ในช่วงปลายภาคเรียนภาคแรก โรงเรียนหลายๆ โรงเรียนจะมีการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายๆ คนก็มีการวางแผนการเรียนของบุตรหลานไว้แล้ว

พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายๆ คน จะถือว่าการเลือกโรงเรียนให้กับบุตรหลานนั้น ต้องเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ทั้งระยะทาง สิ่งแวดล้อม และชื่อเสียงของโรงเรียนนั้นๆ แต่สิ่งที่พ่อแม่ ผู้ปกครองเกือบทุกคนลืมไปก็คือ ธรรมชาติของลูกหลาน ว่าเหมาะสมกับโรงเรียนดังกล่าวหรือไม่ เพราะเด็กแต่ละคนมีธรรมชาติของการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน และแนวการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนก็แตกต่างกันด้วยเช่นกัน

การส่งบุตรหลานไปโรงเรียน ซึ่งต้องใช้เวลาเกิน 80% ในโรงเรียน เราถือได้ว่าโรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ จะดีกว่าหรือไมที่จะเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับการเรียนรู้ของเขา เช่น เด็กที่ไม่ชอบการแข่งขัน ควรส่งเสริมโดยการส่งเข้าโรงเรียนในแนวของการเร่งเรียน เพื่อเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ของเขา ในทางกลับกัน หากเด็กที่ไม่ชอบการแข่งขัน ไม่ควรจัดให้เขาไปอยู่ในโรงเรียนที่มีการแข่งขัน นอกจากจะไม่เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้แล้ว ยังทำให้เขาไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ใดๆ เลย ผู้ปกครองหลายๆ คนมักคิดว่าสิ่งแวดล้อมสามารถช่วยกระตุ้นให้บุตรหลานเรียนรู้ได้ เด็กบางคนสามารถใช้สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นได้ แต่เด็กหลายๆ คนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้น ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสังคมการเรียนให้กับบุตรหลาน ควรพิจารณาลักษณะนิสัยพื้นฐานของบุตรหลานว่าสามารถปรับตัวให้เข้ากับบ้านหลังใหม่ได้หรือไม่เพื่อความสุขของพวกเขาในช่วงวัยเรียนตลอดไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำๆนี้..ฟังแล้วมันมีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวที่มีลูกคนเดียว เค้าเป็นทั้งแก้วตา ดวงใจ ทุกอย่างของชีวิตของคนเป็นพ่อและแม่และมันจะพร้อมกับคำว่า..#คาดหวัง…เพราะเค้าเป็นทุกอย่างเราเลยคาดหวังให้เค้าเป็นที่สุด เป็นที่หนึ่ง เป็นทุกอย่างอย่างที่ใจเราอยากให้เป็น ทุ่มเททุกอย่างให้เพื่อให้เค้าได้ดั่งใจเราให้เค้าเป็นในสิ่งที่เราต้องการ..ซึ่งในบางครั้งเค้าพยายามแล้วแต่มันจะไม่ได้เป็นในสิ่งที่เราต้องการทั้งหมด ไม่ได้ดั่งใจเราไปสะทุกอย่าง..พ่อแม่หลายคนผิดหวัง เพราะคาดหวังสูงเกินไป..ใช้วิธีการเปรียบเทียบเพื่อให้ลูกได้เห็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็น..
.. ดูลูกบ้านนี้สิ เค้าสอบเข้ารร.ดังๆได้นะ..ดูพี่คนนี้สิ เค้าเอ็นติดวิศวะนะ ดูลูกเพื่อนแม่สิเค้าสอบได้ที่หนึ่งนะ สารพัดคำพูดที่สรรหามาพูดกับลูก บางคนเปรียบเทียบกับญาติตัวเอง ดูลูกป้า ลูกลุง ลูกอา ลูกน้า..เค้าเก่งกว่าเธออีก เธอไม่ตั้งใจ เธอไม่ได้ดั่งใจชั้นเลย..ดูลูกคนอื่นแล้ว เคยคิดมั้ยว่าลูกรู้สึกอย่างไร ..มองแต่ลูกคนอื่น เคยหันมาดูมั้ยว่าลูกตัวเองเสียใจกับคำพูดที่ตัวเองพูดหรือเปล่า..ลองมองย้อมกลับมาดูลูกตัวเองบ้างมั้ย..ซึ่งบางทีลูกไม่ได้แย่ไปกว่าลุกคนอื่นเลย แต่ความคาดหวังที่พ่อแม่มีมากเกินไปจนกลายเป็นการทำร้ายความรู้สึกของลูกตัวเอง..
วิธีการเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลุกคนอื่นป็นการสร้างปมในใจให้กับลูกที่แย่ที่สุด เด็กจะคิดว่าหนูไม่เก่ง หนูไม่ดี หนูสู้คนอื่นไม่ได้ สุดท้าย จะมีคำถามตามมาว่า แม่ พ่อ ไม่รักหนู…ท้ายที่สุดถ้าปมนี้มันใหญ่ขึ้นเค้ากลายเป็นเด็กมีปัญหา แล้วมันมาจากใครหละ…มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าเราลดการคาดหวังลงและหันมายอมรับในสิ่งที่ลูกเราทำได้อาจจะไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ไม่ได้รับการชื่นชมจากคนอื่น แต่มันก้อไม่ได้แย่ และกำลังใจเดียว ที่ลูกอยากได้ เค้าไม่ได้อยากได้จากคนอื่น..
…อย่าให้ความคาดหวังที่มันมีมากจนเกินไป มาทำร้ายคนที่เป็นทั้งความรัก ทั้งชีวิต เป็นทั้งจิตใจ..และที่สำคัญเค้าเป็น..คนเดียว เค้าเป็น..ที่สุด และ เค้าเป็น..ที่หนึ่ง ในใจเราเสมอ..#ขอบคุณและสวัสดีค่ะ.

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

perfect-genes-dna-hereditary-health-good-wellness-condition-word-d-letters-strand-to-illustrate-running-family-45473797          หลายๆ ครั้งที่ผู้ปกครองมักมีคำถามในใจ ว่า ทำไมลูกเราเรียนได้ดีไม่เท่าลูกเพื่อน ทั้งที่การเรียนตั้งแต่ในวัยอนุบาล เป็นที่เดียวกันหรือแม้กระทั่งการเรียนพิเศษ ก็เรียนที่เดียวกันมาตลอด แต่ทำไมลูกเราจึงเรียนสู้ลูกเพื่อนไม่ได้ หากลองตัดปัจจัยต่างๆ ที่เหมือนกันออกไปให้หมด เราจะพบตัวแปรต้นที่ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องของพันธุกรรม (เนื่องจากในงานวิจัยต่างๆ พบว่าความฉลาดของมนุษย์นั้นจำเป็นต้องมีการทำงานของยีนหลายๆ ยีนและจำเป็นต้องมีปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีผลมากกว่าร่วมด้วย) ในเมื่อเรื่องพันธุกรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความฉลาดแล้ว ทำไมลูกเรายังเรียนสู้ลูกเพื่อนไม่ได้ ทั้งที่ลูกเราเรียนเหมือนลูกเค้าทุกอย่าง ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมเดียวกัน

จริงหรือที่เด็กสองคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน อาจจะจริงที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมของการเข้าเรียนเหมือนกัน แต่สิ่งแวดล้อมของการเลี้ยงดูตั้งแต่ในวัยเด็กเป็นการเสริมสร้างความฉลาดในการเรียนรู้ของเด็กแตกต่างกัน เช่น เด็กที่ได้ฝึกจับช้อน แก้วน้ำ ระบายสี หรือสิ่งต่างๆ ในการลองผิดลองถูก เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ต้องใช้เวลาในการรับประทานอาหารหน้าทีวี หรือเล่นเกมส์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมการปล่อยให้เด็กใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (ตามวัย) ไปจนกระทั่งการฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก จะเป็นการสร้างและเชื่อมโยงเส้นใยของสมองให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น นอกจากนี้การสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้ลองแก้ปัญหา หรือลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จะเป็นการกระตุ้น และสร้างนิสัยให้เขาเป็นเด็กที่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้ลองแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากพ่อแม่ ผู้ปกครองหลงติดกับ กับการใช้เกมส์ที่มีแสง สีสัน สวยงามและภาษาอังกฤษ ที่หลอกล่อเด็กให้เด็กอยู่กับที่ได้นาน ร่วมกับความเข้าใจในคำสั่งของเกมส์ ก็หลงคิดไปว่า ลูกสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี อีกทั้งทำให้ลูกมีสมาธิได้นาน แต่ในความเป็นจริงนั้น คำสั่งในเกมส์จะเป็นคำสั่งซ้ำๆ หรือเด็กใช้ความจำว่าขั้นนี้ต้องทำอย่างไรต่อไป ส่วนเรื่องที่เด็กนั่งอยู่ได้นานเนื่องจากเกมส์ในยุคปัจจุบันมีสีสันสวยงาม เป็นแอนิเมชั่นที่เหมือนจริง มันเป็นการยากที่เด็กๆ จะละสายตาจากมันได้ แต่เมื่อเขาต้องอ่านหนังสือ ที่มีแต่ตัวอักษรสีดำบนกระดาษสีขาวของตำราเรียน แล้วยังต้องนั่งในห้องเรียนคาบละชั่วโมง เขาจะไม่กระตือรือร้นต่อการเรียน นอกจากนี้แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ ครอบครัว แยกหน้าที่ของตนเองกับโรงเรียนอย่างชัดเจน นั่นคือตนเองมีหน้าที่ทำให้ลูกมีความสุข โดยการตามใจ ส่วนเรื่องของการให้ความรู้ , กฎระเบียบ และคุณธรรมจริยธรรมเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว

เด็กส่วนใหญ่จึงไม่รู้จักเคารพในกฎกติกา ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ไปโรงเรียนเพราะพ่อแม่ไปส่ง รอแต่เวลาที่จะได้เล่นเกมส์ไปวันๆ เท่านั้น เแต่ครูไม่ได้หมายความว่าสื่ออิเล็คโทรนิกส์ไม่ดีเสมอไป ข้อมูลหลายๆ ข้อมูล หรือ e-book หลายๆ เล่ม ครูก็ได้จากอินเตอร์เน็ตเช่นกัน เพียงแต่สื่อต่างๆ เหล่านี้จะต้องใช้ควบคู่กับวุฒิภาวะที่เหมาะสมควบคู่กันไป

ข้อมูลอ้างอิง :

https://www.quora.com/Is-intelligence-determined-by-alleles-and-if-so-would-it-be-dominant-or-recessive

Tags : , , , , , , , , | add comments

can-stock-photo_csp12816355

หลังจากเด็กๆ เปิดเทอมกันมาซักระยะหนึ่งแล้ว แน่นอนสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น คือการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กๆ หลายๆ คนผลการประเมินออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่เด็กๆ หลายๆ คนมีผลการเรียนดีในเกือบทุกวิชา ยกเว้นก็แต่วิชาคณิตศาสตร์

คุณพ่อ คุณแม่หลายๆ คนก็หนักใจกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของบุตรหลาน มักคิดว่าเด็กไม่มีความเข้าใจในการเรียน จนทำให้เกิดทัศนคติในด้านลบ เกลียดวิชาคณิตศาสตร์ ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ก่อนอื่น เรามาดูสิ่งที่เด็กๆ ต้องเรียนในโรงเรียนกันก่อน การเรียนในชั้นประถมของเด็กจะมีวิชาหลัก คือ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในช่วงประถมต้น การเรียนรู้ในทุกๆ วิชาของเด็กส่วนใหญ่จะเป็นการท่องจำ (รวมถึงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการเรียนสิ่งแวดล้อมรอบตัวก่อน) ยกเว้นวิชาคณิตศาสตร์ที่จะต้องเรียนรู้วิธีคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ ป。1 ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง คือเด็กในยุคนี้ไม่อยากคิด ไม่อยากเริ่มอะไรด้วยตัวเอง เมื่อไม่อยากคิด กระบวนการเรียนรู้ที่ต้องคิดเป็นขั้นเป็นตอนก็ไม่เกิดการฝึกฝน ไม่ใช่ว่าเขามีปัญหาการเรียนรู้ และเมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาดังกลาวจะบานปลายไปยังวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเมื่อเด็กเข้าสู้ประถมปลาย การเรียนวิทยาศาสตร์ ก็จะเริ่มมีการคิดวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เราจะสังเกตว่าเด็ก ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดี จะสามารถเรียนในหลายๆ วิชา นั่นเป็นเพราะการเรียนคณิตศาสตร์เป็นการจัดลำดับกระบวนการคิดให้กับเด็กๆ นอกจากนี้การเรียนคณิตศาสตร์จะเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านการแก้ปัญหาให้กับเด็กๆ หากเด็กเริ่มต้นด้วยการขึ้เกียจคิด ทุกๆ การเรียนรู้ที้ต้องใช้กระบวนการคิดก็ไม่เกิดขึ้น และปัญหานี้ก็จะยุ่งเยิงพัวพันกับวิชาวิทยาศาสตร์ต่อไป

ในการเลี้ยงดูบุตรหลานแต่ล่ะคน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรฝึกให้เด็กได้มีอิสระทางความคิด และเสริมด้วยประสบการณ์ เช่นการเล่นเลียนแบบ การเล่นขายของ ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยคุณพ่อ คุณแม่ยังเด็กอยู่นั่นเอง

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

เทวดาช่วยที…

Posted by malinee on Sunday Nov 27, 2016 Under เกร็ดความรู้

3e2c7d95bf762099a411bbfdddcd8dcb          เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองสมัยนี้ ดูเหมือนจะง่ายกว่ายุคก่อนๆ เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่สร้างปัญหาภายในบ้านให้เกิดได้เช่นกัน

อาจกล่าวได้ว่าหน้าที่ของเด็กๆ มีเพียงหน้าที่เดียวคือเรื่องการเรียน แต่ณ ปัจจุบันเราจะพบว่าเด็กมีปัญหาเรื่องสมาธิกันจำนวนมาก เมื่อเด็กมีปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ ก็ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้เป็นปกติ แต่เด็กหลายๆ คนก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสมาธิ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับการเรียนรู้ของเขาเหล่านั้น

เด็กหลายๆ คนเป็นเด็กปกติ แต่มีปัญหาในการเรียนโดยเฉพาะการเรียนวิชาคณิตศาสตร์นั้น บ่อยครั้งพบว่าเด็กมีปัญหาตั้งแต่ในช่วงแรกของการเรียนคณิตศาสตร์ นั่นคือเรื่องของการคำนวณ เมื่อปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ และเด็กในกลุ่มนี้ก็จะมีทัศนคติที่ไม่ดีในการเรียนคณิตศาสตร์ ปัญหาเรื่องการคำนวณเป็นปัญหาเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เมื่อเจอเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น ต้องจำสูตรและมีการคำนวณที่ยากขึ้น ก็จะอ้างว่าเค้าพยายามแล้วแต่ไม่เข้าใจ

เด็กในกลุ่มดังกล่าวอาจเป็นเพราะการสะสมความไม่เข้าใจ จนไม่สามารถที่จะเรียนในกลุ่มใหญ่ๆ หรือในชั้นเรียนได้ จึงจำเป็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหาครูเข้าช่วย แก้ปัญหาอย่างตรงจุดและต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาจะถูกแก้ไขก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือและตระหนักถึงปัญหาของตนเองด้วยเช่นกัน

ความร่วมมือจากผู้เรียนคือ ความพยายามที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาโจทย์ในบทเรียนที่ผ่านมา การทบทวนบทเรียนในการเรียนแต่ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ (การบ้าน) การท่องจำสูตรและคุณสมบัติต่างๆ ที่จำเป็น แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ เด็กไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาของตนเอง ไม่ใส่ใจและตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง ถ้าเป็นแบบนี้อย่าว่าแต่ครูเลย เทวดาก็ช่วยไม่ได้…

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

94b70ae6-dc31-4432-82a5-c08eec696a8d

ปัจจุบันมีหลายๆ คนที่ต้องคลุกคลีกับการดูแลเด็กเป็นกลุ่ม จะพบว่า แนวโน้มจะพบเด็กที่เป็นเด็กพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กพิเศษในที่นี้ จะไม่รวมถึงเด็กที่เฉื่อย หลายๆ ครอบครัวอาจรู้เท่าทัน ก็พาบุตรหลานไปปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการลดการกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ ในบางรายอาจเลือกวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรม  หรือในบางหลายๆ ครอบครัวอาจจำเป็นต้องมีการใช้ยาร่วมเพื่อบำบัด หรือควบคุมอาการให้อยู่ในขอบเขต

หลายๆ คนอาจเคยอ่านบทความเกี่ยวกับเด็กพิเศษมาบ้างแล้ว หากมีการสืบประวัติการเลี้ยงดู มักพบว่าเด็กพิเศษแนวโน้มเกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูมากกว่าพันธุกรรม นั่นหมายความว่า เด็กพิเศษนั้น จะแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่ต้องพึ่งพิงการเลี้ยงดูของผู้ใหญ่เป็นหลัก หากการดูแลบุตรหลาน โดยให้เครื่องมืออิเล็คโทรนิคส์เป็นผู้ช่วย หากเค้ายังมีอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ในมือ ก็สามารถนั่งนิ่งติดได้นาน แต่เมื่อถอดอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นออก พลังงานที่ควรใช้ จะถูกนำออกมาใช้ในช่วงนี้ ทำให้เค้าไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอะไรได้นานเลย ซึ่งในช่วงเวลาที่ต้องนั่ง คือช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ที่ต้องมีการเรียนรู้บทเรียนต่างๆ กลับกลายเป็นช่วงที่ลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่นิ่งตลอดเวลา

ทางเลือกที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่นิยมเลือกคือ การใช้ยาเข้าช่วย เพื่อกดอาการสมาธิสั้น ให้เด็กได้อยู่นิ่งในช่วงของการเรียน เพื่อให้เค้านั่ง ตั้งใจในสิ่งที่ครูกำลังสอน แต่การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ หลายๆ ครั้งเมื่อใช้ยาไปนานๆ อาจเกิดผลสัมฤทธิ์ที่น้อยลง จนทำให้ต้องเพิ่มขนาดของยาขึ้น ในช่วงของการปรับยา นั่นหมายความว่า เด็กถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าได้ง่ายขึ้น เป็นเหตุให้ผลการเรียนแย่ลง เหตุการณ์แบบนี้ จะย้อนกลับมาทุกครั้ง หากทางบ้านยังไม่ปรับวิธีการเลี้ยงดู ไม่ลดสิ่งเร้าที่เป็นตัวกระตุ้นอาการ  และในที่สุดสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเกิดความเครียด   เมื่อเกิดความเครียด ก็ดุ ด่าว่ากล่าว หรือบางรายอาจใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีใดๆ เลย

หากเป็นเช่นนั้น เราควรทำอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้ที่จะดูแลบุตรหลานของตน ต้องเรียนรู้จากบุตรหลาน และคอยสังเกตว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอาการ ให้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้นให้ได้ เรียนรู้ที่จะให้อภัย เพราะหลายๆ ครั้งที่บางสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากความไม่ทันได้ยั้งคิด ทำโดยไม่ได้เจตนา แต่ต้องมีการพูดคุย โดยจัดบรรยากาศให้สงบ เพื่อให้เค้าได้มีสมาธิ ได้ฟัง (ไม่ใช่แค่ได้ยิน) ได้คิดตรึกตรองในสิ่งที่เราพูด เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นกับเค้าในเวลาที่เค้าไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการ และสุดท้ายคือยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดเกินครึ่งที่เกิดจากการเลี้ยงดูของเราเอง ที่เลี้ยงเค้าในวัยเด็ก ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องปรับพฤติกรรมให้เป็นปกติได้มากที่สุด และทำให้เค้าได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

640x390_707243_1468417064          จากข่าว น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ นักแบตมินตันมือหนึ่งของชาวไทย ที่มีกระแสข่าวว่า ตรวจพบยาโด๊ปหรือสารกระตุ้น ซึ่งส่งผลกระทบในการส่งตัวนักกีฬาเข้าแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ 2016  โดยเลขาธิการสมาคมแบตมินตันไทย ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อโต้แย้งและอุทธรณ์ แต่หากพบสารกระตุ้นจริงจะขอลดโทษหนักให้เป็นเบา ซึ่งการลงโทษนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณและ สารกระตุ้นที่ใช้ จะมีโทษงดเข้าแข่งเป็นเวลา 2 – 4 ปี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร… คงไม่มีใครเชื่อว่าน้องเมย์ใช้สารกระตุ้น เพราะหากทำเช่นนั้นถือว่าเป็นการตัดอนาคตของตัวเอง แต่เหตุการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ การได้รับยาสเตยรอยส์ในการรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า จากแพทย์ที่ไม่ใช่แพทย์ทางการกีฬา (ผิดกฏทางการกีฬา เนื่องจากสเตยรอยส์เป็นสารที่นอกจากจะระงับความเจ็บปวดแล้ว ยังสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้มีพละกำลังมากขึ้นอีกด้วย)

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เพียงเพื่อต้องการยกตัวอย่างให้เห็นว่า ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคน ๆ หนึ่ง จะส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของอีกคนอย่างมาก เช่นเดียวกับที่ พ่อแม่ ปู่ย่า ตา ยาย หรือ พี่เลี้ยง ที่มีหน้าที่ในการดูแลเจ้าตัวน้อย ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่งเกมส์ หรือ ปล่อยให้เค้าอยู่กับทีวี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ซึ่งผลที่เห็นได้ชัด คือเด็กอยู่นิ่งๆ ไม่กวน ไม่ซน แต่หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ เขาจะไม่สามารถอยู่เฉยได้ และเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลในอนาคตต่อการเรียนของเขาเหล่านั้น เมื่อเขาเรียนไม่ได้ แล้วอนาคตของเขาจะดูแลตัวเองได้อย่างไร

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

จากประสบการณ์ในการสอน พบว่าเด็กๆในปัจจุบันมีแนวโน้ม อ่านออกเขียนได้ช้าลง ซึ่งมักส่งผลกับการเรียนในทุกวิชาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากปัจจัยหลายๆด้าน

ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากตัวเด็กเองที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (ซึ่งพบไม่บ่อยนักที่เกิดจากตัวเด็กเอง) หรือการเข้าเรียนก่อนวัยอันควรซึ่งส่งผลให้พัฒนาการช้ากว่ากลุ่มเพื่อนจนเกิดเป็นความไม่มั่นใจ เก็บตัว แต่ปัจจัยหลักที่พบเห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบันนั้นมักเกิดเนื่องมาจากเทคโนโลยี เราจะสังเกตเห็นว่าเครื่องมือทางเทคโนโลยีมีบทบทมาก ไม่ว่าจะอยู่มุมไหน บริเวณไหน เราจะพบเห็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่มี tablet หรือโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา ซึ่งดูกลายเป็นเรื่องปกติ

ผู้ที่จะลดบทบาทของเทคโนโลยีได้ก็มีแต่พ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้น เปรียบเหมือนกับ ครูกับเทคโนโลยีอยู่กันคนละฝั่ง โดยมีเด็กอยู่ตรงกลาง แค่ลำพังเทคโนโลยี ครูก็ต้องใช้พลังพอสมควรเพื่อที่จะได้เสมอกับเทคโนโลยี คราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่จะเลือกฝั่งให้กับเด็กว่าจะช่วยฉุดให้เด็กไปด้านไหน หากพ่อแม่ผู้ปกครองเลือกที่จะส่ง tablet ให้กับบุตรหลาน ก็ไม่มีทางที่ฝั่งของครูจะชนะได้ แต่หากพ่อแม่ผู้ปกครองเทแรงมาที่ฝั่งครูโดยให้เด็กรู้จักหน้าที่ มีระเบียบวินัย ดูแลเอาใจใส่ด้านการเรียนของบุตรหลาน เพียงเท่านี้พ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่ต้องนั่งกลุ้มใจภายหลัง ว่าจะแก้ปัญหาด้านการเรียนของบุตรหลานอย่างไร

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

15191232-cartoon-podium-zwyciezcow---ilustracji-wektorowych          ควันหลงหลังจากประกาศผลการสอบกลางภาค ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสียต่อเด็กในแต่ละกลุ่ม

เรามาพิจารณาถึงผลดีก่อน เด็กในกลุ่มที่ส่งสัญญานการต้องการความช่วยเหลือ ผู้ปกครองในกลุ่มนี้ควรจะไม่ควรจะละเลยสัญญานที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือโดยการกำจัดสิ่งที่ยังติดค้าง หรือความไม่เข้าใจให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้เขาได้ก้าวเดินต่อไปในระดับที่ยากขึ้น อย่าปล่อยให้เด็กเก็บสะสมความความไม่เข้าใจมากขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขได้

ส่วนกลุ่มที่ส่งผลเสีย ก็ได้แก่ กลุ่มที่มักนำผลการเรียนของบุตรหลานไปเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมชั้น การเปรียบเทียบกันในชั้นเรียนไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การเปรียบเทียบในกลุ่มดังกล่าวมักต้องการให้บุตรหลานของตนเองไม่เพียงแต่อยู่ในระดับต้นๆ เท่านั้น แต่ต้องการให้บุตรหลานเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา ซึ่งในการสอบแต่ละครั้ง ไม่เพียงแต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ยังรวมถึงความพร้อมในเรื่องของสมาธิในวันนั้น ๆ ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นในเด็กกลุ่มนี้คือ การถูกส่งไปเรียนในสถาบันต่างๆ อย่างหนัก เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่หนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการ แต่เมื่อใดที่ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง เด็กๆ ก็จะต้องถูกเปลี่ยนที่เรียนหรือเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเหล่านั้นขาดความสดใส ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เนื่องจากถูกป้อนความรู้จนเคยชิน จนกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่มีความพยายามทำสิ่งต่างๆ ไม่กล้าลองผิดลองถูกในสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การต่อต้านการเรียนอย่างเงียบๆ มีหน้าที่ไปเรียน แต่ไม่ได้ตั้งใจ หรือมีสมาธิอยู่กับการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนใดๆ

ดังนั้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เราผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองควรเปลี่ยนทรรศนคติที่ต้องการให้บุตรหลานเป็นที่หนึ่ง มาร่วมกันปลูกฝังให้เขาได้ตระหนักและรู้จักทำหน้าที่ในเรื่องการเรียนให้ดีที่สุด น่าจะทำให้เขามีความทรงจำที่มีความสุขในช่วงวัยเรียนของเขาตลอดไป

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , | add comments

วันนี้เป็นวันสอบ TEDET ของเด็กหลายๆ โรงเรียน ผู้ปกครองหลายๆ คนก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นการสอบเพื่ออะไร รู้แต่เพียงว่าเป็นการสอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีความเข้าใจว่าเป็นการสอบเพื่ออะไร ส่วนตัวเด็กซึ่งเพิ่งสิ้นสุดการสอบปลายภาค แล้วยังต้องสอบนอกรอบอีก ซึ่งเป็นวิชาหลัก โดยมีข้อสอบที่ค่อนข้างยากอีก จะสอบไปเพื่ออะไร

คราวนี้เรามารู้จักการสอบ TEDET กันว่าคืออะไร TEDET เป็นโครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ TME ซึ่งโครงการนี้จัดสอบคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาปีที่ 2 –มัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 –มัธยมศึกษาปีที่ 3    ข้อสอบจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นข้อสอบเพื่อการวัดความรู้พื้นฐานในระดับชั้นนั้นๆ และ อีกส่วนเป็นข้อสอบวัดอัจฉริยภาพหรือการประยุกต์เนื้อหาการเรียนเพื่อการแก้ไขปัญหา

เมื่อรู้จักการสอบ TEDET แล้ว  มาดูความสำคัญของการสอบ การประเมินผลนอกจากจะเป็นการประเมินรายบุคคลแล้วยังมีการเปรียบเทียบกับกลุ่มโรงเรียน เด็กในระดับชั้นเดียวกันทั่วประเทศ การสอบดังกล่าวน่าจะเป็นผลดี เพื่อให้ผู้ปกครองที่ต้องการทราบว่าบุตรหลานมีอัจฉริยภาพ หรือบุตรหลานสามารถประยุกต์ใช้เนื้อหาที่เรียนมาในการแก้โจทย์ปัญหาได้ดีเพียงใด

เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ร่วมกันระหว่า สสวท กับประเทศเกาหลี ข้อสอบจะเป็นข้อสอบกลางที่เหมือนกันที่ส่งตรงมาจากประเทศเกาหลี ซึ่งเมื่อกล่าวถึงช่วงเวลาในการสอบนี้ ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลาการเรียนการสอนของบ้านเรา ซึ่งเมื่อเทียบกับการเปิดเรียนของโรงเรียนอินเตอร์ หรือ ต่างประเทศเป็นช่วงของภาคการศึกษาใหม่ การสอบจึงเป็นการสอบย้อนเนื้อหาเดิมทั้งหมด แต่บ้านเราเป็นการเปิดภาคการเรียนการสอนไปเพียง 1 ภาคการเรียนเท่านั้น ยังมีความรู้บางเรื่องที่เด็กๆ อาจยังไม่เรียนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อสอบ จึงมีผลให้เด็กๆ ได้ผลประเมินในเรื่องของความรู้พื้นฐานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อความรู้พื้นฐานยังเรียนไม่ครอบคลุม ก็ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องการประยุกต์ใช้ความรู้ นอกจากช่วงเวลาที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีการเน้นเนื้อหาในการเรียนรู้ หรือจุดประสงค์ของการเรียนรู้ระหว่างของบ้านเรากับต่างประเทศก็แตกต่างกัน ซึ่งก็ยังเป็นอีกปัจจัยหลักที่มีผลต่อการประเมินเช่นกัน หากจะมีการสอบในแนวนี้  ควรเลือกช่วงเวลาที่เด็กๆ ได้เรียนจบเนื้อหาในชั้นปีนั้นๆ ก่อน หรือเป็นการสอบย้อนเนื้อหา น่าจะเป็นธรรมกับเด็กไทยมากกว่า

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments