนะ เสียเงินเสียทอง เสียค่าโง่กันไปมากมาย โดยหลงเชื่อคำเล่าลือปากต่อปาก เช่น แนะให้กินสมองสัตว์ โสมเกาหลี แปะก๊วย มีเมียสาว ฯลฯ แต่ปัจจุบันนี้การแพทย์สมัยใหม่มีข้อมูลความเข้าใจ ในเรื่องสมองเสื่อมมากขึ้น ทำให้การชะลอภาวะสมองเสื่อมดีขึ้นบ้าง

เอาแค่สิ่งพื้นๆ ที่มีอยู่ตามบ้านเรา เช่น กาแฟซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีกินกันมานานนม มีการศึกษาวิจัยเรื่องการกินกาแฟกันมามาก ทุกวันนี้สามารถบอกได้ว่าคาเฟอีนในกาแฟ สามารถช่วยเพิ่มการทำงานของสมองหรือเพิ่มไอคิวของคนกินได้ การดื่มกาแฟช่วยกระตุ้นสมองให้แจ่มใสทำงานดีขึ้น เคยมีการทดลองที่อินสบรูคโดยใช้อาสาสมัคร 15 คน เขาให้อาสาสมัครกินกาเฟอีน 100 มก. (เท่ากับคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ 2 แก้ว) แล้วทดลองความจำ ในเวลาต่อมาใช้อาสาสมัครกลุ่มเดียวกันทดลองให้กินยาหลอกเปรียบเทียบกัน ผลปรากฎว่าคนที่กินคาเฟอีนมีความจำระยะสั้นดีกว่าคนที่กินยาหลอกอย่างชัดเจน และเมื่อเขาใช้เครื่องตรวจสแกนสมองที่เรียกว่า Functional MRIS เขาพบว่าสมองบริเวณ anterior cingular cortex และสมองส่วนหน้า frontal lobe ทำงานมากขึ้นจากผลของคาเฟอีน สรุปได้ว่าการดื่มกาแฟทำให้การทำงานของสมองในระยะสั้นดีขึ้น แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไปซึ่งจะมีผลข้างเคียงที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้

การเข้าสมาธิหรือกรรมฐานช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้ไหม คำถามนี้เป็นคำถามที่ถูกถามมานาน แต่เพิ่งจะมีคำตอบออกมาเมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นที่รู้กันแล้วว่าการฝึกกรรมฐานทำให้ใจสงบ มีสมาธิ ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น จากการวิจัยในประเทศอุตสาหกรรมพบว่า ทำให้ผลผลิตของพนักงานในบริษัท ในโรงงานดีขึ้น การลาป่วยขาดงานของพนักงานน้อยลง จนบริษัทใหญ่ๆ เช่น บริษัทรถยนต์ฟอร์ด และบริษัทใหญ่ๆ อีกหลายแห่งที่สหรัฐฯ รับเอาการฝึกกรรมฐานไปใช้กับพนักงานมากขึ้น ทุกวันนี้ชาวตะวันตกสนใจวิชากรรมฐานมากขึ้น จึงมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นตามไปด้วย

เมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาโดยการตรวจสแกนสมองอาสาสมัคร 20 คน ที่ทำกรรมฐานเป็นประจำวันละ 40 นาที เขาพบว่าสมองส่วนเปลือกนอก (Cortex) ซึ่งเป็นที่อยู่ของเซลล์สมองมากมีขนาดหนาขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ทำกรรมฐาน อันนี้เป็นหลักฐานพิสูจน์ทางกายภาพที่ชัดเจนว่าการฝึกกรรมฐานมีผลดี สามารถต้านความเสื่อมของสมองได้ คนที่ต้องการลดความเสื่อมของสมองจึงควรฝึกหัดทำกรรมฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิปัสสนากรรมฐานของพระพุทธเจ้า ซึ่งรู้กันมานานแล้วว่ามีผลดีต่อจิตใจ และเราเพิ่งรู้กันตอนนี้ว่ามีผลดีต่อกายภาพของสมองด้วย

อาหารสมองเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันมานาน มีการเอาสารเสริม-อาหารมาขายกันมาก บางอย่างเขาก็อ้างว่าทำให้สมองดีขึ้น ความจำดีขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจน ระยะหลังนี้มีข้อมูลจากการวิจัยมากขึ้น หมอแอนดรู วีล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแพทย์ทางเลือก เขียนแนะนำเรื่องอาหารสมองไว้หลายอย่าง เช่น เนื้อปลา น้ำมันปลา ขมิ้น ผักผลไม้ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม คาโรตีนอยด์

กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 Fatty Acid) ที่อยู่ในน้ำมันปลามีคุณสมบัติบำรุงสมองได้ ทั้งนี้เพราะสารตัวนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์สมอง ถ้าขาดไปจะทำให้เซลล์สมองอ่อนแอ เป็นโรคได้ง่าย อาหารของชนชาติญี่ปุ่น และเมดิเตอเรเนียน ทำให้คนของเขาอายุยืนล้วนมีกรดไขมันโอเมก้า 3 มาก เนื่องจากมีเนื้อปลาอยู่มาก ผู้รู้จึงแนะนำให้กินเนื้อปลาบำรุงสมองมากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น คนที่ไม่ถนัดกินเนื้อปลาก็อาจจะใช้น้ำมันปลาที่ทำขายเป็นเม็ด (แต่ไม่ใช่น้ำมันตับปลาที่เหม็นคาว อย่างที่เด็กสมัยผมเคยถูกบังคับให้กิน) เช่น Krill Oil ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสสระและไม่เหม็นคาว เขาใช้สารตัวนี้รักษาโรคซึมเศร้า สมาธิสั้น ออทิซึม สำหรับนักมังสวิรัติ อาจจะหากรดไขมันโอเมก้า 3 กินในถั่ววอลนัท เม็ดแฟล็กซ์ ปอ หรือ สาหร่ายทะเล

ขมิ้นที่เราเอามาทำเครื่องแกงมีสาร Curcumin ต้านการอักเสบ ช่วยลดการเสื่อมของสมองจากโรคอัลโซเมอร์ได้ มีผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตไว้ว่าคนอินเดียมีอัตราการเกิดโรคอัลโซเมอร์ต่ำที่สุดในโลก อาจเป็นเพราะคนอินเดียมีการใช้ขมิ้นทำเครื่องแกงกินกันมากนั่นเอง

หมอวีลแนะนำว่าควรกินผักผลไม้ให้มากเข้าไว้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระและต้านสารพิษ ที่ทำให้เกิดมะเร็งและทำลายสมอง วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม และคาโรทีนอยด์ ถ้ากินเสริมอาหารเข้าไปอาจช่วยป้องกันความเสื่อมของสมองได้ แต่ในบรรดาสิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด หมอแอนดรู วีล กล่าวว่าไม่มีอะไรที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์สนับสนุนแข็งขันเท่ากับเนื้อปลาและน้ำมันปลา

ตั้งแต่ที่นายกรัฐมนตรีไทยสมัยต้มยำกุ้งถูกกล่าวหาว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ ทำให้โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์นี้ มีคนรู้จักกันมาก ใครๆ ก็กลัวโรคนี้จนมีคำถามว่าโรคนี้ป้องกันได้หรือไม่ คำตอบคือป้องกันได้บางส่วน คือชะลอมันลงไปได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการป้องกันหรือชะลอโรคอัลไซเมอร์นี้คือ การรักษาสุขภาพของระบบหลอดเลือด และหัวใจให้อยู่ในสภาพดี โดยการออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว เต้นแอโรบิค ว่ายน้ำ เต้นรำ หรือที่ดีที่สุดคือ ทำหลายกิจกรรมอย่างว่า แบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป จะช่วยรักษาสมองของเราได้ดีกว่าอย่างอื่น (และทำให้บาดเจ็บจากการออกกำลังกายน้อยลง) นอกจากนี้ควรเลิกสูบบุหรี่ กินอาหารไขมันต่ำ ถ้าเป็นโรคเบาหวาน ต้องใส่ใจควบคุมรักษาให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับดี กินผักผลไม้ให้เพียงพอ กินปลา และน้ำมันปลา (ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) ทุกอย่างที่ว่ามานี้ร่วมช่วยกัน รักษาให้หลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งของสมองด้วยไม่ให้ตีบตัน สามารถนำออกซิเจนไปต้านความเสื่อมได้ดี

เมื่อไม่นานมานี้พบว่าการออกกำลังกายนอกจากจะมีผลดีต่อหลอดเลือด หัวใจ และสมองแล้ว ยังกระตุ้นให้มีการผลิตสารเร่งการเสริมสร้าง (Growth Factor) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เซลล์ประสาทมีสุขภาพดีด้วย

การฝึกสมองทดลองปัญญาเป็นประจำก็สามารถช่วยรักษาคุณภาพของสมองเอาไว้ได้ดี เช่น การเรียนภาษาใหม่ๆ ฝึกทดสอบความจำ ทำข้อสอบไอคิว ฯลฯ จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการใช้สมองอ่านหนังสือ แก้ปริศนาอักษรไขว้ เล่นหมากรุก เล่นดนตรี สามารถลดการเกิดสมองเสื่อมได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ และพบว่ายิ่งทำมากยิ่งมีผลดีมาก เช่น คนแก้ปริศนาอักษรไขว้อาทิตย์ละ 4 ครั้ง สมองเสื่อมน้อยกว่าคนแก้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ถึง 47%

จากข้อมูลของผู้รู้เท่าที่กล่าวมานี้ ก็สามารถช่วยให้เรารักษาประคับประคองสมองอันเป็นที่รักของเรา ให้อยู่ยั้งยืนยงไปได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งสำคัญคือต้องลงมือทำตั้งแต่บัดนี้เลย ไม่ว่าท่านจะยังหนุ่มยังสาวซิงๆ แค่ไหนก็ตาม
แหล่งข้อมูล : นิตยสาร – HealthToday

Tags : , , , , , , | add comments

     มักมีข้อสงสัยในใจผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านที่ให้ลูกเรียนจินตคณิตว่า “ทำไมลูกยังมีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หรือ ทำไมลูกเรียนแล้วไม่เห็นได้ผลเลย!”  ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่า การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดนั้นเป็นการใช้ลูกคิดเป็นสื่อกลางในการคำนวณเปรียบเสมือนกับเครื่องคิดเลขชนิดหนึ่ง ดังนั้นก่อนที่เด็กจะสามารถคำนวณเลขได้โดยผ่านลูกคิดนั้น เด็กทุกคนจะต้องเรียนรู้และฝึกการใช้ลูกคิดให้มีประสิทธิภาพก่อน ซึ่งในการเรียนนั้นจะต้องผ่านลำดับขั้นของการเรียนรู้ตั้งแต่การดีดลูกคิดอย่างง่าย ๆ ไปจนถึงลำดับขั้นการดีดที่ความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเด็กจะต้องเป็นผู้เลือกใช้สำหรับการคำนวณโดยใช้ลูกคิดในแต่ละครั้งว่าจะใช้สูตรใด หรือคู่ใด (คู่ซี้เล็ก หรือคู่ซี้ใหญ่) เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความชำนาญ และความรวดเร็วในการดีดลูกคิด โดยที่เด็กส่วนใหญ่มักจะขาดการฝึกฝนการใช้ ทำให้เด็กเลือกใช้ได้ไม่ถูกต้อง หรือขาดความชำนาญ ทำให้ดีดลูกคิดได้ช้าหรือผิดพลาด ซึ่งเมื่อกลับเข้าชั้นเรียนและไม่ได้รับการฝึกฝนในระหว่างสัปดาห์ เด็กก็จะขึ้นเนื้อหาใหม่ได้ช้าลงเนื่องจากต้องเน้นย้ำเนื้อหาเก่าให้แม่นยำก่อน ซึ่งโดยปกติแล้วเด็กจะจำเร็วและลืมเร็วเช่นกัน ดังนั้น การฝึกฝนการใช้ลูกคิดก็เหมือนกับการฝึกฝนการใช้เครื่องมืออื่นๆ นั้นคือ เด็กที่ผ่านการฝึกบ่อย ๆ ก็จะสามารถคำนวณโดยใช้ลูกคิดได้คล่องกว่า ไปได้เร็วกว่า และมีความแม่นยำมากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้ฝึกฝน และส่วนหนึ่งคือผู้ปกครองบางท่านใจร้อน คืออยากเห็นพัฒนาการของลูกอย่างรวดเร็ว หรืออยากเห็นประโยชน์จากการเรียน จึงมักจะมองว่าทำไมลูกเรียนมาตั้งนานแล้วลูกยังเรียนไม่ทันตามเนื้อหาที่โรงเรียนเลย หรือ ไม่เห็นว่าลูกจะนำลูกคิดไปใช้ประโยชน์ในการเรียนที่โรงเรียนได้เลย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เนื้อหาที่เด็กเรียนในโรงเรียนมีความก้าวหน้าขึ้นทุกๆวัน ส่วนการเรียนจินตคณิตเป็นวิชาเสริมวิชาหนึ่งซึ่งเด็กทุกๆ คน ไม่ว่าจะเรียนอยู่ในระดับชั้นใดจำเป็นจะต้องเริ่มเรียนตั้งแต่ระดับพื้นฐานการดีดลูกคิดแล้วค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้นจนนำไปสู่การจินตนาการ ซึ่งการจินตนาการนี้เอง ก็จะทำให้ผู้ปกครองค่อยๆ เริ่มเห็นพัฒนาการของลูก นั่นคือเด็กที่เริ่มเรียนจินตคณิตในระดับอนุบาล หรือ ในระดับประถม 1 หรือ 2 ผู้ปกครองก็จะสามารถเห็นการนำจินตคณิตไปใช้ในโรงเรียนได้เร็วกว่า เด็กในระดับประถมปลาย หรือ ป.5 ป.6 ซึ่งมีเนื้อหาในการเรียนที่ซับซ้อนกว่าละยากกว่า ทำให้เด็กโต หลาย ๆ คนที่เข้ามาเรียน ไม่ยอมฝึกใช้และหันไปใช้วิธีเดิม ๆ เพราะคิดว่าการใช้ลูกคิดมันยุ่งยาก

Tags : , , , , , , , , , , , | add comments

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม 2554
นายธีระพงษ์ โสดาศรี รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวในการแถลงข่าวการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติปี 2554 ว่า ในปีนี้ราชบัณฑิตยสถานได้บูรณาการการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุฯม.เกษตรศาสตร์ โดยจะจัดวันที่ 29 ก.ค. ที่ราชบัณฑิตยสถาน สนามเสือป่า กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 09.00-16.00 น.

น.ส.กนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน กล่าวว่า การจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติจะเป็นการกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทยและช่วยกันอนุรักษ์ด้วยการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง ซึ่งในงานจะมีกิจกรรมมากมาย อาทิ นิทรรศการให้ความรู้ต่าง ๆ , การปาฐกถาและการเสวนา รวมทั้งจะแจกหนังสือรวม 120 สำนวนไทยที่น่าสนใจ เป็นต้น ทั้งนี้ปัจจุบันยังมีการจัดทำบทเรียนภาษาไทยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) ซึ่งผู้สนใจสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองที่ http://elearning.royin.go.th

ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต กล่าวว่า ความจริงแล้วภาษาคือชีวิต เพราะภาษาครอบคลุมทุกอย่างของชีวิต ไม่ว่าอะไรก็ต้องใช้ภาษาไทยทั้งสิ้น แต่คนไทยกลับละเลยทั้งที่ภาษาไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรภาคภูมิใจ หลายคนไม่พูดคำควบกล้ำ ไม่ว่าจะมีการศึกษาหรือไม่ก็เป็นเหมือนกันหมด ส่วนเด็กรุ่นใหม่ก็ผันวรรณยุกต์ไม่เป็น เขียนวรรณยุกต์ใส่ผิดที่ผิดทาง บางคนพูดไทยคำอังกฤษคำ เพราะบอกว่านึกคำไทยไม่ออก และก็สนใจภาษาอื่นกันมาก แม้ไม่ใช่เรื่องผิดแต่เราก็ควรเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ก่อนด้วยการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ไม่ใช่คิดแต่จะสากลอย่างเดียว ซึ่งถ้าไม่ได้ใช้ภาษาไทย สมองก็จะไม่จดจำ ทำให้พูดภาษาไทยไม่เป็น แม้แต่ความคิดก็จะไม่เป็นไทย จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่เช่นนั้นภาษาไทยอาจสูญหายได้.

Tags : , , | add comments

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม 2554
เด็กไทยเก่ง กวาด 51 รางวัล รวม 99 เหรียญ จากการแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่งทัพนักเรียนไทย ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 9 ทีม รวม 33 คน เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษา International Mathematics Competition 2011 (IMC) และการแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น International Mathematics Competition:World Youth Mathematics Inter-City Competition 2011 (IMC:WYMIC) ระหว่างวันที่ 17-24 กรกฎาคม 2554 ณ เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งคณะนักเรียนไทยสามารถกวาด 51 รางวัล รวม 99 เหรียญ และสามารถคว้าเหรียญทองรางวัลชนะเลิศแชมป์เปี้ยนคะแนนรวมสูงสุดระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากการแข่งขันกับนักเรียนจาก 28 ประเทศ จะกลับถึงประเทศไทย เวลา 16.15 น.ของวันที่ 23 กรกฎาคม 2554

Tags : , , , , | add comments

จากเดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดี ที่ 14 กรกฎาคม 2554
“คำศัพท์” ถือเป็นปัจจัยสำคัญสู่การส่งเสริมทักษะด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน “ภาษาอังกฤษ” ยิ่งวัยเรียนมีคลังคำศัพท์ในความจำมากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถหยิบจับมาใช้ได้สะดวกเท่านั้น แต่อุปสรรคส่วนใหญ่ที่หลายคนมักประสบจนพาลขี้เกียจเรียนรู้ไปเลย นั่นคือ “นึกศัพท์ไม่ออก” หรือ “แปลศัพท์ไม่ได้” ซึ่งแท้จริงแล้วปัญหาดังกล่าวแก้ได้ไม่ยาก เพียงฝึกฝนสม่ำเสมอด้วยเทคนิคต่อไปนี้

เรียนคำศัพท์จาก “ชีวิตประจำวัน” อาจเริ่มในสิ่งที่สนใจก่อน เช่น ฟังเพลง ดูหนัง หรือเมื่อพบข้อความตามสื่อต่าง ๆ ควรหมั่นอ่านอยู่ตลอดแม้ไม่รู้เรื่องทุกถ้อยคำ นอกจากจะช่วยสร้างความคุ้นเคยกับศัพท์มากมายแล้ว ยังเป็นการทบทวนความหมายของคำที่พบบ่อย ๆ ด้วย

เรียนคำศัพท์จาก “พจนานุกรม” โดยพกขนาดกะทัดรัดติดตัวไว้เปิดหาความหมายเมื่อเกิดข้อสงสัย ทั้งนี้ ควรเลือกใช้แบบอังกฤษ-อังกฤษ เพื่อฝึกทักษะการแปล หากมีตัวอย่างการใช้ศัพท์ด้วยจะดีทีเดียว

เรียนคำศัพท์จาก “กระดาษโน้ต” ด้วยการจดศัพท์ พร้อมคำแปลอย่างน้อยวันละ 10 คำ แล้วแปะไว้ในที่ ๆ มองเห็นได้ง่าย เช่น กระจกโต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะหนังสือ ตู้เย็น ผนังห้องนอน ฯลฯ โดยเมื่อกระทบสายตาเมื่อไหร่ให้ท่องเมื่อนั้น เป็นอีกหนึ่งเทคนิคช่วยจำได้ดี ขณะเดียวกัน ยังช่วยฝึกทักษะการเขียนอีกด้วย

เรียนคำศัพท์จาก “การจัดหมวดหมู่” โดยจำศัพท์ที่มีความสัมพันธ์กัน หรือมีความหมายตรงข้ามกัน จากนั้น ลองนึกถึงคำภาษาไทย แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะแต่งประโยค เพื่อฝึกการเรียบเรียงต่อไป

หลักการจำคำศัพท์ที่สำคัญอีกประการ คงต้องอยู่ที่ความขยัน และหมั่นทบทวน เพื่อประสิทธิภาพการเรียนรู้อย่างเห็นผลนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม 2554
ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ประธานอนุกรรมการด้านวิชาการโครงการพัฒนาโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกับมหาวิทยาลัยถึงการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้กำหนดการรับนักเรียนชั้นม. 4 ของโรงเรียนจุฬาภรณฯ ทั้ง 12 แห่ง รอบสอง โดยรับสมัครวันที่ 1-31 ส.ค. และสอบวันที่ 19 พ.ย. โดยจะรับเพียง 120 คนเท่านั้น และมีการปรับเปลี่ยนแนวข้อสอบใหม่จากเดิมที่เป็นข้อสอบปรนัยมาเป็นข้อสอบอัตนัย เพราะที่ผ่านมาได้รับทราบจากผู้ตรวจข้อสอบพบว่า มีเด็กหลายคนทำข้อสอบแบบมั่ว ๆ กาผิดกาถูก ในขณะที่เราต้องการเด็กที่เก่งจริงไม่ใช่มาเดาข้อสอบ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนแนวข้อสอบเป็นอัตนัยเชื่อว่าจะทำให้ได้เด็กเก่งและมีคุณภาพอย่างแท้จริง เนื่องจากเด็กจะต้องใช้ความคิดและจินตนาการในการถ่ายทอดออกมาเป็นข้อเขียน

ดร.ธงชัย กล่าวต่อไปว่า เราต้องการสร้างเด็กให้คิดเป็น เพราะวิทยาศาสตร์สอนเรื่องของเหตุและผล ดังนั้นข้อสอบแบบใหม่จะสามารถทำให้เด็กสื่อสารกับคนอื่นเป็น และในอนาคตต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเพื่อออกไปสื่อสารกับคนภายนอกได้

“ผมอยากให้มั่นใจได้เลยว่าตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เด็กเรียนในโรงเรียนจุฬาภรณฯ จะได้เห็นคุณค่าของการเป็นนักวิจัย เพราะเราจะบ่มเพาะเด็กเหล่านี้ให้เป็นนักวิจัยในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อย่างมาก ส่งผลให้ต้องไปจ้างพวกต่างชาติมาทำงานให้ แต่ต่อไปเราจะได้นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งจากโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อทำงานให้กับประเทศไทยในอนาคตแน่นอน” ดร.ธงชัย กล่าว.

Tags : , , , | add comments

การสอบ PISA คืออะไร

Posted by malinee on Tuesday Jun 21, 2011 Under Uncategorized

ปีซ่า คืออะไร ร่วมค้นหาคำตอบได้เพียงคลิกที่นี้ หลายๆคนโดยเฉพาะในวงการศึกษาคงได้ยินเรื่องผลสอบ PISA กันมาบ้างแล้ว แต่คงมีบางคนที่ยังไม่รู้จัก หรือสงสัยและไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร และเกี่ยวข้องกับการศึกษาบ้านเราอย่างไร สสค. ขอนำเสนอความหมาย แนวคิด และความเชื่อมโยงกับการศึกษาบ้านเราให้ทุกท่านรู้จัก

Programme for International Student Assessment หรือ PISA เป็นโครงการประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิก ที่ดำเนินการโดย Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจระบบการศึกษาของนานาประเทศว่าได้เตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่ โดย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนที่จะใช้ความรู้และทักษะเพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน โดยจัดให้มีการทดสอบสมรรถนะเด็กนักเรียนวัย 15 ปี หรือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากทั่วโลก โดยเริ่มดำเนินโครงการ ตั้งแต่ ปี 2000 ในปีที่ผ่านมานักเรียนทั้งหมด 470,000 คน จากโรงเรียนต่างๆใน 65 ประเทศ เข้าร่วมการประเมินเชิงเปรียบเทียบนี้ โดยทุกประเทศจะใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน และมีการกำหนดพื้นที่ ขนาดโรงเรียนในการสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดยPISA มีการประเมินสมรรถนะที่เรียกว่า Literacy ใน 3 ด้านคือการอ่าน (Reading Literacy) คณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) ซึ่งจะวัดความรู้ทั้ง 3 ด้าน แต่จะเน้นหนักในด้านใดด้านหนึ่งในการประเมินแต่ละระยะ โดยแบ่งการประเมินเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 (Phase I: PISA 2000 PISA 2003 และ PISA 2006) และรอบที่ 2 (Phase II: PISA 2009 PISA 2012 และ PISA 2015) กล่าวคือ

การประเมินผลระยะที่ 1 (PISA 2000 และ PISA 2009) เน้นด้านการอ่าน ให้น้ำหนักข้อสอบด้านการอ่าน 60% และที่เหลือเป็นด้าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างละ 20%

การประเมินผลระยะที่ 2 (PISA 2003 และ PISA 2012) เน้นด้านคณิตศาสตร์ ให้น้ำหนักข้อสอบด้านคณิตศาสตร์ 60% และด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์อย่างละ 20%

การประเมินผลระยะที่ 3 (PISA 2006 และ PISA 2015) เน้นด้านวิทยาศาสตร์ ให้น้ำหนักข้อสอบด้านวิทยาศาสตร์ 60% และด้านการอ่านและคณิตศาสตร์อย่างละ 20%

ในแต่ละทักษะ ไม่ได้เน้นเรื่องของการการอ่านออกเขียนได้ การคิดเลขเป็น แต่ สิ่งที่ PISA เน้นคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจในเนื้อหาสาระของโจทย์ที่ซับซ้อนได้

ผลการสอบล่าสุด เด็กนักเรียนเซี่ยงไฮ้ของจีนเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลก ตามด้วยเกาหลี ฮ่องกง-จีน จีนไทเป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ที่ล้วนมีคะแนนอยู่ในกลุ่ม 5 หรือ 10 ประเทศแรก ทุกวิชา ส่วนนักเรียนไทย แสดงผลการประเมินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติทุกวิชา และมีแนวโน้มลดต่ำลงทุกวิชาเมื่อเทียบกับการประเมินครั้งแรก (PISA 2000)

โดยผลการประเมิน PISA นี้ไม่เพียงแต่เป็นกระจกที่สะท้อนให้เราเห็นได้ว่าความสามารถของเด็กนักเรียนใน ประเทศของตนเองนั้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ยังเป็นตัวที่บ่งชี้เรื่องการเรียนการสอนแบบไหนที่เด็กนักเรียนกำลังได้รับ – มิติได้การศึกษา ร่วมถึงการสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องการพัฒนาและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไปอีกด้วย

จากการประเมินได้ระบุเงื่อนไขและความสำเร็จของประเทศที่พูดภาษาจีนมาจาก ชาติเหล่านี้ตรวจสอบและปรับปรุงระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มุ่งเน้นคุณภาพครูผู้สอน และปรับปรุงโรงเรียนที่มีผลการเรียนระดับต่ำ

ที่มา : www.qlf.or.th

Tags : | add comments

ทำร้ายหนูทำไม

Posted by malinee on Wednesday May 25, 2011 Under เกร็ดความรู้

          ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน หรือยุคที่เราเรียกกันว่า Globalization ซึ่งมันทำให้เราสามารถเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

           ในขณะที่ชีวิตในแบบที่เป็นคนไทยก็เปลี่ยนแปลงไป ร้อยละ 70 – 80 ของครอบครัวในยุคปัจจุบัน พ่อและแม่จะต้องทำงานนอกบ้าน แล้วปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง ในช่วงก่อนวัยเรียน แต่เมื่อโตขึ้น บทบาทของพี่เลี้ยงก็จะน้อยลง ตัวเด่นในวัยเรียนในยุคปัจจุบันมักเป็นทีวี อินเตอร์เน็ท และ เกมส์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากมีการเลือกใช้หรือกำหนดเวลาก็จะเป็นประโยชน์ แต่หลาย ๆ  ครอบครัวที่ให้สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นมักไม่มีเวลาในการเลือก ถือว่ามันเป็นตัวฆ่าเวลาให้อยู่เป็นเพื่อนลูก ซึ่งแฝงไว้ด้วยความก้าวร้าว จึงทำให้มีงานวิจัยหรือผลสำรวจมากมายทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวว่า เด็กไทยไอคิวต่ำ และทำให้แนวโน้มของเด็กรุ่นใหม่ เป็นเด็กที่ไม่มีความอดทนกับการรอคอย ไม่พยายามทำในสิ่งที่ยาก หรือต้องใช้ความสามารถ รวมถึงขาดสมาธิในการเรียน เป็นเหตุให้เด็กไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่พยายามฝึกฝนในการฝ่าฝันอุปสรรค ไม่มีทักษะในการแก้ปัญหา

            ถ้าเด็กในวัยเรียนยังไม่มีความพยายามในการเรียน แล้วเมื่อไหร่เขาเหล่านั้นจะพร้อมที่โตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมที่จะดูแลรับผิดชอบตัวเอง ครอบครัวและสังคม ดังนั้นหยุดทำร้ายเขาด้วยการหยิบยื่นสิ่งมอมเมาหรือ สิ่งเร้าในวัยที่เขายังไร้เดียงสา ยังไม่รู้จักเลือกสิ่งที่ควรและไม่ควร ก่อนที่จะทำลายอนาคตของเขาไปชั่วนิรันดร์

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากเดลินิวส์ออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม 2554

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงของศธ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้ซักซ้อมการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2554 ใน 3 เรื่อง ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมเรื่องทั่วไป โดยแต่ละองค์กรหลักแจ้งสถานศึกษาทุกแห่งเตรียมความพร้อมเรื่องของอาคารสถานที่ วัสดุ ครุภัณฑ์ ตลอดจนสนามหญ้า สนามกีฬา ให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน และดำเนินการตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพให้พร้อม รวมถึงเตรียมการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน พื้นที่เสี่ยงภัยที่ต้องมีมาตรการดูแล อาทิ ซักซ้อมการหลบภัย เป็นต้น

2. การเตรียมความพร้อมเรื่องโอกาส เนื่องจากในปีนี้การรับสมัครนักเรียน เป็นการรับสมัครรอบเดียว ห้องละ 50 คน ดังนั้นโรงเรียนต้องดูแลนักเรียนที่มีความประสงค์เข้าเรียน โดยเฉพาะกรณีนักเรียนเรียนร่วม ขอให้ดูเรื่องโอกาสของนักเรียนกลุ่มเด็กพิการ เด็กที่มีความบกพร่องการเรียนรู้ด้วย ขณะเดียวกันได้มอบให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นกรณีพิเศษ ในการดูแลเติมเต็มกลุ่มนักเรียนชาวเขา นักเรียนที่เคลื่อนย้ายตามการประกอบอาชีพของบิดา มารดา และนักเรียนที่อยู่ตามเขตแนวชายแดนของประเทศ ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาอย่างทั่วถึง
   
3. การเตรียมความพร้อมในการป้องกันความประพฤติและความสงบเรียบร้อยในการเปิดภาคเรียน มีมาตรการการรับน้องใหม่ที่เคร่งครัด ต้องเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ห้ามนำรุ่นน้องทุกระดับไปรับน้องนอกสถานศึกษา ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ฝ่ายปกครองหรือฝ่ายแนะแนวเท่านั้น สำหรับการเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ดูแลความปลอดภัยนักเรียน ครู และสถานศึกษา ตลอดจนดำเนินการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาตามยุทธศาสตร์ การจัดการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามนโยบายที่มอบหมายไปแล้วด้วย.

Tags : , , | add comments