imagesCATKOF32เด็กสมาธิสั้นกับจินตคณิต

จากบทความเรื่องเด็กสมาธิสั้น พอจะมองเห็นภาพหรือคำจัดความของเด็กสมาธิสั้นกันบ้างแล้ว หลาย ๆ ครอบครัวมักคิดว่า เด็กสมาธิสั้นเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และหลาย ๆ ครอบครัวก็ไม่เปิดใจยอมรับกับการเป็นเด็กสมาธิสั้นของบุตรหลานของตน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมาธิสั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหากพ่อ แม่ ผู้ปกครองเปิดใจยอมรับ และพาเด็กไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง ให้บรรเทาอาการที่เป็นอยู่ให้ทุเลาลง และเพื่อส่งเสริมให้เด็กสามารถจดจ่อมีสมาธิอยู่กับกิจกรรมที่ทำได้มากขึ้นต่อไป

จินตคณิตก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ปกครองหลาย ๆ คน ซึ่งจินตคณิตเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ฝึกให้เด็กได้มีวินัยในการทำงาน (การบ้านนอกเวลา) ดังนั้นการเรียนจินตคณิตจึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับเด็กสมาธิสั้นในกลุ่มที่เข้ารับการรักษาเบื้องต้น ที่มีอาการไม่รุนแรงนักได้ เนื่องจากเด็กยังมีสมาธิในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่บ้าง  แต่จะไม่เหมาะกับเด็กที่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษา เนื่องจากในการใช้ลูกคิดนั้น เด็กจะต้องจดจ่ออยู่กับโจทย์และแกน (หลักหน่วย) ในการหาคำตอบแต่ละข้อ แต่เด็กในกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกจะมีสมาธิไม่ครบข้อ ในขณะที่เด็กในกลุ่มที่ได้รับการฝึกมาบ้าง จะเป็นการกระตุ้นให้จดจ่ออยู่กับโจทย์ในแต่ละข้อ จนกลายเป็นแต่ละแถว และในที่สุดก็เป็นหน้า ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้นสิ่งแรกที่จำเป็นต่อครอบครัวของเด็กสมาธิสั้น คือ การเปิดใจยอมรับ และเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อรักษา และเพิ่มกิจกรรมเสริมสมาธิต่าง ๆ เช่นการเล่นกีฬา โยคะ หรือศิลปะ เป็นต้น เพื่อพัฒนาสมาธิให้ยาวนานต่อเนื่องพอที่จะสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากโรงเรียนที่มีมากขึ้นเมื่อเขาโตขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเด็กไม่ได้เป็นสมาธิสั้น แต่ด้วยวิธีการเลี้ยงดูที่ไม่กระตุ้นให้เด็กได้ทำกิจกรรมพัฒนาตนเอง หรือการเลี้ยงดูที่ปล่อยปละละเลย ทำให้เด็กขาดระเบียบวินัย วิธีการเลี้ยงดูดังกล่าวนี้ ส่งผลกระทบในด้านลบมากกับเด็กในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้เด็กปกติ กลายเป็นเด็กที่ขาดความสนใจในการเรียนรู้ เฉื่อย ไม่พยายามคิด หรือ ทำกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องใช้ความพยายามเลย ส่งผลให้ไม่ว่าจะมีการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างไร เด็กไทยก็ยังคงเป็นเด็กที่อยู่ในแนวหลัง เมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ต่อไป

Tags : , , , , , , , , , | add comments

imagesCA7NN9G2           หลาย ๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า สมาธิสั้น หรือ ไฮเปอร์ กันบ่อย ๆ บางครอบครัวอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แต่หลาย ๆ ครอบครัวอาจจะประสบปัญหาลูกน้อยของตนเองเป็นสมาธิสั้น เรามาลองทำความเข้าใจกับคำว่า สมาธิสั้นกันดีกว่า

สมาธิสั้น เป็นภาวะบกพร่องในการทำหน้าที่ของสมองในส่วนที่ควบคุมเรื่องของสมาธิ ซึ่งอาการหลักมักแสดงออกมาทางความผิดปกติทางพฤติกรรม 3 ด้านคือ

