ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นการส่งผลการประเมินการเรียนรู้ของเด็กๆ จากทางโรงเรียน เด็กหลายๆ คนผ่านการทุ่มเทในการอ่านหนังสือ และทบทวนบทเรียน เป็นผลให้ผลการเรียนออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ อดไม่ได้ที่จะต้องให้รางวัลแก่ความเพียงพยายาม และความตั้งใจ

รางวัลที่เด็กๆ อยากได้ในปัจจุบัน หรือพ่อแม่เลือกให้เป็นของรางวัลมักเป็นโทรศัพท์มือถือ แทปเลต หรือ เงินในเกมส์ การให้รางวัลของพ่อแม่ มักคิดว่าเพื่อเป็นกำลังใจ และตอบแทนในความตั้งใจ นอกจากนี้แล้วยังเป็นสิ่งที่บุตรหลาน ต้องการอีกด้วย จึงไม่ลังเลที่จะให้ แต่เป็นการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากเด็กที่มีเครื่องมือสื่อสารแบบไร้พรมแดน สามารถท่องโลกออนไลน์อย่างอิสระ เมื่อใดก็ได้นั้น เป็นการเปิดโอกาสให้สิ่งเร้ามีผลกับสมาธิ และการเรียนรู้ของบุตรหลานอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการปิดกั้นให้บุตรหลานมีโลกส่วนตัวที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ ไม่สามารถรู้ความคิดที่เกิดขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่จะเป็นตัวบ่งชี้ได้ดีที่สุด คือ การประเมินผลการเรียนรู้จากทางโรงเรียน การรายงานพฤติกรรมทั้งด้านการเรียนรู้ ที่ไม่มีสมาธิ และพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้หากสะสมนานเข้า ปัญหาก็จะยิ่งสะสมตามเวลาที่ถูกปล่อยผ่าน จนในที่สุดไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย

ดังนั้นในเมื่อการให้รางวัลกับบุตรหลาน เป็นสิ่งที่อยากตอบแทนในความตั้งใจ พ่อแม่ควรจะเป็นผู้กำหนดรางวัลที่มีคุณค่า ควรพิจารณาถึงผลดีผลเสีย ที่จะส่งผลต่อตัวเด็กเป็นหลัก เพราะต่อไป เพราะเมื่อเขาเติบโตจนสามารถเป็นผู้เลือกด้วยตนเอง พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องมีหน้าที่ชี้แนะให้เขาต่อไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำๆนี้..ฟังแล้วมันมีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวที่มีลูกคนเดียว เค้าเป็นทั้งแก้วตา ดวงใจ ทุกอย่างของชีวิตของคนเป็นพ่อและแม่และมันจะพร้อมกับคำว่า..#คาดหวัง…เพราะเค้าเป็นทุกอย่างเราเลยคาดหวังให้เค้าเป็นที่สุด เป็นที่หนึ่ง เป็นทุกอย่างอย่างที่ใจเราอยากให้เป็น ทุ่มเททุกอย่างให้เพื่อให้เค้าได้ดั่งใจเราให้เค้าเป็นในสิ่งที่เราต้องการ..ซึ่งในบางครั้งเค้าพยายามแล้วแต่มันจะไม่ได้เป็นในสิ่งที่เราต้องการทั้งหมด ไม่ได้ดั่งใจเราไปสะทุกอย่าง..พ่อแม่หลายคนผิดหวัง เพราะคาดหวังสูงเกินไป..ใช้วิธีการเปรียบเทียบเพื่อให้ลูกได้เห็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็น..
.. ดูลูกบ้านนี้สิ เค้าสอบเข้ารร.ดังๆได้นะ..ดูพี่คนนี้สิ เค้าเอ็นติดวิศวะนะ ดูลูกเพื่อนแม่สิเค้าสอบได้ที่หนึ่งนะ สารพัดคำพูดที่สรรหามาพูดกับลูก บางคนเปรียบเทียบกับญาติตัวเอง ดูลูกป้า ลูกลุง ลูกอา ลูกน้า..เค้าเก่งกว่าเธออีก เธอไม่ตั้งใจ เธอไม่ได้ดั่งใจชั้นเลย..ดูลูกคนอื่นแล้ว เคยคิดมั้ยว่าลูกรู้สึกอย่างไร ..มองแต่ลูกคนอื่น เคยหันมาดูมั้ยว่าลูกตัวเองเสียใจกับคำพูดที่ตัวเองพูดหรือเปล่า..ลองมองย้อมกลับมาดูลูกตัวเองบ้างมั้ย..ซึ่งบางทีลูกไม่ได้แย่ไปกว่าลุกคนอื่นเลย แต่ความคาดหวังที่พ่อแม่มีมากเกินไปจนกลายเป็นการทำร้ายความรู้สึกของลูกตัวเอง..
วิธีการเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลุกคนอื่นป็นการสร้างปมในใจให้กับลูกที่แย่ที่สุด เด็กจะคิดว่าหนูไม่เก่ง หนูไม่ดี หนูสู้คนอื่นไม่ได้ สุดท้าย จะมีคำถามตามมาว่า แม่ พ่อ ไม่รักหนู…ท้ายที่สุดถ้าปมนี้มันใหญ่ขึ้นเค้ากลายเป็นเด็กมีปัญหา แล้วมันมาจากใครหละ…มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าเราลดการคาดหวังลงและหันมายอมรับในสิ่งที่ลูกเราทำได้อาจจะไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ไม่ได้รับการชื่นชมจากคนอื่น แต่มันก้อไม่ได้แย่ และกำลังใจเดียว ที่ลูกอยากได้ เค้าไม่ได้อยากได้จากคนอื่น..
…อย่าให้ความคาดหวังที่มันมีมากจนเกินไป มาทำร้ายคนที่เป็นทั้งความรัก ทั้งชีวิต เป็นทั้งจิตใจ..และที่สำคัญเค้าเป็น..คนเดียว เค้าเป็น..ที่สุด และ เค้าเป็น..ที่หนึ่ง ในใจเราเสมอ..#ขอบคุณและสวัสดีค่ะ.

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments

            เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมลูกเราถึงยิ่งเรียนยิ่งแย่ ไม่ว่าจะส่งเรียนพิเศษกี่ที่ คะแนนก็ไม่ดีขึ้น ทั้งๆ ที่ลูกก็ไม่มีปัญหาเรื่องการอ่าน สามารถอ่านออกเขียนได้ ปัญหาต่างๆ จะสะสมรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาที่ต้องใช้กระบวนการวิเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาคณิตศาสตร์

หลายๆ ครั้งที่ ปัญหาไม่ได้เกิดจากสติปัญญา หรือวิธีการสอน  แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดเนื่องมาจากลักษณะนิสัยที่มาจากการเลี้ยงดู ที่บ่มเพาะจนเด็กกลายเป็นเด็กเฉื่อย ไม่คิด ไม่ทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีระเบียบวินัย

สิ่งต่างๆ เกิดเนื่องมาจากอะไร การเรียนคณิตศาสตร์ หากเป็นเพียงการทำตามเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ ที่บ่งชี้เลยว่าเด็กต้องทำอะไร จะไม่เกิดปัญหาใด หากเขาไม่มีปัญหาด้านการคำนวณ แต่ในความเป็นจริงเมื่อเด็กโตขึ้น จะมีการใส่โจทย์เพื่อให้เด็กๆ ได้มีการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ไขโจทย์ปัญหา และซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเรียนในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การอ่านออกของเด็กที่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะเริ่มทำอะไรด้วยตนเอง เป็นการอ่านแบบนกแก้วนกขุนทองเท่านั้น ไม่มีการคิดวิเคราะห์ใดๆ เพื่อแก้ปัญหานั้นๆ หากปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวยังคงเกิดขึ้น โดยไม่ได้รับการแก้ไข สุดท้ายเด็กก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มั่นใจในการเรียน ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเองในที่สุด

Tags : , , , , , , , , , | add comments

4cs จากในบทความที่เคยกล่าวมาแล้วว่า การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมนั้นเป็นการเรียนที่ทำให้เป็นรูปธรรมได้ จากการเรียนผ่านประสบการณ์รอบๆ ตัว เช่น การเรียนเรื่องเงิน การชั่ง ตวง วัด เป็นต้น ซึ่งการเรียนในระดับประถมนั้น จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนในระดับมัธยมต่อไป

การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมจะเริ่มเป็นการเรียนในลักษณะที่เป็นศาสตร์มากขึ้น เช่น พหุนาม เลขยกกำลัง กรณฑ์ เป็นต้น แต่การเรียนในระดับมัธยมนั้นจะต้องอาศัยพื้นฐานที่ดีในระดับประถม เปรียบเสมือนโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้าง หากมีฐานที่ไม่แข็งแรง สิ่งปลูกสร้างนั้นย่อมไม่สามารถสร้างให้สูงได้เช่นกัน เช่นเดียวกับการเรียนคณิตศาสตร์ หากมีพื้นฐานไม่ดีตั้งแต่ประถม เขาไม่มีความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีกับการเรียน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้เด็กๆ ต่อต้านการเรียนคณิตศาสตร์เกิดเนื่องมาจาก การปิดสัญญาณในการเรียน นั่นหมายความถึงการปิดโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาของความไม่เข้าใจ เมื่อบวกรวมกับสิ่งแวดล้อมของการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเอง ไม่รู้สึกเดือดร้อนกับคะแนนหรือเกรดที่ออกมา ทำให้เมื่อเข้าสู่มัธยมปลาย โอกาสหรือทางเลือกในการเรียนก็จะแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีนั้น มักจะเรียนดีในเกือบทุกวิชา นั่นเราอาจหมายรวมได้ว่า การเรียนคณิตศาสตร์เป็นการจัดลำดับกระบวนการของความคิดให้กับเขาเหล่านั้น และสามารถพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ได้ดีกว่า

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

responsibility-clipart-6BcaEBdT8            ผ่านไปแล้วสำหรับการประกาศผลสอบเข้าเรียนในห้องเรียนพิเศษ (Gifted และ EP) ครูต้องขอแสดงความยินดีกับน้องๆ หลายๆ คนที่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งนั่นหมายถึงการเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดี แต่อีกหลายๆ คนไม่ได้เลือกลงเข้าการคัดเลือกในรอบนี้ หรือน้องๆ บางคนที่พลาดในรอบนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่าตนเองจะหมดโอกาส ทุกๆ คนยังมีโอกาสในสนามใหญ่อีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน นี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันพร้อมกันทุกโรงเรียน ดังนั้นเด็กที่พลาดจากสนามแรก ก็จะต้องเข้าสอบในสนามนี้

สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำคือ การพิจารณาโรงเรียนในการให้น้องๆ สอบคัดเลือกของพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรประเมินปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เด็กมีโอกาสได้รับการคัดเลือกมากที่สุด ซึ่งหมายถึง จำนวนคู่แข่ง : จำนวนนักเรียนที่รับ และการเตรียมตัวของตัวบุตรหลาน และตัวเด็กๆ เองก็ต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง ต้องอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองให้ได้รับคัดเลือกในที่สุด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แนวโน้มไม่ได้เป็นแบบนั้น เนื่องจากเด็กๆ ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ไม่เรียนรู้ว่าการเรียนเป็นสิ่งเดียวที่เป็นหน้าที่ของตนเอง และทำในสิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น โดยไม่รู้สึกเดือดร้อนกับความบกพร่องในหน้าที่ของตนเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางที่ตนเองจะไม่มีที่เรียน ในที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องคอยวิ่งเต้น เพื่อให้ตนเองได้มีที่เรียนในที่สุด

หากพิจารณากันดีๆ แล้ว ความผิดพลาดในพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้เกิดขึ้น เนื่องจากเขาเหล่านั้นไม่เคยถูกสอน หรือฝึกให้อยู่ในระเบียบวินัยในการทำหน้าที่ของตนเอง และสิ่งที่แย่กว่านั้นคือ เด็กไม่เคยได้รับบทลงโทษเมื่อทำผิดกฎ หรือระเบียบใดๆ เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้ปกป้องอย่างไม่มีเหตุผล จนกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่รู้จักหน้าที่ ของตนเอง ไม่มีความรับผิดชอบและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ในที่สุด หากเด็กๆ ได้รับการฝึกระเบียบวินัย และรู้จักหน้าที่ของตนเอง ต่างคนต่างรู้และรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ก็เป็นเหมือนจิกซอรที่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันต่อจนเป็นภาพที่สมบูรณ์ในที่สุด

 

Tags : , , , , , , , , , , | add comments

94b70ae6-dc31-4432-82a5-c08eec696a8d

ปัจจุบันมีหลายๆ คนที่ต้องคลุกคลีกับการดูแลเด็กเป็นกลุ่ม จะพบว่า แนวโน้มจะพบเด็กที่เป็นเด็กพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กพิเศษในที่นี้ จะไม่รวมถึงเด็กที่เฉื่อย หลายๆ ครอบครัวอาจรู้เท่าทัน ก็พาบุตรหลานไปปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการลดการกระตุ้นหรือสิ่งเร้าต่างๆ ในบางรายอาจเลือกวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรม  หรือในบางหลายๆ ครอบครัวอาจจำเป็นต้องมีการใช้ยาร่วมเพื่อบำบัด หรือควบคุมอาการให้อยู่ในขอบเขต

หลายๆ คนอาจเคยอ่านบทความเกี่ยวกับเด็กพิเศษมาบ้างแล้ว หากมีการสืบประวัติการเลี้ยงดู มักพบว่าเด็กพิเศษแนวโน้มเกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูมากกว่าพันธุกรรม นั่นหมายความว่า เด็กพิเศษนั้น จะแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่ต้องพึ่งพิงการเลี้ยงดูของผู้ใหญ่เป็นหลัก หากการดูแลบุตรหลาน โดยให้เครื่องมืออิเล็คโทรนิคส์เป็นผู้ช่วย หากเค้ายังมีอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ในมือ ก็สามารถนั่งนิ่งติดได้นาน แต่เมื่อถอดอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นออก พลังงานที่ควรใช้ จะถูกนำออกมาใช้ในช่วงนี้ ทำให้เค้าไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอะไรได้นานเลย ซึ่งในช่วงเวลาที่ต้องนั่ง คือช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ที่ต้องมีการเรียนรู้บทเรียนต่างๆ กลับกลายเป็นช่วงที่ลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่นิ่งตลอดเวลา

ทางเลือกที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่นิยมเลือกคือ การใช้ยาเข้าช่วย เพื่อกดอาการสมาธิสั้น ให้เด็กได้อยู่นิ่งในช่วงของการเรียน เพื่อให้เค้านั่ง ตั้งใจในสิ่งที่ครูกำลังสอน แต่การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ หลายๆ ครั้งเมื่อใช้ยาไปนานๆ อาจเกิดผลสัมฤทธิ์ที่น้อยลง จนทำให้ต้องเพิ่มขนาดของยาขึ้น ในช่วงของการปรับยา นั่นหมายความว่า เด็กถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าได้ง่ายขึ้น เป็นเหตุให้ผลการเรียนแย่ลง เหตุการณ์แบบนี้ จะย้อนกลับมาทุกครั้ง หากทางบ้านยังไม่ปรับวิธีการเลี้ยงดู ไม่ลดสิ่งเร้าที่เป็นตัวกระตุ้นอาการ  และในที่สุดสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเกิดความเครียด   เมื่อเกิดความเครียด ก็ดุ ด่าว่ากล่าว หรือบางรายอาจใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีใดๆ เลย

หากเป็นเช่นนั้น เราควรทำอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้ที่จะดูแลบุตรหลานของตน ต้องเรียนรู้จากบุตรหลาน และคอยสังเกตว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอาการ ให้หลีกเลี่ยงสิ่งนั้นให้ได้ เรียนรู้ที่จะให้อภัย เพราะหลายๆ ครั้งที่บางสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากความไม่ทันได้ยั้งคิด ทำโดยไม่ได้เจตนา แต่ต้องมีการพูดคุย โดยจัดบรรยากาศให้สงบ เพื่อให้เค้าได้มีสมาธิ ได้ฟัง (ไม่ใช่แค่ได้ยิน) ได้คิดตรึกตรองในสิ่งที่เราพูด เรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นกับเค้าในเวลาที่เค้าไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการ และสุดท้ายคือยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดเกินครึ่งที่เกิดจากการเลี้ยงดูของเราเอง ที่เลี้ยงเค้าในวัยเด็ก ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องปรับพฤติกรรมให้เป็นปกติได้มากที่สุด และทำให้เค้าได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

ตามรอยของพ่อ

Posted by malinee on Monday Oct 31, 2016 Under เกร็ดความรู้

10-u0266783-634586697714415000-1หลังจากคนไทยทั่วโลก ต้องผ่านช่วงเวลาของการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นยังไม่ได้เสื่อมคลายจากใจคนไทย เราทุกคนสูญเสียพ่อคนเดียวกัน เราอาลัย รักพ่อของเรา สิ่งที่เราพอจะทำได้คือ การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด อย่างที่เนื้อเพลงได้ว่าไว้ เป็นลูกที่ดีของพ่อ จะขอตามรอยของพ่อ ท่องคำว่าเพียงและพอจากหัวใจ ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจ

คำว่าขอตามรอยของพ่อ นั่นคือ เมื่อพระองค์ยังเยาว์วัย อยู่ในช่วงของการเรียน ก็ทรงทำหน้าที่ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี หลังจากเรียนจบ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของลูกๆ ให้อยู่ดีกินดี ได้เป็นอย่างดีไม่ตกบกพร่องตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ ไม่เว้นแม้เวลาเจ็บป่วย นอกจากนี้แล้วพระองค์ท่านยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่เป็นบุตร แม้พระองค์ท่านจะเปลี่ยนสถานที่มองลูกๆ ของพระองค์ท่านจากบนดิน ไปยังสรวงสวรรค์ สิ่งที่ยังตราตรึงในหัวใจไทยทุกดวงคือ ความดีงาม และแบบอย่างที่หาใครเสมอเหมือนมิได้

สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือการที่ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด พ่อแม่มีหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน อบรมสั่งสอนให้บุตรหลานเป็นคนดีต่อไป ส่วนตัวเด็กๆ ซึงเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ของการเรียน ตั้งใจเรียน เป็นลูกที่ดีของคุณพ่อ คุณแม่ เป็นนักเรียนที่ดีของคุณครูทุกคน

Tags : , , , , , , , , , , , , | add comments

พร้อม..เริ่ม!

Posted by malinee on Tuesday Aug 16, 2016 Under กิจกรรม

การซ้อมของขุนพลตัวน้อยที่เป็นตัวแทนของสถาบัน ไปร่วมแข่งขันคณิตคิดเร็วชิงแชมป์ประเทศไทย..เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะค่ะ..แล้วพบกันที่สนามแข่ง..13912451_953161334812054_4588098668136315775_n

Tags : , , , , , , , , | add comments

วันนี้ครูdownloadมีเรื่องเล่าอีกแล้ว เรื่องมีอยู่ว่ามีเด็กแฝดคู่หนึ่งที่ถูกเลี้ยงด้วยพี่เลี้ยงคนละคนกัน แฝดผู้พี่ไม่มีปัญหาการเรียนใดๆ เลย ในขณะที่แฝดผู้น้องไม่ว่าจะมีการประเมินผลอย่างไร ไม่เคยได้คะแนนไล่เลี่ยกันซักที ซ้ำร้ายล่าสุด แฝดผู้น้องไม่สามารถผ่านเกณฑ์การประเมิน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เป็นลูกฝาแฝดจากพ่อแม่เดียวกัน

คราวนี้เรามาวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้ผลการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เราสามารถตัดปัจจัยหลักเรื่องพันธุกรรมได้อย่างแน่นอน คราวนี้เรามาพิจารณาที่สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เนื่องจากการดูแลเด็กทั้งสองคนที่แตกต่างกันของพี่เลี้ยงแต่ละคน กลายเป็นปัจจัยหลักของการเรียนรู้ (ณ ที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์) ที่แตกต่างกันของทั้งคู่

ก่อนอื่น จะกล่าวถึงเนื้อหาการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ใน ประถม 1 ก่อน การเรียนยังไม่มีการคิดวิเคราห์โจทย์ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เตรียมความพร้อมทางด้านภาษาก่อน เด็ก ๆ ทุกคนจะต้องเรียนรู้เรื่องการนับเพิ่ม นับลด แบบรูป ความสัมพันธ์ ซึ่งมีเพียงแต่เรื่องของการคำนวณเท่านัน ซึ่งเด็กๆ ที่ถูกปูพื้นฐานทางด้านจำนวน หรือการคำนวณ จะไม่มีปัญหาในการเรียนในชั้น ป.1 แต่เมื่อขึ้น ป.2 การเรียนคณิตศาสตร์จะต้องมีการคิด วิเคราะห์ โจทย์มากขึ้น ให้เด็กๆ วิเคราะห์ว่าต้องใช้วิธีใดในการแก้ไขโจทย์ปัญหาดังกล่าว และการวิเคราะห์โจทย์ก็จะซับซ้อนมากขึ้นๆ เมื่อเรียนในระดับที่สูงขึ้น

หลังจากที่เรามองเห็นภาพรวมของการเรียนคณิตศาสตร์แล้ว เราย้อนกลับมาดูสิ่งที่แตกต่างของพี่น้องฝาแฝดคู่ดังกล่าว แฝดผู้พี่ มีพี่เลี้ยงที่เมื่อมีปัญหาในการแก้โจทย์ จะมีการติดต่อกับครูที่สถาบัน เพื่อขอคำชี้แนะ หรือวิธีการสอน โดยทางสถาบันย้ำว่าต้องให้ตัวเด็กเป็นผู้คิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง ส่วนแฝดผู้น้อง เนื่องจากถูกเลี้ยงอยู่กับคุณยาย ซึ่งมีทีวีเป็นเพื่อน เมื่อน้องกลับจากโรงเรียน กิจกรรมทุกอย่างรวมไปถึงการบ้านก็อยู่หน้าทีวี เมื่อทำการบ้านช้า หรือคำที่เด็กๆ มักอ้างนั่นคือ “หนูทำไม่ได้” พี่เลี้ยงกลัวว่าจะไม่มีการบ้านส่งในวันที่กำหนด จึงคิดและวิเคราะห์โจทย์ หรือบางครั้งก็บอกคำตอบให้กับตัวน้องเลย สิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่น้องจะค่อยๆ มีกระบวนการในการฝึกประสบการณ์ในการคิด และวิเคราะห์โจทย์จากการบ้าน (ซึ่งถือเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เรียนในแต่ละวัน) ก็ขาดไป เมื่อสอบวัดความรู้ ก็ไม่มีทางที่เค้าจะสามารถคิด วิเคราะห์โจทย์ได้เลย และเมื่อนานวันเข้า สิ่งที่เค้าต้องฝึกมันยากขึ้นเรื่อยๆ การประเมินผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะกลายเป็นปมที่ส่งผลให้เกิดทรรศนะคติที่ในเชิงลบต่อการเรียนในที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็น่าจะพอสรุปได้แล้วว่า พันธุกรรม ส่งผลต่อการเรียนรู้ก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรจะมีการดูแล เอาใจใส่ในเรื่องการเรียนของบุตรหลานอย่างสมเหตุสมผล และมีขอบเขต เพื่อประโยชน์ของตัวบุตรหลานของท่านเอง

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , | add comments

crying-boy-8672512      แนวโน้มเด็กไทยในยุคสังคมก้มหน้า เนื่องจากหลายๆ ครอบครัวที่เป็นครอบครัวขยาย เด็กกลายเป็นศูนย์กลางของครอบครัว อยู่กับลุง ป้า น้า อา ทุกคนจะแห่แหนกันดูแล เอาใจเด็กอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากทำอะไรก็ได้ในบ้าน ซึ่งเกินความพอดี จนบ่มเพาะนิสัยที่เฉื่อย เหม่อลอย เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีความพยายามหรือกระตือรือร้นในการทำอะไรให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง เขาจะไม่มีการลองผิดลองถูก ไม่มีประสบการณ์ของความล้มเหลว รวมไปถึงไม่มีประสบการณ์ของความสำเร็จด้วยเช่นกัน เนื่องจากการทำอะไรก็ต้องมีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ดาบสองคม แต่เป็นดาบเพียงด้านเดียวที่ทำร้ายเด็กโดยตรง เนื่องจากเด็กๆ จะไม่มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทุกอย่างที่รู้เกิดจากการป้อนข้อมูลที่สำเร็จแล้วทั้งสิ้น ไม่มีการคิดวิเคราะห์เหตุผล ไม่มีการฝึกทักษะทางด้านการควบคุมอารมณ์ เนื่องจากทุกอย่างที่ได้มา ได้มาอย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาในการรอคอย ขาดการฝึกทักษะด้านการเข้าสังคม เด็กกลุ่มนี้จะมีเพื่อนช้า หรืออาจไม่มีเลย ไม่ถูกฝึกให้รู้จักความผิดหวัง และสุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเอง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ข้างต้นจะส่งผลแย่ลงอย่างรวดเร็วถ้ามีตัวกระตุ้นจากการส่งเทคโนโลยีให้กับเขาเหล่านั้น หากไม่ต้องการทำร้ายบุตรหลานที่เรารัก เราจำเป็นต้องปรับวิธีการเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยให้เค้ามีความทักษะรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยให้เค้าได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ให้รู้จักการรอคอย รู้จักความผิดหวัง รู้จักใช้เหตุและผล ไม่ใช่การเรียนรู้ผ่านจออย่างแท๊ปเล็ค มือถือ หรือทีวี ที่ได้แต่ความพึงพอใจของเด็กเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

ครูจา

Tags : , , , , , , , , , , , , , , , , , , | add comments