Jun
19
2012

KidDSquare.com ออกรายการ Talk about kids เรื่อง ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด

KidDSquare.com ได้รับเชิญจาก KidscoveryTV รายการในเครือ รักลูกกรุ๊ป เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง “ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด” เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ดำเนินรายการโดยคุณทวีรัตน์ จิรดิลก และผู้ร่วมรายการคือ ครูจา และ ครูอู๊ด จาก KidDSquare.com  คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองท่านใดสนใจหรือต้องการทราบรายละเอียดว่า จินตคณิตคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับเด็กๆ   เรียนกันแบบไหน แนะนำให้ดูจนจบ พิธีกรถามได้ละเอียดและเข้าใจดีมากครับ

ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 1/4

ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 2/4 


ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 3/4


ฝึกจินตคณิตด้วยลูกคิด 4/4

Jun
29
2010

การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิด

จินตคณิตคืออะไร

จินตคณิตโดยลูกคิด คือการใช้ลูกคิดเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้

เรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไร

ในการเรียนจินตคณิตนั้นจุดประสงค์หลักไม่ได้ให้เด็กนั้นสามารถคิดเลขได้เร็วและถูกต้อง แต่เป็นการเรียนโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อกลางในการบังคับใช้สมองทั้งสองซีก ซึ่งผลพลอยได้จากการเรียนคือ

  • การเข้าใจเรื่องจำนวนและตัวเลข เนื่องจากลูกคิดแต่ละแกนจะแทนค่าประจำหลักในแต่ละหลัก
  • การคิดเลขที่ถูกต้องและแม่นยำ ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร และนอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กที่เพิ่งเริ่มท่องสูตรคูณสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำ  มีผลการวิจัยทางสมองหลาย ๆ งานพบว่าศักยภาพสมองของเด็กนั้นมีไม่จำกัด แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ปล่อยโอกาสของวัยนี้ โดยไม่ได้มีการส่งเสริมศักยภาพของวัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุให้พลาดโอกาสในวัยทองนี้ไป

ฟังก์ชั่นของสมอง

สมองของมนุษย์ประกอบด้วยกันอยู่ 2 ซึกนั่นคือ สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา เด็กประมาณ 95% จะใช้สมองซีกซ้ายเพียงซีกเดียว โดยขาดการใช้สมองซีกขวาซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของความฉลาด

หน้าที่ของสมองซีกซ้าย

  • การคิดวิเคราะห์ข้อมูล
  • ภาษา
  • การคำนวณ

หน้าที่ของสมองซีกขวา

  • การสังเคราะห์ข้อมูล
  • จินตนาการ
  • ความคิดสร้างสรรค์

สมองทั้งซีกซ้ายและขวานั้นจะมีการทำงานและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน เป้าหมายของเราเพื่อกระตุ้นการใช้สมองทั้งสองข้างอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การใช้สมองทั้งสองซีกของเด็กนั้นจึงเป็นศักยภาพที่แท้จริง แต่ ….    เราจะกระตุ้นการใช้สมองสองซีกพร้อม ๆ กันได้อย่างไร

การเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นวิธีทางหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการใช้สมองสองซีกในเวลาเดียวกันได้ ในปัจจุบันการเรียนการสอนลูกคิดนั้นเราจะใช้ลูกคิดญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “Soroban abacus” ซึ่งมีลูกคิดแถวบน 1 เม็ด และแถวล่าง 4 เม็ด การใช้ลูกคิดนี้สามารถปูพื้นความรู้เรื่องจำนวน การคำนวณให้แก่เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคำนวณด้วยวิธีการใช้ลูกคิดนั้นทำให้เด็กสามารถคำนวณตัวเลขได้ถึง 10 หลักและสามารถจินตนาการได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องคิดเลขด้วย

ในการใช้ลูกคิดของเด็กนั้น ในขณะที่เด็กใช้มือในการเคลื่อนเม็ดลูกคิดนั้นจะเกิดการประสานระหว่างมือกับการกระตุ้นเซลสมอง เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของสมองทั้งหมด

นอกจากเรื่องการคำนวณแล้วการเรียนลูกคิดยังสามารถเพิ่มศักยภาพด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้อีกด้วย

  • ทำให้เด็กมีสมาธิ
  • เพิ่มศักยภาพของการจำ
  • ทำให้เด็กสามารถฟังและอ่านเร็วขึ้น

ในประเทศญี่ปุ่น นักการศึกษายังคงเชื่อมันกับการใช้ลูกคิดเพื่อช่วยเด็กพัฒนาการคิดเลขเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยให้

  • เด็กเข้าใจระบบตัวเลขฐาน 10 และค่าประจำหลัก
  • เข้าใจถึงหลักการยืม และการทดในการคิดคำนวณ

โรงเรียนในเอเชียหลาย ๆ โรงยังนิยมนำลูกคิดเข้าร่วมในหลักสูตรการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถม 4 ซึ่งพบว่าเด็กทิ่เริ่มการเรียนการสอนด้วยลูกคิดก่อนการเรียนแบบเก่าจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องความสับสนกับการคิดเลขแบบปกติ แต่หากเด็กที่เริ่มการเรียนแบบปกติก่อน อาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติเพื่อความเข้าใจในการใช้ลูกคิด

คำถามที่ถูกถามบ่อยๆ:

  1. ลูกคิดคืออะไร?
  2. การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
  3. การเรียนลูกคิดมีข้อดีอย่างไร?
  4. อายุเท่าใดจึงเป็นอายุที่ดีที่สุดที่เริ่มเรียน?
  5. ลูกคิดมีกระบวนการคิดที่แตกต่างอย่างไรกับการคิดคำนวณที่สอนในโรงเรียนโดยทั่วไป?
  6. วิธีการใช้ลูกคิดทำให้เด็กสับสนกับการคิดคำนวณที่โรงเรียนหรือไม่ ?

ลูกคิดคืออะไร

ลูกคิดคืออุปกรณ์ที่คิดโดยประเทศจีนเมื่อ 2000 ปีที่แล้วเพื่อการคิดคำนวณ

การใช้ลูกคิดแตกต่างอย่างไรกับการใช้เครื่องคิดเลข?
การใช้เครื่องคิดเลขนั้นเด็ก ๆ เพียงใส่ข้อมูลลงในเครื่องแล้วให้เครื่องคำนวณออกมา แต่การใช้ลูกคิดนั้นเด็กจะต้องแปลงตัวเลขเพื่อดีดลงบนลูกคิดจนได้คำตอบออกมา หลังจากการดีดลูกคิดจนเกิดความชำนาญ เด็ก ๆ จะถูกฝึกให้จินตนาการในสมองซีกขวาได้อย่างแม่นยำ

การเรียนจินตคณิตด้วยการใช้ลูกคิดมีข้อได้เปรียบอย่างไร
ในประเทศญี่ปุ่นนักการศึกษายังสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนลูกคิดในโรงเรียนเพื่อช่วยพัฒนาสมองส่วนของการคิดเลขเร็วหรือการจินตนาการ ซึ่งทำให้เด็กสามารถเข้าใจในระบบตัวเลข โดยเฉพาะในระบบตัวเลขฐาน 10 ซึ่งรวมถึงการเข้าใจในการยืมและการทด ความเข้าใจในคู่ 5 และคู่ 10

การเรียนจินตคณิตมีประโยชน์อย่างไรต่อเด็ก
การเรียนการคิดคำนวณด้วยลูกคิดนั้นจะช่วย…

  • ทำให้เด็กมีความมั่นใจในเรื่องการทำคณิตศาสตร์มากขึ้น
  • พัฒนาความสามารถในการคิดคณิตคิดเร็ว
  • ฝึกให้มีการคิดโดยอัตโนมัติ
  • เพิ่มการจินตนาการ
  • เพิ่มความสามารถในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์
  • เพิ่ม/ฝึก สมาธิ

ช่วงวัยใดที่เหมาะในการเริ่มเรียนจินตคณิต
ไม่มีงานวิจัยใดสนับสนุนหรือระบุช่วงวัยที่แน่นอนในการเรียน แต่โดยส่วนใหญ่เด็กจะเรี่มเรียนในวัยอนุบาลจนถึงชั้นประถมปีที่ 4

การเรียนลูกคิดต่างจากการคำนวณแบบปกติอย่างไร
การคิดคำนวณโดยการใช้ลูกคิดนั้นจะมีการตีค่าของตัวเลขออกมาเป็นเม็ดลูกคิด ซึ่งต่างจากการคำนวณแบบปกติที่มีการคำนวณเป็นค่าตัวเลขที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นผลให้สามารถสร้างภาพขึ้นได้บนสมองซีกขวา และยังเป็นผลต่อเนื่องจนส่งผลให้เกิดการคำนวณที่มีความรวดเร็วและแม่นยำ

การเรียนลูกคิดก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสับสนกับการเรียนในแบบปกติที่โรงเรียนหรือไม่?
โดยปกติเด็กที่เริ่มการเรียนลูกคิดก่อนที่จะคิดคำนวณคล่องนั้น มักไม่พบปัญหาและยังทำให้เด็กนั้นสามารถคำนวณได้ทั้ง 2 ระบบ แต่ในเด็กที่เริ่มเรียนหลังจากที่มีการคิดคำนวณจนคล่องแล้วนั้นมักต้องใช้เวลาในการเรียนที่ยากลำบากในช่วงแรก เนื่องจากการใช้ลูกคิดในช่วงแรกจะทำให้เด็กมีความรู้สึกยุ่งยากกว่าการคิดคำนวณแบบปกติ แต่หลังจากการใช้ลูกคิดจนคล่องก็จะสามารถสร้างจินตนาการขึ้นที่สมองซีกขวาได้เหมือนกัน

Oct
20
2014

เกาให้ถูกที่คัน

untitled            หลายครั้งที่เขียนเกี่ยวกับแนวการเรียนการสอนจินตคณิตไปแล้ว คราวนี้จะเป็นเรื่องของวัยที่เหมาะสมกับการเรียนจินตคณิต

อันที่จริงแล้วการเรียนจินตคณิตไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องว่าเด็กโตแล้วเรียนไม่ได้ แต่สำหรับเด็กที่เล็กเกินไป เป็นข้อจำกัดเรื่องกล้ามเนื้อมือเป็นหลัก

คราวนี้มาดูที่รายละเอียดกันว่าการเรียนจินตคณิตสำหรับวัยไหนที่เหมาะสมที่สุด เริ่มตั้งแต่ปฐมวัย หรืออนุบาลก่อน เนื่องจากเด็กอนุบาลการเรียนคณิตศาสตร์จะเริ่มตั้งแต่จำนวนและตัวเลข แล้วจึงค่อยพัฒนาเข้าสู่การเรียนการบวก-ลบ การเรียนจินตคณิตจะเป็นการแนะนำตัวเลขให้กับเด็กได้จับต้องได้เป็นรูปธรรม และยังเป็นการนำการบวกเพิ่ม หรือการลด ให้เด็กได้มีความเข้าใจถึงการบวก-ลบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงถือว่าการเรียนจินตคณิตโดยใช้ลูกคิดเป็นสื่อนำให้เขาเข้าใจในการเรียนคณิตศาสตร์ได้อย่างดี  วัยประถม(ต้น) เป็นวัยที่การเรียนจินตคณิตจะเป็นการจัดระบบความคิด ทั้งเรื่องของค่าประจำหลัก และการบวก-ลบ คูณ หาร ซึ่งเด็กบางคนที่มีปัญหากับคณิตศาสตร์อาจมีผลเนื่องจากความไม่เข้าใจเรื่องค่าประจำหลัก การบวก-ลบ เลขขอยืม ซึ่งในการเรียนลูกคิดจะเห็นเป็นภาพที่ชัดเจน และเด็กๆ จะสามารถปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง  แต่ในเด็กประถม(ปลาย) ส่วนใหญ่จะมีกระบวนการคิดคำนวณคณิตศาสตร์ที่คล่องแล้ว การใช้ลูกคิดจะถือว่าตามหลังสิ่งที่เขารู้มาแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียน เพราะเป็นสิ่งที่ตนเองเรียนรู้จนชำนาญแล้ว จึงไม่แนะนำให้เด็กประถม(ปลาย) เรียนจินตคณิตสักเท่าใด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะเรียนไม่ได้ เพียงแต่ผลสัมฤทธิ์ที่จะนำไปใช้ ช้ากว่าบทเรียนคณิตศาสตร์ที่เรียนในโรงเรียน แต่เนื่องจากผู้ปกครองหลายๆ คนมักเข้าใจว่าเด็กประถม(ปลาย)ที่มีปัญหาทางคณิตศาสตร์เกิดจากการคิดคำนวณผิดพลาด ควรได้รับการแก้ไข แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กที่มีปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ อาจไม่มีปัญหาการคำนวณเลยก็เป็นได้ ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของเด็กโตจะอยู่ที่ความเข้าใจเป็นหลัก หากจะแก้ปัญหาจริง ๆ ต้องหาสาเหตุที่แท้จริงกันก่อนจะเสียทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา ในการเรียนที่ไม่ได้แก้ปัญหาผิดทาง

ครูจา

Oct
12
2014

ทำไมการเรียนจินตคณิตจึงทำให้คิดเลขเร็ว?

มักมีคำถามมากมายว่าการเรียนจินตคณิตทำให้คิดเลขเร็วจริงหรือ? ก่อนอื่นต้องมาดูกันที่วิธีการเรียนจินตคณิตด้วยลูกคิดญี่ปุ่นก่อนว่า การเรียนจะเป็นการสอนให้เด็ก จับคู่ 5 และคู่ 10  จนเกิดความเข้าใจ โดยการใช้คู่ ซึ่งทำให้เด็กๆ เวลาที่คิดเลขจะเป็นการจับคู่ โดยเลือกใช้คู่ที่ถูกต้องอย่างแม่นยำ

การจับคู่ในการเรียนจินตคณิต อาจถือว่าใกล้เคียงกับการคิดเลขในใจของเด็กโต หรือผู้ใหญ่ แต่มีความแตกต่างกันตรงที่การคิดด้วยลูกคิดไม่จำเป็นต้องไล่จับคู่ แต่เป็นการคิดเป็นลำดับตามโจทย์ และเป็นรูปธรรมตรงที่เขาเห็นเป็นเม็ดลูกคิด แต่การคิดเลขในใจเป็นการคิดแบบเป็นตัวเลข ที่ต้องอาศัยการไล่จับคู่ ซึ่งวิธีการที่แตกต่างกันนี้เองทำให้การคิดคำนวณที่เป็นภาพเม็ดลูกคิดเคลื่อนไหวได้จะคิดไปได้อย่างต่อเนื่องและเร็วกว่า การคิดเป็นตัวเลขแบบนิ่งๆ ที่จะต้องจับทีละคู่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการเรียนจินตคณิตจึงทำให้เด็กคิดเลขเร็วและถูกต้องแม่นยำกว่า แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์หลักของการเรียนจินตคณิตที่แท้จริง มันเป็นเพียงผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ครูจา

Oct
5
2014

TEDET คืออะไร? สอบทำไม?

วันนี้เป็นวันสอบ TEDET ของเด็กหลายๆ โรงเรียน ผู้ปกครองหลายๆ คนก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นการสอบเพื่ออะไร รู้แต่เพียงว่าเป็นการสอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีความเข้าใจว่าเป็นการสอบเพื่ออะไร ส่วนตัวเด็กซึ่งเพิ่งสิ้นสุดการสอบปลายภาค แล้วยังต้องสอบนอกรอบอีก ซึ่งเป็นวิชาหลัก โดยมีข้อสอบที่ค่อนข้างยากอีก จะสอบไปเพื่ออะไร

คราวนี้เรามารู้จักการสอบ TEDET กันว่าคืออะไร TEDET เป็นโครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ TME ซึ่งโครงการนี้จัดสอบคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาปีที่ 2 –มัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 –มัธยมศึกษาปีที่ 3    ข้อสอบจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นข้อสอบเพื่อการวัดความรู้พื้นฐานในระดับชั้นนั้นๆ และ อีกส่วนเป็นข้อสอบวัดอัจฉริยภาพหรือการประยุกต์เนื้อหาการเรียนเพื่อการแก้ไขปัญหา

เมื่อรู้จักการสอบ TEDET แล้ว  มาดูความสำคัญของการสอบ การประเมินผลนอกจากจะเป็นการประเมินรายบุคคลแล้วยังมีการเปรียบเทียบกับกลุ่มโรงเรียน เด็กในระดับชั้นเดียวกันทั่วประเทศ การสอบดังกล่าวน่าจะเป็นผลดี เพื่อให้ผู้ปกครองที่ต้องการทราบว่าบุตรหลานมีอัจฉริยภาพ หรือบุตรหลานสามารถประยุกต์ใช้เนื้อหาที่เรียนมาในการแก้โจทย์ปัญหาได้ดีเพียงใด

เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ร่วมกันระหว่า สสวท กับประเทศเกาหลี ข้อสอบจะเป็นข้อสอบกลางที่เหมือนกันที่ส่งตรงมาจากประเทศเกาหลี ซึ่งเมื่อกล่าวถึงช่วงเวลาในการสอบนี้ ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลาการเรียนการสอนของบ้านเรา ซึ่งเมื่อเทียบกับการเปิดเรียนของโรงเรียนอินเตอร์ หรือ ต่างประเทศเป็นช่วงของภาคการศึกษาใหม่ การสอบจึงเป็นการสอบย้อนเนื้อหาเดิมทั้งหมด แต่บ้านเราเป็นการเปิดภาคการเรียนการสอนไปเพียง 1 ภาคการเรียนเท่านั้น ยังมีความรู้บางเรื่องที่เด็กๆ อาจยังไม่เรียนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อสอบ จึงมีผลให้เด็กๆ ได้ผลประเมินในเรื่องของความรู้พื้นฐานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อความรู้พื้นฐานยังเรียนไม่ครอบคลุม ก็ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องการประยุกต์ใช้ความรู้ นอกจากช่วงเวลาที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีการเน้นเนื้อหาในการเรียนรู้ หรือจุดประสงค์ของการเรียนรู้ระหว่างของบ้านเรากับต่างประเทศก็แตกต่างกัน ซึ่งก็ยังเป็นอีกปัจจัยหลักที่มีผลต่อการประเมินเช่นกัน หากจะมีการสอบในแนวนี้  ควรเลือกช่วงเวลาที่เด็กๆ ได้เรียนจบเนื้อหาในชั้นปีนั้นๆ ก่อน หรือเป็นการสอบย้อนเนื้อหา น่าจะเป็นธรรมกับเด็กไทยมากกว่า

ครูจา

Sep
28
2014

เลือกกิจกรรม ปิดภาคเรียน….

W020130718633296446895           ช่วงนี้เป็นฤดูกาลสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ในปีการศึกษา 2557 หลังจากจบการเรียนในภาคต้น ก็จะเข้าสู่ช่วงของการปิดภาคเรียนเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน คราวนี้ก็ถึงคราวที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องเสาะหากิจกรรมหรือการเรียนเสริมให้กับบุตรหลาน การเริ่มกิจกรรมในช่วงปิดภาคเรียนถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีให้กับบุตรหลาน เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆหรือเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับบุตรหลานในการเรียนต่อในภาคเรียนที่ 2 ต่อไป

เช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ จินตคณิตก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสนใจเรียนเสริมในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายอันดีในการเริ่มต้น แต่หลายๆ ครอบครัวคิดว่าการเรียนเสริมในช่วงสั้นๆ จะทำให้เด็กๆ มีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดและสามารถต่อยอดกับการเรียนในโรงเรียนได้ โดยใช้เวลาแค่ช่วงปิดภาคเรียนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การเรียนหรือการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ต้องให้เวลา มีการเรียนอย่างต่อเนื่องและมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจึงจะเห็นผลอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกเรียนจินตคณิตในช่วงเวลาสั้นๆ เฉพาะปิดภาคเรียนนั้น ผลสัมฤทธิ์จะยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก ดังนั้นการหากิจกรรมเสริมในช่วงปิดภาคเรียนควรเป็นการเริ่มปูพื้นฐานและเร่งเนื้อหาในช่วงปิดภาคเรียน และ ต่อยอดไปจนถึงช่วงเปิดภาคเรียนต่อไป

ครูจา

Sep
21
2014

อัจฉริยภาพ สร้างและทำลายได้ (2)

imageจากบทความเมื่อครั้งที่แล้ว ก็มีคำถามมากมายเกี่ยวกับอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ ขอเรียกง่ายๆ ว่า เซ้นส์ทางคณิตศาสตร์ มักมีคำถามมากมายตามมาว่า เราจะสังเกตบุตรหลานได้อย่างไรว่าเป็นเด็กมีเซ้นส์ทางคณิตศาสตร์หรือไม่ วิธีที่ง่ายๆ คือ การสังเกตความสนใจในการเรียนก่อนเป็นอันดับแรก ว่าหากมีโอกาสเขาจะเลือกเรียนอะไรก่อน ซึ่งเซ้นส์นั้นจะทำให้เขามีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้ดี มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบกว่า เด็กในวัยเดียวกัน คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ต้องใช้หลักการ การคิดเป็นระบบ มาวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา แต่การแก้ไขปัญหา ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดเหมือนๆ กัน เด็กที่มีเซ้นส์ทางคณิตศาสตร์ 2 คน อาจคิดโจทย์ปัญหาที่ต่างกัน แต่ให้คำตอบเดียวกันได้ เนื่องจากมุมมองที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างโจทย์การแข่งขันแนวคิดและการแก้ปัญหา คณิตศาสตร์ ระดับชั้น ป. 3-4 เช่น

น้ำยาล้างจานขวดหนึ่งหนัก 250 กรัม เมื่อใช้ไป 1 ใน 4 ของขวด ปรากฏว่าหนัก 195 กรัม อยากทราบว่าขวดเปล่าหนักกี่กรัม

ตัวอย่างดังกล่าว เด็กที่มีเซ้นส์ทางคณิตศาสตร์จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ มีการใช้ความรู้พื้นฐานทั้งในเรื่องของเศษส่วน และโจทย์ระคนมาใช้ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ และเป็นรูปธรรม จึงสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก  แต่การที่เด็กจะมีอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ไม่ใช่ว่าจะพบกันได้ทุกคน  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ไม่มีเซ้นส์ทางคณิตศาสตร์จะไม่สามารถแก้ปัญหา หรือต้องเรียนคณิตศาสตร์อ่อนเสมอ เขาเหล่านั้นสามารถแก้ไขปัญหา หรือเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีเช่นกัน เพียงแต่ต้องมีการจัดระบบระเบียบการคิดวิเคราะห์ให้ดี และมีการฝึกฝนวิธีการคิดให้เป็นระบบ หรืออาจมีการสอนให้เด็กตีความจากประโยคบอกเล่า

ให้เป็นรูปธรรม และสิ่งที่ต้องมีอย่างเคร่งครัดคือ วินัยในการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เขามีความมั่นใจและมีทัศนคติที่ดีกับการเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ครูจา

Sep
14
2014

อัจฉริยภาพสร้างและทำลายได้

clip_art_girl

ในการเรียนไม่ว่าจะอยู่ในระดับชั้นใด วิชาคณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นมีการทดสอบอัจฉริยภาพกันตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึง 6 ขวบ หลังจากทดสอบอัจฉริยภาพกันแล้วก็จะมีการมุ่งเน้นในด้านของอัจฉริยภาพในตัวเด็กอย่างเต็มที่ ซึ่งอัจฉริยภาพที่ทดสอบก็มีหลายด้าน และอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ด้านนั้น

การที่เด็กมีอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์นั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญและมีการสนับสนุนก็จะทำให้การเรียนของเด็กมีผลสัมฤทธิ์ที่ดี แต่หากไม่ได้รับการสนับสนุน เขาก็จะเรียนได้ตามศักยภาพที่มีอัจฉริยภาพของตัวเขาอยู่ แต่อัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์นั้น ไม่ได้มีกันทุกคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เด็กที่ไม่มีอัจฉริยภาพไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพียงแต่เด็กที่ไม่มีอัจฉริยภาพ จำเป็นต้องมีครูฝึกที่ดี ร่วมกับการมีวินัยในการฝึกฝน ซึ่งครูฝึก ณ ที่นี้หมายถึง ครูผู้สอน เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจในเนื้อหา แล้วยังรวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีหน้าที่ในการฝึกซ้อมให้เด็กๆ ได้มีทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ดีขึ้นได้ ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “พรแสวงฝึกได้” หรือคำว่า “อัจฉริยสร้างได้” เพียงแต่การไม่มีอัจฉริยภาพนั้นทำให้เด็กต้องมีวินัยในการฝึกปรือมากกว่าเท่านั้นเอง

แต่ในทางกลับกันพ่อแม่ผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน นอกจากจะไม่ส่งเสริมอัจฉริยภาพหรือการฝึกฝนให้กับเด็กๆ ยังทำให้ทุกอย่างดูแย่ลงด้วยการปล่อยปละละเลย ปล่อยให้เด็กขาดวินัย แม้แต่การทำการบ้านเลยทีเดียว แบบนี้ถึงตัวเด็กที่มีอัจฉริยภาพได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม อัจฉริยภาพไม่ว่าจะด้านใด ก็สามารถที่จะลดลงและหายไปในที่สุด

ครูจา

Sep
7
2014

การบ้าน… เรื่องปวดหัวระดับชาติ

5326158-homework-frustration            ข่าวล่ามาแรงเรื่องการรับจ้างทำการบ้านผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งหากตามข่าวกันจริงๆ แล้ว การรับจ้างทำงานทั้งการบ้านและงานวิจัยต่างๆ มีมานานแล้ว และมีอยู่มากมายหลากหลายเจ้าให้เลือก แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ อายุที่น้อยลงของการว่าจ้าง ตอนนี้ไม่ใช่การว่าจ้างในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว แต่เป็นการว่าจ้างในระดับเด็กประถม ถึงมัธยม

หากใครได้สัมผัสกับ เด็กๆ หรือเยาวชนในยุคปัจจุบันบ่อยๆ จะพอทราบว่ากระแสสังคมในยุคดิจิตอลนั้นค่อนข้างก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความอดทน ความพยายามในการทำงานให้สำเร็จลุล่วง นอกจากนี้เด็กในยุคปัจจุบันยังมีแนวโน้มของการเป็นสมาธิสั้น หรือขาดความสนใจในทุกๆ เรื่อง จนกลายเป็นเด็กเฉื่อยในที่สุด หลายๆ คนคงสงสัยว่ามันเกี่ยวกันอย่างไรกับเรื่องของการบ้านที่เป็นที่ฮือฮากันในปัจจุบัน ผลของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้คนเกิดความสะดวกสบาย จนไม่มีความอดทนพอที่จะรออะไรที่ต้องใช้เวลา เด็กๆ ก็จะซึมซับพฤติกรรมดังกล่าวจากสิ่งแวดล้อมที่เร่งรีบ จนกลายเป็นนิสัย จนอาจเกิดเป็นเด็กสมาธิสั้น ที่ไม่สามารถอยู่นิ่งๆ หรือมีสมาธิในการทำงานแต่ละชิ้น (ซึ่งเกิดเนื่องมาจากการเลี้ยงดู) หรือเด็กอีกกลุ่มที่พ่อแม่ ดูแลเอาใจใส่แบบเกินร้อย จนทำให้เด็กไม่มีความกระตือรือร้นในการทำอะไรเลย ทุกอย่างเดี๋ยวก็มีคนจัดการให้ เขาทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ “รอ” ในที่สุดเด็กก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีความพยายามในการเรียนรู้ หรือทำงานใดๆ เลย สาเหตุเกิดจากการที่พ่อแม่ไม่ฝึกวินัยหรือความรับผิดชอบใดๆ เลย เขาก็จะไม่มีความรู้สึกเดือดร้อนกับการบ้านหรืองานที่ถูกมอบหมายมา แต่ผู้ที่จะกระวนกระวายคือตัวพ่อแม่ ผู้ปกครอง ซึ่งจะต้องให้บุตรหลาน สะสมคะแนนเก็บจากงานต่างๆ จึงต้องหาทางออก โดยการทำให้ด้วยตนเอง หรือหากทำด้วยตนเองไม่ได้ ก็ต้องไปว่าจ้าง สุดท้ายสิ่งที่ตามมาคือ เด็กที่ไม่มีคุณภาพ (ที่มีปัจจัยหลักเกิดจากการเลี้ยงดูเป็นต้นเหตุ) แม้แต่สิ่งเดียวที่รับผิดชอบยังไม่สามารถทำให้ดีได้ ไม่ต้องพูดถึงอนาคตของเขาที่จะมาเป็นผู้ใหญ่ หรือ พ่อแม่ในรุ่นต่อไปเลย หากพ่อแม่ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างวินัยให้กับบุตรหลาน ก็ต้องยอมรับกับผลที่ตามมา คือ เขาจะไม่สามารถรับผิดชอบอะไรเลยแม้แต่ตัวเขาเองไม่ว่าเขาจะอยู่วัยใดก็ตาม

ครูจา

Aug
31
2014

มาช่วยกันพาย….

canoe4            ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการสอบคัดเลือกเด็กนักเรียนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนในเครือคาทอลิก คุณพ่อคุณแม่ ส่วนใหญ่ก็มีการวางแผนกันว่าจะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนใด และมีการเตรียมตัวกันเป็นอย่างดี การเตรียมตัวของบุตรหลานที่คุณพ่อคุณแม่จัดสรรขึ้น เช่น การส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนในแนวของการเรียนที่ตรงกับในแนวของโรงเรียนในระดับประถมศึกษา ตัวอย่างเช่น หากเป็นโรงเรียนในแนวคาทอลิก ซึ่งเป็นโรงเรียนแบบเร่งเรียน คุณพ่อคุณแม่ ก็จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลแบบเร่งเรียน เร่งเขียน เร่งอ่าน เพื่อให้บุตรหลานปรับตัวได้เร็วที่สุด

การสอบแข่งขันกันนั้น โรงเรียนส่วนใหญ่มักดูความพร้อมของเด็ก เช่น การฟังคำสั่ง และการเข้าสังคม เนื่องจากเด็กๆ จะต้องก้าวเข้าสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น โดยมีจำนวนครู : เด็ก ที่มีอัตราส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น จากอนุบาลที่มีอัตราส่วน ครู : นักเรียน = 1 : 15 อาจกลับกลายเป็น 1 :  40 – 50  คน ซึ่งแน่นอนเด็กจะต้องสามารถฟังคำสั่งครูประจำชั้น หรือประจำวิชาได้เป็นอย่างดี หากเด็กยังขาดความพร้อม ก็อาจไม่สามารถผ่านเกณฑ์เข้าไปได้ แต่หากเด็กที่มีเส้นสาย พอจะเข้าได้ ก็ส่งผลต่อตัวเด็กว่า อาจทำงานหรือฟังคำสั่งช้ากว่าเพื่อนในห้อง ซึ่งนั่นก็จะเป็นปัญหาการเรียนรู้ตามมา

นอกจากเรื่องของวุฒิภาวะแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ ความรู้พื้นฐาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวมักเกิดกับการเรียนในระดับอนุบาลแบบบูรณาการ ที่มีการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป (ซึ่งจะเหมาะกับโรงเรียนประถมในแบบเดียวกันมากกว่า) แต่เข้าสู่ระดับประถมในแนวโรงเรียนแบบเร่งเรียน ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดกับเด็กทุกๆ คน แต่มักเกิดปัญหากับเด็กที่ปรับตัวยาก ซึ่งมักใช้เวลาในการปรับตัวนาน พ่อแม่ต้องเป็นส่วนช่วยผลักดัน ให้กำลังใจ และคอยช่วยเหลือ (บ้าง) เพื่อให้เขาได้มีพัฒนาการไปพร้อมๆ กับเพื่อนในห้อง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะเกิดผลสำเร็จได้ หากคุณพ่อคุณแม่มีการวางแผนการเรียนของบุตรหลาน โดยพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ และเหนืออื่นใดคือศักยภาพของบุตรหลานด้วย นอกจากครูในโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังมีส่วนที่จะสามารถดึงศักยภาพที่อยู่ในตัวเด็กออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด เปรียบเหมือนการพายเรือที่มี มือพาย 2 อันย่อมไปได้เร็วกว่าที่มีมือพายเพียงมือเดียว แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่มักผลักให้เรือจ้างทำหน้าที่พายเรือเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พ่อแม่ต้องเป็นพายมือหนึ่งที่คอยควบคุมทิศทางของเรือ ด้วยตนเอง มันน่าจะดีกว่าหากเราช่วยกัน เพื่ออนาคตของเขาเหล่านั้นต่อไป

ครูจา

Aug
24
2014

บรรยากาศการแข่งขัน

ติดภาพบรรยากาศการแข่งขันจินตคณิตคิดไว เมื่อวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2557 มาให้ดูกัน เราจะเห็นความมุ่งมั่นของเด็กกลุ่มใหญ่ และความเอาจริงเอาจังของเขาเหล่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นได้ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองที่พาบุตรหลานเข้าร่วมการแข่งขัน และฝึกซ้อมเด็กๆ จนเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังต้องขอบคุณเด็กตัวน้อยทุกๆ คนที่ตั้งอกตั้งใจ และทำให้ดีที่สุด และที่ขาดไม่ได้ก็คือผู้จัดการแข่งขัน ที่ทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสได้แสดงฝีมือของเขาออกมา

นอกจากนี้แล้ว ขอแสดงความยินดีกับเด็กๆ ที่ได้รับรางวัลทุกๆคน แต่น้องๆ ที่ไม่ได้รับรางวัลไม่ได้หมายความว่าน้องๆ ไม่มีความสามารถ เพียงแต่ในการแข่งขันมีปัจจัยต่างๆ มากมาย นอกจากสมาธิในการแข่งขัน แล้วยังอาจเกี่ยวกับประสบการณ์ในการเข้าร่วมการแข่งขันด้วย เช่นอาจตื่นสนาม หรือไม่เคยถูกฝึกมาภายใต้ภาวะที่กดดันในเรื่องเวลา และรางวัลก็ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่า เด็กคนนั้นไม่มีความสามารถ เพียงแต่ความพร้อมยังน้อยกว่าคู่ต่อสู้เท่านั้นเอง ปีหน้าฟ้าใหม่น้อง ๆ อาจมีความพร้อมมากขึ้น แล้วเก็บเหรียญรางวัลในคราวต่อๆ ไปก็เป็นได้ขอเป็นกำลังใจให้เด็กทุกๆ คน ให้มีความมุมานะในการเรียนรู้ในทุกๆ วิชาที่เรียนค่ะ

ครูจา

Aug
17
2014

เรียนแล้วสับสน??

images (4)            อีกครั้งกับข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการเรียนจินตคณิต หลายๆ ครั้งมักได้ยินว่าการเรียนจินตคณิตมักทำให้เด็กสับสนกับการเรียนในโรงเรียน หรือ กล่าวว่าการเรียนจินตคณิตไม่มีประโยชน์กับเด็กๆ ข้อสงสัยดังกล่าวอาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจผิด เนื่องจากการใช้ลูกคิดในการคิดคำนวณจะเริ่มจากหลักที่มากที่สุด เช่น หลักร้อย แล้วจึงดำเนินการต่อในหลักสิบ และหลักหน่วย ตามลำดับ ซึ่งต่างจากการเรียนในโรงเรียนที่มีการดำเนินการทางคณิตศาสตร์จากหลักที่เล็กที่สุดก่อน ซึ่งถ้าเป็นเด็กประถมต้น ก็จะเริ่มจากหลักหน่วย แล้วดำเนินการต่อไปยังหลักสิบ และหลักร้อยตามลำดับ

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ ไม่ได้สร้างความสับสนในการคิดคำนวณคณิตศาสตร์ในโรงเรียนแต่อย่างใดเลย เนื่องจากหากเด็กสามารถจินตนาการได้ เขาจะสามารถคิดคำนวณโดยการใช้ลูกคิด (ในหัวของเขาเอง) โดยไม่ต้องมีการทดเลข (กรณีการบวกและการคูณ) หรือยืม (ในการลบ) แต่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้ปกครองที่เห็นเด็กที่ใช้ลูกคิด จะต้องดำเนินการ (ทั้งการบวก ลบ คูณ หรือ หาร) จากหลักหน้าก่อนเสมอ ซึ่งตรงกันข้ามกับการเรียนในโรงเรียนในแบบปกติ แต่ไม่ว่าการคิดคำนวณในแบบใด ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ วิธีการเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว การใช้จินตนาการในการคิดคำนวณมักถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็วกว่าการดำเนินการในแบบปกติด้วย หากเด็กๆ ที่เรียนจินตคณิตมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง มักส่งผลให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีกับการเรียนในทุกๆ ด้านเช่นเดียวกัน แต่หากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียน แต่ไม่ได้ให้การเอาใจใส่ และเรียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ผลที่ได้รับก็ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก นั่นหมายความว่าผลสัมฤทธิ์ (ไม่ว่าจะการเรียนใดๆ ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี หรือวิชาการ) แปรผันตรงกับความต่อเนื่องและการฝึกฝนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นหากต้องการให้บุตรหลานประสบผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องมีวินัยในการเรียน ต้องให้เวลา มีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

สุดท้ายนี้ หากพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการเห็นผลสัมฤทธิ์ของเด็กๆ ที่เรียนจินตคณิต ก็สามารถเข้าไปแวะชมการแข่งขันจินตคณิตได้ ในช่วงเวลา 9:00  น. ที่ เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ  วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2557 นี้คะ

ครูจา