  1.  การขาดสมาธิอย่างต่อเนื่อง เด็กมักมีอาการเหม่อลอย   ขาดความพยายามในการทำงานที่ยากให้สำเร็จ สมาธิจะถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าได้ง่าย ไม่รอบคอบ
  2.  อาการอยู่ไม่นิ่ง ซุกซนมากกว่าปกติ  เล่นแรง ส่งเสียงดัง หยุกหยิก เด็กจะมีอาการน้อยลงเมื่อโตขึ้น (เป็นวัยรุ่น)
  3.  ขาดการยั้งคิด หุนหันพลันแล่น มีอาการใจร้อน วู่วาม อดทนรอไม่ค่อยได้

เมื่อเราได้รู้ถึงประเภทของอาการสมาธิสั้นแล้ว คราวนี้เราลองมาดูพฤติกรรมบ่งชี้ของอาการสมาธิสั้นดังต่อไปนี้

9 พฤติกรรมบ่งชี้การขาดสมาธิ

  1. การขาดความละเอียดรอบคอบ ความผิดพลาดมักเกิดจากความสะเพร่า
  2. ขาดความตั้งใจที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในการทำงานหรือการเล่น
  3. ดูเหมือนไม่ฟัง เมื่อมีคนคุยด้วย
  4. ไม่ทำตามคำสั่ง หรือทำงานไม่สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย (โดยไม่ใช่เพราะดือ หรือไม่เข้าใจ)
  5. ขาดการจัดระเบียบในการทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ
  6. มักหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความพยายาม
  7. มักทำของหายบ่อย ๆ
  8. วอกแวกตามสิ่งเร้าได้ง่าย
  9. มักหลงลืมในการทำกิจวัตรประจำวัน

9 พฤติกรรมบ่งชี้การไม่อยู่นิง – หุนหันพลันแล่นมีดังนี้

  1. ยุกยิก นั่งไม่นิ่ง
  2. มักนั่งไม่ติดที่ มักลุกจากที่นั้งในห้องเรียน
  3. มักวิ่งไปมา หรือปีนป่าย มากเกินควร
  4. เล่นหรือใช้เวลาอยู่เงียบ ๆ ไม่ค่อยได้
  5. มักไม่อยู่เฉย แสดงออกราวกับติดเครื่องยนต์ตลอดเวลา
  6. พูดมากเวินไป
  7. พูดโพล่งหรือตอบคำถามโดยไม่ฟังให้จบก่อน
  8. มักไม่ค่อยรอ
  9. ขัดจังหวะผู้อื่น เช่นการพูดแทรก หรือสอดแทรกการเล่นของผู้อื่น

การบ่งชี้ดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช่ว่าเพียง 2 ใน 9 ข้อ แล้ววินิจฉัยเลยว่าเป็นสมาธิสั้น หากพฤติกรรมดังกล่าวต้องเป็นทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน และมีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างน้อย 6 ข้อ และนอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้านอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ ความซนตามวัยของเด็ก และ ปัญหาการเลี้ยงดูที่ขาดการฝึกระเบียบวินัย

หลังจากทราบกันแล้วในข้างต้น คราวนี้ก็ต้องมาดูที่วิธีรักษา จากข้อมูลมักต้องมีการผสมผสานการรักษาหลาย ๆ วิธีด้วยกัน โดยแพทย์ต้องให้ความรู้และคำแนะนำในการเลี้ยงดูเด็ก ร่วมกับการประสานงานกับครูเพื่อช่วยเหลือเด็กในระหว่างการเรียน ควบคู่ไปกับการฝึกสมาธิเด็กและการใช้ยาร่วมด้วย

การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กสมาธิสั้นในเรื่องของการเลี้ยงดู

  1.  การจัดสิ่งแวดล้อมในบ้าน และกำหนดกิจวัตรประจำวันให้เป็นระเบียบแบบแผน
  2.  จัดบริเวณที่ไม่มีการรบกวนสมาธิ เพื่อให้เด็กมีสมาธิในการทำการบ้าน
  3.  แบ่งงานที่มาก ให้เด็กค่อย ๆ ทำทีละเล็กละน้อย โดยมีผู้ปกครองเป็นผู้กำกับดูแล จนงานเสร็จ
  4.  ควรพูดหรือสั่งงานในขณะที่เด็กพร้อมที่จะฟัง
  5.  ให้คำชมเมื่อเด็กทำงานแต่ละชิ้นสำเร็จ และวางเฉยเมื่อเด็กผิดพลาด
  6.  เบี่ยงเบนความสนใจ เมื่อเด็กเริ่มก่อกวนจากอาการสมาธิสั้น
  7.  ตั้งกฎการาลงโทษ โดยการลดเวลาของสิ่งที่เด็กชอบลง หรือ แยกเด็กให้อยู่ตามลำพัง
  8.  จัดกิจกรรม หรือกีฬาที่ต้องใช้แรง ให้กับเด็ก
  9.  ผู้ปครองควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของระเบียบวินัย การรอคอย เพื่อสร้างนิสัยการมีระเบียบวินัยให้กับเด็ก

จากข้อมูลต่าง ๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่า การปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นนั้น ไม่ใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมีการร่วมมือกัน ทั้งทางบ้าน โรงเรียนและแพทย์ผู้วินิจฉัยโรค หากขาดการร่วมมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และสุดท้ายปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขก็จะกระจัดกระจายในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา : http://www.psychiatry.or.th/JOURNAL/57-4/00-Vitharon.pdf

Tags : , , , , , , , , | add comments

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

อึ้ง ! ครูคณิตสอบตก 60% ในวิชาที่ตัวเองสอน เผยคะแนนเด็กไทยเทียบนานาชาติ อยู่ในระดับแย่ ด้าน อดีต สวพ. ชี้ต้นเหตุมาจากนักการเมืองที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยล่มสลาย

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ อดีตประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพ (สวพ.) กล่าวถึงกรณีที่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะทำการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า เป็นการรีบปรับเปลี่ยนเกินไป และไม่ได้ดูบริบทอื่น ๆ เลยว่า เขตพื้นที่การศึกษาจะมีปัญหาเรื่องการจัดการหรือไม่ และการผลิตครูมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด แต่กลับไปปรับหลักสูตรจากเดิม 8 สาระกลุ่มการเรียนรู้ ให้เหลือ 6 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากสับสนและวุ่นวาย ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง

โดยเฉพาะตัวครูเองก็คงจะลำบากมากขึ้น เนื่องจากหลักสูตรเดิมก็ยังสอนไม่ได้เลย อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการทดสอบครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์แล้วพบว่า ครู 60% สอบตกในวิชาที่ตัวเองเป็นคนสอน ดังนั้น หากมีหลักสูตรใหม่เกิดขึ้น เชื่อว่าก็จะต้องมีการอบรมครูเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก เนื่องจากครูต้องทิ้งนักเรียนไว้ ทำให้ไม่มีเวลาสอนอย่างเต็มที่

นายชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า ตนมองว่าขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับหลักสูตรใด ๆ และการระบุว่าการปรับหลักสูตรให้เหลือ 6 กลุ่มสาระ จะทำให้เด็กมีชั่วโมงเรียนที่น้อยลงนั้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระ เนื่องจากวิชายังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่แค่มาจัดหมวดหมู่และเปลี่ยนชื่อใหม่เท่านั้นเอง ส่วนกระบวนการคิดของคนปรับหลักสูตรก็ยังเป็นแบบวิทยาศาสตร์ ที่คิดถึงแต่ผลผลิต พอผลผลิตออกมาไม่ดีก็คิดแต่จะเปลี่ยน ซึ่งตนคิดว่าระบบนี้นำมาใช้กับระบบการศึกษาไม่ได้

นอกจากนี้ นายชัยณรงค์ กล่าวถึงผลการสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ว่า การประเมินดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเด็กไทยมีคุณภาพการศึกษาที่ล้มเหลว โดยคะแนนของเด็กนั้นได้มาจากการท่องจำเพียงอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ PISA มีคะแนนในหลายด้าน อาทิ การคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์จินตนาการ และการนำไปใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์จากคะแนนนานาชาติ จะเห็นได้ว่า คุณภาพของเด็กไทยลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับ 30 ปี ที่แล้วที่เด็กไทยมีคะแนนอยู่ในระดับดี แต่หลังจากนั้นคะแนนก็ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ในระดับที่แย่ ส่วนสาเหตุเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน ศธ. และนักการเมืองทั้งหลายที่เข้ามาแย่งงบประมาณหลายแสนล้าน อีกทั้งใช้บุคลากร ศธ. มาเป็นฐานเสียงให้กับพรรคของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของระบบการศึกษาไทย

ที่มา : http://education.kapook.com/view74467.html

Tags : , , , , , , , , | add comments

math_clipart            การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อนั้น ถ้าเด็กสามารถใช้จินตนาการได้ ก็ถือเป็นประโยชน์สูงสุดที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของการเรียน ซึ่งในการเรียนในช่วงของการบวก ลบเราจะมีการแทรกการดีดต่อเนื่อง (การบวกซ้ำ ๆ) เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในเรื่องของการคูณ เป็นการเตรียมน้องให้พร้อมกับการเรียนลูกคิดในระดับที่สูงขึ้น เมื่อเด็กได้เข้าใจเรื่องการบวกต่อเนื่อง ก็สามารถต่อยอดไปถึงการคูณ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เด็ก(เล็ก) ยังไปไม่ถึงบทเรียนในโรงเรียน ในขณะที่ทำให้เด็ก(โต) มีความเข้าใจภาพของการคูณที่ชัดขึ้น เมื่อเด็ก ๆ ดีดต่อเนื่อง (ทั้งบวกเพิ่ม = การคูณ หรือ การดีดแบบลด = การหาร) จนเกิดความเคยชิน ก็เสมือนการท่องสูตรคูณ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้สูตรคูณในการดีด หรือการจิน ก็จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากสำหรับเด็กที่ยังไม่เรียนการคูณ การหารในโรงเรียน ได้อย่างสบาย

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

a_happy_little_girl_learning_to_count                        ผู้ปกครองหลาย ๆ คนมีข้อสงสัยว่าการเรียนลูกคิดทำไมจึงมี 2 หลักสูตร หากเรียนยุวคณิตแล้ว ยังต้องเรียนจินตคณิตอีกหรือไม่

ขออธิบายพอสังเขปต่อไปนี้ ยุวคณิตเป็นการเรียนลูกคิดสำหรับเด็กเล็ก (อนุบาลจนถึงประถม 1) ซึ่งเป็นการเรียนแบบค่อย เป็น ค่อยไป เพื่อไม่ให้เด็กที่มีกล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง เครียดจนเกินไปกับการดีดลูกคิด และการเขียนคำตอบในเวลาไล่เลี่ยกัน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความมั่นใจเรื่องจำนวน ค่าประจำหลัก ให้กับเด็กเล็กเมื่อเรียนคณิตศาสตร์ต่อไป เมื่อผ่านการหลักสูตรยุวคณิตแล้ว ก็จะเข้าสู่หลักสูตรจินตคณิต ซึ่งเหมาะกับเด็กในวัยประถม ซึ่งมีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือที่ดีและเรื่องจำนวนที่ดีพอ จะนำเขาเข้าสู่การจินตนาการในเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์นอกจากนี้ยังต้องมีการจับเวลาร่วมด้วยเพื่อกระตุ้นเด็กที่ต้องการการกระตุ้น แต่หากเป็นเด็กที่โดยธรรมชาติเป็นเด็กใจร้อน ทางสถาบันจะไม่กระตุ้นด้วยการจับเวลา เนื่องจากจะเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ทำงานพอให้เสร็จไป โดยไม่มีความรอบคอบ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับธรรมชาติของเด็กแต่ละคนว่าจะต้องการการกระตุ้นแบบใด

Tags : , , , , , , , | add comments

20130920_161033 20130920_160604 20130920_145726 20130920_145701 20130920_143940

Tags : , , , , , , | add comments

7310383-a-failed-rubber-stamp-illustration            มีข่าวว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการมีการทบทวนการนำนโยบายการเรียนซ้ำชั้นกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง หากมาลองคิดดู เราก็น่าจะได้คำตอบว่า สาเหตุของการนำนโยบายดังกล่าวมาใช้นี้ เนื่องจากปัญหาเด็กในรุ่นหลัง ๆ มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น ทำให้เด็กที่ผ่านการเรียนการสอนในชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยไม่มีคุณภาพ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการนำนโยบายดังกล่าวกลับมาใช้ จะสามารถแก้ไขระบบการศึกษา ที่มีปัญหาได้ทั้งหมด

ปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้น เราต้องมองแยกออกเป็น 3 ส่วน นั่นคือ สถาบันการศึกษา , สถาบันครอบครัว และตัวเด็กเอง การเรียนการสอนแน่นอนเราต้องดูที่สถาบันการศึกษาเป็นอันดับแรก ว่ามีอัตราส่วนระหว่างจำนวนเด็กต่อครูเหมาะสมหรือไม่ , ความทุ่มเทของครูในปัจจุบันเทียบไม่ได้กับครูรุ่นก่อน ๆ  ต่อมามาดูถึงสถาบันครอบครัว เราจะพบว่าในปัจจุบันสถาบันครอบครัวในบ้านเราไม่เข้มแข็ง เมื่อเด็กกลับถึงบ้าน ก็จะไม่เจอกับพ่อ หรือแม่ เพื่อปรึกษา หรือถามสิ่งที่ไม่เข้าใจในการเรียนในแต่ละวัน และพ่อแม่เองก็ไม่มีเวลาถามไถ่เรื่องชีวิตประจำวันของลูกซักเท่าใดนัก ปัจจัยสุดท้าย คือตัวเด็กเอง ซึ่งในปัจจุบันพบว่าสิ่งเร้าในชีวิตของเขามีเยอะจนทำให้การเรียนมันดูน่าเบื่อ และไม่มีใครคอยชี้แนะว่าการเรียนสำคัญอย่างไร ไม่มีจุดมุ่งหมายของการเรียน หากเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เด็กที่กำลังเป็นอนาคตของชาติ ก็จะมีคุณภาพที่น้อยลงเรื่อย ๆ แล้วลองนึกภาพประเทศชาติจะเป็นอย่างไรต่อไป

Tags : | add comments

11944463-drawing-of-abacus            ในการเรียนจินตคณิตของเด็กนั้น ส่วนใหญ่จากสถิติการเรียนการสอน วัยที่เราจะเห็นประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การเรียนในช่วงวัยอนุบาล เนื่องจากเป็นวัยที่ต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ หลาย ๆ เรื่อง ซึ่งการเรียนในช่วงนี้จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลข (นามธรรม) เป็นเม็ดลูกคิด (รูปธรรม) และนอกจากนี้ยังเป็นการเรียนเรื่องค่าประจำหลักโดยที่เขาไม่รู้ตัว และเมื่อเรียนไปจนขึ้นจิน (การนึกภาพเม็ดลูกคิด) ได้อย่างแม่นยำ และเมื่อเกิดความแม่นยำแล้ว เขาก็จะเกิดความมั่นใจและชอบทุกอย่างที่เป็นตัวเลข (นั่นหมายถึง ทัศนคติเป็นบวกกับวิชาคณิตศาสตร์ด้วย)  แต่สิ่งที่กล่าวมา ไม่ได้หมายความว่าการเรียนจินตคณิตในวัยประถมจะไม่เกิดประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ส่วนใหญ่พ่อแม่ ผู้ปกครองมักจะรู้สึกว่า เห็นผลช้ากว่า เนื่องจากเด็กมีความเข้าใจเรื่องการบวก-ลบ อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องการคือ การคิดเลขได้เร็ว และแม่นยำ ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะส่งบุตรหลานเรียนอะไรก็ตาม ต้องให้เขาได้มีโอกาสฝึกฝนการใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องมือเหล่านั้นจนเกิดความชำนาญเสียก่อน จึงจะใช้เครื่องมือดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และสัมฤทธิ์ผล

Tags : | add comments

จากข่าวนสพ. แนวหน้า ว่าช๊อก การศึกษาเด็กไทยรั้งท้าย อยู่ในอันดับ 8 ของอาเซียน ซึ่งเป็นคะแนนต่ำสุด รองจากเวียตนามและกัมพูชา โดยหลัก ๆเป็นการประเมินภาพรวมในการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ และใช้คะแนนการสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ Program for International Student Assessment (PISA) มาเป็นองค์ประกอบด้วย แนวการวัดผลดังกล่าวจะเป็นแนวของการคิดวิเคราะห์เป็นหลัก

จากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่น่าสงสัยว่า เด็กไทยถูกส่งเรียนพิเศษกันมากมาย ทำไมถึงสู้เขาไม่ได้  หากมาวิเคราะห์กันจริง ๆ แล้ว การเรียนการสอนของบ้านเรา เน้นความถูกต้อง การสอบก็เป็นแบบเลือกว่า ข้อใดถูกที่สุด ไม่ใช่แนวข้อสอบแบบเปิดให้เด็กได้คิด เรามักไม่เห็นแนวข้อสอบของบ้านเราที่เป็นแบบให้เด็กได้เขียน ได้คิดซักเท่าใดนัก และการเรียนนอกเวลา ก็เป็นการเน้นการเรียนล่วงหน้า ไม่ใช่การเรียนแบบคิด แก้ปัญหา จึงไม่แปลกที่เมื่อเด็กไม่ได้ถูกฝึกมาให้คิด แต่ถูกฝึกแบบการป้อนความรู้ เมื่อเจอกับแนวข้อสอบแบบวิเคราะห์ก็จะได้ผลลัพธ์แบบที่เป็นอยู่ หากจะให้เด็กสามารถทำข้อสอบในแนวนี้ได้ดีขึ้น การประเมินผลสัมฤทธิ์ในแบบเดิม ๆ ก็ต้องเปลี่ยนไป ครูผู้สอนก็ต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องมีการหาความรู้ที่เพิ่มขึ้น ไม่อยู่แต่ในตำราเรียน แนวการสอนก็ต้องมีการพัฒนาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น การประเมินผลก็ต้องเป็นปลายเปิดเพื่อให้เด็กได้คิด และไม่จำกัดความคิดของเด็ก ซึ่งมันเป็นการพลิกโฉมการเรียนการสอน หากระบบนี้เกิดขึ้น ผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวนี้ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

Tags : | add comments

ในปัจจุบันเราพบว่า ทุก ๆ ครัวเรือนจะมีคอมพิวเตอร์ หรือแท็ปเล็ท ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่สิ่งที่เราจะเห็นมันคู่กันก็คือ การที่เด็ก ๆ ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพื่อนแก้เหงา  หากคุณพ่อคุณแม่ สามารสละเวลาเพียงวันละเล็กละน้อย หรือสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเพิ่มความรู้ หรือทักษะของลูกหลานได้จากการใช้เทคโนโลยีอย่างฉลาด

ครั้งนี้จะขอกล่าวถึงการหาข้อมูลเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ
ซึ่งในปัจจุบันการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเริ่มกันตั้งแต่อนุบาล และโรงเรียนหลาย ๆ
โรงก็เน้นให้เด็กเรียนการออกเสียงในภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง
โดยที่พยัญชนะในภาษาอังกฤษนั้นมี 26 ตัว แต่สามารออกเสียงได้ทั้งหมด 44 เสียง ซึ่งการเรียนในแนวนี้เราเรียกว่า “Phonics” คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนก็รู้จักกันดี
แต่ส่วนใหญ่มักปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียน หากเรามาลองศึกษากันจาก website หลาย ๆ website
และทำความเข้าใจก็จะรู้ว่ามันมีรูปแบบอยู่ไม่มากนัก การหาข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องยาก เรามี website ที่น่าสนใจที่แนะนำคือ www.starfall.comซึ่งเป็น website ที่มีเนื้อหา phonics ตั้งแต่เริ่มจนอ่านเป็น paragraph และนอกจากนี้หากเรากลัวว่าเราจะออกเสียงผิด website นี้ก็มีเสียงของเจ้าของภาษาด้วย หรือหากต้องการแบบฝึกหัด
เราก็ค้นได้จาก free phonics worksheet ก็จะมี website ขึ้นมามากมายให้ได้เลือกมากมายเลยทีเดียว

Tags : | add comments