จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์

วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เลขาฯมูลนิธิ​ชัย​พัฒนา ระบุ มหาวิทยาลัยทุกแห่ง ​ควร​ศึกษา​ต่อ​ยอด​โครงการ​พระราชดำริ​ที่​มี​อยู่ ใกล้​พื้นที่​ใด​ก็​เข้าไป​ที่​จุด​นั้น หาก​จัด​ระบบ​ให้​ดี ​นักศึกษาจะ​เป็น​พลัง​มหาศาลในการช่วยเหลือชุมชน​ทั่วประเทศ…

จาก ​การ​ระดม​ความ​คิดเห็น​แนวทาง​เชื่อม​โยง​มหาวิทยาลัย​กับ​ชุมชน โดย​มูลนิธิ​ปิดทองหลังพระ สืบ​สาน​แนว​พระราชดำริ ซึ่ง​มี​ผู้​บริหาร​สถาบัน​อุดมศึกษา ตัวแทนภาค​เอกชน กระทรวง​มหาดไทย และองค์กร​ปกครอง​ส่วนท้องถิ่น ศึกษา​ดู​งาน​ที่​อ่างเก็บน้ำ​ห้วย​คล้าย อัน​เนื่อง​มา​จาก​พระราชดำริ ต.​กุด​หมาก​ไฟ อ.​หนอง​วัว​ซอ จ.​อุดรธานี นั้น

ทาง ดร.​สุเมธ ตัน​ติ​เวช​กุล เลขาธิการ​มูลนิธิ​ชัย​พัฒนา กล่าว​ว่า ขณะ​นี้​มหาวิทยาลัย​สอน​หนังสือ​แต่​ใน​ห้อง​เรียน ​ขณะ​ที่​เรา​มี​ศูนย์​ศึกษา​ธรรมชาติ​ตาม​แนว​พระราชดำริ​เกือบ​ครบ​ทุก​ จังหวัด หาก​มหาวิทยาลัย​นำ​นักศึกษา​เข้าหา​ชุมชน​อย่าง​เป็น​ระบบ โดยที่​คณะ​ใด​มี​ความ​เชี่ยวชาญ​ด้าน​ใด​ ก็​ลง​ไป​ช่วยเหลือชุมชน​ด้าน​นั้น ขณะ​นี้​เรา​มี​นักศึกษา​หลาย​แสน​คน​ หาก​จัด​ระบบ​ให้​ดี ​จะ​เป็น​พลัง​มหาศาล นอกจาก​นี้​ หลาย​มหาวิทยาลัย​ต้องการ​จัด​ทำ​หลักสูตร​การ​เรียนรู้​โครงการ​พระราชดำริ โดย​มีม.​แม่​โจ้และนิด้า เริ่ม​ทำ ​แต่​ต้อง​ใช้​เวลา​หลาย​ปี ซึ่ง​ตน​เห็น​ว่ามหาวิทยาลัย​ควร​ศึกษา​ต่อ​ยอด​โครงการ​พระราชดำริ​ที่​มี​ อยู่ ใกล้​พื้นที่​ใด​ก็​เข้าไป​ที่​จุด​นั้น สุดท้าย​จะ​ถึง​จุดอิ่มตัว​ ที่​สามารถ​จัดตั้ง​เป็น​หลักสูตร​ประจำ​ได้

ด้านดร.​กฤษณ​พง​ศ์ กีรติ​กร ประธาน​กรรมการ​วิทยาลัย​ชุมชน กล่าว​ว่า นักศึกษา​วิทยาลัย​ชุมชน​ส่วน​ใหญ่​คือ​คน​วัย​ทำ​งาน​ใน​ชุมชน​นั้น สามารถ​ช่วยเหลือ​งาน​มูลนิธิ​ปิดทองหลังพระ​ได้​เป็น​อย่าง​ดี แต่​ปัญหา​ที่​พบ​คือ ดัชนี​ชี้​วัด​เป็น​ปฏิปักษ์​กับ​หลักสูตร​ที่​ใช้​ความ​รู้​ชุมชน โดย​เมือง​ไทย​เสพ​ติดตัว​ชี้​วัด​อย่าง​ไม่​ลืม​หู​ลืมตา เรา​จำเป็น​ต้อง​ยกเลิก​ตัว​ชี้​วัด​ที่​ทำลาย​วิทยาลัย​ชุมชน เช่น การ​กำหนด​ว่า​ต้อง​เรียน​ใน​ห้อง​เรียน​กี่​ชั่วโมง​จึง​คิด​หน่วยกิต​ให้ หรือ​ผู้​สอน​ต้อง​มี​วุฒิ​ปริญญา​โท​และ​เอก จึง​เข้า​เกณฑ์​ประเมิน หาก​ไม่​ยกเลิก​ตัว​ชี้​วัด​ที่​เหลวไหล​ สังคม​ไทย​จะ​ไม่ได้​อะไร​เลย​จาก​วิทยาลัย​ชุมชน ม.​ราชภัฏ และม.​เทคโนโลยี​ราช​มงคล

ขณะที่นาย​วิเชียร ชวลิต ปลัด​กระทรวง​มหาดไทย กล่าว​ว่า ข้าราชการ​กระทรวง​มหาดไทย​ที่​จะ​เป็น​หลัก​ใน​การ​ช่วยเหลือ​งาน​ด้าน​ พัฒนา​ชุมชนคือนาย​อำเภอ แต่​ไม่​สามารถ​ทำ​งาน​เต็มตัว​ได้ คน​ที่​เหมาะสม​น่า​จะ​เป็น​ปลัด​อำเภอ​ ที่​ทำ​งาน​ร่วม​กับ​ปศุสัตว์​จังหวัด พัฒนากร​จังหวัด แต่​ปัญหา​ที่​พบ​คือ ข้อ​จำกัด​ของ​ภารกิจ​ดัง​กล่าว​ ไม่ได้​เป็น​ตัว​ชี้​วัด​ใน​การ​ประเมิน​ผล​งาน​ข้าราชการ หาก​กำหนด​ชัดเจน​ จะ​เป็น​การ​เปิด​ช่อง​ให้​หน่วย​งาน​คัดเลือก​คน​ที่​เหมาะสม​ลง​ไป​ทำ​งาน ​ได้​คล่องตัว​มาก​ขึ้น

ส่วนศ.​นพ.เกษม วัฒน​ชัย องคมนตรี และ​ประธาน​มูลนิธิ​ปิดทองหลังพระ กล่าว​ว่า ตน​ทราบ​ดี​ถึง​ข้อ​จำกัด​ของ​คน​ทำ​งาน​ดัง​กล่าว และ​จะ​หารือ​กับนาย​ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ​คณะ​กรรมการ​พัฒนา​ระบบ​ราชการ (กพร.) ซึ่งกพร.​ก็​เข้าใจ​ดี​ถึง​เงื่อนไข​ดัง​กล่าว​และ​พยายาม​หา​ทาง​แก้ไข​ อยู่

Tags : , , | add comments

จากเดลินิวส์ออนไลน์

วันพุธ ที่ 04 พฤษภาคม 2554

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดสุดท้าย เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนงบประมาณขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2555-2561) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประสบความสำเร็จ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ กรอบวงเงินงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาฯ ในปี 2555 ตามนโยบายเร่งด่วน 10 ประการ จำนวน 15,839.956 ล้านบาท และแผนงบประมาณขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาฯ ในปี 2555-2561 จำนวน 371,598.379 ล้านบาท ทั้งนี้การที่ ครม.ได้ให้ความเห็นชอบอนุมัติงบฯ ดังกล่าว จะเป็นหลักประกันว่าการปฏิรูปการศึกษาฯ ต้องเดินหน้าต่อไป โดยได้มีการวางระบบไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แผนงบฯ บุคลากร และการบริหารจัดการ
   
รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในหลักการเรื่องการขอรับจัดสรรงบฯเพิ่ม เพื่อปรับอัตราค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัย สำหรับปีงบฯ 2554 งบฯกลาง รวม 572.12 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. อนุมัติวงเงินเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายพนักงานมหาวิทยาลัยที่จ่ายค่าตอบแทนด้วยเงินงบฯ ของสถาบันอุดมศึกษา ที่เป็นส่วนราชการและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ในอัตรา 5% ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย. 54 จำนวน 397.21 ล้านบาท แบ่งเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 14 แห่ง จำนวน 239.66 ล้านบาท มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ 15 แห่ง จำนวน 102.02 ล้านบาท มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) 50 แห่ง จำนวน 55.53 ล้านบาท และ 2. อนุมัติวงเงินเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายพนักงานมหาวิทยาลัยที่จ่ายค่าตอบแทนด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ในอัตรา 5% ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย. 54 จำนวน 174.91 ล้านบาท แบ่งเป็น มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ 15 แห่ง จำนวน 93.03 ล้านบาท มรภ. และ มทร. 50 แห่ง จำนวน 81.88 ล้านบาท นอกจากนี้ตนยังได้เสนอแต่งตั้ง นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  (ก.ค.ศ.) มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ศธ. ด้วย.

Tags : , , | add comments

จากไทยรัฐออนไลน์

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ.2554

ปี 53 แพทย์ใช้ทุนลาออกกว่า 600 คน ส่งผลปี 54 สธ.ต้องการแพทย์เพิ่มกว่า 2 หมื่นราย ส่วนยอดส่งต่อผู้ป่วย รอบ 1 ปีพุ่งกว่า 25,000 ราย เหตุรพ.ชุมชนไม่ยอมรักษา หลังหมอรพ.ร่อนพิบูลย์ ถูกตัดสินจำคุก…

วันที่ 18 เม.ย. มีการประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน โดยมีการหารือถึงข้อมูลของกลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ที่พบว่า ปี 2553 มีแพทย์ที่เข้าทำงานใน สธ. 1,303 คน แต่มีแพทย์ลาออกจาก สธ. 602 คน คิดเป็น 46.2 % โดยมีข้อสังเกตว่า จำนวนแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 2545 ที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง มีแพทย์ลาออกถึง 61.6 % เพิ่มขึ้น 75.9 % ในปี 2546 ขณะที่ก่อนหน้านั้นในปี 2544 มีแพทย์ลาออกเพียง 28.9 %

สำหรับข้อมูลของกลุ่มบริหารงานบุคคล สป.สธ. ยังระบุด้วยว่า การที่แพทย์ใช้ทุนขอลาออก สวนทางกับแผนความต้องการกำลังคนด้านสาธารณสุขในปี 2554 ที่สธ.มีความต้องการแพทย์ถึง 20,855 คน อัตราเฉลี่ยต่อประชากร 1 ต่อ 4,000 คน ทันตแพทย์ 8,462 คน เภสัชกร 6,736 คน พยาบาลวิชาชีพ 95,693 คน เทคนิคการแพทย์ 3,292 คน และกายภาพบำบัด 2,630 คน

นอกจากเรื่องแพทย์ลาออกแล้ว ยังมีข้อมูลที่ถือว่าเป็นสัญญาณของความไม่สมดุลย์ในระบบสาธารณสุข กล่าวคือ สถิติการผ่าตัดของหน่วยบริการระหว่างปี 2548-52 พบว่า โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) ผ่าตัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 504,656 ราย ในปี 2548 เป็น 677,363 ราย ในปี 2552 โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยในปี 2548 ผ่าตัด 549,235 ราย เป็น 724,168 ราย ในปี 2552 และโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ เพิ่มขึ้นจาก 400,509 ราย ในปี 2548 เป็น 538,008 ราย ในปี 2553

สำหรับข้อมูลการส่งต่อผู้ป่วย พบว่าส่งต่อผู้ป่วยเข้ารพศ. เพิ่มจาก 299,870 ราย ในปี 2548 เป็น 431,933 ราย ในปี 2552 หากเทียบเฉพาะปี 2551 กับปี 2552 รพศ.รับส่งต่อเพิ่มถึง 25,613 ราย โดยปี 2551 รับส่งต่อแค่ 406,320 ราย รพท. ปี 2548 รับส่งต่อผู้ป่วย 242,708 ราย เพิ่มเป็น 324,676 ราย รพช.เพิ่มจาก 22,749 ราย ในปี 2548 เป็น 55,959 ราย ในปี 2552

ด้านนพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวถึงการลาออกของแพทย์ในปี 2553 ที่ดูเหมือนจะลดลงจากปี 2552 ว่า เป็นเพราะปี 2553 มีการเร่งรัดการผลิตแพทย์ จึงทำให้จำนวนแพทย์ที่เข้าทำงานในสธ.มากกว่าปี 2552 ถึง 300 คน และแพทย์กลุ่มนี้ไม่ได้ลาออกทันทีในปี 2553 แต่อาจจะลาออกในปี 2554 เป็นต้นไป เพราะใช้ทุนครบกำหนด 1 ปี ตามที่แพทยสภากำหนด จึงจะมีสิทธิ์เรียนต่อ

