ช่วงของการปิดภาคเรียนจะเป็นช่วงที่เด็กๆ บางคนจะได้พัก ในความหมายของพวกเขาคือการนอนตื่นสาย เล่นเกมส์ได้ทั้งวัน ทั้งคืนได้โดยไม่ต้องรียตื่นเพื่อไปโรงเรียนในตอนเช้า หลายๆ ครอบครัวก็ถือว่าเป็นช่วงที่เด็กควรว้างสมาธิสั้นในได้พักผ่อนสมองบ้าง จึงปล่อยให้เขาอยู่กับความสุขของเขาในช่วงปิดเทอม จนเด็กติดเกมส์ มีความสุขกับจอสี่เหลี่ยม ไม่สามารถแยกจากมันได้

ปัจจุบันเรามักจะได้ยินกันเสมอ เด็กคนนั้นต้องเป็นสมาธิสั้นแน่ๆ อยู่ไม่นิ่งเลย ส่วนเด็กหลายๆ คนนั่งนิ่งเลย สมาธิดีจัง ใครผ่านไปมาไม่ได้สนใจเลย (ในมือ ถือ tablet ) หลายๆ คนเข้าใจว่าสมาธิสั้นเป็นพฤติกรรมที่อยู่ไม่นิ่งของเด็ก แต่ในนิยามทางการแพทย์ ได้จำกัดความคำว่าสมาธิสั้นได้
3 ประเภทดังนี้

  1. สมาธิสั้นประเภทที่ไม่สามารถควบคุมตนเองให้อยู่นิ่งๆ ได้นาน ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ชอบกิจกรรมผาดโผน เสี่ยงอันตราย
  2. สมาธิสั้นประเภท เหม่อลอย หรือเฉื่อย สมาธิสั้นประเภทนี้พบบ่อยในเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ ชาย จะมีอาการของการเหม่อลอย ทำงานไม่มีความรอบคอบ ไม่สามารถจัดการกระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และเป็นระบบได้ เหมือนมีสมาธิกับสิ่งที่ทำ แต่จริงๆ แล้วเหม่อลอยอยู่ ขาดสมาธิในการเรียนรู้ สมาธิสั้นประเภทนี้ ต้องสังเกตถึงจะพบพฤติกรรมดังกล่าว เพราะจะนั่งนิ่งได้นาน โดยไม่ได้ทำอะไรเลย การเรียนในชั้นเรียนจะถูกมองข้าม เพราะไม่ซน ไม่ดื้อ แต่จะเป็นเด็กที่เรียนอ่อน ตามเพื่อนไม่ทัน ทำงานช้า
  3. สมาธิสั้นแบบผสม เป็นสมาธิสั้นที่รวมทั้งสองแบบ แต่เด็กจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ทั้งพฤติกรรมและคำพูด การกระทำ

สิ่งใดๆ จะขาดความยั้งคิด

สาเหตุของการเกิดความผิดปกติดังกล่าว มีงานวิจัยพบว่า การหลั่งสาร dopamine ที่เป็นสารที่หลั่งในระบบประสาทของสมองเพื่อช่วยควบคุมเรื่องพฤติกรรม สมาธิ การเรียนรู้ ให้กับเด็กคนนั้นมีระดับที่ต่ำกว่าปกติ ควบคู่กับการเลี้ยงดูของเด็กในครอบครัวนั้นๆ เนื่องจากสังคมในปัจจุบันที่มีความรีบเร่ง ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นทำให้เกิดความผิดปกติ อีกทั้งสิ่งเร้าที่มีอยู่มากมายรอบตัว อาการสมาธิสั้นของเด็กจะสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนวัย 7 ขวบ งานวิจัยพบว่า หากเด็กไม่ได้รับการปรับพฤติกรรมและได้รับการรักษา จะทำให้เขามีปัญหาในการเรียน เนื่องจากสมาธิที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ และจะพอกพูนความไม่เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เขาขาดความมั่นใจในการเรียน เบื่อหน่าย ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่เพิ่มอาการสมาธิสั้นลง ซึ่งได้แก่ อาหาร หรือขนมที่ให้พลังงานสูงๆ การปล่อยให้อยู่กับเกมส์ หรือทีวี สิ่งที่ควรทำเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มอาการ ได้แก่ การให้เขาได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การสร้างระเบียบวินัยให้เขาปฏิบัติตาม และการจัดบ้านให้มีระเบียบ

ไม่ว่าจะเป็นสมาธิแบบใด ก็ไม่สามารถหายได้ หากมีอาการมากขึ้น แพทย์จำเป็นที่จะต้องใช้ยา ซึ่งจะต้องใช้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต คงจะดีหากเราป้องกันไม่ให้บุตรหลานมีความผิดปกติดังกล่าว โดยการหลีกเลี่ยงจากสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความผิดปกติขึ้นตั้งแต่ในบ้าน ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ปฐมวัยกันดีกว่า

Tags : , , , , , , , , | add comments

94b70ae6-dc31-4432-82a5-c08eec696a8d

ปัจจุบันมีหลายๆ คนที่ต้องคลุกคลีกับการดูแลเด็กเป็นกลุ่ม จะพบว่า แนวโน้มจะพบเด็กที่เป็นเด็กพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กพิเศษในที่นี้ จะไม่รวมถึงเด็กที่เฉื่อย หลายๆ ครอบครัวอาจรู้เท่าทัน ก็พาบุตรหลานไปปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการลดการกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ ในบางรายอาจเลือกวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรม  หรือในบางหลายๆ ครอบครัวอาจจำเป็นต้องมีการใช้ยาร่วมเพื่อบำบัด หรือควบคุมอาการให้อยู่ในขอบเขต

หลายๆ คนอาจเคยอ่านบทความเกี่ยวกับเด็กพิเศษมาบ้างแล้ว หากมีการสืบประวัติการเลี้ยงดู มักพบว่าเด็กพิเศษแนวโน้มเกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูมากกว่าพันธุกรรม นั่นหมายความว่า เด็กพิเศษนั้น จะแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่ต้องพึ่งพิงการเลี้ยงดูของผู้ใหญ่เป็นหลัก หากการดูแลบุตรหลาน โดยให้เครื่องมืออิเล็คโทรนิคส์เป็นผู้ช่วย หากเค้ายังมีอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ในมือ ก็สามารถนั่งนิ่งติดได้นาน แต่เมื่อถอดอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นออก พลังงานที่ควรใช้ จะถูกนำออกมาใช้ในช่วงนี้ ทำให้เค้าไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอะไรได้นานเลย ซึ่งในช่วงเวลาที่ต้องนั่ง คือช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ที่ต้องมีการเรียนรู้บทเรียนต่างๆ กลับกลายเป็นช่วงที่ลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่นิ่งตลอดเวลา

ทางเลือกที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่นิยมเลือกคือ การใช้ยาเข้าช่วย เพื่อกดอาการสมาธิสั้น ให้เด็กได้อยู่นิ่งในช่วงของการเรียน เพื่อให้เค้านั่ง ตั้งใจในสิ่งที่ครูกำลังสอน แต่การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ หลายๆ ครั้งเมื่อใช้ยาไปนานๆ อาจเกิดผลสัมฤทธิ์ที่น้อยลง จนทำให้ต้องเพิ่มขนาดของยาขึ้น ในช่วงของการปรับยา นั่นหมายความว่า เด็กถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าได้ง่ายขึ้น เป็นเหตุให้ผลการเรียนแย่ลง เหตุการณ์แบบนี้ จะย้อนกลับมาทุกครั้ง หากทางบ้านยังไม่ปรับวิธีการเลี้ยงดู ไม่ลดสิ่งเร้าที่เป็นตัวกระตุ้นอาการ  และในที่สุดสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเกิดความเครียด   เมื่อเกิดความเครียด ก็ดุ ด่าว่ากล่าว หรือบางรายอาจใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีใดๆ เลย

หากเป็นเช่นนั้น เราควรทำอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้ที่จะดูแลบุตรหลานของตน ต้องเรียนรู้จากบุตรหลาน และคอยสังเกตว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอาการ ให้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้นให้ได้ เรียนรู้ที่จะให้อภัย เพราะหลายๆ ครั้งที่บางสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากความไม่ทันได้ยั้งคิด ทำโดยไม่ได้เจตนา แต่ต้องมีการพูดคุย โดยจัดบรรยากาศให้สงบ เพื่อให้เค้าได้มีสมาธิ ได้ฟัง (ไม่ใช่แค่ได้ยิน) ได้คิดตรึกตรองในสิ่งที่เราพูด เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นกับเค้าในเวลาที่เค้าไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการ และสุดท้ายคือยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดเกินครึ่งที่เกิดจากการเลี้ยงดูของเราเอง ที่เลี้ยงเค้าในวัยเด็ก ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องปรับพฤติกรรมให้เป็นปกติได้มากที่สุด และทำให้เค้าได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

0511-0902-1117-2152_Bottle_of_Yellow_Tablets_clipart_image            ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดแนวโน้มของเด็กก็เปลี่ยนไป นั่นคือในปัจจุบันเราจะพบว่าเด็กมีแนวโน้มเป็นเด็กพิเศษกันมากขึ้น ครั้งนี้จะขอกล่าวถึงกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองสงสัยว่าบุตรหลานเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือไม่

เนื่องจากแนวโน้มของเด็กในปัจจุบันที่มีมากขึ้นที่เกิดภาวะสมาธิสั้นนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆคน ก็มีความกังวลว่าบุตรหลานของตนเองจะเข้าข่ายสมาธิสั้น จึงมีการปรึกษา หากไปปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเด็กก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร เนื่องจากแพทย์จะสามารถแนะนำวิธีการปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูของพ่อแม่ร่วมกับการใช้ยา พร้อมกับการติดตามผล เป็นระยะ            และมีการปรับขนาดของยาตามอาการ แต่ในหลายๆ รายไม่ปรึกษาแพทย์แต่ซื้อยามาให้บุตรหลานรับประทานเอง เพื่อหวังว่ายาจะสามารถปรับสมาธิของบุตรหลานของตน โดยไม่ผ่านการวินิจฉัยของแพทย์ เนื่องจากแพทย์จะใช้ยาในเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น การให้ยาดังกล่าวกับเด็กนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาประเภทใด จะต้องวินิจฉัยจากน้ำหนักตัว และความรุนแรงของอาการเป็นสำคัญ และยาประเภทดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท ซึ่งผลที่ได้คือเด็กนิ่งขึ้น เนื่องจากยาไปกดระบบประสาท ดังนั้นในการใช้ยาในเด็กควรได้รับการเห็นชอบหรือสั่งจ่ายจากแพทย์จะปลอดภัยกว่า ซึ่งในบางราย เด็กอาจ เป็นเด็กที่ซนตามธรรมชาติ แต่เพียงเพื่อต้องการให้เด็กมีสมาธิ หรือนิ่งในการเรียนในห้องเรียน จึงใช้ยาเป็นตัวช่วย สิ่งที่ตามมาจะไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments