cliparti1_outdoor-clipart_08จากข่าวเรื่องของการลดเวลาเรียนให้น้อยลง โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชาให้น้อยลง เพื่อให้เด็กได้มีการผ่อนคลาย ไม่เครียดในการเรียนมากเกินไป หรือต้องหอบการบ้านไปทำต่อที่บ้าน ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีเวลาที่จะอยู่กับพ่อแม่มากขึ้น

จากข่าวดังกล่าว ครูขอแชร์ความคิดเห็นกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัว หากใครต้องการแสดงความคิดเห็น ร่วมกันแชร์ได้นะคะ ใจความของข่าวกล่าวว่าจะมีการน่ำร่องกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ ประมาณ 10% เริ่มดำเนินการได้ในเทอม 2 ของปีการศึกษา 2558 นี้ ซึ่งเป็นการส่งนโยบายสู่โรงเรียน โดยยังไม่ชี้ชัดว่าจะปรับลดชั่วโมงเรียนในวิชาใด และจะจัดกิจกรรมประเภทใด การวางนโยบายดังกล่าวโดยไม่มีกรอบหรือแนวปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยให้เริ่มปฏิบัติทันทีในเทอมหน้า การทำกิจกรรมก็ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนเพียงผ่ายเดียว หากครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมให้สอดรับกับบทเรียนในห้องเรียนที่ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กๆก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกันหากกิจกรรมที่จัดขึ้นไม่ได้รับความสนใจ หรือไม่มีการจัดกิจกรรมใดๆเลย การลดเวลาเรียน ให้เด็กมีเวลาว่างมากขึ้น อาจเป็นการผลักให้เด็กไปอยู่กับสิ่งที่เขาชอบ เช่น เกมส์ สังคมออนไลน์ มากขึ้น ซึ่งหลายๆคนก็ทราบถึงพิษภัยและน่าจะทราบว่าเป็นเรื่องยากที่จะดึงบุตรหลานออกจากเกมส์หรือ สังคมออนไลน์ดังกล่าว แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของครู ซึ่งอยากแชร์และขอความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆท่านด้วยนะคะ

ครูจา

 

 

Tags : , , , , , , , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์

ใส่บาตร(หนังสือ)ให้ห้องสมุด เติมปัญญาให้น้องๆร.ร.น้ำท่วม โดย…หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ

 

                เช้าวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา คณาจารย์ผู้บริหารและนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นำโดย รศ.ดร.อิสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อธิการบดี ร่วมกันใส่บาตรหนังสือ ในโครงการ “84 พรรษา ใส่บาตรหนังสือ เติมปัญญาสู่ห้องสมุดประสบอุทกภัย” บริเวณลานโถง อาคาร 100 ปี บพิตรพิมุข จักรวรรดิ  โดยมี ศูนย์หนังสือจุฬาฯ และอาสาคมชัดลึกแทนคุณแผ่นดิน ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อหาหนังสือให้ห้องสมุด โรงเรียนบ้านหนองปรง อ.บางเลน จ.นครปฐม ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา

ด.ญ.รุจาภา และ ผศ.ศรีสมร ผ่องพุฒิ หัวหน้ากลุ่มงานแผนและคลัง มทร.รัตนโกสินทร์ ซึ่งนำหนังสือไปบริจาค บอกว่า การตักบาตรหนังสือเป็นการทำบุญที่ดีอีกทางหนึ่ง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้น้องๆในชนบทที่ขาดแคลนได้อ่านหนังสือหลากหลาย เพราะหนังสือที่หลายๆ คนนำมาบริจาคเป็นหนังสือเกี่ยวกับเด็ก นิยายแปลต่างประเทศ หนังสือสอนวาดภาพ มีหลากหลายแนว และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนที่อ่านมาก หนังสือมีคติสอนใจ ให้ความรู้สึกเหมือนว่าหนังสือสอนเราไปในตัว การแบ่งปันหนังสือดีๆ ให้คนอื่นๆ จึงเป็นการทำบุญที่สูงค่ายิ่ง

ผศ.รุจี พาสุกรี คณบดีคณะบริหารธุรกิจ กล่าวว่า การใส่บาตรหนังสือครั้งนี้จัดทำขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เป็นการส่งเสริมและปลูกฝังให้นักศึกษาไม่ลืมประเพณีของไทย อย่างการใส่บาตรหนังสือ เป็นการทำบุญทางปัญญา เหมือนเป็นการให้ความรู้และเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้อ่านหนังสือ จะพยายามจัดให้เป็นกิจกรรมประจำทุกปี เพราะเป็นกิจกรรมที่ดี สอนให้เด็กๆ มีน้ำใจ รู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น

พิมพ์ชนก ศรีชัยนาท ชั้น ป.3, ชลธิชา หนูเหมืองนา และพรณิชา  แสงเดช ชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านหนองปรง อ.บางเลน จ.นครปฐม ที่เดินทางมารับหนังสือกับครูศิริเพ็ญ ใหญ่สิมา  บอกว่า เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้โรงเรียนได้รับความเสียหาย รวมถึงหนังสือในห้องสมุดก็ถูกน้ำท่วมเสียหายจนหมด ดีใจมากที่มีการจัดกิจกรรมใส่บาตรหนังสือขึ้นและบริจาค หนังสือให้แก่โรงเรียน ห้องสมุดที่โรงเรียนจะมีหนังสือเพิ่มมากขึ้นเพื่อนๆ ที่โรงเรียนก็จะมีหนังสือดีๆ อ่านด้วย

ก่อนหน้านี้ อาสาคมชัดลึกแทนคุณแผ่นดิน ได้ร่วมกับศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดโครงการตักบาตรและทอดผ้าป่าหนังสือสู่ชุมชน กับสำนักงาน กศน.จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อรณรงค์รับบริจาคหนังสือจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาหนังสือนำไปจัดทำโครงการส่งเสริมการอ่าน และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันรักการอ่าน 2 เมษายน ณ วัดอินทาราม ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

โดยมีนายอุทาร พิชญาภรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน ลังจากพิธีตักบาตรและทอดผ้าป่าหนังสือจะมีการเชิญพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปประดิษฐาน ณ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อ.อัมพวา ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดอินทาราม เป็นห้องสมุดแห่งใหม่ที่จะมีพิธีเปิดในเดือนมิถุนายน 2555 ซึ่งยังเปิดรับบริจาคหนังสือและสื่อทุกประเภททั้งเก่าและใหม่ ผู้มีจิตศรัทธาแจ้งความจำนงได้ที่ โทร.0-3471-5485-หรือ 0-3471-5901

ส่วนอาสาคมชัดลึกแทนคุณแผ่นดิน ก็ยังคงร่วมกับพันธมิตรจัดหาหนังสือให้โรงเรียนที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เมื่อเร็วๆ นี้ได้บริจาคอุปกรณ์การเรียน จัดหาหนังสือใส่ห้องสมุด และจัดหาที่นอนสำหรับเด็กเล็กให้แก่โรงเรียนวัดห้วยจระเข้ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ประสบปัญหาอุทกภัยเช่นกัน และในอนาคตจะไปร่วมสร้างห้องสมุดที่ โรงเรียนบ้านคำบอน อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร อีกด้วย สนใจสอบถามได้ที่ โทร.0-2338-3349, 0-2335-3250

Tags : , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์

วันพฤหัสที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันนี้ ( 29 ก.พ.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2555 ว่า ในปีนี้ สพฐ. พยายามทำให้การรับนักเรียนมีความเป็นระบบ และต้องการให้ผู้ปกครอง และนักเรียนได้มีข้อมูลก่อนที่จะตัดสินใจเข้าเรียนต่อ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม มีความชัดเจนในการวางแผน และเตรียมตัวที่ดี

ดังนั้น สพฐ. จึงจะจัดงานมหกรรมตลาดนัดเรียนต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ในวันที่ 15-17 มี.ค.นี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งผู้ปกครองและนักเรียนจะได้รับทราบนโยบาย ตลอดจนแนวทางการรับนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 290 แห่งทั่วประเทศ เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เทพศิรินทร์ สตรีวิทยา เป็นต้น ซึ่งในปีนี้จะเปิดรับสมัครเพียงรอบเดียวเท่านั้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ภายในงานยังจัดให้มีการทดลองทำข้อสอบแข่งขันคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง หรือข้อสอบ Pre-Test ด้วย ซึ่งข้อสอบดังกล่าวออกโดยครูของโรงเรียนนั้นๆ โดยจะมีความใกล้เคียงกับข้อสอบที่จะใช้ในการสอบเข้าเรียนจริง ดังนั้นหากนักเรียนต้องการเข้าเรียนที่โรงเรียนใดก็สามารถมาลองทำข้อสอบได้ เพื่อจะได้ทราบว่าแนวข้อสอบของแต่ละโรงเรียนเป็นอย่างไร และตนเองทำคะแนนได้เท่าใด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเข้าเรียนต่อไป ซึ่งหากคะแนนออกมาไม่ดีเด็กก็อาจจะไปศึกษาข้อมูลของโรงเรียนที่เป็นเครือข่ายได้ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนเหล่านี้มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง

“การสอบจะมีทั้งหมด 19 สนามสอบ เปิดให้สมัครและสอบได้ภายในงาน โดยเปิดสอบวันละ 6 รอบ แบ่งเป็น เช้า 3 รอบ และบ่าย 3 รอบ สอบรอบละ 1 ชั่วโมง จากนั้นจะทำการตรวจข้อสอบโดยคอมพิวเตอร์ และประกาศผลให้เด็กทราบทันที”

ดร.ชินภัทร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามยืนยันว่าขณะนี้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั้ง 290 แห่งได้จัดทำแผนการรับนักเรียนเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะรับนักเรียนห้องละกี่คน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 40-50 คน ดังนั้นเมื่อมีการประการผลสอบ โรงเรียนเหล่านี้จะไม่สามารถเปิดรับสมัครรอบสองได้อีก ซึ่งเด็กที่พลาดจากการสอบรอบแรก ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะเป็นผู้จัดที่นั่งให้แก่นักเรียนเอง โดยจะพิจารณาจากโรงเรียนเครือข่ายที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการ

ดังนั้นหากนักเรียนต้องการเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่บริการ ก็ควรจะเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมกับตัวเอง มากกว่าที่จะไปเลือกเข้าโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะต้องมีการสอบคัดเลือก และใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET 20% ในการคัดเลือกเด็กด้วย

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ชี้การศึกษาไทย’ระบบขนมชั้น’ อนาคตเด็กอัจฉริยะ’สมองฝ่อ-สูญสิ้น’ โดย… ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

โจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องร่วมหาคำตอบให้เร็วที่สุด กับเด็กเยาวชนอนาคตของชาติที่กำลังเผชิญกับการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ ส่งผลให้กล้าไม้พันธุ์ดี เฉกเช่น “เด็กที่มีความสามารถพิเศษ” หรือ “เด็กอัจฉริยะ” หรือ “เด็กหัวกะทิ” ไร้ซึ่งปุ๋ยคุณภาพบำรุงรากให้เติบโตเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ให้ร่มเงาแก่สังคมต่อไป
ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานโครงการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษและเด็กที่มีความต้องการพิเศษแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะ “กูรูเด็กอัจฉริยะ” บอกว่า เป็นที่ทราบกันว่า ” เด็กที่มีความสามารถพิเศษ” สมองที่เป็นเลิศทางความคิดด้านทักษะต่างๆ เหนือกว่าคนปกติ ถ้าคิดชอบจะทำอะไรต้องทำได้สำเร็จ และผลงานออกมาดี แต่ “น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะยุคไหน รัฐบาลใครก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลอย่างถูกวิธีให้เขาได้ใช้ศักยภาพสร้างสังคมให้ทัดเทียมนานาประเทศ”

ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน ภาพที่ปรากฏด้านเด็ก การจัดการการศึกษาของไทย ยังคงเดินตามหลังประเทศแถบยุโรปอยู่มาก ทั้งๆ ที่มีแนวทางการจัดที่สามารถนำการศึกษาให้มีคุณภาพได้ แต่ติดที่ไม่มีใครคิดที่จะวางแผนการจัดการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ตราบใดที่การเมืองยังคิดว่าการศึกษาเป็นเรื่องของรัฐบาล รัฐบาลใหม่ กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะอีกกี่ปีการศึกษาก็ยังคงไม่มีคุณภาพเช่นเคย

“สถิติเด็กเกิดประมาณ 7-8 แสนคนต่อปี จะมีเด็กที่มีความสามารถพิเศษประมาณจำนวน 7-8 หมื่นคนต่อปี เกือบทั้งหมดที่ถูกลืมจากสังคมผู้มีอำนาจบริหารการจัดการ ท้ายที่สุดพวกเขาต้องกลับคืนสู่สังคมเสมือนคนปกติทั่วไปมาถึงวันนี้”

ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาที่ทำงานด้านนี้ ยอมรับว่าเหนื่อยมาก เหนื่อยจริงๆ แทนที่จะสนับสนุนส่งเสริมเด็กที่มีอยู่จำนวนน้อยมากได้รับการพัฒนา…แต่กลับต้องวิ่งป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกไป ซึ่งมันยากและเหนื่อยกว่ากันเยอะ

ถามว่าวันนี้ควรจะเริ่มได้หรือยัง “กูรูเด็กอัจฉริยะ” บอกว่า มันควรเริ่มได้ เพราะการเริ่มต้นไม่มีคำว่าสาย เริ่มจากการปรับ ” การศึกษาที่เป็นแบบขนมชั้น” ไม่มีซ้ำชั้นเรียน ให้ ” เรียนตามศักยภาพ” ก่อนเข้าเรียนเด็กทุกระดับชั้นต้องทำ “แบบทดสอบเพื่อวัดการศึกษารายบุคคล” เพื่อจัดว่าเด็กมีความรู้แต่ละวิชามากน้อยแค่ไหน แล้วจัดให้เข้าเรียนตามชั้น เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แบบ 3 ชั้นตามลำดับความยาก เช่น เด็กบางคนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้น 1 แต่วิชาวิทยาศาสตร์เรียนชั้น 3 บางคนทุกวิชา แต่ระดับชั้นต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถพิเศษของเด็กแต่ละคน

ส่วนครูก็ต้องมีเครื่องมือที่จะวัดเด็ก เสมือนคุณหมอมีเครื่องมือใช้ตรวจผู้ป่วยว่าจะมีแนวทางการรักษาด้วยวิธีใด แต่ครูไทยไม่มีอะไรสักอย่าง เด็กมาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ใครเรียนได้ไม่ได้ก็ไม่รู้ หากเด็กทำไม่ได้ก็ลอกเพื่อน สุดท้ายก็ไม่ได้เลื่อนชั้นอยู่ดี

“ครูไทยสอนคูณเลข ทั้งๆ ที่เด็กบางคนยังบวกเลขไม่เป็นด้วยซ้ำ ยังไงละเด็กคนนั้นก็ตายไปเลย บวกเลขก็ยากแล้วยังต้องมาคูณ แต่ถ้ามีการสอบวัดแวว และเรียนตามชั้น เชื่อว่าประเทศไทยจะมีทรัพยากรบุคคลที่มีค่าต่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต” กูรูเด็กอัจฉริยะ กล่าว

“กูรูเด็กอัจฉริยะ” บอกว่า การจัดการศึกษาและดูแลให้เข้ากับสภาพของเด็ก ยกตัวอย่างเด็กนักเรียนในคนหนึ่งในโครงการ ศึกษาอยู่ชั้นป.5 วันปกติจะเรียนที่โรงเรียนกับเพื่อนวัยเดียวกัน ชั้นเดียวกัน ส่วนวันเสาร์ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย “กูรูเด็กอัจฉริยะ” เล่าว่าตอนที่เรียนที่ห้องกับเพื่อนๆ เด็กมีพฤติกรรมไม่ดี ก้าวร้าวกับครู ไม่ส่งการบ้าน หนีเรียน แต่ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อน คณาจารย์ที่มหาวิทยาลัยชื่นชมเด็กคนนี้ว่า นิสัยดี ตั้งใจเรียน เข้ากับทุกคนได้ดี นั่นแสดงว่า เด็กจะทำได้ดีเพราะเขาอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่

“ตอนที่อาจารย์เรียนอยู่ต่างประเทศ มีเด็กคนหนึ่งเรียนระดับประถม แต่ไปเรียนกับพี่ๆ ในมหาวิทยาลัย พอตกกลางคืนพี่ๆ จะไปเที่ยวสาว พกถุงยางอนามัยติดตัว เอาออกมาให้น้องดู น้องก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ใช้ทำอะไร น้องก็เลยไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอ่าน เห็นไหมตลกนะเพราะในบางมุมเขาก็ยังเด็กๆ” “กูรูเด็กอัจฉริยะ” กล่าว

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็ก และวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เด็กที่มีความสามารถพิเศษไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม จะต้องได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี หากแต่เขาถูกปล่อยปละจะทำให้สมองกลับสู่ภาวะปกติ เช่น มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์ แต่หากเด็กต้องไปเรียนดนตรี เขาจะทำไม่ได้ดีเท่าสิ่งที่เขาชื่นชอบ แต่หากได้เรียนคณิตศาสตร์เขาจะทำได้ดี และได้เร็วกว่าคนอื่นๆ เช่น ใช้เวลาเรียน 10 วัน แต่เด็กคนนี้อาจเรียนแค่ 5 วัน

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปยัดเยียดให้เขาเรียนหนัก ฝึกหนัก นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพียงแค่อย่าให้เขาทิ้ง ต้องได้เรียนสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากเด็กไม่ได้อยู่ทำในสิ่งที่เขาชอบและมีความสามารถ จะส่งผลให้สมองที่เป็นอัจฉริยะกลายเป็นคนปกติทั่วไป หรือที่เรียกว่า สมองฝ่อไปเลยก็ได้

ขณะเดียวกันการดูแลด้านจิตใจ อารมณ์ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเพื่อนที่เรียนวัยเดียวกันอาจจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เพราะความคิดเขาเหมือนผู้ใหญ่ในเรื่อง หรือเมื่อคุยกับผู้ใหญ่อาจจะไม่รู้เรื่อง เพราะในบางมุมอาจมีนิสัยเป็นเด็ก ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องดูแลอย่างเหมาะสม ปรึกษานักวิชาการควบคู่ไปด้วย

————————————————————

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554
นักศึกษาครูทวงถามการให้ทุนครูพันธุ์ใหม่ปี 2554 หึ่ง บิ๊ก ศธ. เมินพิจารณางบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. รศ.ดร.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.)เปิดเผยว่า จากการประชุม ส.ค.ศ.ท. เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมได้รับทราบปัญหากรณีการจัดสรรทุนโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) หรือ โครงการครูพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการให้ทุน 2 ประเภท คือ 1.ให้ทุนการศึกษาและประกันการมีงานทำ หรืออัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา และ 2.ให้เฉพาะอัตราบรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา แต่จนถึงขณะนี้ในส่วนของปีการศึกษา 2554 ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาทุนครูพันธุ์ใหม่ ทั้งในส่วนทุนที่ให้แก่นิสิต นักศึกษาครูที่กำลังเรียนชั้นปีที่ 4 และนิสิต นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ทำให้ทางสถาบันต่างๆ ต้องคอยตอบคำถามนิสิต นักศึกษาตลอดเวลา และหากยังไม่มีคำตอบนิสิต นักศึกษาอาจจะมาทวงถามความคืบหน้าด้วยตนเอง ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น จึงมีมติให้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ จากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

“สำหรับการให้ทุนโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2554 ประเภทให้เงินและอัตราบรรจุนั้น เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมในหลายจังหวัด ดังนั้นอาจปรับเหลือเพียงให้อัตราบรรจุไม่ต้องให้เงินทุนการศึกษา แต่ขอให้คงจำนวนทุนทั้ง 2 ประเภทไว้ เพื่อให้เป้าหมายการผลิตครูเป็นไปตามแผนการผลิต ซึ่งสภาคณบดีฯไม่ติดใจเกี่ยวกับชื่อของโครงการฯ หาก รมว.ศธ.ต้องการปรับเปลี่ยนชื่อโครงการก็สามารถทำได้ แต่อยากให้มีวัตถุประสงค์เหมือนเดิม คือเพื่อผลิตครูที่มีคุณภาพ ได้คนดี คนเก่งเข้าไปเป็นครู”รศ.ดร.สมบัติ กล่าวและว่า หาก รมว.ศธ.ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการทุนครูพันธุ์ใหม่ ทางสภาคณบดีฯ ยินดีที่จะเข้าพบและชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้โครงการนี้สามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมาย และเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน และคุณภาพการศึกษาของชาติต่อไป

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) เปิดเผยว่า สาเหตุที่การดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ซึ่งเดิมมีนายไชยยศ จิรเมธากร อดีต รมช.ศธ.เป็นประธาน และคณะกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้หมดวาระลงตามรัฐบาล และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่นายวรวัจน์ ก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา และไม่มีการตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯชุดใหม่มาทำหน้าที่แทน ส่งผลให้รายชื่อนิสิต นักศึกษาที่ได้รับทุนบางส่วน ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการฯพิจารณาก็ต้องยุติไปด้วย นอกจากนี้งบประมาณโครงการครูพันธุ์ใหม่ในปี 2555 ที่ สกอ.เสนอไปก็ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งอาจจะส่งผลให้ยุติการดำเนินโครงการครูพันธุ์ใหม่ไปโดยปริยาย.

Tags : , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554
รองเลขาธิการ กพฐ. เผยรายชื่อโรงเรียนสำนักเขตพื้นที่การศึกษา 12 เขต ใน 5 จังหวัด รวม 145 โรงเรียน ไม่สามารถเปิดภาคเรียนที่ 2 ได้ทัน 6 ธ.ค.นี้ ส่วน กทม.ทำแผนเรียนชดเชยวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แล้ว…

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ทั้ง 12 เขต ใน 5 จังหวัด ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรสาคร ได้ทยอยส่งรายชื่อโรงเรียน (ร.ร.) ที่ไม่สามารถเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ได้ในวันที่ 6 ธ.ค.54 มายังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้วเบื้องต้นมีจำนวน 145 แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังเหลือ สพท.อีก 5 เขต ที่ยังไม่ได้ส่งข้อมูลมา

กรุงเทพฯ ได้แก่ ร.ร.ราชวินิตบางแคปานขำ ร.ร.นวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ร.ร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์(ทวีวัฒนา) ร.ร.ไทยรัฐวิทยาเฉลิมพระเกียรติ และ ร.ร.ราชวินิตประถมบางแค

นครปฐม ได้แก่ ร.ร.กาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ร.ร.งิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ ร.ร.บางเลนวิทยา ร.ร.บ้านรางปลาหมอ ร.ร.บ้านรางกระทุ่ม ร.ร.บ้านคลองพระมอพิสัย ร.ร.บ้านคลองนกกระทุง ร.ร.บ้านกระทุ่มล้ม ร.ร.วัดสุวรรณาราม ร.ร.บ้านคลองมหาสวัสดิ์ ร.ร.วัดสาลวัน ร.ร.บ้านคลองโยง ร.ร.บุณยศรีสวัสดิ์ ร.ร.บ้านคลองสว่างอารมณ์ และ ร.ร.วัดมะเกลือ

สมุทรสาคร ได้แก่ ร.ร.วัดอ้อมน้อย และ ร.ร.วัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง

นนทบุรี ได้แก่ ร.ร.แก้วอินทร์สุธาอุทิศ ร.ร.คล้ายสอนศึกษา ร.ร.เจริญรัฐอุปถัมภ์ ร.ร.เฉลิมพระเกียรติ 60พรรษา ร.ร.ชลประทานสงเคราะห์ ร.ร.ชุมชนไมตรีอุทิศ ร.ร.ชุมชนวัดต้นเชือก ร.ร.ชุมชนวัดไทรน้อย ร.ร.ชุมชนวัดบ้านโค ร.ร.ดีมากอุปถัมภ์ ร.ร.บ้านคลองฝรั่ง ร.ร.บ้านคลองพระพิมล ร.ร.บ้านคลองหนึ่ง ร.ร.บ้านดอนตะลุมพุก ร.ร.บ้านหนองเพรางาย ร.ร.ประชารัฐบำรุง ร.ร.ประสานสามัคคีวิทยา ร.ร.รุ่งเรืองวิทยา

ร.ร.วัดตำหนักเหนือ ร.ร.วัดศรีเขตนันทาราม ร.ร.วัดศาลากุล ร.ร.วัดอินทราราม ร.ร.สามัคคีวิทยา ร.ร.วัดพระเงิน ร.ร.วัดศรีราษฎร์ ร.ร.วัดสังวรพิมลไพบูลย์ ร.ร.วัดอินทร์ ร.ร.วัดอินทร์ ร.ร.วัดเอนกดิษฐาราม ร.ร.อนุบาลบางใหญ่ ร.ร.วัดมาลี ร.ร.วัดลาดปลาดุก ร.ร.วัดลำโพ ร.ร.สุเหร่าเขียว ร.ร.สุเหร่าปากคลองลำสารี ร.ร.แสงประทีปรัฐบำรุง และ ร.ร.แสงประเสริฐ

ปทุมธานี ได้แก่ ร.ร.วัดชินวราราม ร.ร.วัดบางนางบุญ ร.ร.วัดบางคูวัด ร.ร.วัดบางเดื่อ ร.ร.วัดโบสถ์ ร.ร.วัดมะขาม ร.ร.วัดดาวเรือง ร.ร.วัดเวฬุวัน ร.ร.วัดไพร่ฟ้า ร.ร.วัดราษฎร์ศรัทธาทำ ร.ร.วัดฉาง ร.ร.วัดโคก ร.ร.วัดหงส์ปทุมาวาส ร.ร.วัดรังสิต ร.ร.สุลักขณะ ร.ร.วัดนาวง ร.ร.วัดบางพูน ร.ร.วัดบางกุฎีทอง ร.ร.ขจรทรัพย์อำรุง ร.ร.วัดพืชนิมิตร ร.ร.วัดครู 2502 ร.ร.ชุมชนวัดบางขัน ร.ร.บุญคุ้มราษฎร์บำรุง ร.ร.ประถมศึกษาธรรมศาสตร์

ร.ร.วัดมงคลพุการาม ร.ร.วัดตะวันเรือง ร.ร.บึงเขาย้อน ร.ร.วัดเพิ่มทาน ร.ร.คลองห้า (พฤกษชัฏฯ) ร.ร.ชุมชนวัดหัตถสารเกษตร ร.ร.วัดศิริจันทาราม ร.ร.ลำสนุ่น ร.ร.วัดกล้าชอุ่ม ร.ร.วัดเกิดการอุดม ร.ร.วัดกลางคลองสาม ร.ร.ลิ้นจี่อุทิศ รร.วัดหว่านบุญ ร.ร.อินทรนาวีราษฎร์อุปถัมภ์ ร.ร.ชุมชนวัดบัวแก้วเกษร ร.ร.คลองบางโพธิ์ ร.ร.คลองพระอุดม ร.ร.คลองลากค้อน ร.ร.คลองลาดช้าง ร.ร.ชุมชนวัดหน้าไม้ ร.ร.บางโพธิ์ใหม่

ร.ร.บ้านคลองขวางบน ร.ร.คลองเจ้าเมือง ร.ร.วัดจันทาราม ร.ร.วัดเนกขัมมาราม ร.ร.วัดบ่อทอง ร.ร.วัดบัวขวัญ ร.ร.บัวสุวรรณประดิษฐ์ ร.ร.วัดลาดหลุมแก้ว ร.ร.สุทธาวาส ร.ร.สุวรรณจินดาราม ร.ร.สังฆรักษ์บำรุง ร.ร.สามวาวิทยา ร.ร.ศาลาพัน ร.ร.คลองสระ(สภาวิทยาอุทิศ) ร.ร.ชุมชนวัดจันทร์กะพ้อ ร.ร.ชุมชนวัดจันทร์กะพ้อ ร.ร.บางโพธิ์เหนือ ร.ร.วัดเชิงท่า ร.ร.วัดบางเตยนอก ร.ร.วัดบางเตยใน

ร.ร.วัดบางนา ร.ร.วัดเมตารางค์ ร.ร.วัดสหราษฎร์บำรุง ร.ร.วัดสองพี่น้อง ร.ร.วัดสามัคคิยาราม ร.ร.สี่แยกบางเตย ร.ร.สุเหร่าใหม่เจริญ ร.ร.ชุมชนวัดไก่เตี้ย ร.ร.วัดสะแก ร.ร.วัดปทุมทอง ร.ร.คลองบ้านพร้าว และ ร.ร.วัดบ้านพร้าวใน

อย่างไรก็ตาม ที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา ที่ยังเปิดเรียนไม่ได้ทุกชั้นปี จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ ร.ร.วัดคลองเจ้า ร.ร.วัดคลองตาคล้าย ร.ร.วัดไทรใหญ่ ร.ร.วัดเพรางาย ร.ร.วัดมะสงมิตรภาพที่ 55 ร.ร.วัดยอดพระพิมล ร.ร.วัดเสนีย์วงศ์ ร.ร.วัดลากค้อน และ ร.ร.วัดสมบูรณ์ศาสตร์พัฒนา

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า หากพ้นจากวันที่ 6 ธันวาคมไปแล้วยังเปิดเรียนไม่ได้ จะมีผลต่อปฏิทินการศึกษาค่อนข้างแน่นอน ทั้งการเรียน การสอบ และการรับนักเรียน โดยการเลื่อนเปิดภาคเรียนในโรงเรียนที่ยังเปิดไม่ได้นั้น จะให้เป็นวันที่ 13 ธันวาคมไปก่อน และหลังจากนั้นต้องประเมินกันรายวัน เพราะถือว่าทุกวันมีค่าต่อการเรียนในภาคเรียนนี้ คงไม่มีการเลื่อนคราวละสัปดาห์อีก ซึ่งในบางพื้นที่อาจเป็นการเปลี่ยนสถานที่เรียนชั่วคราว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญ

“ถ้าเลยจากวันที่ 6 ไปแล้ว การพิจารณาจะเป็นรายกรณี เพราะสภาพการณ์ได้คลี่คลายในหลายพื้นที่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องประกาศทั่วทั้งพื้นที่ แต่ต้องมีระบบการแจ้งและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองทราบอย่างกว้างขวาง” นายชินภัทรกล่าว

ส่วนแผนการเรียนชดเชย กรุงเทพมหานครเผยแพร่ตารางการเรียนชดเชยผ่านทางเฟซบุ๊ก The Bangkok Governor ระบุให้เด็กที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ ต้องเรียนชดเชยวันละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ 15.00-16.00 น.ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค.-27 ก.พ.2555 และสอนชดเชยในวันเสาร์ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 08.00-15.00 น.โดยระบุว่า ระยะเวลาที่ปิดเรียนเนื่องจากภาวะน้ำท่วมตั้งแต่ 1 พ.ย.-5 ธ.ค.รวม 24 วัน 120 ชั่วโมง

ส่วนแผนการสอนชดเชยสำหรับเด็กที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 13 ธันวาคม นอกจากการเรียนชดเชยวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 1 ชั่วโมง วันเสาร์และวันอาทิตย์จะต้องเรียนชดเชยอีกวันละ 5 ชั่วโมง เนื่องจากโรงเรียนต้องปิดเรียนในภาวะน้ำท่วม 28 วัน รวมเวลาการเรียนที่หายไป 140 ชั่วโมง

โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการมีแผนการเลื่อนสอบ O-Net ออกไป 2 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้โรงเรียนที่สามารถเปิดเรียนได้ในวันที่ 6 ธันวาคม ไม่จำเป็นต้องเร่งสอนชดเชยเพิ่มในวันเสาร์อีก 4 ชั่วโมง ซึ่งเห็นว่า อาจจะทำให้เด็กเครียด และการเรียนการสอนไม่เกิดประสิทธิผล ทั้งนี้การพิจารณาการเลื่อนการสอบ O-Net อยู่ที่สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) จะหารือกับสพฐ. ต่อไป.

Tags : , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554
รมว.ศึกษาธิการ เผยอาจเลื่อนการสอบ O-Net ไปอีก 2 สัปดาห์ เนื่องจากในบางพื้นที่ยังประสบอุทกภัย ระบุเพื่อให้โรงเรียนมีเวลามากขึ้น และไม่ต้องสอนชดเชยวันเสาร์-อาทิตย์ ลดความเหนื่อยและเครียดต่อเด็ก…

เมื่อ วันที่ 28 พ.ย. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยหลังการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการว่า ศธ.ได้หารือถึงการเตรียมแผนสำรองรองรับไว้กรณีที่อาจจะมีโรงเรียนบางแห่งไม่ สามารถเปิดภาคเรียนได้ทันในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ เพราะจากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คาดว่าจะมีโรงเรียนจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม ไม่สามารถเปิดภาคเรียนได้ในวันดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 29 พ.ย.นี้ สพฐ.จะรายงานข้อมูลที่ชัดเจนมาอีกครั้งว่ามีโรงเรียนใดบ้างที่อาจจะต้อง เลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปอีก 1 สัปดาห์

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้น พื้นฐาน (O-Net) ระดับชั้นประถมศึกษาที่ 6 และมัธยมศึกษาที่ 3 อีกรอบ จากเดิมที่ได้เลื่อนไปแล้ว 1 ครั้ง โดยนักเรียนชั้น ป.6 เดิมสอบวันที่ 1 ก.พ. 55 เลื่อนเป็นวันที่ 15 ก.พ. 55 นักเรียนชั้น ม.3 เดิมสอบวันที่ 2-3 ก.พ. 55 เลื่อนเป็นวันที่ 16-17 ก.พ. 55 และประกาศผลสอบในวันที่ 31 มี.ค. 55 ส่วนนักเรียนชั้น ม.6 ให้สอบตามปฏิทินเดิม คือวันที่ 18-19 ก.พ. 55 และประกาศผลสอบวันที่ 10 เม.ย. 55 โดยได้มอบให้ รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และ สพฐ.ไปหารือกันในเรื่องนี้ แต่มีแนวโน้มอาจขยับวันสอบ O-Net ออกไปอีก 2 สัปดาห์ เพื่อให้โรงเรียนส่วนใหญ่มีเวลาจัดการเรียนการสอนได้โดยไม่ต้องสอนชดเชยใน วันเสาร์และอาทิตย์ เพราะนโยบาย ศธ.ต้องการให้โรงเรียนสอนชดเชยเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ หากจำเป็นจริงๆ จึงจะสอนชดเชยในวันเสาร์ แต่ไม่ต้องการให้เรียน 7 วัน เพราะจะทำให้เด็กเหนื่อยเกินไป และเป็นการสร้างความเครียดให้ทั้งเด็กและผู้ปกครอง

“หากเลื่อนวันสอบ O-Net ออกไปอีก 2 สัปดาห์แล้ว จะมีเวลาเหลือเพียงพอให้โรงเรียนที่เปิดภาคเรียนในวันที่ 13 ธ.ค.54 สามารถจัดการเรียนการสอนได้จบครบหลักสูตรโดยอาศัยเพียงการสอนชดเชยในวันปกติ ไม่ต้องสอนชดเชยในวันเสาร์ ยกเว้นบางโรงเรียนที่น้ำท่วมหนัก จำเป็นต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนออกไป ก็อาจจะต้องสอนชดเชยในวันเสาร์ตามความจำเป็น แต่จะไม่ให้สอนชดเชยในวันอาทิตย์เด็ดขาด และเมื่อเลื่อนวันสอบ O-Net ไปแล้ว ก็จำเป็นจะต้องเลื่อนปฏิทินการรับนักเรียนของ สพฐ.ออกไปด้วย อย่างไรก็ตามกำหนดการสอบ O-Net ที่แน่นอน จะสามารถประกาศได้เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ สทศ.ก่อน จากนั้น สพฐ.จึงจะสามารถประกาศปฏิทินการรับนักเรียนใหม่ได้” นายวรวัจน์ กล่าว.

Tags : , , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
รมว.ศึกษาธิการ หารือร่วมกับสพฐ. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ประธานแอดมิชชั่น ผู้แทนอธิการบดี และกรมอาชีวะ มีมติเลื่อนสอบ O-Net ป.6 และ ม.3 ส่วน ม.6 ยังกำหนดเดิม ส่ง สทศ. พิจารณาต่อ…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้น ฐาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ประธานแอดมิชชั่นฟอรั่ม ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เกี่ยวกับการเลื่อนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ซึ่งมีมติดังนี้

เสนอให้เลื่อนการสอบ O-Net ของช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาปีที่ 6) จากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และช่วงชั้นที่ 3 (มัธยมศึกษาปีที่ 3) จากวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้ประกาศผลการทดสอบพร้อมกันในวันที่ 31 มีนาคม 2555

ส่วนการสอบ O-Net ช่วงชั้นที่ 4 (มัธยมศึกษาปีที่ 6) ให้คงกำหนดการสอบเดิม คือวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2555 โดยให้ประกาศผลการทดสอบในวันที่ 10 เมษายน 2555

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นำผลการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการเลื่อนสอบ O-Net ครั้งนี้ ให้คณะกรรมการบริหาร สทศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

Tags : , , | add comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
ในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีตาม เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ได้กำหนดให้มีหมวดวิชาศึกษาทั่วไปไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจำแนกเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการ หรือผสมผสานเนื้อหาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ภาษา และกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุจุด ประสงค์ของวิชาศึกษาทั่วไป

จุดประสงค์ของวิชาศึกษาทั่วไป เป็นการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้อย่างกว้างขวาง มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มีความเข้าใจธรรมชาติ ตนเอง ผู้อื่น และสังคม เป็นผู้ใฝ่รู้ สามารถคิดอย่างมีเหตุผล สามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารความหมายได้ดี มีคุณธรรม ตระหนักในคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของประชาคมนานาชาติ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตและดำรงตนอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดี

การ ศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้จะประกอบวิชาชีพชั้นสูง และเป็นพื้นฐานของการศึกษาระดับสูงขึ้นต่อไป ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาจะเป็นผู้ที่ทำงานรับผิดชอบบ้านเมืองในตำแหน่ง สำคัญ ๆ เป็นผู้กำหนดนโยบาย ทิศทางการการพัฒนา การแก้ปัญหาของชาติ เป็นผู้มีอิทธิพลในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นพื้นฐานการศึกษาและคุณภาพของการจัดการศึกษา หลักสูตร และการสอนที่สร้างเสริมประสบการณ์ของบุคคลเหล่านั้นจึงมีอิทธิพลต่อความคิด การกระทำ และการแก้ปัญหาของบุคคลที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย บริหารและปฏิบัติการเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ด้วย
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยประสบกับปัญหาอุทกภัยหนักมาก ถือเป็นวิกฤติการณ์ที่ไม่ปกติ การดำเนินการจัดการกับวิกฤติการณ์นี้นอกจากจะเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคมอันเกิดจาก ระบบการสื่อสารที่ทันสมัย รวดเร็ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในระบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของพลเมือง และผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ รวมทั้งผู้ปฏิบัติ องค์กรที่มีระเบียบวินัยและมีระดับการบังคับบัญชาที่ชัดเจน ได้แก่ทหาร และตำรวจ และองค์กรภาคเอกชนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจกับประชาชนมากกว่าบางหน่วยงานของข้าราชการ

พลเมือง ไทยทั้งฝ่ายประชาชน และฝ่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐบาล ล้วนเป็นผู้ผ่านระบบการศึกษาของประเทศไทยเป็นส่วนมาก เมื่อประเทศเกิดวิกฤติการณ์พลเมืองของประเทศยังไม่สามารถประสานพลังความคิด พลังของความสามารถในการปฏิบัติการ และความมุ่งมั่นในการพัฒนารัฐชาติไทยได้มากอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่เป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบกับประเทศชาติโดยตรง ดังนั้นกระบวนวิชาที่ควรนำมาจัดการศึกษาเพื่อการปรับเปลี่ยนความรู้ ทักษะและเจตคติในหมวดวิชาศึกษาทั่วไปเพื่อแก้ไขคุณลักษณะของพลเมืองในระยะ ยาวจึงควรได้รับการทบทวนและพิจารณาใหม่ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการเตรี ยมพลเมืองในอนาคตถ้าเกิดต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต

ราย วิชาที่อาจต้องมีการปรับปรุงได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรมีสัดส่วนที่มากขึ้น เช่นเดียวกับรายวิชาทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับศาสนาและปรัชญาในสัดส่วนที่มากขึ้นเช่นกัน การปรับเปลี่ยนสัดส่วนต่าง ๆ ให้สามารถเสริมสร้างความรู้ ความคิดและทักษะ ที่สามารถเพิ่มสมรรถนะในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขและสามารถร่วมกันแก้ ปัญหาเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทุกเวลา การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้กระบวนการระดมความคิดและการศึกษาวิจัย บนพื้นฐานของความตั้งใจและยอมรับว่าปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยส่วนหนึ่งมาจากช่องว่างทางความรู้ ความคิด และทักษะต่าง ๆ ที่แต่ละคนมีอยู่

ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยปัจจุบันสร้างผู้ ที่มีความรู้เฉพาะด้าน หรือ Specialist เพื่อให้เป็นวิชาชีพเฉพาะชั้นสูง (Professional) มากกว่าผู้ที่มีความรู้หลายด้านหรือ Generalist และยิ่งเรียนระดับสูงขึ้นยิ่งมีความเป็นเฉพาะมากขึ้นความรู้ทั่วไปที่เป็น พื้นฐานถูกละเลยมากขึ้นตามลำดับ ตัวอย่างเช่น การเข้าเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาของประเทศไทยจะเน้นสอบความรู้วิชาเอกและ ภาษาอังกฤษ แต่ในสหรัฐอเมริกาการเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาต้องผ่านการทดสอบความรู้พื้น ฐานทั่วไปเรียกว่าข้อสอบ GRE หรือ Graduate Record Examination ซึ่งมีการทดสอบสมรรถนะสามด้านหลัก ๆ ได้แก่ Verbal Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านภาษา Quantitative Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านการคำนวณและตัวเลข และ Analytical Writing Section ซึ่งเป็นสมรรถนะด้านการเขียน การอ่านบทความ และวิเคราะห์ในประเด็นความสอดคล้องและความขัดแย้งเป็นต้น
นอกจากนั้น ระบบการศึกษาของไทยยังสร้างคุณลักษณะของความเชื่อมั่นในวิชาความรู้หรือ ศาสตร์ของตนเองอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่การแก้ปัญหาในระดับมหภาคนั้น หรือในภาวะวิกฤติระดับชาตินั้นต้องการผู้ที่มีทั้งคุณลักษณะ Generalist และ Specialist หรือต้องการผู้ที่มีความเข้าใจในบริบททั่ว ๆไป และชำนาญเฉพาะเรื่อง

การดำเนินการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยใน ภาวะวิกฤติอุทุกภัยถือเป็นสิ่งที่รอการสรุปบทเรียน (Lesson Learned) ถอดบทเรียน (Lesson Distilled) เพื่อนำมาใช้เป็นองค์ความรู้และเข้ารหัส (Coding) และสามารถถอดรหัสการพัฒนา (Development Decoded) เมื่อต้องการนำความรู้มาใช้แก้ปัญหาวิกฤติต่าง ๆ การปรับปรุงในหลาย ๆ เรื่อง และรวมทั้งหลักสูตรและการสอนในสถาบันอุดมศึกษาเป็นหนึ่งในภารกิจของการ ปรับปรุงด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร. กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

Tags : , , , | 2 comments

จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ออนไลน์
วันที่16 พฤศจิกายน 2554
น้ำยังไม่ลด ศธ.ตัดสินใจเลื่อนเปิดเทอมรอบที่ 3 เป็นวันที่ 6 ธ.ค. แต่ยืนยันไม่กระทบสอบโอเน็ตให้ต้องขยับตามไปด้วย เพราะโรงเรียนสอนชดเชยทัน ชี้หากต้องเลื่อนอีกหน มีหวังกระทบสอบโอเน็ต แอดมิชชั่น รับ ม.1 และ ม.4 แน่ ส่วน รร.ใน กทม.เลื่อนด้วยเปิดเทอม 1 ธ.ค.
สถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าจะลดลง ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ตัดสินใจประกาศเลื่อนการเปิดเทอม 2/2554 ออกไปอีกครั้ง จากวันที่ 21 พ.ย. เป็นวันที่ 6 ธ.ค.54 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ว่า สำหรับโรงเรียนที่ต้องเลื่อนการเปิดเทอมออกไปคือ รร.ที่อยู่ในกรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี และนครปฐม เขต 2 ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางเลน, สามพราน, นครชัยศรี และพุทธมณฑล ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ยกเว้นโรงเรียนนานาชาติบางแห่งที่ขออนุญาตเปิดภาคเรียนก่อนหน้านี้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังมีปริมาณน้ำจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การเลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปเป็นวันที่ 6 ธ.ค.จะยังไม่กระทบกับปฏิทินการสอบโอเน็ต เพราะได้ประเมินแล้วว่าโรงเรียนยังสอนชดเชยได้ทัน แต่หากปริมาณน้ำยังไม่ลดและ ศธ.ต้องประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนอีกครั้ง ก็คงส่งผลกระทบทำให้ต้องมีการปรับปฏิทินการศึกษาทั้งหมดแน่นอน
“สำหรับการเรียนชดเชยนั้น ผมได้สั่งการให้โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนชดเชยในวันเสาร์แบบเต็มวัน และชดเชยในวันเรียนธรรมดาด้วยการเพิ่มชั่วโมงเรียนปกติอีก 1 ชั่วโมง” รมว.ศธ.กล่าว
ทางด้านโรงเรียนสังกัด กทม. นางนินนาท ชลิตานนท์ รองปลัด กทม.เปิดเผยว่า ทาง กทม.ได้สั่งให้ รร.ในสังกัด กทม.ทุกแห่งเลื่อนเปิดเทอมครั้งที่ 2 เป็นวันที่ 1 ธ.ค.นี้ พร้อมให้สอนชดเชยจนครบหลักสูตรตอนเย็นหลังเวลาเลิกเรียนปกติวันละ 1 ชั่วโมง และสอนชดเชยวันเสาร์เป็นเวลา 11 วัน
นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักนโยบายและแผน (สนผ.) ไปจัดทำแผนรองรับ หากจำเป็นต้องเลื่อนเปิดเทอมไปหลังวันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งจะมีผลทำให้ปฏิทินการศึกษาทั้งระบบต้องขยับตามไปด้วย ทั้งนี้ ต้องรอมติที่ประชุมร่วมหลายฝ่ายวันที่ 16 พ.ย.ว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร ทั้งเรื่องของการรับนักเรียนปี 2555 การสอบต่างๆ รวมทั้งแอดมิชชั่นว่าจะปรับเลื่อนทั้งหมดหรือไม่
ความคืบหน้าการจัดหลักเกณฑ์การรับนักเรียนชั้น ม.1, ม.4 ของ รร.ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2555 นายชินภัทรกล่าวว่า ที่ประชุม กพฐ.ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ตนจะนำหลักเกณฑ์และแนวทางเบื้องต้นการรับนักเรียนเสนอที่ประชุมให้พิจารณาใน 2 ประเด็น คือ 1.เสนอใช้ผลการสอบโอเน็ต สัดส่วนร้อยละ 20 ในการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงประมาณ 200 กว่าแห่ง ส่วนร้อยละ 80 เป็นคะแนนสอบของโรงเรียน 2.เสนอเพิ่มสัดส่วนห้องเรียนพิเศษใน รร.ที่มีอัตราแข่งขันสูง อาทิ หลักสูตรอิงลิชโปรแกรม, มินิอิงลิชโปรแกรม เป็นต้น ในปีการศึกษา 2555 อีกร้อยละ 10 โดยเป็นสัดส่วนห้องเรียนพิเศษร้อยละ 30 ห้องเรียนธรรมดาร้อยละ 70 เพราะข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี มีนักเรียนแห่สมัครเรียนห้องเรียนพิเศษจนเกิดการแข่งขันในสัดส่วนการสมัครและรับที่ 3:1
อย่างไรก็ตาม สำหรับเกณฑ์และแนวทางอื่นๆ เบื้องต้นยังเหมือนปีที่ผ่านมา อาทิ จำกัดจำนวนนักเรียนชั้น ม.1 ให้ไม่เกินห้องละ 50 คน, เปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.3 จากโรงเรียนอื่นๆ ทั้งโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนขยายโอกาสสามารถสมัครเข้า ม.4 ในโรงเรียนแข่งขันสูงได้.

Tags : , , , , , , | add comments