โดยแพทย์ที่ลาออกในปี 2553 เป็นกลุ่มแพทย์ที่เริ่มใช้ทุนเมื่อปี 2551 และใช้ทุนครบ 3 ปีตามข้อกำหนด และแพทย์ที่ใช้ทุนครบอย่างน้อย 1 ปี จึงเป็นแพทย์ใช้ทุนในปี 2551 และ 2552 ทั้งนี้ การที่แพทย์ลาออกโดยมาก เป็นเหตุผลของการต้องการเรียนต่อ เพราะเมื่อใช้ทุนครบกำหนดแล้ว สธ.มีทุนให้เรียนต่อจำนวนไม่มาก แพทย์จำนวนมากจึงลาออกเพื่อไปขอรับทุนเรียนต่อจากหน่วยงานอื่นนอกสธ., รับทุนอิสระจากมหาวิทยาลัย ที่โดยมากจะรับเป็นอาจารย์เมื่อเรียนจบ และไปต่างประเทศหรือไปทำอาชีพอื่น

“กรณีจำนวนการส่งต่อผู้ป่วยเข้ารพศ.และรพท.มากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นการส่งต่อกรณีต้องผ่าตัด เป็นผลหลังจากที่ปี 2549 ศาลตัดสินให้แพทย์โรงพยาบาลร่อนพิบูลย์ ซึ่งเป็น รพช. ติดคุกจากการผ่าตัด ทำให้รพช.ที่ไม่มีแพทย์ดมยา ไม่กล้าผ่าตัด จึงต้องส่งต่อ เพราะแพทย์ดมยาทั้งสธ. มีราว 100 คน อยู่ในรพช.ไม่ถึง 10 คน” นพ.อิทธพร กล่าว

Tags : | add comments

จากการเปิดสอนคณิตศาสตร์ของทางสถาบันมาหลายปี พบว่าเด็กในแต่ละยุคเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แต่มีแนวโน้มที่ค่อนข้างแย่ลง อาจเป็นเพราะระบบการศึกษาในปัจจุบันนี้ไม่มีการซ้ำชั้น ไม่มีการตีนักเรียน หรือแม้กระทั่งเกรดในและระดับนั้นจะมีการรวบรวมจากคะแนนเก็บประมาณ 70 -80 % ที่เหลือเป็นคะแนนสอบ ซึ่งทำให้ผลการเรียนไม่ใช่ผลการเรียนหรือความเข้าใจที่แท้จริงของเด็ก ซึ่งเราพบว่าเด็กหลาย ๆ คนอ่านหนังสือไม่คล่องหรือแม้กระทั่งการสะกดคำที่ไม่ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่เด็กกำลังจะขึ้นฃั้นป. 4 โดยที่เด็กไม่เคยมีประวัติการสอบตกเลย ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ดูแลเด็กเพียงแค่ผลการสอบ หรือสมุดพกในแต่ละเทอม ก็อาจจะไม่ทราบว่าลูกนั้นมีปัญหาเรื่องการอ่าน กว่าจะรู้อีกทีก็เมื่อลูกเติบโตจนเค้ามีความรู้สึกที่ตนเองด้อยกว่าเพื่อนร่วมชั้นมาก และมีผลต่อเนื่องทำให้เขาไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียน หรือคิดว่าการเรียนนั้นเป็นเรื่องยุ่งยากน่าเบื่อ เนื่องจากการอ่านเป็นพื้นฐานการเรียนในทุก ๆ วิชา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลลูกในช่วงปฐมวัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เขาเหล่านั้นเติบโตพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เมื่อเขาโตขึ้น

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากเมเนเจอร์ออนไลน์
วันพฤหัสที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554
ธรรมชาติของ เด็กนั้นจะให้นั่งนิ่งๆ หรือมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆ เป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก ดังนั้นครูจึงต้องใช้เทคนิควิธีที่จะช่วยดึงสมาธิของเด็กให้กลับมาสนใจอยู่ กับสิ่งที่ครูต้องการให้เด็กเรียน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ที่ครูต้องการให้เกิดขึ้นกับตัว ของเด็ก

ข้อแนะนำต่อไปนี้ จะช่วยให้ครูเรียกสมาธิและความตั้งใจเรียนของเด็กให้กลับคืนมาได้ใน สถานการณ์ต่างๆ

* ครูต้องแสดงออกถึงพลังและความกระตือรือร้น อยู่เสมอในเวลาที่อยู่กับเด็ก อาทิเช่น อย่าเอาแต่ยืนนิ่งๆ อยู่กับที่ ให้เดินไปเดินมาบ้างและคอยพูดคุยสื่อสารกับเด็กอยู่เสมอ ครูควรปฏิบัติทั้งสองเรื่องนี้ควบคู่กันไป พร้อมกับหากิจกรรมที่สนุกสนานให้เด็กทำ

* การเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมด้วย ไม่ควรยืนพูดหน้าชั้นอย่างเดียว และครูควรตั้งคำถามบ่อยๆ ทั้งคำถามที่ต้องการคำตอบและไม่ต้องการคำตอบ ในการสาธิตอะไรต่างๆ ให้เด็กดู ครูอาจเป็นคนเริ่มต้นคำถามโดยให้เด็กเป็นคนต่อจนจบ ครูอาจจะทำอะไรบางอย่างให้เด็กดู แล้วถามว่า “ทำไม ครูถึงทำอย่างนั้น?” มากกว่าการอธิบายเองทั้งหมด

* ครูควรทำสิ่งต่อไปนี้บ่อยๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ คือให้เด็กๆ เขยิบมานั่งใกล้ๆ ครูในขณะที่ครูกำลังจัดการเรียนการสอนหรือแสดงอะไรบางอย่างให้เด็กดู อาจให้เด็กนั่งขัดสมาธิบนพื้นก็ได้

* เมื่อเด็กตั้งคำถาม ให้ครูโยนลูกไปให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันเป็นคนตอบ โดยครูควรแน่ใจว่าเด็กคนแรกที่ครูเรียกเป็นคนที่รู้คำตอบนั้นๆ ดี เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับการเรียนรู้จากกันและกัน

* ให้ครูชี้ตัวเด็กเมื่อต้องการให้เด็กตอบคำถาม แทนที่จะใช้วิธีเรียกชื่อ เนื่องจากเด็กจะไม่สนใจเรียนจนกว่าจะได้ยินครูเรียกชื่อตนเอง การใช้วิธีชี้ตัวจะทำให้เด็กๆ ทุกคนในห้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องที่กำลังเรียน

* ในกิจกรรมที่ครูเคยเรียกเด็กให้ร่วมแสดงความเห็น ให้ครูเรียกเด็กคนนั้นซ้ำอีก มิเช่นนั้นเด็กที่ถูกเรียกให้ตอบหรือครูขอความเห็นแล้ว จะหมดความสนใจในการเรียนทันที การเรียกซ้ำจะช่วยให้เด็กตั้งใจเรียนต่อไป

* หากเด็กคนใดแสดงท่าทีกระตือรือร้นอยากแสดงออก ครูควรมอบหมายให้เด็กเป็นคนรับผิดชอบงานบางอย่าง อาทิ การเล่นเกมในห้อง หรือการทำกิจกรรมบางอย่าง อย่างน้อยที่สุดเด็กคนดังกล่าวจะเรียนรู้ทักษะความรับผิดชอบ

* ในขณะที่ครูกำลังสาธิตหรือแสดงบางสิ่งให้เด็กกลุ่มหนึ่งดู ให้ครูตั้งคำถามหรือดึงเด็กจากกลุ่มอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยโดยไม่ให้รู้ตัวล่วงหน้า เพื่อที่เด็กทุกกลุ่มจะได้ตั้งใจเรียนแม้ว่าครูจะไม่ได้สื่อสารกับกลุ่ม เหล่านั้นโดยตรงก็ตาม

* เมื่อถึงเวลาที่ครูต้องเรียกเด็กๆ กลับมาประจำที่หลังจากที่ทำงานกลุ่มแล้ว วิธีที่ดีคือ ไม่ต้องใช้คำพูด แต่ให้ใช้สัญญาณดีดนิ้วให้จังหวะแทน เด็กบางคนจะเริ่มสังเกตสัญญาณดังกล่าวและปฏิบัติตาม ในไม่ช้าเด็กๆ ทั้งชั้นก็เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามพร้อมกัน อย่างไรก็ดี ครูไม่ควรใช้วิธีปรบมือให้สัญญาณ เพราะเสียงจะดังเกินไปและอาจทำให้เด็กตกใจได้

* ครูไม่ควรผูกขาดการเรียกชื่อเด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เป็นผู้เลือกเพื่อนในชั้นเรียนเองบ้างด้วย

* พยายามใช้ประโยชน์จากความรู้ที่เด็กมี เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กหมดความสนใจในการเรียนคือ ครูมักคิดว่าเด็กอายุยังน้อยหรือมาจากครอบครัว/ชุมชนที่มีพื้นความรู้และ ประสบการณ์แตกต่างไปจากของครู หากครูรู้จักเลือกใช้ตัวอย่างจากโลกที่เด็กรู้จัก เด็กๆ จะเกิดความตื่นตัวที่จะเรียนรู้

* พยายามสื่อสารกับเด็กด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย อย่าทำให้เด็กเกิดความสับสนกับการใช้ศัพท์วิชาการยากๆ โดยครูควรเลือกใช้คำง่ายๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันแทน

* เวลาที่ครูต้องพาเด็กออกไปทัศนศึกษานอกห้องเรียน หมั่นเปลี่ยนวิธีเดินเรียงแถวทุกครั้ง เช่น อาจให้เด็กเดินตามลำดับความสูง ตามวันเกิด หรืออาจให้เด็กหญิงเดินสลับกับเด็กชาย เป็นต้น ในขณะที่เดิน ให้เด็กนับสิ่งต่างๆ ที่พบเจอรอบตัว เช่น รถยนต์ อาคารบ้านเรือน ต้นไม้ ฯลฯ เพื่อฝึกทักษะด้านการสังเกตและด้านคณิตศาสตร์ไปในตัว

* บางครั้งครูไม่ควรให้ความสนใจจนเกินไปกับเด็กที่สร้างปัญหาในห้อง เช่น เด็กที่ชอบพูดคุย ยั่วแหย่เพื่อน ฯลฯ โดยเฉพาะหากการสนใจนั้นทำให้บรรยากาศของห้องเรียนทั้งหมดสะดุดลง หรือในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจำนวนมากกว่า 20 คนขึ้นไป วิธีที่ดีที่สุดประการหนึ่งคือพยายามให้เด็กทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการ เรียน บางครั้งเด็กอาจจะสร้างปัญหาบางอย่างขึ้นมาอีก แต่พฤติกรรมเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่นาน ถ้าเด็กเห็นว่าเพื่อนๆ กำลังเรียนสนุกและไม่สนใจตน

ทั้งหมด นี้เป็นเพียงตัวอย่างและแนวทางที่ครูสามารถเลือกนำไปปฏิบัติเพื่อให้เด็กๆ ในห้องตั้งใจเรียนและเกิดสมาธิในการเล่าเรียนมากขึ้น ผลดีที่เกิดขึ้นคือนอกจากจะทำให้ครูเหนื่อยน้อยลงแล้ว ยังจะช่วยให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
ที่มาข้อมูล : http://www.newschool.in.th

Tags : , , , | add comments

จากเดลินิวส์ออนไลน์

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม 2554

นายอร่าม มากระจัน ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์งานคุรุสภา เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 เม.ย.  2554 นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จะร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดประชุมด้านกฎหมายการศึกษาที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อครูจะได้สะท้อนความคิดเห็นในการประกอบวิชาชีพ และความต้องการที่จะให้คุรุสภาผลักดันความก้าวหน้าอย่างไร เพื่อเสนอต่อ รมว.ศึกษาธิการและรัฐบาลต่อไป
   
นายอร่าม กล่าวต่อไปว่า สำหรับการสมัครสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการครูที่กำลังดำเนินการในขณะนี้  ปรากฏว่ามีผู้มายื่นขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นจำนวนมาก ซึ่งคุรุสภาไม่สามารถออกใบอนุญาตฯ ฉบับจริงให้ได้ทั้งหมด จึงได้ออกหนังสือรับรองสิทธิให้ไปใช้สมัครก่อน โดยมีอายุใช้ได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันออกหนังสือรับรองสิทธิ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ถือหนังสือรับรองสิทธิแบบเดิมที่คุรุสภาออกให้ก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ได้ระบุวันหมดอายุ ก็ขอย้ำว่าจะสามารถใช้ได้ถึงวันที่  31 พ.ค. 54 เท่านั้น หากพ้นกำหนดถือว่าผู้นั้นขาดคุณสมบัติในการประกอบวิชาชีพ จึงขอให้ผู้ถือหนังสือรับรองสิทธิเดิมเร่งติดต่อขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมายังคุรุสภาตามวันและเวลากำหนดด้วย ทั้งนี้ปัจจุบันคุรุสภามีสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพกว่า 850,000 คนแล้ว    ดังนั้นต่อจากนี้งานประชาสัมพันธ์จะต้องมีบทบาทมากขึ้น เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ครูได้รับรู้อย่างทั่วถึง.

Tags : , , | add comments
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มีนาคม 2554

ในศตวรรษที่ 21 โลกมีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการเชื่อมโยงอย่างมีเหตุผลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับเด็ก เพราะเป็นตัวต่อยอดองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ทั้งการแก้ปัญหา ตัดสินใจ รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ หากเด็กขาดทักษะเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มาได้
      
       โดยทักษะข้างต้นนั้น วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ถือเป็นตัวสร้างพื้นฐานที่ดี หากนำมาใช้กับเด็กอย่างเหมาะสม แต่ทุกวันนี้กลับสวนทางกัน อ.ธิดา พิทักษ์สินสุข กรรมการสมาคมอนุบาลแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สะท้อนให้ฟังว่า ส่วนใหญ่แล้วคุณครู และพ่อแม่ยุคใหม่จะให้น้ำหนักไปที่เนื้อหาเพื่อการสอบแข่งขันมากกว่าการเรียนรู้ที่จะสอนเด็กให้คิดวางแผนและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
      
       “เรื่องใดก็ตามที่คนให้ความสำคัญ มันย่อมมีทั้งบวกและลบ ถ้าใช้ในทางบวก เด็กย่อมเรียนรู้อย่างถูกทางและพัฒนาไปได้ดี แต่ถ้าไม่ถูกทางก็เท่ากับเอาเด็กมาแข่งขันกัน พอเกิดการแข่งขันมาก ๆ เข้า เนื้อหาจึงกลายเป็นเรื่องหลักจนถูกมองแค่เพียงว่า วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ควรเรียนแค่ไหน ถึงจะสอบเข้า ป.1ได้” อ.ธิดาให้ทัศนะในงานวิชาการหัวข้อวิทย์-คณิตปฐมวัยสำคัญอย่างไรต่ออนาคตของชาติ จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
      
       เมื่อเป็นเช่นนี้ อ.ธิดา สะท้อนต่อไปว่า นอกจากเด็กจะเบื่อ และไม่สนุกกับการเรียนแล้ว เด็กยังจะขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการเชื่อมโยงแบบมีเหตุมีผล เช่น รู้ว่าคำตอบคืออะไร แต่ไม่รู้จักกระบวนการคิด หรือที่มาของคำตอบ ในจุดนี้เองอาจทำให้เด็กไหลไปตามกระแสของสังคมได้ง่าย
      
       ดังนั้น การสอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ในเด็กอนุบาล หรือเด็กปฐมวัย อ.ธิดา บอกว่า เด็กทุกคนพร้อมที่จะเป็นนักสังเกตที่ดี นักสำรวจตัวยง นักค้นคว้า ตลอดจนนักคิด และนักถาม ผู้ใหญ่ไม่ควรใส่เนื้อหาให้มากเกินไป และไม่ควรสกัดกั้นการเรียนรู้ของเด็กโดยมีเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น “อย่านะ อย่าเล่นนะ เดี๋ยวเลอะเทอะ” เพราะจะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ ถูกปิดกั้น ขาดการต่อยอดทักษะการคิดวิเคราะห์ และการเชื่อมโยงแบบมีเหตุและผล
      
       “พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกสังเกต และตั้งคำถาม เช่น ลูกเห็นอะไรลูก ลูกคิดว่าอย่างไร แล้วลูกอยากจะทำอะไรล่ะจ๊ะ อย่างลูกเห็นว่าวลอยได้ เด็กบางคนอยากจะทำว่าวขึ้นมา เราในฐานะพ่อแม่ควรสนับสนุน ด้วยการบอกไปว่า เอาสิลูก อยากให้พ่อแม่ช่วยอะไรบอกได้เลยนะ เรามาลองทำกันดูไหม ทีนี้ก็เริ่มให้ลูกคิดหาอุปกรณ์ ลงมือทำ และทดลองไปพร้อม ๆ กัน ตรงนี้จะช่วยให้ลูกตื่นเต้นกับการค้นพบและอยากสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองต่อไป” อ.ธิดาให้แนวทาง
      
       ด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มองในประเด็นเดียวกันนี้ว่า การสอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ในเด็กปฐมวัยนั้น ครู และพ่อแม่ต้องใช้หลัก TLC กับเด็กโดย T (Tender) คือความอ่อนโยน L (Love) คือความรัก และ C (Care) คือ ความห่วงใย ซึ่งทั้ง 3 ตัวนี้หากใช้สอนเด็กอนุบาล หรือเด็กปฐมวัย พวกเขาจะมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ และไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป
      
       “เด็กจะเรียนรู้วิทย์-คณิตได้ดี เราในฐานะครู และพ่อแม่ ต้องค่อย ๆ สอน เหมือนใส่เกลือลงไปทีละนิดทีละหน่อย โดยสอนได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ ใกล้ตัว เช่น นิทาน อย่างเรื่องกระต่ายกับเต่า สามารถนำวิทยาศาสตร์มาตั้งคำถามกับเด็กได้ อาทิ ความเร็วในการแข่งขัน หรือทำไมกระต่ายวิ่งเร็วกว่าเต่า เป็นต้น” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการยกตัวอย่าง
      
       ขณะที่ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผอ.สถาบันวิจัย และพัฒนาการเรียนรู้ จิตแพทย์ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสมองกับการเรียนรู้ของเด็กว่า การให้เด็กท่องจำ หรือเน้นใส่เนื้อหามากจนเกินไปจะเป็นตัวลดทอนประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็กให้ต่ำลง ทางที่ดี ครู และพ่อแม่ควรให้เด็กลงมือทำจริงจากกิจกรรมสนุก ๆ ตลอดจนใช้สื่อภาพที่มีสีสัน สดใส เพราะการเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นการเล่นที่สนุก ท้าทายจะทำให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
      
       ท้ายนี้ ผอ.สถาบันวิจัย และพัฒนาการเรียนรู้ เน้นย้ำถึงครู และพ่อแม่ทุกท่านว่า การดึงวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์มาใช้สอนเด็กอย่างได้ผล หลักสำคัญที่สุดคือ ต้องแปลจากความรู้ที่อยู่ในกระดาษ (หนังสือ) ไปสู่ชีวิตจริงผ่านการปฏิสัมพันธ์ และการเล่นกับเด็ก ซึ่งหมายความว่า ทุก ๆ กิจกรรมควรเป็นการเล่นที่ไม่ใช่การสอน เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ในบรรยากาศที่สนุกสนานมากกว่าบรรยากาศจริงจังที่เคร่งเครียด หรือถูกควบคุมมากจนเกินไป
      
       ดังนั้น คงไม่มีพลังวิเศษใด ๆ ที่จะขับเคลื่อนให้ทุกการเรียนรู้ของเด็กมีประสิทธิภาพได้ดีเท่ากับ ความสุขในการเรียนรู้ อิสระในการคิด และการไม่ถูกกดดัน หรือว่าไม่จริงครับ

Tags : , , , , | add comments

จากเดลินิวส์ออนไลน์

วันอังคาร ที่ 22 มีนาคม 2554

รศ.ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) เปิดเผยว่า จากการรับสมัครนักศึกษาปีการศึกษา 2554 ด้วยระบบรับตรง พบว่ามีนักศึกษาสนใจมาสมัครเข้าศึกษาต่อกับ มร.สส. มากถึง 13,000 คน ขณะที่สามารถรับได้เพียง 4,480 คน โดยคณะที่มีผู้สมัครจำนวนมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ สาขานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และคณะครุศาสตร์ โดยเฉพาะคณะครุศาสตร์ เด็กสมัครเรียนมากถึงกว่า 7,000 คน แต่รับได้ 230 คนเท่านั้น โดยสาขาที่สมัครมากที่สุด คือ การศึกษาปฐมวัย ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ  
   
รศ.ดร.ช่วงโชติ  กล่าวต่อไปว่า การที่เด็กไทยสมัครเรียนครุศาสตร์มากขึ้น เหตุผลน่าจะมาจากรัฐบาลประกาศเรื่องการขาดแคลนครู 20,000-30,000 คน ทำให้มีความต้องการครูมากขึ้น และการมาเรียนครูยังประกันการมีงานทำ รวมถึงมีการมอบทุนการศึกษาให้ด้วย จึงทำให้เด็กเก่งสนใจหันมาเรียนครูมากขึ้น ที่น่าสังเกตอีกประการคือ เด็กที่มาสมัครเรียนครุศาสตร์ปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นอยากเป็นครูจริง ๆ เพื่อกลับไปสอนในจังหวัดของตน ทำให้เห็นถึงแนวโน้มการศึกษา การผลิตครูในอนาคต ที่จะมีการยกระดับคุณภาพได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้หากกระแสการเรียนครูเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เชื่อว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะได้ครูที่มีคุณภาพ และมีจิตวิญญาณของความเป็นครูจริง ๆ แต่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนในการผลิตครูเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามนอกจากคณะครุศาสตร์แล้ววิทยาลัยพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ ก็เป็นอีกคณะหนึ่งที่เด็กให้ความสนใจมากขึ้นเช่นกัน.

Tags : , , , , , | add comments

จากไทยรัฐออนไลน์

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

14 มีนาคม 2554

ถ้าปริมาณของการบ้านที่ผู้เรียนต้องรับผิดชอบในแต่ละวันมีมากเกินกว่าที่ จะทำให้เสร็จได้อย่างประณีตและเรียบร้อย ผู้เรียนก็จำเป็นต้องทำเพียงแต่ให้ผ่าน ๆ ไป เพื่อไม่ให้มีปัญหาต่อผลการเรียนและกับผู้สอน ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นกับการเรียนการสอนในทุกระดับชั้น นอกจากจะสร้างนิสัยไร้ความประณีตในการทำงานให้กับผู้เรียนแล้วยังสร้างความ คับข้องใจให้กับผู้ปกครองบางคนที่บางครั้งต้องมาช่วยบุตรหลานของตนทำการบ้าน ให้เสร็จทันเวลาอีกด้วย

สภาพปัญหาเกี่ยวกับการบ้าน

การที่ผู้ เรียนต้องเรียนกับผู้สอนหลายคนในหลายวิชาและในแต่ละรายวิชานั้นผู้สอนก็จะ รับผิดชอบต่อการสอนและมุ่งหวังให้การเรียนการสอนในรายวิชาของตนบรรลุจุดมุ่ง หมายตามที่กำหนดไว้ นับเป็นความปรารถนาดี และเป็นความตั้งใจที่ดีมากของผู้สอน แต่ในส่วนของผู้เรียนแล้วต้องรับผิดชอบการเรียนในทุกรายวิชาที่เรียนรวมทั้ง งานหรือการบ้านด้วย หากปริมาณการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชามี จำนวนมากจะทำให้ผู้เรียนส่วนหนึ่งไม่มีเวลามากเพียงพอสำหรับการศึกษาค้นคว้า พิจารณาไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์ หาความลึกซึ้ง และทำงานหรือการบ้านได้อย่างรอบคอบและประณีต

เมื่อต้องทำการบ้านแบบ ลวก ๆ และบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นนิสัย ซึ่งทำให้นักเรียนหรือนักศึกษาเหล่านั้นขาดความประณีตในการทำงาน และกลายเป็นคนทำงานแบบลวก ๆ หรือแบบ “ขอไปที” ขอให้ผ่าน ๆ ไปเท่านั้น ไม่มีนิสัยนิยมการค้นคว้า ศึกษาอย่างลึกซึ้ง ใช้วิจารณญาณ พินิจพิเคราะห์ ให้ความประณีตหรือพิถีพิถันกับงานต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อต้องการให้งานเสร็จสิ้นอย่างเร็วที่สุดด้วยกลวิธีการต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ไม่ว่าจะถูกหรือผิด นอกจากนั้นยังอาจทำให้มีนิสัยการ “ลอกงานผู้อื่น” หรือ “ลอกการบ้านผู้อื่น” หรือ ลอกมาจาก Internet ที่เรียกว่า “รายงานแบบ Copy and Paste” คือ ไปคัดลอกงานผู้อื่นมาจาก Internet แล้วมา ปะ ๆ ต่อ ๆ กัน ทำให้กลายเป็นงานของตัวเอง

คุณค่าของความประณีต

ความ ประณีตในสังคมเกษตรกรรมแตกต่างจากความประณีตในสังคมอุตสาหกรรม ความประณีตหมายถึง ความละเอียดลออ พิถีพิถัน เป็นความเรียบร้อยและพอเหมาะพอดี และมีความสัมพันธ์กับ “พิกัดความเผื่อ” หรือ “Clearance” ซึ่งเป็นระยะห่างของชิ้นงานทางด้านเครื่องกลที่จะนำมาประกอบกันได้อย่างพอดี ถ้าห่างมากเกินไปจะทำให้ “หลวม” ไม่พอดี ถ้าน้อยเกินไปอาจทำให้ “แน่น” มากเกินกว่าจะทำงานได้ การทำงานในการผลิตชิ้นงานทางด้านอุตสาหกรรมจึงต้องมีความประณีตสูง ซึ่งอาจมีหน่วยของ “พิกัดความเผื่อ” เป็นหนึ่งในล้านของความยาวหนึ่งเมตร ดังนั้นความประณีตจึงมีความสำคัญสำหรับงานการผลิตทางอุตสาหกรรม

สำหรับ งานทางเกษตรกรรมโดยปกติมีพิกัดความเผื่อสูงกว่า เช่น ระยะห่างระหว่างต้นข้าวที่ชาวนาดำข้าวนั้นอาจมีระยะห่างประมาณ 15-20เซ็นติเมตร ถ้าจะคลาดเคลื่อนไป 1-2เซ็นติเมตร ก็ไม่ทำให้การปลูกข้าวหรือดำนาเสียหายมากนัก ต้นข้าวยังเติบโตได้ แต่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของแปลงนาแต่ละแปลงจะดูไม่สวยงามถ้ามีการดำนา แล้วต้นกล้าไม่สม่ำเสมอมีระยะห่างไม่เท่ากัน เป็นความประณีตอีกแบบหนึ่งของสังคมเกษตรกรรม มิใช่หมายความว่าผู้คนในสังคมอุตสาหกรรมมีความประณีตมากกว่าผู้คนในสังคม เกษตรกรรม

ความประณีตเป็นพื้นฐานของความสวยงาม เป็นการนำไปสู่การมีสุนทรียะ มีจิตใจที่อ่อนโยน ผู้ที่มีความประณีตในการทำงานนอกจากจะสามารถสร้างผลงานที่ “มีคุณค่าและราคา” ที่สูงมากกว่าคนที่ไร้ความประณีตแล้ว ผู้ที่มีความประณีตเป็นนิสัยหรือคุณลักษณะประจำตัวยังจะเป็นผู้ที่สามารถ “หาความสุข” ให้กับชีวิตตนเองได้ง่ายกว่าผู้ที่มีนิสัย “ไร้ความประณีต” หรือ เป็น “คนหยาบ” อีกด้วย ทั้งนี้เพราะความประณีตเป็นปัจจัยหนึ่งของการทำให้เกิดความซาบซึ้ง (Appreciation) มองเห็นคุณค่าของความงาม ความอุตสาหะ ความพยายาม ในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยเฉพาะผลงานที่เป็นศิลปะ หรือ หัตถกรรม ที่ต้องใช้ความประณีตเป็นพื้นฐานของการทำงาน

การวัดความเจริญ รุ่งเรือง ความมีอารยธรรม หรือ Civilization ของมวลมนุษยชาติหรือชนชาติใดก็ตาม ตัวชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองอย่างหนึ่งที่นำมาใช้คือ ความประณีตในผลงานของคนชนชาตินั้น ถ้าชนชาติใดมีผลงานที่มีความประณีตมากจะได้รับการยอมรับว่าเป็นชนชาติที่มี อารยธรรมและความเจริญรุ่งเรืองมากด้วย

คุณลักษณะ “ไร้ความประณีต”

คุณลักษณะ ที่ผู้สอนควรสร้างให้เกิดกับผู้เรียนนอกเหนือจากจุดมุ่งหมายตามหลักสูตรแล้ว คือ ความประณีต สำหรับผู้สอนที่เป็นครู/อาจารย์รุ่นเก่าจะพบกับความคับข้องใจกับคุณลักษณะ ด้านความประณีตในการทำงานหรือการบ้านของลูกศิษย์ในยุคปัจจุบันที่เติบโตมา กับภาวะการณ์ของการแข่งขัน พัฒนาการของเทคโนโลยี และมีชีวิตอยู่ในโลกของ Internet ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานและรวมทั้งทำการบ้านด้วย เมื่อต้องการสร้างนิสัยของความประณีตในการทำงานให้กับลูกศิษย์ ผู้สอนอาจจะพบกับความยากลำบาก เพราะนอกจากจะต้องหาวิธีการสอนและกิจกรรมที่จะสามารถสร้างคุณลักษณะของการ เป็นคนที่มีความประณีตแล้วยังต้องต่อสู้กับค่านิยมและความคิดแบบ “จานด่วน” ที่ลูกศิษย์ของตนได้รับการปลูกฝังมาจากสภาพชีวิตและสังคมสมัยใหม่อีกด้วยการ พิจารณาเลือกหากิจกรรมและการบ้านที่ส่งเสริมคุณลักษณะด้านความประณีตนั้น ถ้าผู้เรียนไม่สนใจ “กระบวนการ” ของการทำงานตามขั้นตอนที่ได้รับมอบหมายจากผู้สอน เพียงแต่ต้องการ “ผลลัพธ์” คือ ทำชิ้นงานให้เสร็จด้วยกลวิธีต่าง ๆ ที่รวดเร็ว ง่าย แบบด่วนได้ โดยไม่ต้องใช้สมอง ความคิด และความประณีตมาก ผู้เรียนส่วนหนึ่งมักจะเลือกใช้กลวิธีนั้น ทำให้ความมุ่งหวังในการสร้างนิสัยหรือคุณลักษณะของความประณีตไม่อาจเกิดขึ้น กับตัวผู้เรียนนั้นได้ และในทางตรงข้ามกลับให้ “ผลเชิงลบ” เป็นการสร้างคุณลักษณะ “ไร้ความประณีต” ขึ้นกับผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียนต้องทำงานหรือการบ้านจำนวนมากจากหลายรายวิชา และไม่มีเวลามากเพียงพอสำหรับงานหรือการบ้านของรายวิชาใดวิชาหนึ่งเท่านั้น ผู้เรียนต้องรีบเร่งทำให้เสร็จทันเวลา ด้วยเหตุดังกล่าวจะเป็นการสร้างนิสัย “ไร้ความประณีต” ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนโดยที่ผู้สอนไม่ตั้งใจ

การให้งานหรือการบ้านที่เหมาะสม

ปริมาณ งานหรือการบ้านที่มากเกินไปเกิดจากการไม่ประสานกันของผู้สอนทำให้การมอบหมาย งานของผู้สอนเป็นลักษณะต่างคนต่างทำและให้ความสำคัญกับรายวิชาของตนเป็น สำคัญ ทำให้มีภาระงานหรือการบ้านตกกับผู้เรียนมาก บางครั้งเกิดความซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น การที่จะทำให้ผู้สอนได้มีโอกาสประสานกันเพื่อหาความพอดีของงานหรือการบ้าน ให้กับผู้เรียนจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ แต่การดำเนินการโดยการให้ผู้สอนมาพบกันและพูดคุยกันนั้นมีความเป็นไปได้น้อย และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่จะเป็นไปได้ การใช้เทคโนโลยีจึงน่าจะเป็นคำตอบ

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย จัดการ จะช่วยให้มีการวางแผนและมอบหมายงานให้กับผู้เรียนอย่างเป็นระบบและไม่สร้าง ภาระงานหรือการบ้านให้ผู้เรียนมากเกินไปจนทำให้คุณภาพของงานไม่ดีและขาดความ ประณีต ระบบการจัดการนี้ควรนำมาใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนและการมอบ หมายงานหรือการบ้านกับผู้เรียน ผู้สอนและผู้เรียนจะได้ใช้ระบบสารสนเทศเป็นสื่อกลางในการบริหารจัดการ กิจกรรม การทำงานหรือการบ้านและการใช้เวลาได้อย่างเหมาะสม

สรุป

งาน หรือการบ้านที่มากเกินไปไม่ส่งเสริมคุณลักษณะของความประณีต นอกจากนั้นยังอาจจะสร้างนิสัยของความไร้ระเบียบ ขาดคุณธรรมจริยธรรมในการทำงาน ทำให้ผู้เรียนไม่สนใจ “กระบวนการทำงาน” หวังให้ได้เพียง “ผลลัพธ์” ที่พอผ่าน ๆ ไปเท่านั้น ความประณีตเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของการประกอบวิชาชีพ โดยเฉพาะวิชาชีพชั้นสูง การสร้างผลผลิตและบริการที่ขาดความประณีตนอกจากจะเป็นอันตรายแก่ผู้รับ บริการแล้วยังไม่สามารถทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการอีกด้วย

การ ขาดความประณีตจะทำให้ได้สินค้าและบริการมีคุณภาพต่ำ ราคาถูก แสดงถึงรสนิยม และอารยธรรม หรือ Civilization ของชาติพันธ์นั้น ๆ การปลูกฝังความประณีตให้กับพลเมืองของชาติ สามารถเริ่มต้นจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา และการให้งานหรือการบ้านในปริมาณที่เหมาะสมอาจช่วยให้ผู้เรียนได้มีเวลา สำหรับการศึกษาค้นคว้า และดำเนินการจัดทำงานหรือการบ้านอย่างประณีต ใช้จินตนาการ ใช้ความคิด และพิถีพิถันกับผลงานของตน สร้างความตระหนักในคุณค่าและซาบซึ้งในผลงาน เป็นการยกระดับรสนิยมและส่งเสริมอารยธรรม หรือ Civilization ให้กับชาติพันธ์มนุษย์ ที่เรียกว่า “คนไทย” ต่อไป.

ศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

Tags : | add comments

           ปัจจุบันนี้การศึกษาปฐมวัยของบ้านเรามีหลายหลายแนวการศึกษาให้เลือกมากมาย ทั้งแบบบูรณาการ  แบบมอนเตสเซอรี่ แบบวอลดอร์ฟ หรือแม้กระทั่งแบบเร่งเขียนอ่าน ซึ่งในหแต่ละแบบก็มีแนวการศึกษา หรือหลักแนวคิดที่แตกต่างกัน
การเรียนในแบบบูรณาการ จะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นั่นคือเรียนตามความสนใจของผู้เรียน เน้นความรู้แบบองค์รวมไม่ได้เน้นรายวิชา ซึ่งหมายความว่าการเรียนจะมีอยู่ภายใต้หัวข้อเดียวกัน และเชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด 
          การเรียนแบบมอนเตสเซอรี่เป็นระบบการศึกษาที่เน้นให้เด็กๆใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมีระบบแบบแผนโดยเฉพาะเรื่องการฝึกให้เด็กมีระเบียบ วินัย และพัฒนาการทั้งความคิด อารมณ์ และกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกาย โดยผ่านสื่อการเรียนการสอนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของมอนเตสเซอรี่
          การเรียนแบบวอลดอร์ฟ เป็นการเรียนที่ให้อิสระกับผู้เรียน เรียนผ่านการเล่น ฝึกให้เด็กได้รับประสบการณ์จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำในแต่ละวัน เสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็กผ่านกิจกรรมต่าง ๆ
          จากแนวการเรียนการสอนที่หลากหลายดังกล่าวข้างต้น มีทั้งข้อดี ข้อเสีย นั่นคือ ผู้ปกครองมีแนวทางเลือกที่เพื่อเหมาะสมกับลูกหลานมากขึ้น แต่ในบางครั้งหากไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ อาจทำให้เด็กต้องพบกับปัญหาของการปรับตัวเมื่อต้องย้ายโรงเรียนเมื่อเด็กโตขึ้น 
 ดังนั้นควรมีการหาข้อมูลต่าง ๆ ทั้งข้อมูลของแนวการเรียนของสถานศึกษา ลักษณะการเรียนที่เหมาะกับเด็ก หรือแม้กระทั่งความต่อเนื่องในแนวการเรียนแต่ละแนว เพื่อให้เด็กมีความสุขในการเรียน และมีความกระตือรือร้น ความเอาใจใส่ในหน้าที่ของตนเองเมื่อโตขึ้น

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments