Jun
19
2012

KidDSquare.com ออกรายการ Talk about kids เรื่อง ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด

KidDSquare.com ได้รับเชิญจาก KidscoveryTV รายการในเครือ รักลูกกรุ๊ป เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง “ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด” เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ดำเนินรายการโดยคุณทวีรัตน์ จิรดิลก และผู้ร่วมรายการคือ ครูจา และ ครูอู๊ด จาก KidDSquare.com  คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองท่านใดสนใจหรือต้องการทราบรายละเอียดว่า จินตคณิตคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับเด็กๆ   เรียนกันแบบไหน แนะนำให้ดูจนจบ พิธีกรถามได้ละเอียดและเข้าใจดีมากครับ

ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 1/4

ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 2/4 


ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 3/4


ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 4/4

Jun
29
2010

การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิด

จินตคณิตคืออะไร

จินตคณิตโดยลูกคิด คือการใช้ลูกคิดเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้

เรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไร

ในการเรียนจินตคณิตนั้นจุดประสงค์หลักไม่ได้ให้เด็กนั้นสามารถคิดเลขได้เร็วและถูกต้อง แต่เป็นการเรียนโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อกลางในการบังคับใช้สมองทั้งสองซีก ซึ่งผลพลอยได้จากการเรียนคือ

  • การเข้าใจเรื่องจำนวนและตัวเลข เนื่องจากลูกคิดแต่ละแกนจะแทนค่าประจำหลักในแต่ละหลัก
  • การคิดเลขที่ถูกต้องและแม่นยำ ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร และนอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กที่เพิ่งเริ่มท่องสูตรคูณสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำ  มีผลการวิจัยทางสมองหลาย ๆ งานพบว่าศักยภาพสมองของเด็กนั้นมีไม่จำกัด แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปล่อยโอกาสของวัยนี้ โดยไม่ได้มีการส่งเสริมศักยภาพของวัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุให้พลาดโอกาสในวัยทองนี้ไป

ฟังก์ชั่นของสมอง

สมองของมนุษย์ประกอบด้วยกันอยู่ 2 ซึกนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา เด็กประมาณ 95% จะใช้สมองซีกซ้ายเพียงซีกเดียว โดยขาดการใช้สมองซีกขวาซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของความฉลาด

หน้าที่ของสมองซีกซ้าย

  • การคิดวิเคราะห์ข้อมูล
  • ภาษา
  • การคำนวณ

หน้าที่ของสมองซีกขวา

  • การสังเคราะห์ข้อมูล
  • จินตนาการ
  • ความคิดสร้างสรรค์

สมองทั้งซีกซ้ายและขวานั้นจะมีการทำงานและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน เป้าหมายของเราเพื่อกระตุ้นการใช้สมองทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การใช้สมองทั้งสองซีกของเด็กนั้นจึงเป็นศักยภาพที่แท้จริง แต่ ….    เราจะกระตุ้นการใช้สมองสองซีกพร้อม ๆ กันได้อย่างไร

การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นวิธีทางหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการใช้สมองสองซีกในเวลาเดียวกันได้ ในปัจจุบันการเรียนการสอนลูกคิดนั้นเราจะใช้ลูกคิดญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “Soroban abacus” ซึ่งมีลูกคิดแถวบน 1 เม็ด และแถวล่าง 4 เม็ด การใช้ลูกคิดนี้สามารถปูพื้นความรู้เรื่องจำนวน การคำนวณให้แก่เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคำนวณด้วยวิธีการใช้ลูกคิดนั้นทำให้เด็กสามารถคำนวณตัวเลขได้ถึง 10 หลักและสามารถจินตนาการได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องคิดเลขด้วย

ในการใช้ลูกคิดของเด็กนั้น ในขณะที่เด็กใช้มือในการเคลื่อนเม็ดลูกคิดนั้นจะเกิดการประสานระหว่างมือกับการกระตุ้นเซลสมอง เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของสมองทั้งหมด

นอกจากเรื่องการคำนวณแล้วการเรียนลูกคิดยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้อีกด้วย

  • ทำให้เด็กมีสมาธิ
  • เพิ่มศักยภาพของการจำ
  • ทำให้เด็กสามารถฟังและอ่านเร็วขึ้น

ในประเทศญี่ปุ่น นักการศึกษายังคงเชื่อมันกับการใช้ลูกคิดเพื่อช่วยเด็กพัฒนาการคิดเลขเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยให้

  • เด็กเข้าใจระบบตัวเลขฐาน 10 และค่าประจำหลัก
  • เข้าใจถึงหลักการยืม และการทดในการคิดคำนวณ

โรงเรียนในเอเชียหลาย ๆ โรงยังนิยมนำลูกคิดเข้าร่วมในหลักสูตรการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถม 4 ซึ่งพบว่าเด็กทิ่เริ่มการเรียนการสอนด้วยลูกคิดก่อนการเรียนแบบเก่าจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความสับสนกับการคิดเลขแบบปกติ แต่หากเด็กที่เริ่มการเรียนแบบปกติก่อน อาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติเพื่อความเข้าใจในการใช้ลูกคิด

คำถามที่ถูกถามบ่อยๆ:

  1. ลูกคิดคืออะไร?
  2. การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
  3. การเรียนลูกคิดมีข้อดีอย่างไร?
  4. อายุเท่าใดจึงเป็นอายุที่ดีที่สุดที่เริ่มเรียน?
  5. ลูกคิดมีกระบวนการคิดที่แตกต่างอย่างไรกับการคิดคำนวณที่สอนในโรงเรียนโดยทั่วไป?
  6. วิธีการใช้ลูกคิดทำให้เด็กสับสนกับการคิดคำนวณที่โรงเรียนหรือไม่ ?

ลูกคิดคืออะไร

ลูกคิดคืออุปกรณ์ที่คิดโดยประเทศจีนเมื่อ 2000 ปีที่แล้วเพื่อการคิดคำนวณ

การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
การใช้เครื่องคิดเลขนั้นเด็ก ๆ เพียงใส่ข้อมูลลงในเครื่องแล้วให้เครื่องคำนวณออกมา แต่การใช้ลูกคิดนั้นเด็กจะต้องแปลงตัวเลขเพื่อดีดลงบนลูกคิดจนได้คำตอบออกมา หลังจากการดีดลูกคิดจนเกิดความชำนาญ เด็ก ๆ จะถูกฝึกให้จินตนาการในสมองซีกขวาได้อย่างแม่นยำ

การเรียนจินตคณิตด้วยการใช้ลูกคิดมีข้อได้เปรียบอย่างไร
ในประเทศญี่ปุ่นนักการศึกษายังสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนลูกคิดในโรงเรียนเพื่อช่วยพัฒนาสมองส่วนของการคิดเลขเร็วหรือการจินตนาการ ซึ่งทำให้เด็กสามารถเข้าใจในระบบตัวเลข โดยเฉพาะในระบบตัวเลขฐาน 10 ซึ่งรวมถึงการเข้าใจในการยืมและการทด ความเข้าใจในคู่ 5 และคู่ 10

การเรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไรต่อเด็ก
การเรียนการคิดคำนวณด้วยลูกคิดนั้นจะช่วย…

  • ทำให้เด็กมีความมั่นใจในเรื่องการทำคณิตศาสตร์มากขึ้น
  • พัฒนาความสามารถในการคิดคณิตคิดเร็ว
  • ฝึกให้มีการคิดโดยอัตโนมัติ
  • เพิ่มการจินตนาการ
  • เพิ่มความสามารถในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์
  • เพิ่ม/ฝึก สมาธิ

ช่วงวัยใดที่เหมาะในการเริ่มเรียนจินตคณิต
ไม่มีงานวิจัยใดสนับสนุนหรือระบุช่วงวัยที่แน่นอนในการเรียน แต่โดยส่วนใหญ่เด็กจะเรี่มเรียนในวัยอนุบาลจนถึงชั้นประถมปีที่ 4

การเรียนลูกคิดต่างจากการคำนวณแบบปกติอย่างไร
การคิดคำนวณโดยการใช้ลูกคิดนั้นจะมีการตีค่าของตัวเลขออกมาเป็นเม็ดลูกคิด ซึ่งต่างจากการคำนวณแบบปกติที่มีการคำนวณเป็นค่าตัวเลขที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นผลให้สามารถสร้างภาพขึ้นได้บนสมองซีกขวา และยังเป็นผลต่อเนื่องจนส่งผลให้เกิดการคำนวณที่มีความรวดเร็วและแม่นยำ

การเรียนลูกคิดก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสับสนกับการเรียนในแบบปกติที่โรงเรียนหรือไม่?
โดยปกติเด็กที่เริ่มการเรียนลูกคิดก่อนที่จะคิดคำนวณคล่องนั้น มักไม่พบปัญหาและยังทำให้เด็กนั้นสามารถคำนวณได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ในเด็กที่เริ่มเรียนหลังจากที่มีการคิดคำนวณจนคล่องแล้วนั้นมักต้องใช้เวลาในการเรียนที่ยากลำบากในช่วงแรก เนื่องจากการใช้ลูกคิดในช่วงแรกจะทำให้เด็กมีความรู้สึกยุ่งยากกว่าการคิดคำนวณแบบปกติ แต่หลังจากการใช้ลูกคิดจนคล่องก็จะสามารถสร้างจินตนาการขึ้นที่สมองซีกขวาได้เหมือนกัน

Apr
23
2017

คณิตศาสตร์ สำคัญจริงหรือ ?

4cs จากในบทความที่เคยกล่าวมาแล้วว่า การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถมนั้นเป็นการเรียนที่ทำให้เป็นรูปธรรมได้ จากการเรียนผ่านประสบการณ์รอบๆ ตัว เช่น การเรียนเรื่องเงิน การชั่ง ตวง วัด เป็นต้น ซึ่งการเรียนในระดับประถมนั้น จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนในระดับมัธยมต่อไป

การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมจะเริ่มเป็นการเรียนในลักษณะที่เป็นศาสตร์มากขึ้น เช่น พหุนาม เลขยกกำลัง กรณฑ์ เป็นต้น แต่การเรียนในระดับมัธยมนั้นจะต้องอาศัยพื้นฐานที่ดีในระดับประถม เปรียบเสมือนโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้าง หากมีฐานที่ไม่แข็งแรง สิ่งปลูกสร้างนั้นย่อมไม่สามารถสร้างให้สูงได้เช่นกัน เช่นเดียวกับการเรียนคณิตศาสตร์ หากมีพื้นฐานไม่ดีตั้งแต่ประถม เขาไม่มีความมั่นใจ และทัศนคติที่ดีกับการเรียน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้เด็กๆ ต่อต้านการเรียนคณิตศาสตร์เกิดเนื่องมาจาก การปิดสัญญาณในการเรียน นั่นหมายความถึงการปิดโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาของความไม่เข้าใจ เมื่อบวกรวมกับสิ่งแวดล้อมของการเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเอง ไม่รู้สึกเดือดร้อนกับคะแนนหรือเกรดที่ออกมา ทำให้เมื่อเข้าสู่มัธยมปลาย โอกาสหรือทางเลือกในการเรียนก็จะแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเราสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเด็กที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีนั้น มักจะเรียนดีในเกือบทุกวิชา นั่นเราอาจหมายรวมได้ว่า การเรียนคณิตศาสตร์เป็นการจัดลำดับกระบวนการของความคิดให้กับเขาเหล่านั้น และสามารถพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ได้ดีกว่า

Apr
3
2017

คณิตศาสตร์ สำคัญจริงหรือ ? (I)

Boy with Math Book Surrounded by Symbols Clipart

Boy with Math Book Surrounded by Symbols Clipart

หลายๆ ครั้งที่มีการกล่าวถึงการเรียนการสอนในปัจจุบัน วิชาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองสนใจเป็นพิเศษ ก็คงหนีไม่พ้นวิชาคณิตศาสตร์ หลายๆ ครั้งก็มัมีคำกล่าวที่ว่า การเรียนคณิตศาสตร์เพื่อการพัฒนาสมองของเด็ก  แล้วการเรียนวิชาอื่นไม่ได้ช่วยให้เด็กพัฒนาสมองเลยหรือ

ดังนั้นเรามาพิจารณาการเรียนในวิชาอื่นๆ กันก่อน เช่น การเรียนการอ่านของเด็กๆ ซึ่งก็มีหลายๆ คำกล่าวที่ว่า การอ่านเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กๆ ซึ่งหลายๆ ครั้งการอ่านก็เป็นการสร้างจินตนาการให้กับเด็กๆ ได้เช่นกัน แต่การอ่าน เป็นการเรียนที่ใช้การจำตัวอักษร และสระ ก่อน หลังจากนั้นก็ผสมคำเพื่อการอ่านที่สมบูรณ์ขึ้น ส่วนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กนั้นเด็กจะเรียนจากประสบการณ์รอบตัว โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าก่อน เมื่อถึงประถมปลายเด็กจึงจะต้องมีการคิดวิเคราะห์มากขึ้น

ส่วนการเรียนคณิตศาสตร์ เด็กๆ จะต้องเริ่มจากการรู้จักถึงจำนวนและตัวเลข แล้วหลังจากนั้นจะก็เป็นการเปรียบเทียบ การนับเพิ่ม นับลด และมีการใช้ปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ และการแก้ไขโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากการเรียนคณิตศาสตร์เป็นการเรียนที่จะต้องมีการคิดอยู่ตลอดเวลา (ถึงแม้จะเป็นเพียงการเปรียบเทียบในเรื่องของจำนวนก็ตาม) หากเพียงเริ่มต้น เด็กไม่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้ เขาจำเป็นที่จะต้องให้เวลากับมันมากขึ้นๆ ในขณะที่เพื่อนเปลี่ยนหัวข้ออื่นแล้ว แต่เขายังรั้งท้ายและติดกับหัวข้อเดิมอยู่ ทำให้เขาเหล่านั้นมีทัศนคติที่ไม่ดีกับการเรียน เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ความไม่เข้าใจที่สะสมมากขึ้นๆ ทำให้เขาหันหลังให้กับคณิตศาสตร์ ไม่อยากฝึกให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น การเรียนคณิตศาสตร์ ถือว่าเป็นการฝึกทักษะของการพัฒนาสมองไปตามระดับอายุที่เหมาะสม เมื่อเด็กเกิดปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ อีกไม่นานการเรียนวิชาที่จะต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ก็จะมีปัญหาตามมา เช่น วิทยาศาสตร์ ซึ่งเราจะพบว่า คะแนนสอบ o-net ของเด็กในปัจจุบันต่ำกว่า 50% ซึ่งเป็นข้อมูลชี้วัดแนวโน้มเดียวกับวิชาคณิตศาสตร์นั่นเอง

Mar
27
2017

ลดเวลาเรียน…เพิ่มเวลารู้ จริงหรือ?

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นการประกาศผลการสอบ o-net ของนักเรียนชั้น ป。6 ,ม。3 และม。6 ซึ่งผู้ปกครองหลายๆ คน มักมีคำถามการสอบ o-net เป็นการสอบเพื่ออะไร มีประโยชน์หรือจุดประสงค์ใด

เรามาดูแนวคิดและจุดประสงค์ของการสอบกัน

วัตถุประสงค์ของการสอบ O-net
1. เพื่อทดสอบความรู้และความคิดของนักเรียน ป.6, ม.3 และ ม.6 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

  1. เพื่อนำผลการสอบไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียน
  2. เพื่อนำผลการสอบไปใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษา
  3. เพื่อนำผลการสอบไปใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชาติ
  4. เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินผลการเรียนของผู้ที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551
  5. ใช้เป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และสถาบันอุดมศึกษา

จากวัตถุประสงค์ของจัดสอบนั้น มีจุดมุ่งหมายที่ดี หากได้มีการดำเนินปรับปรุงแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ของเด็กหรือพัฒนาการเรียนรู้ตามนโยบายให้ดีขึ้น

แต่จากผลการสอบมาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เห็นนโยบายในการพัฒนาการทางด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่วิเคราะห์ได้คือ นโยบายการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นนโยบายที่ล้มเหลว ซึ่ง ครูได้มีโอกาสได้คุยกับนักเรียนที่อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาที่ได้รับนโยบายดังกล่าว เด็กๆ จะไม่มีการเรียน ไม่มีกิจกรรม ในคาบสุดท้าย แล้วครูถามว่าแล้วเด็กๆ ทำอะไร คำตอบที่ได้คือ การท่องโลกอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เค้าเหล่านั้นอย่างอิสระ  ในปีนี้ ผลคะแนนเฉลี่ยของเด็กในกรุงเทพเอง มีเพียงภาษาไทยและสังคมศึกษาเท่านั้น ที่มีคะแนนมากกว่า 50% ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเห็นผลคะแนนเฉลี่ยในระดับประเทศแล้ว เหลือเพียงภาษาไทยวิชาเดียวที่เกินครึ่ง ที่เหลือคะแนนจะอยู่ระหว่าง 30 – 45% เท่านั้น ซึ่งคะแนนที่ครูนำมาอ้างอิงเป็นคะแนนในระดับป。6 เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงคุณภาพการเรียนการสอนได้อย่างชัดเจน เมื่อค่าเฉลี่ยต่ำตั้งแต่ในช่วงชั้นประถม เราก็จะเห็นแนวโน้มคะแนนเฉลี่ยในระดับที่สูงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  badgradeclipart

Mar
12
2017

จิกซอร์ที่หายไป….

responsibility-clipart-6BcaEBdT8            ผ่านไปแล้วสำหรับการประกาศผลสอบเข้าเรียนในห้องเรียนพิเศษ (Gifted และ EP) ครูต้องขอแสดงความยินดีกับน้องๆ หลายๆ คนที่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งนั่นหมายถึงการเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดี แต่อีกหลายๆ คนไม่ได้เลือกลงเข้าการคัดเลือกในรอบนี้ หรือน้องๆ บางคนที่พลาดในรอบนี้ นั่นไม่ได้หมายความว่าตนเองจะหมดโอกาส ทุกๆ คนยังมีโอกาสในสนามใหญ่อีกครั้งในวันที่ 1 เมษายน นี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันพร้อมกันทุกโรงเรียน ดังนั้นเด็กที่พลาดจากสนามแรก ก็จะต้องเข้าสอบในสนามนี้

สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำคือ การพิจารณาโรงเรียนในการให้น้องๆ สอบคัดเลือกของพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรประเมินปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เด็กมีโอกาสได้รับการคัดเลือกมากที่สุด ซึ่งหมายถึง จำนวนคู่แข่ง : จำนวนนักเรียนที่รับ และการเตรียมตัวของตัวบุตรหลาน และตัวเด็กๆ เองก็ต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง ต้องอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาทักษะของตนเองให้ได้รับคัดเลือกในที่สุด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แนวโน้มไม่ได้เป็นแบบนั้น เนื่องจากเด็กๆ ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง ไม่เรียนรู้ว่าการเรียนเป็นสิ่งเดียวที่เป็นหน้าที่ของตนเอง และทำในสิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น โดยไม่รู้สึกเดือดร้อนกับความบกพร่องในหน้าที่ของตนเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางที่ตนเองจะไม่มีที่เรียน ในที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องคอยวิ่งเต้น เพื่อให้ตนเองได้มีที่เรียนในที่สุด

หากพิจารณากันดีๆ แล้ว ความผิดพลาดในพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้เกิดขึ้น เนื่องจากเขาเหล่านั้นไม่เคยถูกสอน หรือฝึกให้อยู่ในระเบียบวินัยในการทำหน้าที่ของตนเอง และสิ่งที่แย่กว่านั้นคือ เด็กไม่เคยได้รับบทลงโทษเมื่อทำผิดกฎ หรือระเบียบใดๆ เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้ปกป้องอย่างไม่มีเหตุผล จนกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่รู้จักหน้าที่ ของตนเอง ไม่มีความรับผิดชอบและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ในที่สุด หากเด็กๆ ได้รับการฝึกระเบียบวินัย และรู้จักหน้าที่ของตนเอง ต่างคนต่างรู้และรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง ก็เป็นเหมือนจิกซอรที่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันต่อจนเป็นภาพที่สมบูรณ์ในที่สุด

 

Feb
20
2017

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นเด็กเฉื่อย…

59193aa2a373c419a7100878787f573e_108aacefc3e090fb4ab96fe480a9bd-clipart-tired-person_350-346                    ช่วงนี้เดือนหน้าจะเป็นช่วงของการสอบคัดเลือกประจำทุกปี น้องๆ หลายๆ คนก็ต้องให้เวลาในการเตรียมตัวกับตัวเองในการอ่านหนังสือ ลดเวลาเล่นกันก่อนนะคะ

หลายๆ ครั้งผู้ปกครองมักบ่นว่า บุตรหลานของตนไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง เฉื่อย ไม่มีความกระตือรือร้น สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาจากการเลี้ยงดูบุตรหลานในวัยเด็ก สาเหตุที่ทำให้เด็กไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง เนื่องมาจากในวัยเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครองคอยปกป้องดูแลเอาใจใส่จนเกินพอดี ไม่ให้บุตรหลานมีโอกาสที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ เมื่อเกิดปัญหาไม่ว่าเรื่องใดๆ พ่อแม่ก็คอยเป็นคนแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง การดำเนินชีวิตก็เป็นไปอย่างเรื่อยๆ ไม่มีความกระตือรือร้นทุกๆ เรื่องจนกลายเป็นนิสัยที่เฉื่อย ไม่สนใจต่อสถานการณ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบข้างใดๆ เพราะถือว่าปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายด้วยการแก้ปัญหาของพ่อแม่ ผู้ปกครองได้โดยง่าย

นิสัยดังกล่าวที่เกิดขึ้น ไม่ได้เปลี่ยนไปเมื่อเด็กโตขึ้น เขาจะโตขึ้นโดยแบบเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีความอดทน หากไม่อยากให้บุตรหลาน ดำเนินชีวิตโดยสามารถดูแลตนเองได้เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ดังนั้นในวัยเด็ก ซึ่งสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดที่เป็นโรงเรียนแรกของเด็กๆ พ่อแม่ ผู้ปกครองสอนให้เค้ารู้จักกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย หน้าที่ และความรับผิดชอบตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน ซึ่งการปลูกฝังนิสัยดังกล่าวตั้งแต่วัยเด็กจะยากลำบากบ้างในช่วงแรก แต่ผลที่ได้จะคุ้มค่ามากเมื่อเขาโตขึ้น

Feb
15
2017

เสริมทักษะทางคณิตศาตร์กันดีกว่า

ใกล้ปิดเทอมแล้ว มาเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ด้้วยกัน กับสถาบันคิดสแควร์กันดีกว่า肃穆么日

Feb
6
2017

เรียนจินตคณิต ดีจริงหรือ?

46870094-Student-Learning-Music-Art-Academic-Swimming-Martial-Arts-Football-Computer-Dancing-and-Ice-Skating--Stock-Vector          หลายๆ คน ที่หาข้อมูลของการเรียนจินตคณิต อาจจะคิดว่าการให้ข้อมูลของสถาบันการสอนต่างๆ ก็เป็นเพียงการตลาด เพื่อโน้มน้าวให้พ่อ แม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลาน ให้เรียนเพียงเท่านั้น

การส่งบุตรหลานเรียน กิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ใช่วิชาการ (ที่จำเป็นต้องใช้ในโรงเรียน) ไม่ว่าจะเป็นการเรียนดนตรี  ศิลปะ หรือแม้กระทั่งกีฬา จำเป็นที่จะต้องให้เวลากับผู้เรียนเพื่อฝึกทักษะ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ หลายๆ ครอบครัวเลือกให้บุตรหลานเรียนดนตรี ในวัยเด็ก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มไม่เห็นความจำเป็นของการเรียน ก็เริ่มถอย หรือ ถอดออก ก่อนที่เด็กจะได้เรียนเทคนิคชั้นสูง  ในการเรียนศิลปะ หลายๆ  ครอบครัวส่งบุตรหลานเรียน เพื่อเป็นการเสริมสร้างสมาธิ จินตนาการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เวลาที่ให้กับการเรียนก็น้อยลง จนหมดไป แทนที่เด็กจะได้สั่งสมความชำนาญในงานศิลปะจนถึงขั้นสูง (การลงแสง เงา) ก็กลายเป็นการเสียประโยชน์ไป

การเรียนจินตคณิตก็เช่นกัน เป็นการเรียนจะต้องฝึกทักษะ เนื่องจากหลังจากการใช้ลูกคิดจะต้องมีการสร้างภาพลูกคิดในการจินตนาการ ซึ่งต้องใช้สมาธิ พื้นฐานการใช้ลูกคิดที่แม่นยำ และประยุกต์ใช้กับวิชาคณิตศาสตร์ในที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กขาดทั้งความสม่ำเสมอในการเรียน และไม่ฝึกทักษะใดๆ ทำให้การเรียนเป็นไปได้ช้า และมีพัฒนาการที่ช้า ในที่สุดก็เลิกเรียนก่อนที่จะไปถึงประโยชน์สูงสุดของการเรียน

ดังนั้น หากพ่อแม่ ผู้ปกครอง หากต้องการให้บุตรหลานเรียนอะไร ต้องให้ความสม่ำเสมอต่อการเรียน ฝึกฝนทักษะต่อหลังเลิกเรียน เพื่อให้พัฒนาการเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้ประโยชน์สูงสุดทุกอย่าง

Jan
19
2017

คณิตศาสตร์。。。。。แพะรับบาป

can-stock-photo_csp12816355

หลังจากเด็กๆ เปิดเทอมกันมาซักระยะหนึ่งแล้ว แน่นอนสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น คือการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กๆ หลายๆ คนผลการประเมินออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่เด็กๆ หลายๆ คนมีผลการเรียนดีในเกือบทุกวิชา ยกเว้นก็แต่วิชาคณิตศาสตร์

คุณพ่อ คุณแม่หลายๆ คนก็หนักใจกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของบุตรหลาน มักคิดว่าเด็กไม่มีความเข้าใจในการเรียน จนทำให้เกิดทัศนคติในด้านลบ เกลียดวิชาคณิตศาสตร์ ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ก่อนอื่น เรามาดูสิ่งที่เด็กๆ ต้องเรียนในโรงเรียนกันก่อน การเรียนในชั้นประถมของเด็กจะมีวิชาหลัก คือ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในช่วงประถมต้น การเรียนรู้ในทุกๆ วิชาของเด็กส่วนใหญ่จะเป็นการท่องจำ (รวมถึงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการเรียนสิ่งแวดล้อมรอบตัวก่อน) ยกเว้นวิชาคณิตศาสตร์ที่จะต้องเรียนรู้วิธีคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ ป。1 ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง คือเด็กในยุคนี้ไม่อยากคิด ไม่อยากเริ่มอะไรด้วยตัวเอง เมื่อไม่อยากคิด กระบวนการเรียนรู้ที่ต้องคิดเป็นขั้นเป็นตอนก็ไม่เกิดการฝึกฝน ไม่ใช่ว่าเขามีปัญหาการเรียนรู้ และเมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาดังกลาวจะบานปลายไปยังวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเมื่อเด็กเข้าสู้ประถมปลาย การเรียนวิทยาศาสตร์ ก็จะเริ่มมีการคิดวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เราจะสังเกตว่าเด็ก ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดี จะสามารถเรียนในหลายๆ วิชา นั่นเป็นเพราะการเรียนคณิตศาสตร์เป็นการจัดลำดับกระบวนการคิดให้กับเด็กๆ นอกจากนี้การเรียนคณิตศาสตร์จะเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านการแก้ปัญหาให้กับเด็กๆ หากเด็กเริ่มต้นด้วยการขึ้เกียจคิด ทุกๆ การเรียนรู้ที้ต้องใช้กระบวนการคิดก็ไม่เกิดขึ้น และปัญหานี้ก็จะยุ่งเยิงพัวพันกับวิชาวิทยาศาสตร์ต่อไป

ในการเลี้ยงดูบุตรหลานแต่ล่ะคน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรฝึกให้เด็กได้มีอิสระทางความคิด และเสริมด้วยประสบการณ์ เช่นการเล่นเลียนแบบ การเล่นขายของ ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยคุณพ่อ คุณแม่ยังเด็กอยู่นั่นเอง

Jan
14
2017

วันเด็กแห่งชาติ 2560

เป็นเด็กดีของพ่อแม่..และเป็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติกันนะจ๊ะ..

….สุขสันต์วันเด็ก……

เด็กไทยใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง

Dec
22
2016

แก้ไม่ถูกที่ บางทีก็เสียเปล่า

clip-art-maze-416746หลังจากที่เด็กๆ เปิดภาคเรียนมาได้เดือนกว่าๆมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เด็กๆ จะต้องมีการสอบกลางภาค เพื่อเป็นการประเมินผลการเรียนรู้ในสิ่งที่ได้เรียนกันมาแล้ว  คะแนนที่ออกมาจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเด็กแต่ละคนเข้าใจบทเรียนมากน้อยเพียงใด

คะแนนที่ได้จากการประเมินจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่า เด็กๆ มีความเข้าใจในการเรียนมากน้อยเพียงไร

ในบางครั้งปัญหาในการเรียนของเด็กๆ อาจเกิดจากการที่เด็กไม่สามารถตีความสิ่งที่โจทย์ต้องการได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชา คณิตศาสตร์) สาเหตุดังกล่าวมักเกิดจากการขาดการเตรียมความพร้อมในเรื่องภาษา ทั้งภาษาไทย (ในเด็กที่เรียนในแบบบูรณาการไปยังโรงเรียนแบบเร่งเรียน) และภาษาอังกฤษที่ (มักเกิดปัญหาในเด็กที่ย้ายโรงเรียนจากแบบไทย สู่โรงเรียนแบบไบลิงกัว) ซึ่งโรงเรียนสองภาษาในปัจจุบันเน้นให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย เมื่อเด็กๆ ติดปัญหาด้านภาษา ก็เป็นสิ่งที่ดีที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะส่งเสริมให้เด็กเรียนภาษาเพิ่ม สำหรับเด็กที่เรียนในโรงเรียนไทยปกติ เป็นเรื่องทีดี เนื่องจากภาษาไทยเป็นพื้นฐานของการเรียนในทุกๆ วิชา

ในขณะที่เด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ เปลี่ยนจากโรงเรียนเป็นโรงเรียนสองภาษา เด็กๆ ไม่ได้ถูกเตรียมความพร้อมให้อ่านและแปลความในภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนเสาะหาที่เรียนภาษาอังกฤษให้กับบุตรหลานที่แล้วที่เล่า แต่การเรียนภาษาอังกฤษโดยทั่วไป แยกได้เป็น 3 แบบคือ การเรียนการอ่านออกเสียง ซึ่งต้องเริ่มจากการเรียนเสียงของตัวอักษรทีละตัว ซึ่งในการเรียนในแนวนี้แก้ปัญหาได้ช้ามาก หรืออาจไม่ได้เลย เนื่องจากการเรียนในโรงเรียนจะล้ำหน้าและมีศัพท์เฉพาะมากมาย โดยเฉพาะอ้ย่างยิ่งการเรียน คณิตศาสตร์ กับการเรียนในแนวที่สอง คือการเรียนในแนวของการสนทนา และในแบบสุดท้ายคือการเรียนหลักไวยากรณ์ ซึ่งการเรียนในแนวทั้งสามนั้นไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูกทางนัก ซึ่งหลายๆ ครอบครัวก็หว่านการเรียนของบุตรหลานไปทุกๆ แนวทาง ส่งผลให้เด็กเกิดความเหนื่อยล้ากับการเรียน ทำให้หลังจากการเรียนเด็กๆ ก็ไม่ต้องการนำมาทบทวนเพิ่มเติมอีก ทำให้การเรียนไม่ได้พัฒนาได้ ความเหนื่อยล้าส่งผลให้เด็กไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบเหมือนกับแก้วที่มีน้ำรินอยู่ปากแก้วแล้ว ไม่ว่าจะเติมไปมากเท่าไร น้ำก็ล้นออกมาเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดความเครียดทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ นอกจากนี้แล้วยังส่งผลให้เด็กไม่มีความสุขในการเรียน

สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของใคร พ่อแม่ผู้ปกครองก็มีแต่ความปรารถนาดีให้กับบุตรหลานของตนด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ในยุคปัจจุบันมีแนวการเรียนอยู่มากมาย พ่อแม่ผู้ปกครองจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาหรือเตรียมคว