Nov 27
Posted by malinee on Wednesday Nov 27, 2013 Under เกร็ดความรู้
ผู้ปกครองหลาย ๆ คน มีความเข้าใจว่าการเรียนจินตคณิตมีจุดประสงค์หลักคือการทำให้เด็กคิดเลขเร็ว
ใ
นความเป็นจริงนั้น การเรียนจินตคณิตนั้น เปรียบเหมือนเด็กที่กำลังหัดว่ายน้ำ หากเขามีโอกาสในการฝึกฝนให้มีการว่ายน้ำในท่าที่ถูกต้อง ส่วนเด็กที่ไม่ได้ฝึกฝนให้ถูกท่า จะต้องใช้แรงในการว่ายที่มากกว่า ซึ่งทำให้เด็กทั้งสองกลุ่มสามารถว่ายน้ำได้ แต่เด็กที่ถูกฝึกให้ถูกท่าจะใช้แรงในการว่ายน้ำน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้ถูกฝึกอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับจินตคณิต เปรียบได้กับเด็กที่ถูกฝึกว่ายน้ำให้ถูกท่า โดยเด็กจะสามารถมีความเข้าใจจำนวน คิดเลขเป็นระบบมากขึ้น และสร้างศักยภาพของสมองโดยการคิดเลขให้เป็นภาพอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
แต่ผู้ปกครองหลาย ๆ คน มักคาดหวังว่าการเรียนจินตคณิตในระยะเวลาสั้น ๆ จะสามารถทำให้เด็กคิดเลขได้เร็วขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มักลืมไปว่าการทำงานในแต่ละอย่างให้สัมฤทธิ์ผลได้ดี ไม่ว่าจะอยู่วัยใดก็ตาม จำเป็นจะต้องมีการฝึกให้เกิดทักษะก่อน ซึ่งการเรียนจินตคณิตก็เช่นกัน ในการจะทำให้ภาพเกิดในสมองซีกขวาได้นั้น ก็ต้องอาศัยเวลาและทักษะในการใช้ลูกคิดจนชำนาญเช่นกัน
จะเห็นว่าการเรียนจินตคณิตเป็นเรื่องเดียวกับการคิดเลขเร็วหากมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แต่อาจเป็นหนังคนละม้วนสำหรับเด็กที่ไม่ใส่ใจในการฝึกฝนเลย ดังนั้นหากพ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องการให้บุตรหลานเรียนจินตคณิต หรือการเรียนใด ๆ ก็ตาม ให้ประสบความสำเร็จ จะต้องให้บุตรหลานได้มีการฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะ จนเป็นความชำนาญจึงจะสามารถเห็นผลสัมฤทธิ์ได้
ครูจา
Nov 20
เด็กสมาธิสั้นกับจินตคณิต
จากบทความเรื่องเด็กสมาธิสั้น พอจะมองเห็นภาพหรือคำจัดความของเด็กสมาธิสั้นกันบ้างแล้ว หลาย ๆ ครอบครัวมักคิดว่า เด็กสมาธิสั้นเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และหลาย ๆ ครอบครัวก็ไม่เปิดใจยอมรับกับการเป็นเด็กสมาธิสั้นของบุตรหลานของตน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมาธิสั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหากพ่อ แม่ ผู้ปกครองเปิดใจยอมรับ และพาเด็กไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง ให้บรรเทาอาการที่เป็นอยู่ให้ทุเลาลง และเพื่อส่งเสริมให้เด็กสามารถจดจ่อมีสมาธิอยู่กับกิจกรรมที่ทำได้มากขึ้นต่อไป
จินตคณิตก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ปกครองหลาย ๆ คน ซึ่งจินตคณิตเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ฝึกให้เด็กได้มีวินัยในการทำงาน (การบ้านนอกเวลา) ดังนั้นการเรียนจินตคณิตจึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับเด็กสมาธิสั้นในกลุ่มที่เข้ารับการรักษาเบื้องต้น ที่มีอาการไม่รุนแรงนักได้ เนื่องจากเด็กยังมีสมาธิในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่บ้าง แต่จะไม่เหมาะกับเด็กที่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษา เนื่องจากในการใช้ลูกคิดนั้น เด็กจะต้องจดจ่ออยู่กับโจทย์และแกน (หลักหน่วย) ในการหาคำตอบแต่ละข้อ แต่เด็กในกลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึกจะมีสมาธิไม่ครบข้อ ในขณะที่เด็กในกลุ่มที่ได้รับการฝึกมาบ้าง จะเป็นการกระตุ้นให้จดจ่ออยู่กับโจทย์ในแต่ละข้อ จนกลายเป็นแต่ละแถว และในที่สุดก็เป็นหน้า ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ดังนั้นสิ่งแรกที่จำเป็นต่อครอบครัวของเด็กสมาธิสั้น คือ การเปิดใจยอมรับ และเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อรักษา และเพิ่มกิจกรรมเสริมสมาธิต่าง ๆ เช่นการเล่นกีฬา โยคะ หรือศิลปะ เป็นต้น เพื่อพัฒนาสมาธิให้ยาวนานต่อเนื่องพอที่จะสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากโรงเรียนที่มีมากขึ้นเมื่อเขาโตขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเด็กไม่ได้เป็นสมาธิสั้น แต่ด้วยวิธีการเลี้ยงดูที่ไม่กระตุ้นให้เด็กได้ทำกิจกรรมพัฒนาตนเอง หรือการเลี้ยงดูที่ปล่อยปละละเลย ทำให้เด็กขาดระเบียบวินัย วิธีการเลี้ยงดูดังกล่าวนี้ ส่งผลกระทบในด้านลบมากกับเด็กในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้เด็กปกติ กลายเป็นเด็กที่ขาดความสนใจในการเรียนรู้ เฉื่อย ไม่พยายามคิด หรือ ทำกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องใช้ความพยายามเลย ส่งผลให้ไม่ว่าจะมีการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างไร เด็กไทยก็ยังคงเป็นเด็กที่อยู่ในแนวหลัง เมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ต่อไป
Nov 13
Posted by malinee on Wednesday Nov 13, 2013 Under เกร็ดความรู้
หลาย ๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า สมาธิสั้น หรือ ไฮเปอร์ กันบ่อย ๆ บางครอบครัวอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แต่หลาย ๆ ครอบครัวอาจจะประสบปัญหาลูกน้อยของตนเองเป็นสมาธิสั้น เรามาลองทำความเข้าใจกับคำว่า สมาธิสั้นกันดีกว่า
สมาธิสั้น เป็นภาวะบกพร่องในการทำหน้าที่ของสมองในส่วนที่ควบคุมเรื่องของสมาธิ ซึ่งอาการหลักมักแสดงออกมาทางความผิดปกติทางพฤติกรรม 3 ด้านคือ
- การขาดสมาธิอย่างต่อเนื่อง เด็กมักมีอาการเหม่อลอย ขาดความพยายามในการทำงานที่ยากให้สำเร็จ สมาธิจะถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าได้ง่าย ไม่รอบคอบ
- อาการอยู่ไม่นิ่ง ซุกซนมากกว่าปกติ เล่นแรง ส่งเสียงดัง หยุกหยิก เด็กจะมีอาการน้อยลงเมื่อโตขึ้น (เป็นวัยรุ่น)
- ขาดการยั้งคิด หุนหันพลันแล่น มีอาการใจร้อน วู่วาม อดทนรอไม่ค่อยได้
เมื่อเราได้รู้ถึงประเภทของอาการสมาธิสั้นแล้ว คราวนี้เราลองมาดูพฤติกรรมบ่งชี้ของอาการสมาธิสั้นดังต่อไปนี้
9 พฤติกรรมบ่งชี้การขาดสมาธิ
- การขาดความละเอียดรอบคอบ ความผิดพลาดมักเกิดจากความสะเพร่า
- ขาดความตั้งใจที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในการทำงานหรือการเล่น
- ดูเหมือนไม่ฟัง เมื่อมีคนคุยด้วย
- ไม่ทำตามคำสั่ง หรือทำงานไม่สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย (โดยไม่ใช่เพราะดือ หรือไม่เข้าใจ)
- ขาดการจัดระเบียบในการทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ
- มักหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ความพยายาม
- มักทำของหายบ่อย ๆ
- วอกแวกตามสิ่งเร้าได้ง่าย
- มักหลงลืมในการทำกิจวัตรประจำวัน
9 พฤติกรรมบ่งชี้การไม่อยู่นิง – หุนหันพลันแล่นมีดังนี้
- ยุกยิก นั่งไม่นิ่ง
- มักนั่งไม่ติดที่ มักลุกจากที่นั้งในห้องเรียน
- มักวิ่งไปมา หรือปีนป่าย มากเกินควร
- เล่นหรือใช้เวลาอยู่เงียบ ๆ ไม่ค่อยได้
- มักไม่อยู่เฉย แสดงออกราวกับติดเครื่องยนต์ตลอดเวลา
- พูดมากเวินไป
- พูดโพล่งหรือตอบคำถามโดยไม่ฟังให้จบก่อน
- มักไม่ค่อยรอ
- ขัดจังหวะผู้อื่น เช่นการพูดแทรก หรือสอดแทรกการเล่นของผู้อื่น
การบ่งชี้ดังกล่าวข้างต้น ไม่ใช่ว่าเพียง 2 ใน 9 ข้อ แล้ววินิจฉัยเลยว่าเป็นสมาธิสั้น หากพฤติกรรมดังกล่าวต้องเป็นทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน และมีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างน้อย 6 ข้อ และนอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้านอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ ความซนตามวัยของเด็ก และ ปัญหาการเลี้ยงดูที่ขาดการฝึกระเบียบวินัย
หลังจากทราบกันแล้วในข้างต้น คราวนี้ก็ต้องมาดูที่วิธีรักษา จากข้อมูลมักต้องมีการผสมผสานการรักษาหลาย ๆ วิธีด้วยกัน โดยแพทย์ต้องให้ความรู้และคำแนะนำในการเลี้ยงดูเด็ก ร่วมกับการประสานงานกับครูเพื่อช่วยเหลือเด็กในระหว่างการเรียน ควบคู่ไปกับการฝึกสมาธิเด็กและการใช้ยาร่วมด้วย
การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กสมาธิสั้นในเรื่องของการเลี้ยงดู
- การจัดสิ่งแวดล้อมในบ้าน และกำหนดกิจวัตรประจำวันให้เป็นระเบียบแบบแผน
- จัดบริเวณที่ไม่มีการรบกวนสมาธิ เพื่อให้เด็กมีสมาธิในการทำการบ้าน
- แบ่งงานที่มาก ให้เด็กค่อย ๆ ทำทีละเล็กละน้อย โดยมีผู้ปกครองเป็นผู้กำกับดูแล จนงานเสร็จ
- ควรพูดหรือสั่งงานในขณะที่เด็กพร้อมที่จะฟัง
- ให้คำชมเมื่อเด็กทำงานแต่ละชิ้นสำเร็จ และวางเฉยเมื่อเด็กผิดพลาด
- เบี่ยงเบนความสนใจ เมื่อเด็กเริ่มก่อกวนจากอาการสมาธิสั้น
- ตั้งกฎการาลงโทษ โดยการลดเวลาของสิ่งที่เด็กชอบลง หรือ แยกเด็กให้อยู่ตามลำพัง
- จัดกิจกรรม หรือกีฬาที่ต้องใช้แรง ให้กับเด็ก
- ผู้ปครองควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของระเบียบวินัย การรอคอย เพื่อสร้างนิสัยการมีระเบียบวินัยให้กับเด็ก
จากข้อมูลต่าง ๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่า การปรับพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นนั้น ไม่ใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมีการร่วมมือกัน ทั้งทางบ้าน โรงเรียนและแพทย์ผู้วินิจฉัยโรค หากขาดการร่วมมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และสุดท้ายปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขก็จะกระจัดกระจายในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา : http://www.psychiatry.or.th/JOURNAL/57-4/00-Vitharon.pdf
Oct 28
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
อึ้ง ! ครูคณิตสอบตก 60% ในวิชาที่ตัวเองสอน เผยคะแนนเด็กไทยเทียบนานาชาติ อยู่ในระดับแย่ ด้าน อดีต สวพ. ชี้ต้นเหตุมาจากนักการเมืองที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยล่มสลาย
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2556 นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ อดีตประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพ (สวพ.) กล่าวถึงกรณีที่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะทำการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า เป็นการรีบปรับเปลี่ยนเกินไป และไม่ได้ดูบริบทอื่น ๆ เลยว่า เขตพื้นที่การศึกษาจะมีปัญหาเรื่องการจัดการหรือไม่ และการผลิตครูมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด แต่กลับไปปรับหลักสูตรจากเดิม 8 สาระกลุ่มการเรียนรู้ ให้เหลือ 6 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากสับสนและวุ่นวาย ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง
โดยเฉพาะตัวครูเองก็คงจะลำบากมากขึ้น เนื่องจากหลักสูตรเดิมก็ยังสอนไม่ได้เลย อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการทดสอบครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์แล้วพบว่า ครู 60% สอบตกในวิชาที่ตัวเองเป็นคนสอน ดังนั้น หากมีหลักสูตรใหม่เกิดขึ้น เชื่อว่าก็จะต้องมีการอบรมครูเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก เนื่องจากครูต้องทิ้งนักเรียนไว้ ทำให้ไม่มีเวลาสอนอย่างเต็มที่
นายชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า ตนมองว่าขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับหลักสูตรใด ๆ และการระบุว่าการปรับหลักสูตรให้เหลือ 6 กลุ่มสาระ จะทำให้เด็กมีชั่วโมงเรียนที่น้อยลงนั้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระ เนื่องจากวิชายังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่แค่มาจัดหมวดหมู่และเปลี่ยนชื่อใหม่เท่านั้นเอง ส่วนกระบวนการคิดของคนปรับหลักสูตรก็ยังเป็นแบบวิทยาศาสตร์ ที่คิดถึงแต่ผลผลิต พอผลผลิตออกมาไม่ดีก็คิดแต่จะเปลี่ยน ซึ่งตนคิดว่าระบบนี้นำมาใช้กับระบบการศึกษาไม่ได้
นอกจากนี้ นายชัยณรงค์ กล่าวถึงผลการสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ว่า การประเมินดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเด็กไทยมีคุณภาพการศึกษาที่ล้มเหลว โดยคะแนนของเด็กนั้นได้มาจากการท่องจำเพียงอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ PISA มีคะแนนในหลายด้าน อาทิ การคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์จินตนาการ และการนำไปใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์จากคะแนนนานาชาติ จะเห็นได้ว่า คุณภาพของเด็กไทยลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับ 30 ปี ที่แล้วที่เด็กไทยมีคะแนนอยู่ในระดับดี แต่หลังจากนั้นคะแนนก็ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ในระดับที่แย่ ส่วนสาเหตุเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน ศธ. และนักการเมืองทั้งหลายที่เข้ามาแย่งงบประมาณหลายแสนล้าน อีกทั้งใช้บุคลากร ศธ. มาเป็นฐานเสียงให้กับพรรคของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของระบบการศึกษาไทย
ที่มา : http://education.kapook.com/view74467.html
Oct 22
Posted by malinee on Tuesday Oct 22, 2013 Under เกร็ดความรู้
การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อนั้น ถ้าเด็กสามารถใช้จินตนาการได้ ก็ถือเป็นประโยชน์สูงสุดที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของการเรียน ซึ่งในการเรียนในช่วงของการบวก ลบเราจะมีการแทรกการดีดต่อเนื่อง (การบวกซ้ำ ๆ) เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในเรื่องของการคูณ เป็นการเตรียมน้องให้พร้อมกับการเรียนลูกคิดในระดับที่สูงขึ้น เมื่อเด็กได้เข้าใจเรื่องการบวกต่อเนื่อง ก็สามารถต่อยอดไปถึงการคูณ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เด็ก(เล็ก) ยังไปไม่ถึงบทเรียนในโรงเรียน ในขณะที่ทำให้เด็ก(โต) มีความเข้าใจภาพของการคูณที่ชัดขึ้น เมื่อเด็ก ๆ ดีดต่อเนื่อง (ทั้งบวกเพิ่ม = การคูณ หรือ การดีดแบบลด = การหาร) จนเกิดความเคยชิน ก็เสมือนการท่องสูตรคูณ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้สูตรคูณในการดีด หรือการจิน ก็จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากสำหรับเด็กที่ยังไม่เรียนการคูณ การหารในโรงเรียน ได้อย่างสบาย
Sep 16
ในการเรียนจินตคณิตของเด็กนั้น ส่วนใหญ่จากสถิติการเรียนการสอน วัยที่เราจะเห็นประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การเรียนในช่วงวัยอนุบาล เนื่องจากเป็นวัยที่ต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ หลาย ๆ เรื่อง ซึ่งการเรียนในช่วงนี้จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลข (นามธรรม) เป็นเม็ดลูกคิด (รูปธรรม) และนอกจากนี้ยังเป็นการเรียนเรื่องค่าประจำหลักโดยที่เขาไม่รู้ตัว และเมื่อเรียนไปจนขึ้นจิน (การนึกภาพเม็ดลูกคิด) ได้อย่างแม่นยำ และเมื่อเกิดความแม่นยำแล้ว เขาก็จะเกิดความมั่นใจและชอบทุกอย่างที่เป็นตัวเลข (นั่นหมายถึง ทัศนคติเป็นบวกกับวิชาคณิตศาสตร์ด้วย) แต่สิ่งที่กล่าวมา ไม่ได้หมายความว่าการเรียนจินตคณิตในวัยประถมจะไม่เกิดประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ส่วนใหญ่พ่อแม่ ผู้ปกครองมักจะรู้สึกว่า เห็นผลช้ากว่า เนื่องจากเด็กมีความเข้าใจเรื่องการบวก-ลบ อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องการคือ การคิดเลขได้เร็ว และแม่นยำ ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ไม่ว่าจะส่งบุตรหลานเรียนอะไรก็ตาม ต้องให้เขาได้มีโอกาสฝึกฝนการใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องมือเหล่านั้นจนเกิดความชำนาญเสียก่อน จึงจะใช้เครื่องมือดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสัมฤทธิ์ผล
Sep 06
จากข่าวนสพ. แนวหน้า ว่าช๊อก การศึกษาเด็กไทยรั้งท้าย อยู่ในอันดับ 8 ของอาเซียน ซึ่งเป็นคะแนนต่ำสุด รองจากเวียตนามและกัมพูชา โดยหลัก ๆเป็นการประเมินภาพรวมในการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ และใช้คะแนนการสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ Program for International Student Assessment (PISA) มาเป็นองค์ประกอบด้วย แนวการวัดผลดังกล่าวจะเป็นแนวของการคิดวิเคราะห์เป็นหลัก
จากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่น่าสงสัยว่า เด็กไทยถูกส่งเรียนพิเศษกันมากมาย ทำไมถึงสู้เขาไม่ได้ หากมาวิเคราะห์กันจริง ๆ แล้ว การเรียนการสอนของบ้านเรา เน้นความถูกต้อง การสอบก็เป็นแบบเลือกว่า ข้อใดถูกที่สุด ไม่ใช่แนวข้อสอบแบบเปิดให้เด็กได้คิด เรามักไม่เห็นแนวข้อสอบของบ้านเราที่เป็นแบบให้เด็กได้เขียน ได้คิดซักเท่าใดนัก และการเรียนนอกเวลา ก็เป็นการเน้นการเรียนล่วงหน้า ไม่ใช่การเรียนแบบคิด แก้ปัญหา จึงไม่แปลกที่เมื่อเด็กไม่ได้ถูกฝึกมาให้คิด แต่ถูกฝึกแบบการป้อนความรู้ เมื่อเจอกับแนวข้อสอบแบบวิเคราะห์ก็จะได้ผลลัพธ์แบบที่เป็นอยู่ หากจะให้เด็กสามารถทำข้อสอบในแนวนี้ได้ดีขึ้น การประเมินผลสัมฤทธิ์ในแบบเดิม ๆ ก็ต้องเปลี่ยนไป ครูผู้สอนก็ต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องมีการหาความรู้ที่เพิ่มขึ้น ไม่อยู่แต่ในตำราเรียน แนวการสอนก็ต้องมีการพัฒนาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น การประเมินผลก็ต้องเป็นปลายเปิดเพื่อให้เด็กได้คิด และไม่จำกัดความคิดของเด็ก ซึ่งมันเป็นการพลิกโฉมการเรียนการสอน หากระบบนี้เกิดขึ้น ผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวนี้ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
Aug 30
ในปัจจุบันเราพบว่า ทุก ๆ ครัวเรือนจะมีคอมพิวเตอร์ หรือแท็ปเล็ท ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่สิ่งที่เราจะเห็นมันคู่กันก็คือ การที่เด็ก ๆ ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพื่อนแก้เหงา หากคุณพ่อคุณแม่ สามารสละเวลาเพียงวันละเล็กละน้อย หรือสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเพิ่มความรู้ หรือทักษะของลูกหลานได้จากการใช้เทคโนโลยีอย่างฉลาด
ครั้งนี้จะขอกล่าวถึงการหาข้อมูลเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ
ซึ่งในปัจจุบันการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเริ่มกันตั้งแต่อนุบาล และโรงเรียนหลาย ๆ
โรงก็เน้นให้เด็กเรียนการออกเสียงในภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง
โดยที่พยัญชนะในภาษาอังกฤษนั้นมี 26 ตัว แต่สามารออกเสียงได้ทั้งหมด 44 เสียง ซึ่งการเรียนในแนวนี้เราเรียกว่า “Phonics” คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนก็รู้จักกันดี
แต่ส่วนใหญ่มักปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียน หากเรามาลองศึกษากันจาก website หลาย ๆ website
และทำความเข้าใจก็จะรู้ว่ามันมีรูปแบบอยู่ไม่มากนัก การหาข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องยาก เรามี website ที่น่าสนใจที่แนะนำคือ www.starfall.comซึ่งเป็น website ที่มีเนื้อหา phonics ตั้งแต่เริ่มจนอ่านเป็น paragraph และนอกจากนี้หากเรากลัวว่าเราจะออกเสียงผิด website นี้ก็มีเสียงของเจ้าของภาษาด้วย หรือหากต้องการแบบฝึกหัด
เราก็ค้นได้จาก free phonics worksheet ก็จะมี website ขึ้นมามากมายให้ได้เลือกมากมายเลยทีเดียว
Aug 21
Posted by malinee on Wednesday Aug 21, 2013 Under เกร็ดความรู้
ปัจจุบันเรามีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะต้องการรู้อะไรก็นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์และค้นหาได้ทันทีโดยใช้เวลาไม่นานนัก เช่นเดียวกับความรู้หรือแบบฝึกหัดต่าง ๆ ที่มีเปิดแชร์ข้อมูล มากมายราวกับร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทุกถนน ความสะดวกเหล่านี้น่าจะทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถค้นหาความรู้ หรือแบบฝึกหัดเพื่อให้ลูกได้ฝึกฝนกันอย่างง่ายดาย เรามักได้ยินข่าวการลดชั่วโมงเรียนเด็ก การลดการบ้านเด็กอยู่บ่อยครั้ง จริง ๆ แล้วการลดชั่วโมงเรียนของเด็กเพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะด้านอื่น ๆ ด้วยเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ถ่ายทอดทักษะ วิธีคิดให้เด็ก จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ในสิ่งที่ตนเองจะสอนเด็ก ๆ ด้วย ส่วนในแง่ของการลดการบ้านนั้น เราต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า การบ้านในแต่ละวิชามีไว้เพื่ออะไร ส่วนใหญ่มักจะได้รับคำตอบว่าเพื่อการฝึกฝน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับในบางวิชา อย่างเช่น คณิตศาสตร์ หลังจากเด็กเรียนจนเข้าใจแล้ว ก็จะต้องมีการให้แบบฝึกหัดเพื่อให้เด็ก ๆ เกิดทักษะในการคิดที่ดีขึ้นเป็นลำดับได้ และยังเป็นพื้นฐานต่อยอดไปเรื่องต่อไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เราจะพบว่าเด็กในยุคปัจจุบัน สถิติการเข้าโรงเรียนจะเริ่มกันตั้งแต่วัยก่อนอนุบาล ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับสถิติของการอ่านออกเขียนได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ความจริงมันกลับตรงกันข้าม นั่นอาจเป็นเพราะการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องออกมาทำงานนอกบ้านทั้งคู่ และปล่อยให้เทคโนโลยีเป็นเพื่อน เป็นพี่เลี้ยง โดยเข้าใจว่ามันเป็นการเพิ่มสมาธิของเขา หรือมันทำให้เขาอยู่นิ่งได้นาน แต่หากเราสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อเขาเหล่านั้น เขาจะเติบโต มีพัฒนาการทางการเรียนรู้ที่ดีต่อไปในอนาคต
Aug 19
หลังจากการแข่งขันจินตคณิตคิดเร็ว เมื่อวันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2556 ผลคะแนนของเด็ก ๆ บางคนคุณพ่อคุณแม่อาจไม่พึงพอใจ ซึ่งเป็นเพราะความคาดหวังในตัวเด็ก ที่คิดว่าเขาน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่หลาย ๆ ครอบครัวก็พอใจกับผลคะแนน ถึงแม้จะไม่มีเหรียญหรือถ้วยรางวัลกลับมาให้คุณพ่อ คุณแม่ แต่สิ่งที่เราได้เห็นคือ ความตั้งใจในการซ้อมของเด็ก ความมุ่งมั่นในการทำงานในข่วงเวลาที่กำหนด แม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เด็กทุก ๆ คน ก็ทำอย่างเต็มความสามารถของเขาแล้ว หากมีใครได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศการแข่งขัน ก็จะได้พบนักสู้ตัวจิ๋วที่มีแววตามุ่งมั่นเต็มสนามแข่งไปหมด